“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ขึ้นปีใหม่แล้ว จงมาช่วยกันทำแต่สิ่งดีๆเถิด

คุณหมอวีซ่า (31/12/2010)


ฉบับส่งท้ายปีเก่า คุณหมอวีซ่าอยากเขียนเรื่องของตัวอย่างกรณีเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในวงการวีซ่าเมื่อไม่นานมานี้ ตั้งแต่ปีใหม่ 2011 นี้เป็นต้นไป กระทรวงตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติ (Department of Immigration & Citizenship - DIAC) ของออสเตรเลียเอาจริงเอาจังและตั้งกระบวนการปราบปรามผู้ที่ไปรับทำวีซ่า ไปเที่ยวให้คำแนะนำหรือให้ความช่วยเหลือทางด้านวีซ่าในออสเตรเลียโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือถือใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือไม่ได้ถือใบอนุญาตประกอบการเป็น Registered Migration Agent ที่ออกให้โดย Office of the MARA ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของทางกระทรวงโดยตรง

http://www.youtube.com/user/ImmiTV?feature=mhum#p/c/F4EFEEE1C3DD40C2/1/y7gpgMpHXgQ.
(Source: Pier Online dated 14 December 2010)

ตามมาติดๆ ก็เป็นกระบวนการปราบปรามโรงเรียนและเอเย่นทางการศึกษาที่ทำอะไรไม่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายของรัฐบาลออสเตรเลีย ท่านผู้อ่านคงจะจำได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ คุณหมอวีซ่าเคยเขียนเรื่องในทำนองที่เกี่ยวกับรัฐบาลออสเตรเลียได้ทำการกวาดล้างสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะสถาบันเอกชนทั้งหลายที่ไม่ได้มาตรฐาน และทำการฟ้องร้องเอเย่นที่ใช้เอกสารปลอมแปลงไปหลอกลวงรัฐบาล และผลที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็สะท้อนออกมาในรูปแบบของอัตราการปฏิเสธวีซ่านักเรียนด้วยตัวเลขที่สูงลิบลิ่ว จนสถาบันการศึกษาพากันโวยวายว่าทำให้จำนวนนักเรียนนานาชาติที่เข้ามาเรียนที่ออสเตรเลียน้อยลงกว่า 30% ส่งผลสะท้อนให้ประเทศเสียรายได้เมื่อเทียบกับคู่แข่งโลกเช่นประเทศ UK, USA, Canada หรือกระทั่งเพื่อนบ้านเราคือ New Zealand เป็นต้น

อนึ่ง จากผลตรงนี้ ยังทำให้ประชากรชาวออสเตรเลียพากันตกงานกันเป็นแถวๆ ยิ่งกว่านั้น ยังมีการประกาศตัดวีซ่าทักษะ และการแยกความเกี่ยวข้องทางด้านการศึกษา (education) ให้ออกจากการทำวีซ่าอพยพ (migration) ให้เห็นได้อย่างชัดเจนด้วยระบบนับแต้มที่เปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า จนทุกฝ่ายต่างก็งงกันไปตามๆกัน ส่วน eVisa agents เท่าที่คุณหมอวีซ่าทราบมาก็โดนตัดออกอย่างมหาศาล ยกตัวอย่างที่เมืองไทย เท่าที่ทราบมาทางสถานทูตฯได้ตัดจำนวน eVisa agents ลงจาก 200 กว่าเจ้าเหลือเพียง 8 เจ้าอย่างน่าตกใจ เงื่อนไขสำคัญอย่างหนึ่งของการเป็น eVisa agents ก็คือการที่จะต้องรักษาอัตราการผ่านวีซ่าให้สูงเกิน 90% อยู่ตลอดเวลา และที่คุณหมอวีซ่าสามารถยืนยันการเอาจริงของรัฐบาลชุดนี้ได้ ก็เพราะสำนักงาน CP ที่กรุงเทพฯเพิ่งจะได้รับสัญญา eVisa agent ฉบับใหม่ล่าสุดจากทางสถานทูตฯมาเมื่อเดือนที่ผ่านมานี้เอง โดยอ่านดูเงื่อนไขแล้ว ถึงตำแหน่งนี้จะเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ และได้รับการอำนวยความสะดวกในการทำวีซ่าจากอิมมิเกรชั่นมาอย่างมากก็จริง แต่งานก็หนัก เพราะความรับผิดชอบสูงมาก แถมเจ้าหน้าที่ยังบอกว่าจะแวะมาเยือนออฟฟิศเราทุกๆ 6 เดือนเพื่อมาตรวจดูว่าเราได้ปฏิบัติตามกฎที่กำหนดไว้หรือไม่

คุณหมอวีซ่าจึงถามทีมงานว่าหนักใจไหม ก็ได้คำตอบที่น่าภูมิใจนะคะว่า ตั้งแต่ที่ CP ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Trial eVisa Agent จำนวน 1 ใน 6 เจ้าแรกที่เมืองไทยเมื่อครั้งที่อิมมิเกรชั่นริเริ่มโครงการนี้เป็นครั้งแรกในปี 2004 ทีมงานเราก็ปฏิบัติตามกฎอย่างถูกต้องและรักษาคุณภาพมาอย่างเสมอต้นเสมอปลายด้วยดีมาโดยตลอด ตอนนี้ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสำหรับเราเลยไม่ใช่เหรอ ก็ถูกนะคะ หากเราทำแต่ในสิ่งที่ถูกต้องและทำดีมาโดยตลอด มาตรฐานก็จะคงตัว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดอย่างที่ทีมงานบอกมา มีแต่จะดีขึ้นด้วยประสบการณ์อันแน่นแฟ้นที่สร้างสมกันมากว่า 10 ปี

จากคำประกาศข้างล่าง ที่เกี่ยวกับบทบัญญัติว่าด้วยการดูแลนักศึกษานานาชาติของออสเตรเลีย (ESOS Act) ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษาชั้นสูง ฯพณฯ Chris Evans ประกาศไปเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2010 สดๆร้อนๆ ให้ยกระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศออสเตรเลียโดยเน้นคุณภาพมาเป็นหลัก (และก็อย่างว่าคุณภาพก็มาพร้อมกับราคา) ดังนั้น คุณหมอวีซ่าจึงไม่จะแปลกใจเลยที่โรงเรียนต่างๆอาจต้องทำการปรับหลักสูตรให้เป็นระดับการศึกษาชั้นสูงและ charge ราคาแพงขึ้น แทนที่จะเป็นเพียงระดับ certificates หรือ diplomas ระดับราคาถูกๆ ที่สอนโดยโรงเรียนเอกชนโดยทั่วไป โดยที่นักเรียน ก็ไปเรียนบ้าง ไม่ไปบ้าง ตามมาด้วยปัญหา attendance อย่างไม่หยุดยั้ง

หลัง update ข้อมูล คุณหมอวีซ่าก็อยากจะหยิบยกเรื่องจริงที่เกี่ยวกับวีซ่ามาเล่าสู่กันฟัง เพื่อสนับสนุนให้พวกเราทำแต่ในสิ่งดีๆต้อนรับปีใหม่นี้นะคะ

เรื่องที่ 1 : คุณปูกับคุณกุ้ง (นามสมมุติ) เป็น Australian citizens และเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก เปิดร้านอาหารไทยทำงานหามรุ่งหามค่ำกันมาก็ร่วม 10 ปี จนไม่มีเวลาทำลูกกัน ว่างั้นเถอะ พออายุเริ่มมากเข้า ก็เริ่มคิดว่าอยากมีเด็กน้อยมาเพิ่มสีสันให้กับชีวิต แต่ลองกันมาหลายปีก็ไม่ติดสักที ทำกิ๊ฟมาก็ตั้งไม่ทราบกี่ครั้งหมดเงินไปก็มากมาย อีกอย่างสร้างมรดกมามากมาย ก็อยากหาเชื้อสายตนมารับช่วง คุยกับคุณหมอวีซ่าทุกครั้ง ก็บ่นเครียดเรื่องนี้ทุกรอบจนไปกระทบความสัมพันธ์คู่สามีภรรยากัน จนเมื่อเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา คุณหมอวีซ่ามีโอกาสคุยกับคุณแม่ของคุณปูที่เมืองไทย ท่านบ่นเหงา ลูกไปอยู่นอกกันหมด แก่ตัวลงทุกวันไม่มีคนใกล้ชิดดูแล คุณหมอวีซ่าก็ได้ถ่ายทอดความรู้สึกตรงนี้ของคุณแม่ให้คุณปูฟัง คุณปูจึงโทรไปคุยกับคุณแม่ และในที่สุดก็ได้มาพบคุณหมอวีซ่าให้ยื่นเรื่อง Contributory Parents visa ให้คุณแม่มาอยู่ร่วมที่ออสเตรเลียด้วย เสียเงินให้รัฐบาลออสฯไป 3 หมื่นกว่าดอลล่าห์เป็นค่าสมทบค่าเลี้ยงดูคุณแม่ให้รัฐฯไป เจอคุณปูอีกที ยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะวีซ่าคุณแม่ก็ผ่านมาด้วยดี และข่าวใหญ่ที่ตามมาก็คือคุณกุ้งตั้งท้องใกล้คลอด โดยมีคุณแม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ดีใจสมหวัง happy ทั้งครัวเรือน คุณหมอวีซ่าขอแสดงความยินดีด้วย ความกตัญญูส่งบุญกลับให้เห็นได้อย่างทันตาจริงๆนะคะ

เรื่องที่ 2: คุณจอห์นกับคุณก้อย (นามสมมุติ) - คุณก้อยเป็น PR ของออสเตรเลีย เป็นสาวเปรี้ยว ทำงานให้กับบริษัท professional firm แห่งหนึ่งในออสเตรเลียที่ขาย intelligent information ให้กับบริษัททำการตลาดในออสเตรเลีย ช่วงที่ทำงาน ก็ได้มีโอกาสรู้จักกับคุณจอห์น หนุ่มรูปหล่อถือวีซ่าชั่วคราวรายหนึ่งที่มาติดต่อธุรการกับบริษัทที่คุณก้อยทำงานอยู่ ทำไปทำมาก็เป็นแฟนคบกันมาสักพัก คุณจอห์นก็มาให้คุณหมอวีซ่าทำวีซ่าคู่ครองให้โดยมีคุณก้อยเป็นสปอนเซอร์ให้ สัมภาษณ์ดูเอกสารทุกอย่างก็ดูดี เคสไม่น่ามีปัญหา ส่วนทางบ้านที่เมืองไทยของคุณก้อยก็ดีใจลูกสาวได้แฟนฝรั่ง หม่าม้าโดยเฉพาะเตรียมจัดงานต้อนรับลูกเขย แถมซื้อคอนโดให้ลูกสาวเพื่อไม่ให้น้อยหน้าชาวต่างชาติ ทุกอย่างก็ดูจะลงเอยด้วยดี จนวันหนึ่งคุณจอห์นเดินมาพบคุณหมอวีซ่าหน้าตกมาเลย เพราะมาขอถอนเคส ไม่อยากอยู่ภายใต้สปอนเซอร์ของคุณก้อยอีกต่อไป ถามไปถามมา ปรากฎว่าฝ่ายชายไปมีแฟนใหม่ และขอเปลี่ยนคนสปอนเซอร์ ผู้หญิงคนใหม่หน้าตาก็ไม่สวยเท่าคุณก้อย งานก็ไม่ดีเท่า แต่ความซื่อสัตย์ กับความเป็นแม่บ้านเป็นเลิศ คุยไปคุยมาปรากฎว่ามีปัญหาทะเลาะกันด้วยเรื่องอุดมการณ์ที่ไม่ตรงกัน ฝ่ายชายเลยเผยความในใจออกมาว่า เขาเองก็มีญาติสนิททำงานในธุรกิจสายเดียวกับบริษัทที่คุณก้อยทำงานแล้วก็เป็นคู่แข่งทางการค้าด้วยกัน เขาเคยใช้ให้คุณก้อยในฐานะที่เป็นแฟนกันดึงข้อมูลบางอย่างจากทางบริษัทไปให้ญาติสนิทของตน คุณก้อยก็ยอมละเมิดจรรยาบรรณในวิชาชีพของตนและไปขโมยข้อมูลเหล่านั้นมาให้เพราะความรักแฟน แต่แทนที่ฝรั่งเขาจะ appreciate เขากลับคิดต่างจากคนไทยเรามาก เขากลับบอกว่า หากคุณก้อยสามารถหักหลัง ทรยศได้กระทั่งกับเจ้านายที่ให้งานและเลี้ยงดูสอนงานคุณก้อยมาตั้งหลายปี หักหลังเพื่อนร่วมงาน แล้วอะไรจะทำให้คุณก้อยไม่สามารถหักหลังแกได้หละ แกเลยไม่ไว้ใจผู้หญิงคนนี้ จึงขอเลิก แล้วก็ไปมีคนใหม่ คุณหมอวีซ่างงมากเลย อาจมีเรื่องอะไรเกิดมากกว่านี้ เราก็ไม่กล้าถามเพิ่มเติม เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวเขา เพียงแต่เสียดายที่เคสก็ดำเนินไปจนเกือบขั้นสุดท้ายแล้ว

ขอส่งข่าวก่อนจบและเปิดต้อนรับปีใหม่นี้ด้วยการขอเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านและน้องๆนักศึกษานานาชาติ มาร่วมฟังสัมมนาที่เกี่ยวกับการนับแต้ม 65 คะแนนในงาน “CP Skilled Visas Seminar” ระบบใหม่สุดของวีซ่าทักษะ (General Skilled Migration - GSM) ที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 July 2011 นี้ จัดโดยทีมงาน CP Sydney ในวันเสาร์ที่ 22 มกราคม 2011 ตั้งแต่เวลา 13.00 - 16.00 น. ที่ Ground Floor ของสำนักงาน CP Sydney มาทำความกระจ่างให้รู้เรื่องซักทีว่าเราจะเข้าข่ายตามกฎใหม่ไหมหรือจะตามกฎเก่า ถ้าไม่ ต้องทำอย่างไรให้เข้าข่าย อย่ามัวแต่ไปฟังคนโน้นพูดนิดคนนี้พูดหน่อยให้สับสนเปล่าๆ มางานสัมมนาที่ CP งานเดียว กระจ่างทันที

ตามติดๆด้วยงานสัมมนา “วีซ่าคู่รัก” ในงาน “CP Valentine Partner Visas Seminar” ประจำปี 2011 ซึ่งทาง CP ได้รับเกียรติจัดร่วมกับสถานกงสุลประจำนครซิดนีย์ทุกปีในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ ซึ่งปีนี้วัน Valentine ตรงกับวันจันทร์ที่ 14 February 2011 ตั้งแต่เวลา 13.00 – 16.00 น. ที่ Ground Floor ของสำนักงาน CP Sydney โดยคู่รักสามารถจูงมือกันมาจดทะเบียนสมรสแบบไทยได้ในวันงาน พร้อมได้ใบทะเบียนสมรสกลับไปทันทีในวันเดียวกัน ภายใต้การสนับสนุนงานของชุมชนชาวไทยจากทางสถานกงสุลใหญ่ประจำนครซิดนีย์ มาฟังความกระจ่างถึงข้อแตกต่างระหว่างการสมรสแบบไทยกับแบบออสฯว่ามีผลกระทบต่อเราและต่อการยื่นวีซ่า

ทุกอย่างฟรีค่ะ แถมมีของชำรวยแจกในวันงานอย่างเป็นกันเองและสนุกสนาน แล้วไว้พบกันในวันงานปีใหม่นี้นะคะ ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆ สมหวังเรื่องวีซ่ากันทุกคนเลยค่ะ...

ด้วยความปรารถนาดี Merry Christmas and Happy New Year... จากคุณหมอวีซ่าค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

คุณหมอวีซ่า 01/12/2010

มองย้อนหลังปี 2010 - ในโลกของการศึกษาต่อต่างประเทศ

ส่วนในโลกของการศึกษาต่อต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศออสเตรเลียก็เกิดการเปลี่ยนแปลงและเหตุการณ์อลหม่านที่ไม่เคยคาดการณ์กันมาก่อนตั้งแต่เปิดฉากต้นปี 2010 เลยทีเดียว ด้วยการประกาศล้มละลายของโรงเรียนหลายแห่ง กระทั่งโรงเรียนชื่อดังเช่น GEOS Australia ที่มีถึง 8 สาขาทั่วออสเตรเลีย ส่งผลให้นักเรียนกว่า 2,300 คนต่างหาที่เรียนใหม่หรือกลับประเทศ ตามกันติดๆ ด้วยการปิดของโรงเรียนอาชีวศึกษาอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะในรัฐ Victoria ที่เกิดจากการปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่ทางรัฐบาลกำหนดบ้าง ล้มละลายบ้าง ประกอบกับการที่อิมมิเกรชั่นออกนโยบายใหม่เข้มงวดในเรื่องกฎเกณฑ์ของวีซ่านักเรียนขึ้นอีกมาก และที่เห็นชัดๆ ก็คือ การประกาศแยกเรื่องการเรียนกับการอพยพเข้าเมืองออกจากกันทั้งสองสาขาอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะกับการเรียนในสายอาชีวศึกษา (เช่น Cookery, Hairdressing) ที่เคย link กับเรื่องการอพยพข้ามฝั่งอนุมัติให้ข้ามฝั่งไปถือวีซ่าถาวรของออสเตรเลียได้อย่างง่ายๆในอดีตมาเป็นเวลาหลายปี จนรัฐบาลเพิ่งจะมาพบว่าไม่ใช่วิธีที่ดี เพราะทำให้ประเทศได้แต่ผู้อพยพที่ไม่มีคุณภาพ จึงได้พยายามทำการแก้ไขและเปลี่ยนกฎเกี่ยวกับวีซ่าทักษะ (Skilled Visa) ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อแก้ปัญหาจุดนี้ ส่งผลให้จำนวนนักเรียนที่เคยเลือกมาเรียนต่อในประเทศออสเตรเลียลดลงไปถึง 30% กระทบต่อรายได้ร่วม $18 พันล้านเหรียญของประเทศอย่างมหาศาล ประชากรก็พากันตกงาน จวบกับเงินดอลลาห์ออสเตรเลียก็แข็งตัวขึ้นอีก สถาบันต่างๆจึงรวมตัวกันขึ้นมาต่อต้านให้รัฐบาลผ่อนกฎเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนลงบ้าง แต่รัฐบาลออสเตรเลียก็ยืนกรานว่าที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อกู้สถานการณ์และชื่อเสียงทางการศึกษาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษาทั่วโลกว่าออสเตรเลียสามารถให้คุณภาพการศึกษาที่ดียิ่งต่อชาวโลกได้ จะสังเกตว่าสถาบันยิ่งต่อต้าน รัฐฯก็ยิ่งเคี่ยวขึ้น และเมื่อวันที่ 25 November 2010 ที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้ประกาศเปลี่ยนกฎเพิ่มเติมอีกในการแยกหลักสูตร Diploma กับ Advanced Diploma ออกเป็นระดับอาชีวะ (Vocational) กับเป็นระดับการศึกษาชั้นสูง (Higher Education) จนโรงเรียนอาชีวะระดับเอกชนซึ่งขายแต่หลักสูตรภายใต้วีซ่า subclass 572 ต่างเกิดความไม่พึงพอใจที่รัฐบาลออสเตรเลียมีนโยบายกีดกันหลักสูตรกันถึงขั้นนี้ เห็นแหล่งข่าวสื่อกันมาว่า สถาบันเอกชนหลายแห่งกำลังรวมตัวเพื่อฟ้องร้องท่านรัฐมนตรีตรวจคนเข้าเมืองคือ ท่าน Chris Bowen MP เห็นว่าจะเอาท่านไปขึ้นศาล ด้วยเหตุผลที่ว่านโยบายของรัฐบาลออสเตรเลียแสดงให้เห็นถึงการแบ่งแยกและกีดกันระหว่างหลักสูตรโดยเฉพาะของสถาบันของรัฐบาล หรือกลุ่มที่เชื่อมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ กับสถาบันเอกชนอย่างไม่ยุติธรรม การทำเช่นนี้ ก็เท่ากับทำให้สถาบันเอกชนอาจอยู่รอดไม่ได้ และต้องปิดประตูตามๆกันไป และถ้าเป็นเช่นนั้น ก็จะส่งผลให้ประชากรชาวออสเตรเลียตกงานกันเป็นแถวๆ อย่างเช่นตามที่คุณ Natasha Muyrseidl ประธานของ Kelly Colleges ที่ Brisbane ได้ยืนขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลกับการให้ข้อมูลผ่านสื่อโดยให้ความเห็นว่า ถ้าโรงเรียนของเขาต้องปิดประตู ก็จะมีชาวออสซี่ตกงานถึง 50 คน และถ้าอีกหลายๆ colleges ก็ต้องโดนบังคับให้ปิดธุรกิจเพราะอยู่รอดไม่ได้ เนื่องจากจะไม่มีจำนวนนักเรียนเพียงพอเข้ามาเรียนในออสเตรเลียอีกแล้ว เพราะวีซ่าเคี่ยวขึ้นมาก ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ลองนึกดูว่าจะมีชาวออสซี่ตกงานกันอีกกี่คน คุณ Natasha กล่าวว่าตอนนี้ มันเป็นเรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องความอยู่รอดของประชากรชาวออสซี่ ไม่ใช่เป็นเรื่องทางการเมืองเสียแล้ว…

แต่ทางรัฐบาลออสเตรเลียชุดปัจจุบันที่นำโดยท่านนายกหญิง Julia Gillard ก็ยืนยันว่าตัวเลขนักเรียนเข้าออสเตรเลียตกนั้น ก็มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องค่าเงิน dollars ที่แข็งตัวขึ้น การแข่งขันในตลาดโลกที่ดุเดือด และการเปลี่ยนกฎวีซ่านักเรียนที่เข้มงวดขึ้น โดยรัฐบาลมีนโยบายจะคัดเฉพาะแต่ประเภทนักเรียนที่มีเจตนาจะมาเรียนอย่างแท้งจริง และมีเงินมากพอที่จะกินอยู่และเรียนในออสเตรเลียได้จริงๆ ถึงจะมีโอกาสผ่านวีซ่าได้ ซึ่งหมายถึงการเน้นทางด้านคุณภาพสูงโดยตรง และการเน้นคุณภาพนี้ ก็รวมไปถึงการควบคุมคุณภาพของเอเย่นการศึกษาจากทั่วโลกด้วย โดยเมื่อปลายเดือน November 2010 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นชั้นสูงจากสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย 3 ท่านก็เพิ่งจะมาเยือนสำนักงาน CP สาขากรุงเทพ เพื่อมาส่งข่าวการอนุมัติให้ CP ต่ออายุการเป็น eVisa agent 1 ใน 10 เจ้าของประเทศไทยที่หลงเหลืออยู่ พร้อมส่งสัญญาฉบับใหม่ที่เข้มงวดขึ้นกว่าเดิมอีกมาให้เซ็น และให้การอบรมพนักงาน CP คร่าวๆ (ซึ่งเข้าใจว่าตอนช่วงที่รัฐบาลออสเตรเลียปล่อยวีซ่าและออกวีซ่านักเรียนอย่างง่ายดาย อิมฯได้นำระบบ eVisa เข้ามาใช้กับประเทศไทย จีน อินเดียสำหรับการยื่นวีซ่านักเรียนในระดับ Assessment Level 2 – 4 เป็นครั้งแรก ในช่วงต้นๆอิมฯเคยแต่งตั้ง eVisa agents ถึง 50 กว่าเจ้า แต่ด้วยการที่เอเย่นไม่รักษาคุณภาพ โดยเฉพาะมีหลายแห่งก็ทำเอกสารปลอมแปลงไปหลอกทางสถานทูตจนเขาเข็ด จึงมีการตัดเอเย่น eVisa ออกจาก list สถานทูตไปมาก)

ในขณะที่ประเทศออสเตรเลียกำลังเกิดความวุ่นวายในวงการการศึกษา ประเทศอื่นๆอย่างเช่นอังกฤษ (UK) ก็มีการเคี่ยวเรื่องวีซ่านักเรียนเช่นกันโดยบังคับให้นักเรียนนอกกลุ่ม EU จะต้องสอบภาษาอังกฤษให้ผ่านระดับพื้นฐาน จึงจะออกวีซ่าให้เข้าไปเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศอังกฤษได้ ช่วงนั้นก็เป็นช่วงเลือกตั้งที่โน่นพอดี ทางสถาบันสอนภาษาที่อังกฤษเกิดความไม่พอใจ และรวมตัวขึ้นมาต่อต้านกัน โดยทางสมาพันธ์ English UK ได้ยื่นอุทธรณทำเรื่องผ่าน Judicial Review แล้วก็ชนะคดี กฎข้อนี้ก็เลยพับไป ทางประเทศอังกฤษจึงไม่ได้รับผลกระทบกับจำนวนนักเรียนที่ตกฮวบฮาบเหมือนที่เกิดขึ้นในออสเตรเลีย

ส่วนที่ประเทศ Canada ขณะที่ประเทศออสเตรเลียและอังกฤษขึ้นมาเคี่ยวเรื่องวีซ่านักเรียนกัน Canada กลับผ่อนลงโดยการเสนอโครงการใหม่ๆ อย่างเช่น Dual Intent และ Study and Work programs ในการอนุมัติให้นักเรียนที่เลือกไปเรียนที่ประเทศแคนนาดาสามารถได้วีซ่าทำงานได้เท่ากับเวลาที่ลงเรียน อย่างเช่น เรียน 1 ปีก็ได้วีซ่าทำงาน 1 ปี เรียน 2 ปี ก็ได้วีซ่าทำงานต่ออีก 2 ปี เป็นต้น ยิ่งกว่านั้น เด็กที่จบ 2 ปี และทำงาน 1 ปีในแคนนาดา ยังสามารถขอวีซ่าอาศัยอยู่อย่างถาวรภายใต้โครงการ Canadian Experience Class ได้อีกด้วย คล้ายๆกับที่ออสเตรเลียเคยประสบความสำเร็จในแง่ของการดึงดูดนักศึกษานานาชาติให้เข้าเมืองตนเพื่อเรียนหนังสือ ทำรายได้ให้กับประเทศนั่นเอง นอกจากนี้ แคนนาดายังอนุมัติการต่ออายุโครงการ Student Contest Program ในการคัดเลือกสมาชิกในกลุ่ม AACC ให้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับอิมมิเกรชั่นของ Canada (Citizenship and Immigration Canada – CIC) เพื่ออำนวยความสะดวกให้วีซ่านักเรียนผ่านได้ว่องไวง่ายขึ้น คล้ายๆกับโปรแกรมแต่งตั้ง eVisa agents ของออสเตรเลียนั่นเอง ต่างกันตรงที่ในขณะที่ Canada เพิ่มจำนวนเอเย่น ออสเตรเลียตอนนี้ตัดจำนวนลงเหลือน้อยมากๆ อีกอย่างก็คือในขณะที่ Australia หยุดเรื่องการรับผู้อพยพถาวร (Permanent Resident) โดยผ่านช่องทางทางการศึกษา รัฐบาล Canada กลับ offer ทางลัด (fast – track) ให้นักเรียนได้ Citizenship ของ Canada เร็วขึ้นหากเรียนจบระดับมหาวิทยาลัยในมณฑล Quebec เป็นต้น

ส่วนที่อเมริกา (USA) ก็มีการแต่งตั้งเอเย่น 8 เจ้าแรกให้ได้รับใบรับรองที่เรียกว่า American International Recruitment Council (AIRC) ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2009 ที่ผ่านมา ด้วยความที่เป็นประเทศที่ได้รับความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่งของนักเรียนจากทั่วโลก สมัยก่อนที่จะมีเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกคู่ฟ้าในนิวยอร์ก สหรัฐฯ ไม่เคยต้องอาศัยระบบเอเย่น หรือระบบจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้เอเย่นในการหานักเรียนให้เลย เด็กเลือกที่จะไปเองอยู่แล้ว การจัดตั้งสมาคมดังกล่าว จึงนับเป็นก้าวแรกของการแนะนำระบบเอเย่น โดยเจาะตรงเข้าตลาดโลกในการแข่งขันเชิงรุกอย่างแท้จริง


ประเทศอื่นๆเช่น Singapore ก็เข้ามาแข่งขันกับตลาดโลก โดยมีจุดเด่นตรงที่นักเรียนจะได้เรียนทั้งภาษาอังกฤษและจีนภายใต้สภาพแวดล้อมที่สะอาดปลอดภัย และสำหรับนักเรียนไทย ก็อยู่ไม่ไกลบ้าน สำหรับน้องๆที่ budget ต่ำ ปัจจุบันก็มี Malaysia เข้ามาให้เป็นทางเลือก โดยเด็กไทยโดยเฉพาะจากภาคใต้ คุณพ่อคุณแม่ก็นิยมส่งไปเรียนที่ปีนังและกัวลาลัมเปอร์ มาเป็นเวลาช้านานแล้ว

ปัจจุบัน ตลาดจีนก็มาแรง เพราะเด็กจากทั่วโลกจะชอบไปเรียนภาษาจีนและท่องเที่ยวประเทศจีนไปในตัว ยิ่งเศรษฐกิจจีนเติบโตเร็วมากเช่นนี้ ยิ่งเป็นจุดดึงดูดให้คุณพ่อคุณแม่อยากส่งเด็กๆไปเรียนรู้กัน

วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การเปลี่ยนแปลงวีซ่าทักษะครั้งใหญ่ ไม่มีคะแนนให้กับสายอาชีพอีกแล้ว

คุณหมอวีซ่า 15/11/2010

หมายความว่าเรียนจบออสเตรเลีย ขอวีซ่าถาวรไม่ได้อีกแล้วเหรอ??

และแล้วเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรีกระทรวงตรวจคนเข้าเมือง Hon. Chris Bowen ก็ได้ทำการประกาศนโยบายใหม่สุดของรัฐบาลออสเตรเลียถึงระบบการคัดเลือกผู้อพยพ (migrants) รุ่นใหม่โดยที่ถ้านโยบายนี้ผ่านรัฐสภาก็จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 July 2011 เป็นตันไป
ระบบใหม่นี้ ท่านเน้นตรงไปที่การรับเฉพาะผู้อพยพคุณภาพที่มีทักษะสูง
โดยเน้นประสบการณ์งาน วุฒิการศึกษา กับ ภาษาอังกฤษ มาเป็นหลัก แค่ยังมีแต้มให้กับภาษาชุมชน (รวมภาษาไทย) การจบจากสถาบันในเขตภูมิภาคของออสเตรเลีย (regional study) แต้มจากคู่ครอง และจากการเรียนจบหลักสูตร Professional Year มา และถึงแม้จะไม่มีการกำหนดแต้มให้กับอาชีพที่เสนอเลยก็ตาม ผู้ยื่นก็ยังคงต้องเสนออาชีพตามใน SOL (Skilled Occupation List) ที่เิ่พิ่งประกาศใช้เมื่อ 1 July 2010 อยู่ดี


ระบบใหม่นี้ คุณหมอวีซ่าขอย้ำว่าใช้เฉพาะกับวีซ่าประเภทต่างๆ ต่อไปนี้เท่านั้น นะคะ
· ประเภท 885 Skilled Independent (onshore)
· ประเภท 886 Skilled Sponsored (onshore)
· ประภท 175 Skilled Independent (offshore)
· ประเภท 176 Skilled Sponsored (offshore)
· ประเภท 487 Skilled Regional Sponsored (onshore)
· ประเภท 475 Skilled - Regional Sponsored (offshore)


และจะไม่กระทบผู้ยื่นที่มีสิทธิ์ยื่นตามกฎเก่า ได้แก่ กลุ่มผู้ที่ถือวีซ่า 485 (Temporary Skilled Graduate Visa) หรือได้ยื่นใบสมัครไปแล้วตั้งแต่เมื่อหรือก่อนวันที่ 8 February 2010 – กลุ่มนี้ยังมีสิทธิ์ยื่นขอ PR ได้จนถึงสิ้นปี 2012 โน่นเลยทีเดียว

สำหรับนักเรียนนานาชาติ ที่ ณ วันที่ 8 February 2010 ยังถือวีซ่านักเรียนอยู่ก็ย่อมมีสิทธิ์ขอวีซ่า SC485 ได้จนถึงสิ้นปี 2012 แล้วเช่นกัน ส่วนผู้ที่ไม่เข้าข่ายในกรณีต่างๆ ดังกล่าว หากจะขอ PR หลัง 1 July 2011 ก็ต้องมาดูกันว่าจะเข้าข่ายตามกฎใหม่กันหรือไม่

การนับแต้มระบบใหม่ต่างจากระบบเก่าอย่างไร ?
ที่เห็นกันชัดๆ ก็คือลดจาก 120 มาเป็น 65 คะแนน โดยจะไม่มีการให้คะแนนกับสายอาชีพที่เสนออีกต่อไป (อดีตเคยให้ 40, 50 หรือ 60 คะแนนแล้วแต่อาชีพที่เสนอ) แต่จะเน้นที่:


1. ประสบการณ์งานในสายอาชีพที่ต้องอาศัยความชำนาญตามที่ลงไว้ใน SOL (Skilled Occupational List) กล่าวคือ ผู้ยื่นยังต้องเสนออาชีพสายใดสายหนึ่งใน SOL แต่จะไม่ได้รับแต้มจากอาชีพ ที่เสนอเลยแม้แต่แต้มเดียว คะแนนจะไปลงที่ประสบการณ์งานมากกว่า
- โดยถ้าผู้ยื่นมีประสบการณ์งานในออสเตรเลีย1 ใน 2 ปีที่ผ่านมาก็ให้ 5 แต้ม3 ใน 5 ปีที่ผ่านมา ก็ให้ 10 แต้ม5 ใน 7 ปีที่ผ่านมา ก็ให้ 15 แต้ม

- และถ้ามีประสบการณ์ทำงานจากต่างประเทศ3 ใน 5 ปีที่ผ่านมา ก็ให้ 5 แต้ม5 ใน 7 ปีที่ผ่านมา ก็ให้ 10 แต้ม8 ใน 10 ปีที่ผ่านมา ก็ให้ 15 แต้ม

2. ภาษาอังกฤษ
- ถ้าสอบ IELTS ผ่าน 6 มา ก็ไม่มีคะแนน 0 แต้ม
- ถ้าสอบ IELTS ผ่าน 7 ก็ได้ 10 แต้ม
- ถ้าสอบ IELTS ผ่าน 8 ก้ได้ 20 แต้ม

3. เรื่องอายุ จะเห็นว่าระบบเก่าไม่ให้อายุเกิน 45 แต่ระบบใหม่ให้ถึง 49 ปี โดยช่วงอายุที่ได้คะแนนสูงสุด จะตกอยู่ในช่วง 25-32 ปี โดยจะได้ถึง 30 คะแนน แต่ช่วง 45-49 ถึงจะอนุมัติให้ยื่นใบสมัครได้แต่ก็ไม่มีการให้แต้มเลย
- แต้มเรียนจบ Professional Year ลดจาก 10 เหลือเพียง 5 แต้ม
- แต้มเรียนจบ 2 ปี จาก Australia ไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้ 5 แต้มเหมือนเดิม
- ส่วนแต้มคุณวุฒิ (จาก Australia หรือที่ไหนก็ได้ก็เป็นที่รับรองของออสเตรเลีย)
- จบ PhD (จะเป็นจาก Australia หรือ จบจากต่างประเทศก็ได้) ให้ 20 แต้ม
- จบปริญญาตรีจากออสเตรเลีย หรือต่างประเทศ หรือ ตรี+โท / ตรีเกียรตินิยม ให้ 15 แต้ม
- จบ Diploma จากออสเตรเลีย ให้ 10 แต้ม
- จบ Certificate III / IV จากออสเตรเลีย ให้ 10 แต้ม
- มีวุฒิใบผ่านการฝึกงาน (Apprenticeship) จากต่างประเทศ 10 แต้ม เช่นกัน
- แต้มภาษาชุมชนที่กำหนดให้ไว้ 5 แต้ม คุณหมอวีซ่าว่าเสมือนไม่ให้เสียมากกว่า เพราะจะไม่มีการนับจากปริญญาตรีที่เรียนมาเป็นภาษาไทยอีกแล้ว แต่ดูจากการผ่าน NAATI มาเท่านั้น
- เรียนจบจากเขตภูมิภาค (Regional) ให้ 5 แต้ม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่แต้มสปอนเซอร์จาก Government, State หรือ Territory ลดจาก 10 เป็น 5 แต้ม
- คะแนนที่ได้จากคู่ครองที่มีคุณสมบัติผ่าน Skilled Assessment ผ่านเงื่อนไขอายุและภาษามา ก็ให้ 5 แต้มเท่าเดิม
- ญาติที่อาศัยอยู่ในเขตภูมิภาค (Regional Area) สามารถให้แต้มสปอนเซอร์ได้ 10 แต้ม
วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้


คุณหมอวีซ่าคิดว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะมีผลกระทบต่อบุคคลต่างๆ ต่อไปนี้:
(1) ด้วยการเปลี่ยนแปลงหลักที่เน้น
- ภาษาอังกฤษ
- วุฒิการศึกษาระดังสูงถึง PhD
- หลักฐานจากประสบการณ์งาน
ผู้ที่โดนกระทบหนักจะได้แก่ผู้จบมาทางสายอาชีวศึกษา (Trade) และนักเรียนนานาชาติต้องอาศัยการข้ามสะพานจากวีซ่า 485 เพื่อซื้อเวลาให้ตนเองทำคะแนนเพิ่มเติมให้ถึงระดับตามที่รัฐบาลกำหนด จึงจะมีสิทธิ์ขอ PR ได้


(2) การยกคะแนนสายอาชีพออกโดยสิ้นเชิง มีผลกระทบอย่างไร
- เป็นผลดีต่อผู้ที่เสนออาชีพประเภท 50 แต้ม ใน SOL ใหม่
- ผู้ที่เสนออาชีพ 40-50 แต้ม คงต้องผ่านการขอสปอนเซอร์จากรัฐบาลรัฐหรือปริมณฑลจึงจะมีโอกาสผ่าน
- ผู้ที่เสนออาชีพที่เคยทำแต้มได้ 60 คะแนน จะเสียเปรียบเนื่องจากระบบใหม่ดูจากประสบการณ์งาน คุณวุฒิ และทักษะทางภาษาเป็นหลัก


(3) อายุ
- เน้นกลุ่ม 25 -32 ปีที่จะสร้างผลประโยชน์ให้ออสเตรเลียได้สูงสุด และอนุมัติให้ยื่นได้จนถึง 49 ปี ดังนั้นกลุ่มที่ได้เปรียบคือ กลุ่มที่มีอายุ 25-32 ปี กับ 45-49 ปีกลุ่มเสียเปรียบคือ กลุ่มอายุ 18-24 ปี

(4) ภาษาอังกฤษ
- แน่นอนที่สุด สำหรับคนไทยมาอย่าว่าแต่ IELTS 8 เลย IELTS 6 ยังสอบกันแทบจะแย่ร้องจ๊ากกันเลย จะทำไงดีเหนอ? คุณหมอวีซ่าสงสัยจังว่า ถ้าอยากให้ท่านรัฐมนตรีไปสอบ IELTS เอง จะผ่าน 8 ไหมหนอ?

(5) ประสบการณ์งานใน Australia
- ผู้ที่ได้ผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงก็คือ ผู้ถือ 457 ก็จะมีโอกาสสร้างประสบการณ์ทำงานในออสเตรเลียยาวถึง 3 ปี หรือเกินกว่า (ให้ 10 คะแนน) ผู้ที่เสียเปรียบ คือ นักศึกษานานาชาติที่เรียนหลักสูตรเพียง 2 ปี เนื่องจากแทบจะไม่มีเวลาสร้างประสบการณ์งานในออสเตรเลียได้เลย

(6) ประสบการณ์งานในต่างประเทศ
- การเปลี่ยนแปลงครังนี้ ไม่มีการระบุชัดเจนว่าสามารถขอแต้มซ้อนได้จากทั้งต่างประเทศและประสบการณ์ในออสเตรเลียได้หรือไม่ อีกอย่างการอ้างอิงถึงประสบการณ์งาน เช่น 8 ปีใน 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ยื่นสามารถรวบรวมเอกสารให้ครบถ้วนใหม่ เช่น ใบจ่ายเงินเดือน จ่ายภาษี เป็นต้น

(7) คะแนนจาก Professional Year ลดจาก 10 เหลือ 5 แต้ม

(8) คะแนนที่ให้กับวุฒิปริญญาตั้งแต่ตรีหรือโท ได้ 15 แต้ม เท่ากัน ต้องได้ PhD จึงจะ claim 20 แต้มได้ อย่างนี้แล้วมหาวิทยาลัยยังจะขายหลักสูตรปริญญาโทได้ไงอีกหล่ะ? เนื่องจากปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศก็เป็นที่รับรองแล้ว ขอให้เรียนตรงสาขาอาชีพที่กำหนดไว้ใน SOL list ใหม่

(9) หลักสูตร Trade เช่น Electrician ถึงจบแล้วจะให้ 10 แต้มก็ตาม แต่ TRA ปัจจุบันผ่านยากมาก แค่เรื่อง IELTS อย่างเดียวก็หลุด trade pesons ดีๆไปมากแล้ว

(10) อาชีพ 3 สายที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นอย่างแรงคือ
- สาย IT ซึ่งสามารถใช้วุฒิจากการทำงาน เช่น MCSE แทนปริญญาโทได้
- สายบริหาร (management) ซึ่งให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทำงานมากกว่าวุฒิทางการศึกษา
- บัญชี (accounting) ที่อนุมัติให้ใช้วุฒิจากต่างประเทศได้ คิดว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ ในออสเตรเลียคงต้องปิดประตูกันไปตามๆ กันในครั้งนี้แล้วกระมัง


(11) ภาษาต่างชาติ ต้องผ่าน NAATI กล่าวคือปริญญาตรีจากบ้านเราที่จบมาเป็นภาษาไทยใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วค่ะ

(12) จุดที่น่าสนใจ คือ ขณะผู้ที่ยื่นที่มีรัฐบาลรัฐหรือปริมณฑลเป็น sponsor ให้ในวีซ่า 176 /886 จะได้รับเพิ่มเพียง 5 แต้ม แต่ถ้าเป็นการสปอนเซอร์ไปอยู่ใน Regional area ด้วยวีซ่า 487 / 475 กลับได้คะแนนถึง 10 แต้ม

ตามที่คุณหมอวีซ่าวิเคราะห์ดู จะเห็นได้ว่าทุกอย่างยากขึ้นหมด ลองยกกรณีให้แต้มในหลายๆ กรณี ก็แทบไม่มีใครผ่านกัน คุณหมอวีซ่าเองช่วงนี้ก็เริ่มแนะให้น้องๆย้ายไปเรียนกันที่ Canada, UK, กับ USA และสำหรับผู้ที่มีงบต่ำ ทาง CP ก็มีสถาบันที่ Singapore และ Malaysia รองรับ โดยเฉพาะปัจจุบัน ผู้ปกครองชอบส่งน้องๆไปเรียนภาษาจีนกัน เพื่อรองรับอนาคตที่คาดการณ์ว่าประเทศจีนจะเป็นใหญ่คลุมเศรษฐกิจโลก ดังนั้น ปี 2011 นี้ Let’s all - “Go Inter” ไปกับคุณหมอวีซ่ากันดีกว่านะคะ!!

สอบถามการคิดคะแนนแบบใหม่ได้ที่ cp ทุกสาขานะค่ะ
กรุงเทพ : +66 2 635 5445
เชียงใหม่ : +66 53 334 222
ซิดนีย์ : +61 2 9267 8522
เมลเบิน : +61 3 9602 5355

วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สัมมนาฟรี : การเรียนปริญญาเอกในออสเตรเลีย - เรียนอย่างไรให้ได้ Doctor


CP Education ชวนกูรู เปิดสัมมนาหัวข้อ
เจาะใจ การเรียนปริญญาเอกในออสเตรเลีย
เจาะลึก เรียนอย่างไรให้ได้Doctor

เสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2553
13.00 – 17.00 น.
ณ. สำนักงาน CP Education อาคาร United Center ถนนสีลม



เผยเคล็ดลับ ในการเตรียมความพร้อมก่อนสมัครเรียน
การเขียน Personal Statement และ Research Proposal อย่างไรให้ถูกต้อง และน่าสนใจ
การเรียนปริญญาเอก แบบ Coursework
เรียนแบบทำวิจัย ทำอย่างไรให้จบตามแผน
ฟรี workshop เคล็ดลับการสอบ IELTS จาก กูรูตัวจริง



ลุ้นรับทุน คอร์สติว IELTS/TOEFL ฟรี



สัมมนาฟรี ตลอดงาน
อย่ารอช้า รับเพียง 30 ที่นั่งเท่านั้น ลงทะเบียนจองสัมมนาได้ที่
www.cpinter.com.au
โทร: 02 635 5445
email:
education@cpinter.co.th


CP Education and Migration Service สาขา กรุงเทพฯ
เวลาทำการ: จันทร์ - ศุกร์ : 9:00 น. - 18:00 น., เสาร์: 10:00 น. - 15:00 น.
ห้อง 217 ชั้น 2 อาคารยูไนเต็ดเซ็นเตอร์, 323 ถ. สีลม, กทม.

โลกของการศึกษาต่อต่างประเทศ

Thaipress 21/10/2010

จากการที่คุณหมอวีซ่าได้รับเชิญให้เข้าร่วม workshop เกี่ยวกับการศึกษาต่อต่างประเทศในระดับโลกจัดขึ้นโดยองค์กร ICEF ที่กรุงปักกิ่งในช่วงวันที่ 13-15 ตุลาคม 2010 ที่ผ่านมา ได้สัญญากับท่านผู้อ่าน Thai Press ว่าจะนำเรื่องน่าสนใจที่พบเห็น และสิ่งต่างๆที่เปลี่ยนไปตามกระแสโลก มาเล่าสู่กันฟัง

เนื่องจากงานครั้งนี้จัดขึ้นที่ประเทศจีน คุณหมอวีซ่าจึงขอเขียนถึงสภาพปัจจุบันของประเทศและชาวจีนสักเล็กน้อย โดยเฉพาะเด็กจีนรุ่นใหม่ ล้วนมีเป้าหมายเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศกันทั้งนั้น ชาวจีนสมัยนี้ยิ่งร่ำรวยมาก การส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อเมืองนอก ดูจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับชาวจีนสมัยใหม่ กระทั่งงาน World Youth ปี 2010 นี้ ก็ยังมาจัดกันในกรุงปักกิ่งอย่างยิ่งใหญ่มโหฬาร ทำให้สรุปได้ว่าโลกสมัยนี้ช่างแคบลงมามากเลยค่ะ การบินไปมา การสื่อสารระหว่างเด็กกับผู้ปกครองสะดวกสบายมาก เรียนจบแล้ว บ้างก็อยู่ทำงานต่อต่างประเทศหาประสบการณ์สักระยะ บ้างก็อยู่ต่อในระยะยาวขึ้นแล้วแต่โอกาสจะอำนวย และนักเรียนจีนสมัยนี้เรียนจบก็กลับไปทำงานสร้างธุรกิจ หรือดำเนินการสานต่อกิจการพ่อแม่ต่อก็มากมายอยู่ ที่คุณหมอวีซ่าประทับใจอีกอย่างคือ เด็กจีนสมัยนี้ ไม่เพียงแต่พูดภาษาจีนและอังกฤษได้เท่านั้น บ้างยังสามารถสื่อภาษาทางยุโรป เช่น เยอรมัน อิตาลี่ สเปน หรือภาษาแถบสแกนดิเนเวีย แถมยังมีกลุ่มที่ได้ภาษาแถบเอเซียเช่นญี่ปุ่น เกาหลีได้อย่างคล่องแคล่วอีกด้วย

งาน ICEF ที่คุณหมอวีซ่าไปร่วมมาครั้งนี้ มีสถาบันการศึกษาจากทั่วโลกเดินทางมารวมตัวกันทั้งจากสหรัฐอเมริกา (USA), อังกฤษ (UK), Canada, Australia, New Zealand, ประเทศในแถบยุโรป เช่น Switzerland, Germany, Turkey, Malta, Russia, etc.. ประเทศในแถบเอเซีย เช่น Malaysia, Singapore, Japan และที่มาแรงในปัจจุบันคือ ประเทศจีน China เอง เนื่องจากปัจจุบันประเทศจีนเติบโตเร็วมากทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม จนทั่วโลกคาดว่าจะกลายเป็นประเทศมหาอำนาจยิ่งกว่าสหรัฐอเมริกาอย่างที่คุณหมอวีซ่าเกริ่นไปข้างต้นซะอีก และที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือ ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่ไทยเรากลับมานิยมส่งลูกหลานไปเรียนภาษาจีนที่เมืองจีนกัน เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการค้าและการงานในอนาคต คุณหมอวีซ่าเองยังได้มีโอกาสคุยกับนักเรียนไทยหลายท่านที่อาศัยอยู่ในกรุงปักกิ่ง และได้เซ็นสัญญาร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสอนภาษาจีนไว้หลายแห่งเพื่อให้น้องๆลูกหลานนักเรียนไทยมีโอกาสไปเรียนภาษาจีนและเรียนระดับปริญญาหรือสาขาอื่นๆกัน ดังนั้น หากน้องๆสนใจจะเดินทางสายนี้ และอยากไปเรียนภาษาจีนขนานแท้ที่เมืองจีนกัน ก็ติอต่อคุณหมอวีซ่าที่ CP มาเลยนะคะ จะช่วยแนะแนวหนทางใหม่สู่อนาคตอันสดใสให้ด้วยความจริงใจค่ะ

พูดเรื่องเมืองจีนมามากมาย ขอเปลี่ยนไปเกริ่นเรื่องของการพัฒนาการทางด้านวีซ่าของประเทศแถบตะวันตกบ้าง ในงาน ICEF ครั้งนี้ คุณหมอวีซ่ามีโอกาสฟัง update และสัมมนาหลายหัวข้อ มีหัวข้อหนึ่งที่คุณหมอวีซ่าเห็นว่าน่าสนใจมากและอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง ก็คือ การไปศึกษาต่อที่ประเทศแคนาดา เนื่องจากตอนนี้ Canada มาแรงด้วยโปรแกรมที่เรียกกันว่า “Dual Intent” พูดตามภาษาชาวบ้านเราก็คือ ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว อธิบายได้ดังนี้ ก็คือ เนื่องจากรัฐบาลแคนาดาได้เล็งเห็นความสำเร็จของประเทศออสเตรเลียใน 10 ปีที่ผ่านมาในการใช้ช่องทางทางการศึกษาเพื่อคัดเลือกผู้อพยพที่มีคุณภาพที่เรียนจบจากประเทศของตน โดยออกใบอนุญาตให้อาศัยอยู่ทำงานและในที่สุดอยู่อย่างถาวรต่อจนได้สัญชาติออสเตรเลียไป ทำให้มีนักศึกษาจากทั่วโลกหลั่งไหลกันเข้าไปทำการศึกษาต่อในประเทศออสเตรเลียมากมายจนแทบจะยกให้เป็นอันดับหนึ่ง ชิงตำแหน่งอเมริกาและอังกฤษจากตลาดไทยในสิบปีที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้ เพียงเสียดายที่ประเทศออสเตรเลียไม่ได้มีการวางแผน และควบคุมโครงการที่ดี จึงทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโครงการวีซ่าทักษะ (GSM หรือ General Skilled Migration) และนำไปสู่เรื่องการตัดทั้งวีซ่าทักษะและวีซ่านักเรียนขึ้นในปี 2009 จนเป็นผลให้ตลาดการศึกษาของออสเตรเลียได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงพอควร

ในขณะที่การศึกษาในประเทศอังกฤษ อเมริกา และแคนาดาเกิดการได้เปรียบทางการค้าไป เพราะเด็กไทยเรากลับหันเหไปเรียนต่อทางขั้วโลกเหนือกันใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะโครงการ Dual Intent ของ Canada นั้น ได้รวม Education กับ Migration เข้าไว้ด้วยกัน โดยการเปิดโอกาสอนุมัติให้นักศึกษาที่เรียนจบ 2 ปีในแคนาดาสามารถสมัครเป็นผู้ถือถิ่นฐานถาวรทำงานในแคนาดาได้อย่างง่ายๆตามที่ออสเตรเลียเคยเปิดโครงการไว้แต่ครั้งก่อนที่จะเกิดปัญหาขึ้นในปี 2009 ส่วนประเทศแคนาดาฉลาด เพราะได้นำจุดบกพร่องของประเทศออสเตรเลียมาแก้ไข และเพิ่มความระมัดระวังในการวางแผนไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างที่เกิดในประเทศออสเตรเลียได้ โครงการของประเทศแคนาดาจึงได้รับความนิยมจากนักเรียนนักศึกษาจากทั่วโลกเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ส่วนสิทธิ์การทำงาน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์สำหรับนักเรียนนานาชาติในระหว่างช่วงเปิดเรียน และทำงานได้เต็มเวลาในระหว่างช่วงปิดเทอมนั้น แคนนาดาก็อำนวยให้เหมือนๆกัน ดังนั้น น้องๆที่ประสบกับความผิดหวังในการเรียนจบ 2 ปีแล้ว ไม่สามารถขออยู่อย่างถาวรในประเทศออสเตรเลียได้ จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

หากเปลี่ยนใจอยากไปอยู่แคนาดาแทน ก็ลองติดต่อสอบถามอ่านข้อมูลลองดูนะคะ เพราะจากการเรียนรู้ข้อมูลมา คุณหมอวีซ่าคิดว่าอาจเป็นช่องทางใหม่ที่ดีที่น้องๆสามารถรับไว้พิจารณาได้นะคะ ไว้ฉบับต่อๆไป คุณหมอวีซ่าจะเขียนข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเรียนต่อพร้อมเรื่องวีซ่าของประเทศ Canada ให้ท่านผู้อ่าน Thai Press ได้อ่านกัน เผื่อจะเห็นช่องทางใหม่ในชีวิต เพราะไม่ว่าจะเรียนที่ประเทศใดในโลกตะวันตก ก็ใช้เงินมากพอๆกันทั้งนั้นค่ะ

อีกเรื่องหนึ่งที่คุณหมอวีซ่าอยากเล่าสู่กันฟังก็คือ ตอนนี้เด็กไทยเราหันไปเรียน USA กับ UK กันเสียเป็นส่วนใหญ่ อาจจะด้วยเหตุผลที่ค่าเงินของ US dollars ตอนนี้อ่อนตัวลง และเงินออสเตรเลีย (Australian dollars) กลับแข็งตัวขึ้นมากกว่าเงิน US เสียอีก ประกอบกับค่าเงินบาทของไทยเราก็แข็งตัวขึ้นมาก อีกอย่างขณะที่วีซ่าเข้าออสเตรเลียเกิดการเข้มงวดขึ้นมาก วีซ่าไป USA กับ UK กลับผ่อนตัวลงมาก ผ่านสัมภาษณ์กันอย่างง่ายๆโดยดูจากนักเรียนที่บริษัท CP เองส่งไป USA กับ UK ก็หลายรายแล้ว ยิ่งเห็นจากการจัดงาน CP International Education Fair 2010 ที่โรงแรมปทุมวันปริ๊นเซ๊ส ที่มาบุญครองเมื่อวันที่ 9 October 2010 ที่ผ่านมา บูทสถาบันจากประเทศอังกฤษกับสหรัฐอเมริกาแน่นจนคิวยาวแถบจะออกไปนอกประตูเลยก็ว่าได้ จึงทำให้สรุปได้อย่างมั่นใจว่าการศึกษาต่อต่างประเทศในโลกปัจจุบันนั้น ไร้ขอบเขตจริงๆค่ะ และคนไทยเราก็ไวมาก ประเทศไหนไปง่ายในช่วงไหน ก็แห่ตามกันไป ที่รู้ๆช่วงนี้ การศึกษาต่อในซีกโลกเหนือกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง หลังจากหลายปีผ่านไปที่อเมริกาเกิดเหตุ September 11 ที่ตึก Twin Towers ถูกเครื่องบินชนถล่มลง

คำถามหนึ่งที่น้องๆถามกันบ่อยก็คือไปเรียนอังกฤษ อเมริกา หรือที่แคนาดานั้น ทำงานได้ไหม ก็ขอตอบว่า ที่อเมริกานักเรียนสามารถทำงาน on-campus หรือภายในวิทยาเขตได้ตลอดเวลาที่ลงทะเบียนเรียนอยู่ เท่าที่สถาบันแจ้งมา เมื่อเรียนครบ 12 เดือนก็สามารถทำงานนอกวิทยาเขตได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ตามกฎหาย แต่เมื่อเรียนจบ น้องๆสามารถขออยู่อเมริกาต่อด้วยวีซ่าที่เรียกว่า Curricular Practical Training หรือ CPT เป็นเวลา 1 ปี เพื่อฝึกงานในสาขาที่ตนเรียนมาได้ หรือขอวีซ่า Optional Practical Training หรือ OPT เพื่ออยู่ทำงานเต็มเวลาได้หลังจบหลักสูตรปริญญา โดยถ้ามีนายจ้างสปอนเซอร์ ก็สามารถขอวีซ่า H-1B ได้ตั้งแต่ 3-6 ปี และยังสามารถขอ Green Card หรือใบเขียวอยู่ยาวได้อีกถ้านายจ้างยินดีสปอนเซอร์ต่อเนื่อง

ส่วนที่อังกฤษ ช่วงเรียนทำงานได้ 20 ชั่วโมงเช่นกัน ส่วนช่วงปิดเทอม ทำได้ 40 ชั่วโมง แต่จุดที่ดีก็คือผู้ติดตามผู้ถือวีซ่านักเรียนของประเทศอังกฤษทำงานได้โดยไม่มีข้อจำกัด และเมื่อจบหลักสูตรปริญญา สามารถขอวีซ่า Tier 1 อยู่ทำงานในประเทศอังกฤษ 1 ปี จุดเด่นของอังกฤษก็คือโปรแกรมปริญญาโท อาทิ MBA เรียนเพียง 1 ปีก็จบ นักเรียนหลายคนจึงอยู่ทำงานต่ออีกปี

ส่วนโปรแกรมที่น่าสนใจอีกอย่างที่เสนอโดยรัฐบาล Canada ก็คือ โครงการ “Work and Study in Canada” กล่าวคือ เรียนภาษากี่เดือน ก็จะให้สิทธิ์อยู่ทำงานหลังเรียนจบเท่านั้นเดือน อย่างเช่น หากน้องๆลงเรียนภาษาที่แคนาดาไว้ 6 เดือน เรียนจบแล้ว ก็สามารถอยู่ทำงานต่อได้อีก 6 เดือน เป็นต้น
เรียกว่าในโลกแห่งการศึกษาต่อต่างประเทศนั้น แต่ละประเทศก็มีจุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง แล้วแต่น้องๆสนใจอยากไปเรียนไปอยู่ไปทำงานที่ประเทศไหนนั่นเอง ทั้งนี้ คุณหมอวีซ่าจึงอยากแนะนำให้น้องๆลองอ่านข้อมูลเบื้องต้นค้นคว้าในเว๊ปไซท์เองก่อนว่าแต่ละประเทศเป็นอย่างไร แล้วเราอยากไปที่ไหนก็มุ่งไปทางนั้น

ด้วยการศึกษาที่ไร้ขอบเขตของโลกปัจจุบัน คุณหมอวีซ่าขอแจ้งข่าวดี ว่าตอนนี้ที่ CP เราได้ขยายฐานไปทางการศึกษาต่อที่ประเทศ USA, UK, Canada, Singapore, Malaysia และจีน แล้ว หากน้องๆท่านไหนสนใจจะไปแสวงหาความรู้ ประสบการณ์และโอกาสในดินแดนถิ่นใหม่ ก็ติดต่อมาที่ CP ได้เลยนะคะ ยินดีช่วยให้ความฝันของน้องๆเป็นจริงค่ะ

ก่อนจบ ขอ update เรื่องวีซ่าออสเตรเลียสักเล็กน้อยนะคะ สำหรับน้องๆที่จะเข้าไปขอติด visa label ที่อิมมิเกรชั่น เดี๋ยวนี้ DIAC ทุกสาขาจะยินดีติดให้เฉพาะช่วง 09.00-11.00 น. ยกเว้นที่ DIAC Cairns จะเป็นช่วง 13.00-15.00 น. เท่านั้นนะคะ จะได้ไม่เสียเวลาเข้าไปเก้อกันค่ะ ส่วนอีกเรื่องที่รัฐบาลชุดที่มีรัฐมนตรี Chris Evans เป็น Minister for Immigration ได้ประกาศถอนวีซ่าทักษ (Skills Visas) อย่างไม่มีการประกาศให้ทราบล่วงหน้า ที่เรียกว่า Migration Amendment (Visa Capping) Bill 2010 นั้น ตอนนี้กฎหมายข้อนี้ก็ได้พับไปพร้อมๆกับการล้มรัฐบาลชุดเก่า และมีการเลือกตั้งใหม่เมื่อเดือน สิงหาคม 2010 ที่ผ่านมา และหากท่านรัฐมนตรีกระทรวงตรวจคนเข้าเมือง Chris Bowen MP ท่านใหม่เห็นบังควร ก็ต้องนำเรื่องนี้กลับเข้าไปให้ทางสภาฯพิจารณากันใหม่หมด ดังนั้น น้องๆที่ถูกถอน applications ไปทั้งหลาย ไว้คุณหมอวีซ่ากลับถึงซิดนีย์ตอนต้นเดือน November นี้ ลองนัดเข้ามาพบนะคะ อาจช่วยหาทางออกให้ได้ค่ะ

การเดินทางจากซิดนีย์เป็นเวลาร่วม 3 เดือนของคุณหมอวีซ่าครั้งนี้ ได้ทั้งประสบการณ์ ความรู้ และ ideas ใหม่ๆมาฝากลูกหลานพี่น้องชาวไทยเรามากมาย เอาไว้จะค่อยๆนำมาเขียนในคอลัมของ Thai Press นี้ รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับการเรียนต่อในประเทศอื่นๆและเรื่องวีซ่าของประเทศนั้นๆมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นความรู้และทางเลือกใหม่สำหรับท่านผู้อ่าน สาระสนุกสนานและเป็นประโยชน์ทั้งนั้น อย่าพลาดกันนะคะ แล้วไว้พบกันใหม่ฉบับหน้าค่ะ

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

คุณหมอวีซ่า ประจำเดือนตุลาคม

ในที่สุดนายกหญิง Julia Gillard ก็ได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคแรงงานจนสำเร็จ หลังการต่อรองเจรจาอย่างสุดเหวี่ยงกับพรรคอิสระ จนได้คะแนนเสียงสนับสนุนมาเพิ่มอีก 2 เสียง เพื่อประทังชีวิตของพรรคแรงงานไว้ สื่อต่างๆได้ลงความเห็นว่า การชนะอย่างฉุดเฉียวเสียวหลุดแบบนี้ ความเสี่ยงที่ตามมาก็คือ พรรคแรงงานจะสามารถอยู่รอดไปได้อีก 3 ปีข้างหน้าไหม ยิ่งพรรคฝ่ายค้านคอยจ้องอยากชวนท้าทายอยู่ แต่ที่ไม่ทราบอย่างแน่ชัดในเชิงปฏิบัติก็คือ ท่านนายกหญิงได้ไปสัญญาอะไรไว้เกี่ยวกับการส่งเสริมการศึกษาในเขตชนบท (regional) ที่พรรคอิสระทั้ง 2 พรรคเป็นตัวแทนอยู่ โดยจะยกเงินจำนวนถึง $500 ล้านจากกองทุนการศึกษา (education Investment Fund) ให้กับ regional Australia พร้อมอีก $10 พันล้านเหรียญไปใช้ปรับปรุงเรื่องสาธารณะสุขและเรื่องอื่นๆในอีก 4 ปี ข้างหน้า สำหรับทางด้านนักศึกษานานาชาติที่มีจำนวนลดลงอย่างฮวบฮาบนั้น ทางสมาคม International Education Association ก็ได้ออกมาตักเตือนว่า ตามแนวโน้มในปัจจุบันที่เป็นอยู่ จะมีนักเรียนนานาชาติเพียงกว่า 500,000 คน สมัครลงเรียนในปี 2011 ซึ่งลดลงกว่าปีที่แล้วถึง 630,000 คน แปลว่า จะมีประชากรชาวออสซี่ตกงานถึง 35,000 คน อย่างที่คุณหมอวีซ่าเคยลงความเห็นไปว่า วีซ่านักเรียนผ่านยากผ่านเย็น ก็เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลชุดนี้ที่ไม่สนับสนุนให้นักเรียนนานาชาติ (ที่ไม่มีเจตนาจะมาเรียนจริงๆ) เข้าประเทศเขาเลย ก็น่าติดตามดูนะคะว่า รายได้ $18 พันล้าน ที่ได้จากอุตสาหกรรมการศึกษาจะหดลงไปเหลือสักเท่าไรภายใต้การนำของพรรคแรงงานครั้งนี้

พอเข้าเรื่องของวีซ่า ก็อดไม่ได้ที่จะแจ้งให้ท่านผู้อ่านที่อาจจะตกข่าวทราบกันว่า รัฐมนตรีตรวจคนเข้าเมืองท่านเก่าคือ Chris Evans ที่มีบทบาทในการตัดวีซ่าทักษะ ตัดวีซ่านักเรียน และสั่งยกเลิกคืนใบสมัครของผู้สมัครวีซ่าเป็นหมื่นๆ โดยไม่ให้เข้าประเทศนั้น ตอนนี้ก็ได้ถูกย้ายไปอยู่กระทรวง Jobs, Skills and Workplace Relations และได้มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีตรวจคนเข้าเมืองท่านใหม่คือ ท่าน Chris Bowen ที่จบเศรษฐศาสตร์มาจาก University of Sydney และเคยได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีของ Fairfield มาก่อนในปี 1998-1999 และเป็นประธานของ Western Sydney Regional Organisation of Councils ในปี 2000-2002 อ่านจากประวัติท่านก็เป็นคนพื้นบ้านค่อนข้างลงดิน ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะไม่เคี่ยวเรื่องวีซ่าเท่ากับรัฐมนตรีที่เพิ่งถูกย้ายไปนะคะ ดูจากการให้สัมภาษณ์ในรายการ 7.30 Report ช่อง ABC หลังท่านรับตำแหน่งไปเพียงประมาณ 4 ชั่วโมง ก็เหมือนท่านจะให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องชาวอพยพที่แอบหนีเข้ามาทางเรือพอสมควร ส่วนวีซ่าตัวอื่นๆยังไม่เห็นท่านเกริ่นถึง แต่ทางสมาคม Migration Institute of Australia ก็ว่องไวต่อการเขียนจดหมายถึงท่านรัฐมนตรี Chris Bowen เพื่อเชิญชวนให้ท่านตอบสนองต่อปัญหาที่ตกค้างๆ ไว้ตั้งแต่สมัยที่รัฐมนตรีท่านเก่ายังดำรงตำแหน่งอยู่ ได้แก่ :

(1) ขอเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ยื่นวีซ่าทักษะ (GSM) เนื่องจากมีผู้ยื่นประมาณ อีก 140,000 คนที่ยังตกค้างอยู่ในระบบที่ยังไม่ได้รับการพิจารณา อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากนโยบายที่ไม่มีความแน่นอนของรัฐมนตรีฯท่านเก่า จากการเปลี่ยนแปลงข้อต่างๆอย่างรุนแรงโดยไม่เคยมีการปรึกษาหารือกับกลุ่มชนที่เกี่ยวข้องและที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างมหาศาล รวมทั้งการประกาศ “Capping and Ceasing” จำนวนวีซ่าถึง 5,400 ตัว จาก offshore GSM เมื่อเดือน July 2010 ที่ผ่านมา เป็นผลให้ผู้ยื่นจำนวนถึง 11,500 ต้องพบกับความผิดหวัง ทั้งๆที่มีการยื่นเอกสารทุกอย่างๆ ถูกต้องตามกฏหมายของประเทศออสเตรเลีย
(2) ขอให้ยกเลิกกฏหมายและนโยบายเกี่ยวกับการ Cap and Cease เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจเกินเหตุในการยกเลิกวีซ่าทั้งๆที่ผู้คนได้เสียเงินเสียทองยื่นวีซ่าเข้าไปอย่างถูกต้องตามกฏหมาย เป็นการทำลายความหวังความตั้งใจของผู้คนที่จะอพยพเข้ามาอยู่ในออสเตรเลียอย่างสิ้นเชิง
(3) ความล้มเหลวของอุตสาหกรรมนักศึกษานานาชาติ -การที่รัฐมนตรีท่านเก่าได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงกฏหมายขอวีซ่าทักษะ (GSM) อย่างกระทันหันโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น ได้ส่งผลกระทบถึงอนาคตอันไม่แน่นอนของนักศึกษานานาชาติ จำนวนนับหมื่นๆ คน จนโยงไปสู่ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเงิน ปัญหากีดกันผิวและความรุนแรง ตลอดจนความล้มเหลวของตลาดนักศึกษานานาชาติ – มีการเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียให้ความเป็นธรรมแก่นักศึกษานานาชาติ เพื่อรักษาชื่อเสียง สภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
(4) เรียกร้องให้ทางท่านรัฐมนตรีฯ ทำการ process เรื่องของผู้ลี้ภัย (Asylum Seekers) ภายในประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากผู้ลี้ภัยทั้งหลายถือ เป็นหนึ่งในโครงการที่ทำเพื่อมนุษยธรรมเพื่อชาวโลก และจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา บุคคลเหล่านี้ ก็ล้วนมีส่วนในการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ และสังคมให้กับประเทศ จึงไม่น่าไปส่งเขากลับอะไรทำนองนั้น
ท่านผู้อ่านจะเห็นด้วยกับคุณหมอวีซ่าหรือไม่ว่า ทุกอย่างในโลกนี้ต้องมีความสมดุลย์ เมื่อนโยบายเกิดเคี่ยวจนเกินไป ก็จะไปกระทบหลายๆสิ่งให้เกิดความไม่แน่นอน แต่ที่แน่ๆคือ พวกเราสมาชิก Migration agents ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เมื่อผู้ขอวีซ่าน้องๆ ไม่ได้รับความยุติธรรม พวกเราก็ได้แต่ช่วยกันออกเสียงออกแรง fight ให้ ส่วนผลจะเป็นอย่างไร ก็ต้องรอดูผลงานทางรัฐมนตรีท่านใหม่ต่อไปนะคะ


ช่วงนี้คุณหมอวีซ่าอยู่เมืองไทย เร็วๆนี้ก็เริ่มมีกิจกรรมชุมนุมชาวเสื้อสีโน้นสีนี้ขึ้นอีกแล้ว แต่ก็เห็นไม่ได้รุนแรงกว่าครั้งก่อน เสียดายที่เศรษฐกิจบ้านเราก็คงจะต้องถดถอยลงไปอีกหลายขั้นบันได เพราะความไม่ปรองดองไม่สามัคคีของพี่น้องชาวไทยด้วยกันเรื่องในทำนองเดียวกันนี้ เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระดับประเทศตลอดจนชาวบ้านธรรมดาจนจะกลายเป็นประเพณีไทยไปแล้วหรือไงก็ไม่ทราบ ช่วงนี้เศรษฐกิจเพื่อนบ้านของเราทั้ง เขมร ญวน ลาว (ไม่ต้องเกริ่นถึงประเทศจีนเลย) ต่างรุดหน้าเกินเราไปกันหมดแล้ว เพราะพวกเรามัวแต่ตีกันเอง ขอให้พี่น้องคนไทยเรารักและสามัคคีกันไว้เพื่อเป็นกำลังใจให้กับ “พ่อของแผ่นดิน” ที่เรารักยิ่งเถอะนะคะ!


ขอจบด้วยการแจ้งข่าวให้น้องๆบอกต่อเพื่อนฝูงญาติมิตรที่เมืองไทยที่อยากเรียนต่อออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ และอเมริกา และที่อยากได้ฟังและเข้าใจข้อมูลวีซ่าที่ถูกต้องให้มาร่วมงาน “CP International Education Fair 2010” ที่จะจัดขึ้นที่โรงแรมปทุมวันปริ้นเซส มาบุญครอง ในวันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม 2010 นี้ ตั้งแต่เวลา 10:00-18.00 น. รับข้อมูลเพียบและฟังสัมมนามันส์สุดๆ สมัครเรียนฟรี และชิงโทรศัพท์ Blackberry กันในงาน อย่าพลาดเด็ดขาด แล้วไว้พบกันในวันงานนะคะ

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

CP International Education Fair 2010

ช่วงต้นเดือนหน้า คุณหมอวีซ่าจะไปอยู่ที่งาน “CP International Education Fair 2010”


เราตั้งใจจัดงานนี้ขึ้นมา เพื่อให้น้องๆที่สนใจไปศึกษาต่อต่างประเทศ ได้เข้ามาหาข้อมูลกันได้อย่างง่ายๆ กับเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ แถมถ้าสมัครเรียนในงาน มีสิทธ์ิได้รางวัล Blackberry ไปฟรีๆเลยด้วยนะคะ

หรือแม้แต่ท่านที่สงสัยปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวีซ่า ก็สามารถเข้ามาหาข้อมูลที่งานนี้ ตัวคุณหมอเองก็ได้ไปร่วมบรรยายสัมมนาด้วยนะคะ

ในงานนี้มีหัวข้อสัมมนาเพียบเลยค่ะ
11.00 น. ชีวิตต่างแดนแบบ 360 องศา
13.00 น. ไปเมืองนอกเรียนต่ออะไรดี ที่นี่มีคำตอบ
14.30 น. เรียนภาษาอังกฤษอย่างไร เพื่อการสื่อสารระดับมืออาชีพ
16.00 น. เคล็ด(ไม่)ลับ พิชิตวีซ่านักเรียน และสิทธิ์ในการทำงาน ถอนทุนหลังเรียนจบ


เรียกได้ว่ามางานนี้ งานเดียวได้ข้อมูลครบถ้วน และถูกต้องจาก Registered Migration Agent จริงๆค่ะ
ที่สำคัญ งานนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นนะคะ

จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม 2553 นี้ ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น.
ที่โรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส ข้างมาบุญครอง
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.cpinter.com.au
แล้วพบกันในงานนะคะ

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

ระหว่างถือวีซ่านักเรียน สามารถทำธุรกิจในออสเตรเลียได้ไหม?


เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา คุณหมอวีซ่าได้รับเกียรติเข้าร่วมบรรยายพร้อมกับเจ้าหน้าที่ Austrade จากสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย คุณกอบัว เหล่ารุจิจินดาและอาจารย์กัลยาณี อุตกฤษฏ์ จาก สำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ SE-ED Learning Center จามจุรีสแควร์ ในหัวข้อการศึกษาต่อในประเทศออสเตรเลียและการเทียบวุฒิในระดับต่างๆระหว่างทั้งสองประเทศ มีผู้ปกครองเข้าฟังสัมมนานับร้อย และที่น่าสนใจก็คือ แนวโน้มความคิดอ่านของผู้ปกครองสมัยนี้แตกต่างจากสมัยก่อนไปมาก

สังเกตจากคำถามที่ถามกันเข้ามาจะโยงไปถึงการวางแผนให้ลูกตั้งแต่ช่วงอายุระดับมัธยมศึกษา ตลอดจนจบตรีจากต่างประเทศ พร้อมทั้งอยากวางแผนให้ลูกไว้ทำธุรกิจอะไรบางอย่างในระหว่างเรียนต่อเมืองนอกไปในตัวเลยทีเดียว ทำให้คุณหมอวีซ่าแอบชื่นชมผู้ปกครองในยุคโลกาภิวัฒน์เป็นอย่างยิ่ง อาจจะด้วยเศรษฐกิจหรือการเมืองที่ไม่ค่อยจะมีความแน่นอนในบ้านเรา หรือภาวะโลกร้อนก่อให้เกิดภัยธรรมชาติ น้ำท่วม แผ่นดินไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในฐานะผู้ปกครองคนหนึ่งคุณหมอวีซ่าก็เข้าใจถึงความรู้สึกของคุณพ่อคุณแม่ที่อดห่วงอนาคตของลูกรักไม่ได้จริงๆ

ควรส่งลูกไปเรียนนอกตั้งแต่รุ่นปริญญาตรีหรือรอไว้ระดับปริญญาโทดี?

เป็นคำถามหนึ่งที่คุณหมอวีซ่าได้รับการถามมาบ่อยมาก เอาเป็นว่า คุณหมอวีซ่าขอถามกลับว่า “แล้วในอนาคตหลังลูกเรียนจบ คุณพ่อคุณแม่ อยากให้ลูกกินเงินเดือน หรือทำธุรกิจหาเงินเป็น ‘$ ดอลล่าร์ ‘หรือ ‘฿ บาท’ หล่ะ?” ด้วยเวลาบรรยายที่ค่อนข้างจำกัด คุณหมอวีซ่าได้ยกตัวอย่าง การทำงานในสายวิศวกร แต่เพียงสายเดียวให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งก็จะคล้ายคลึงกับวิชาชีพในสายเชี่ยวชาญต่างๆ เช่น ทัตแพทย์ พยาบาล ครู หมอ เป็นต้น ในสายวิศวกร การจะทำงานในต่างประเทศทันทีหลังลูกเรียนจบและกินเงินเดือนเป็น ‘$ ดอลล่าร์’ นั้น คุณหมอวีซ่าแนะนำผู้ปกครองว่า ควรจะส่งไปเรียนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี เพราะอะไร?
ผู้ปกครองหลายท่านจากเมืองไทย ไม่เคยได้ยินคำว่า “Washington Accord” มาก่อน คุณหมอวีซ่าจึงอธิบายว่า การจะให้วุฒิวิศวกรรมที่จบระดับตรีมาเป็นที่รับรองของหน่วยงานประเมินคุณวุฒิที่มีชื่อว่า “Engineers Australia (ฐานะเท่ากับ ก.ว. ของเมืองไทย) นั้น ลูกจะต้องจบป.ตรี วิศวกรรมศาสตร์ที่ประเทศที่มีชื่อลงอยู่ใน “Washington Accord” คือ :


-Australia -Ireland -USA
-Canada -Japan
-Taiwan -Korea
-Hong Kong -Malaysia
-New Zealand -Singapore
-South Africa -United Kingdom


วุฒิตรีที่ได้มาจึงจะสามารถนำไปทำการประเมินวุฒิได้สำเร็จโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องไปไล่เขียน CDR หรือ Competency Demonstration Report ให้วุ่นวาย โดยไม่รู้ว่าอนาคตจะสามารถผ่านหรือไมผ่านการรับรองจาก Engineers Australia ดังนั้นการส่งลูกไปต่อโททางวิศวะฯ ตามที่คุณพ่อคุณแม่คนไทยนิยมทำกัน จึงต้องมีการทบทวนใหม่ว่า เราอยากให้ลูกทำเงินเป็น “$” หรือ “Baht” ตามที่คุณหมอวีซ่าเทียบให้ดูกันนะคะ เนื่องจากการจบตรีมานั้น วุฒิบัตรจะสามารถรับรองได้โดยทันที แต่ไม่ใช่ปริญญาโทค่ะ!

ในสายแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล ก็ทำนองเดียวกัน ต้องส่งลูกไปเรียนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี หรือเป็นไปได้ก็ปูพื้นฐานตั้งแต่ระดับมัธยมเลย อย่างเช่น ถ้าจบตรีพยาบาลจากออสเตรเลีย วุฒิก็จะเป็นที่รับรองได้โดยทันที แทนที่จะต้องไป เรียนซ้ำตรีใหม่ เสียทั้งเวลาและเงินทอง

แล้วในระหว่างเรียนลูกทำธุรกิจในออสเตรเลียได้ไหม?

ก็เป็นอีกคำถามที่ผู้ปกครองถามเข้ามากันมาก มีคุณแม่ท่านหนึ่งมีกิจการทำสปาใหญ่โตมโหฬารในพัทยามาหลายปี ส่งลูกสาวไปเรียนต่อตรีในเมลเบิร์น คุณแม่ท่านนี้โชคดีที่ลูกสาวมีหัว “เช๊งลี้” เหมือนคุณแม่ แถมเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวด้วย ตอนนี้ลูกเรียนตรีไปด้วย เปิด “ร้านสปา นวดแผนไทย” ขนาดย่อมไปด้วยเบ็ดเสร็จ คุณแม่ก็วางแผนอยากให้ลูกได้ PR หลังเรียนจบ เพื่อให้ได้มาซึ่งอีก 1 สัญชาติเป็นสำรองตามเทรนเด็กรุ่นใหม่ เผื่อวันข้างหน้าลูกจะได้เดินทางไปๆกลับๆต่างประเทศได้ และถ้าบ้านเราเกิดวุ่นวายมากในภายภาคหน้า ลูกก็จะได้มีอีกหนึ่งทางเลือกไปอยู่ออสเตรเลียได้ คุณหมอวีซ่าถึงได้บอกว่าชื่นชมคุณแม่นักวางแผนท่านนี้เป็นอย่างยิ่ง และในเมื่อถามมา คุณหมอวีซ่าก็อยากชี้แจงว่า ออสเตรเลียก็มีวีซ่าการจัดตั้งธุรกิจสำหรับนักธุรกิจวัยไฟแรงหนุ่มๆสาวๆยุคใหม่รองรับอยู่ที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “Established Business in Australia” (SC845)

วีซ่าตัวนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องมีการวางแผนเตรียมตัวให้ลูกตั้งแต่เนิ่นๆ ระหว่างที่ถือวีซ่านักเรียนหรือวีซ่าชั่วคราวตัวอื่นที่ qualify ในออสเตรเลีย วีซ่าตัวนี้เอื้ออำนวยความสะดวกให้เราสามารถอาศัยอยู่อย่างถาวรและดำเนินธุรกิจไปอย่างเต็มที่ในออสเตรเลียได้ เดินทางเข้าออกโดยจะได้รับวีซ่าที่เรียกว่า Resident Return Visa ครั้งละ 5 ปี และเมื่อนับจำนวนปีที่อยู่ในออสเตรเลีย (อย่างถูกต้องตามกฏหมายรวมทั้งช่วงที่ถือวีซ่านักเรียน) ครบ 4 ปีเต็ม และในจำนวนนี้ถือ PR 1 ปี ประกอบกับในปีสุดท้ายอยู่ Australia ครบ 9 เดือนและสอบผ่าน Citizenship Test ลูกก็สามารถได้สัญชาติออสเตรเลียเพิ่มมาอีก 1 สัญชาติเป็น Bonus ชีวิตของเขา และอนาคตยังสามารถสปอนเซอร์พ่อแม่ไปอยู่ร่วมได้อีก แจ๋วไม๊หล่ะ?

จึงเห็นได้ว่า การวางแผนให้ลูกประสบความสำเร็จในอนาคตนั้นต้องอาศัยทั้งกำลังทรัพย์ เวลา และ กำลังสมอง นี่คุณหมอวีซ่ายังไม่ได้เกริ่นถึงกำลังใจซึ่งเป็นตัวหลักเลยนะคะ คุณพ่อคุณแม่ท่านใดสนใจในวีซ่าตัวนี้หรือคุณพี่-ป้า-น้า-อา ทั้งหลายที่มีความคิดอยากเอาลูกหลานมาเรียนพร้อมทำธุรกิจในออสเตรเลียและคิดว่ากำลังทรัพย์น่าจะเข้าข่าย ก็มาคุยกับคุณหมอวีซ่าได้เลยนะคะ ช่วงนี้อยู่กรุงเทพจนถึงปลายๆเดือนตุลาค่ะ

หรือจะมาร่วมงานฟังคำบรรยายจากคุณหมอวีซ่าโดยตรงในงาน “CP International Education Fair”

ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม 2010 นี้ที่โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซสที่มาบุญครอง ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. หัวข้อสัมมนาเพียบ แถมมีชิงรางวัล Blackberry ด้วย แล้วพบกันในวันงานนะคะ......ดูรายละเอียดได้ที่ www.cpinter.com.au ค่ะ

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เด็กเกิดในออสเตรเลีย จะได้สัญชาติออสเตรเลียโดยอัตโนมัติหรือไม่...

ช่วงนี้คุณหมอวีซ่าอยู่กรุงเทพฯ มีลูกค้าเข้ามาสอบถามเรื่องการทำสัญชาติออสเตรเลียให้เด็กๆกันมาก จึงอยากนำเรื่องนี้มาเขียนชี้แจงกฎหมายที่ถูกต้องให้เข้าใจกัน เผื่อบางท่านที่กำลังคิดว่า แค่จะบินไปคลอดลูกที่ออสเตรเลียและหวังให้ลูกได้สัญชาติเหมือนเด็กที่เกิดใน USA จะได้ไตร่ตรองกันให้ดีๆก่อนจะเสียเงินเสียทองบินไปถึงที่ จ่ายค่าคลอดแพงๆ แล้วมาพบว่า ทำไม่ได้ เสียใจภายหลังนะคะ

โดยทั่วไป เด็กที่ผู้ปกครองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นพลเมือง (Citizen) ของออสเตรเลีย ลูกที่เกิดมาก็มีสิทธิ์ได้สัญชาติตามคุณพ่อหรือคุณแม่ในฐานะสืบเชื้อสายเดียวกันได้อยู่แล้วไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกประเทศออสเตรเลีย ที่เรียกว่า ได้สัญชาติโดยทางเชื้อสาย (Australian Citizen by Descent) กฎข้อนี้ใช้สำหรับผู้ที่เกิดนอกประเทศออสเตรเลียหลังวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1949 แต่ถ้าผู้ยื่นถูกสปอนเซอร์โดยผู้ปกครองที่อาศัยอยู่นอกออสเตรเลียที่ได้สัญชาติออสเตรเลียมาโดยวิธีเดียวกันนี้ มีเงื่อนไขบังคับคือพ่อแม่อย่างน้อยต้องอาศัยอยู่ภายในประเทศอสเตรเลียเป็นเวลารวมอย่างต่ำ 2 ปี จึงจะมีสิทธิ์สปอนเซอร์ให้ลูกตนถือสัญชาติออสเตรเลียได้

เรื่องถาม-ตอบที่น่ารู้เกี่ยวกับการขอสัญชาติออสเตรเลียให้เด็ก
- คำถามที่คุณหมอวีซ่าได้รับอยู่บ่อยก็คือ ถ้าพ่อยังไม่ได้เป็น Citizen แต่เป็นแค่ PR แล้วเกิดลูกในออสเตรเลีย ลูกจะได้สัญชาติไหม คำตอบก็คือ ได้โดยอัตโนมัติค่ะ

- ถ้าลูกเกิดต่างประเทศ มีคุณแม่ฝ่ายเดียวถือสัญชาติออสเตรเลีย ส่วนคุณพ่อยังถือสัญชาติไทยอยู่ สามารถขอ Australian Citizen ได้ไหม คำตอบก็คือ ได้ค่ะ เนื่องจากเด็กมีสิทธิ์ได้สัญชาติตามคุณแม่ การดำเนินเรื่องก็คือ ต้องไปยื่นฟอร์ม 118 ที่สถานทูตออสเตรเลีย แผนกกงสุล ปัจจุบันค่ายื่นวีซ่าอยู่ที่ 3,800 บาทค่ะ และเมื่อสัญชาติอนุมัติลงมา เด็กก็จะมีสิทธิ์ทำพาสปอร์ตออสเตรเลียได้เลยค่ะ

- ถ้าคุณพ่อหรือคุณแม่ถือสัญชาติออสเตรเลีย แต่ถูกถอนไปแล้ว เพราะไปขอเป็นสัญชาติของประเทศอื่น –กรณีนี้เด็กมีสิทธิ์ขอสัญชาติออสเตรเลียได้ ถ้าพิสูจน์ให้เห็นว่า ณ เวลาที่เกิด คุณพ่อหรือคุณแม่ยังถือสัญชาติออสเตรเลียอยู่ และคุณพ่อหรือคุณแม่เสียสัญชาติออสเตรเลียไป เนื่องจากไปรับสัญชาติของประเทศ กฎหมายข้อนี้มาเปลี่ยนเอาเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2002 โดยก่อนหน้านี้เข้มงวดมาก หลังวันที่นี้ รัฐบาลอนุมัติให้เรียกสัญชาติออสเตรเลียคืนได้ และอนุมัติให้ถือสองสัญชาติ (dual citizenship) ได้

- Stateless child หรือเป็นเด็กที่ไม่มีพรมแดนอยู่ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าไม่มีประเทศไหนรับ ก็สามารถขอสัญชาติออสเตรเลียได้

- คุณพ่อคุณแม่ไม่มีวีซ่า อยู่อย่างไม่ถูกต้อง แต่ลูกเกิดในออสเตรเลีย จะได้สัญชาติไหม คำตอบคือลูกต้องอยู่ให้ครบ 10 ปีก่อน จึงจะขอได้ คุณหมอวีซ่าเคยทำกรณีเช่นนี้ให้ลูกค้ามาแล้ว และตอนนี้คุณพ่อคุณแม่ก็ได้วีซ่าไปเรียบร้อย ทั้งพี่ทั้งน้องทั้งบ้านก็อยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมายไปทุกคน แฮบปี้ดี๋ด๋า

- บุตรบุญธรรมสามารถขอ Citizenship ตามคุณพ่อหรือคุณแม่ได้ไหม เรื่องการรับบุตรบุญธรรมเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอควร เนื่องจากออสเตรเลียมีกฎหมายเกี่ยวกับการรับบุตรบุญธรรมค่อนข้างเข้มงวด คนไทยทั่วไปมักอยากรับหลานเป็นบุตรบุญธรรมเพื่อจะได้พาไปอยู่ ไปเรียนหนังสือ และได้สวัสดิการดีๆในออสเตรเลียฟรี

- ตรงนี้อย่าลืมว่ารัฐบาลก็รู้เจตนาเหล่านี้ดีอยู่แล้ว....จึงมีกฎหมายเกี่ยวกับการรับบุตรบุญธรรมที่ค่อนข้างยุ่งยาก โดยทั่วไปจะต้องทำผ่านกระบวนการรับบุตรบุญธรรมอย่างถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยสนธิสัญญา Hague Convention on Intercountry Adoption ที่มีประเทศต่างๆจากทั่วโลกเซ็นร่วมกันไว้ 76 ประเทศ ส่วนประเทศไทยเป็น non-member แต่ยินดีร่วมโครงการบุตรบุญธรรมของสนธิสัญญานี้ หากลูกบุญธรรมได้ certificate มาภายใต้ Hague Convention ก็มีโอกาสได้ citizen ของออสเตรเลียเช่นกัน

- ได้ลูกผ่านขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว Surrogacy ควรเก็บเอกสารและบันทึกขั้นตอนให้ละเอียด เพราะมีโอกาสทำ citizen ให้ลูกได้เช่นกัน

- เร็วๆนี้ มีลูกค้ามาปรึกษา เพราะเอเย่นเขาแนะนำให้ใส่ชื่อตัวเองเข้าไปเป็นแม่ของหลานในใบเกิดเด็กที่อยู่ในวัยเรียน เพื่อจะได้เอาหลานมาเรียนฟรีที่ออสเตรเลีย อันนี้เขาไปทำกันมาอย่างไรคุณหมอวีซ่าไม่อาจทราบได้นะคะ รู้แต่เพียงว่าทางสถานทูตเรียกสัมภาษณ์ เขาเลยตกใจ อันนี้คุณหมอวีซ่าต้องขอเตือนว่ามาตรา 50 ของ Australian Citizenship Act 2007 นั้นมีบททำโทษรุนแรงสำหรับผู้ที่ทำเรื่องเท็จ หรือให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องกับทางรัฐบาล Commonwealth เพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของทางรัฐบาลคอมมอลแวลท์โดยตรง ได้ไปแล้ว ก็ถอนคืนได้ จึงไม่แนะนำให้ทำ อีกรายที่ฟังมาก็เอเย่นให้เอาชื่อยายที่ถือสัญชาติออสเตรเลียไปใส่เป็นแม่หลาน ตอนนี้ก็โดนสอบสวนอยู่ การออกความคิดแปลกๆให้ลูกค้าทำวีซ่าด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ลูกค้ายังอาจต้องโทษรุนแรง และสัญชาติก็อาจโดนถอนคืนภายหลัง อย่าลืมว่าสมัยนี้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า การเรียกตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์สายเลือด เป็นสิ่งที่สถานทูตฯเรียกร้องไดค่ะ จะทำอะไร คุณหมอวีซ่าว่าทำให้มันถูกต้องตามกระบวนการที่กฎหมายอำนวยจะปลอดภัยกว่า อย่าไปใช้ทางลัดที่ผิดๆ ผลที่ตามมาภายหลัง จะไม่คุ้มกันมากๆเลยค่ะ

ขอประชาสัมพันธ์งาน Family Migration Seminar ที่จะจัดขึ้นโดยทีมงาน CP Sydney ที่ชั้น Ground Floor ของอาคาร Labour Council Building, 383 Sussex Street ในวันเสาร์ที่ 11 กันยายน 2010 ตั้งแต่เวลา 13.00-15.00 น. อย่าพลาดงานดีๆแบบนี้กันนะคะ เผื่อจะได้ไอเดียหนทางการพาสมาชิกในครอบครัวที่เรารักชอบมาอยู่ร่วมที่ออสเตรเลียด้วยอย่างถูกต้องตามกฎหมายนะค่ะ

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553


สัมมนาเดียว.... กระจ่างทันที!!!
บรรยายโดย
"คุณหมอวีซ่า" คุณ ปิ๊ป พนัสบดี ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประเทศออสเตรเลีย MARN no. 9896337
คุณ คริส พนัสบดี ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประเทศออสเตรเลีย MARN no. 9359615
ฟังลู่ทางการขอวีซ่า อยู่อาศัย วีซ่าคู่ครอง คู่สมรส คู่หมั้นวีซ่าสปอนเซอร์บุตร - ญาติ - พ่อแม่
วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม 2553
เวลา 13.00 น. สถานที่ สำนักงาน ซีพี เอดูเคชั่น กรุงเทพฯ
สัมนาฟรี ตลอดงาน!!รับจำนวนจำกัด 30 ที่เท่านั้นสอบถามและสำรองที่นั่งด่วนCP Education and Migration Service Co., Ltd. โทร 02-635-5445 อีเมล์ oh@cpinter.co.th

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

งาน "สัมมนาส่งลูกเรียนนอกอย่างไรให้ประหยัดและคุ้ม!!"

สัมมนาเดียว เข้าใจทันที!!

- เจาะลึกระบบมัธยมศึกษาในออสเตรเลีย

- เกณฑ์การเทียบวุฒิในเมืองไทย

- IGCSE คืออะไร ? และสำคัญอย่างไร ?

- เรียนต่อสายอาชีพ เพื่อโอกาสในการทำงานในต่างประเทศ

- เรียนปริญญาตรี-โท ในออสเตรเลีย เรียนอย่างไรให้จบไว มีทุนให้

- ค่าใช้จ่าย วีซ่า การทำงาน เรื่องที่ผู้ปกครองต้องรู้
ภายในงานพบกับคุณหมอวีซ่า และตัวแทนจากสถาบันมีชื่อมากมายจากออสเตรเลีย
ลงทะเบียน online ได้ที่ www.cpinter.co.th , www.cpinter.com.au

วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เรียนจบ Australia ยังมีสิทธิ์ขอ PR ไหม? นับแต้มใหม่กันอย่างไร?

Thaipress 01/07/2010


Updates ที่ทุกคนรอคอยในที่สุดก็มีการประกาศออกมาแล้ว โดยท่านรัฐมนตรี Chris Evans เซ็นต์รับรองลงมาตั้งแต่วันที่ 17 June 2010 แต่เพิ่งจะมาประกาศให้ชาวบ้านรับทราบกันเมื่อ 22 June 2010 นี้เอง ก่อนที่คุณหมอวีซ่าจะชี้แจงรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงต่างๆของวีซ่าทักษะ (Skilled Visas) ที่อาจส่งผลกระทบต่อน้องๆลูกๆหลานๆที่กำลังตัดสินใจจะเรียนคอร์สอะไรในออสเตรเลียกันดีเพื่อให้ถูกต้องตรงตามเป้าหมายในการที่จะได้ขออยู่ทำงานหรืออยู่อย่างถาวรในเมืองจิงโจ้ต่อไปในอนาคต

คุณหมอวีซ่าอยากจะขอนำเรื่องสำคัญที่เป็นเรื่องจริงที่เกิดกับนักเรียนไทยคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในรัฐ NSW มาเล่าสู่กันฟังเพื่อช่วยมิให้หลายๆคนต้องตกเป็นเหยื่อรับอันตรายจากวิธีการทำมาหากินของพวกมิจฉาชีพที่คอยคิดหาวิธีใหม่ๆมาหลอกคนกัน ช่วงนี้มีกลุ่มที่มีพื้นเพเป็นชาวตะวันออกกลางคอยหลอกผู้ยื่นขอวีซ่าประเภทต่างๆที่ยังผ่านการอนุมัติวีซ่าหลักและถือบริดจิ้งวีซ่าทั้งหลาย เอาเป็นขอเรียกนามสมมุติของผู้เคราะห์ร้ายรายนี้เป็นน้อง A ก็แล้วกันนะคะ เมื่อคืนวันศุกร์สัปดาห์ที่ผ่านมาตอนประมาณทุ่มเศษๆ จู่ๆน้อง A ก็ได้รับโทรศัพท์จากผู้ชายคนหนึ่งที่สำเนียงออกไปเป็นชนแถบๆชาวอาหรับ เลบานิส หรือ ตุรกี น้องเองก็ไม่แน่ใจ แต่มั่นใจว่าเป็นคนแถวๆ Middle East ค่อนข้างแน่ชัดในสำเนียงการพูด ชายคนนี้จู่ๆก็โทรศัพท์เข้ามือถือน้องเขาโดยถามว่าน้องถือบริดจิ้งวีซ่าและกำลังดำเนินเรื่องอยู่ใน MRT ใช่ไหม เขาว่าเขาสามารถช่วยให้วีซ่าผ่านได้ ให้เอาพาสปอร์ต บัตรประจำตัวพร้อมสมุดธนาคารไปเจอเขาในวันจันทร์สัปดาห์ต่อมาเวลา 9.00 น. เช้า และให้ที่อยู่นัดพบเป็นหมายเลข 132 ถนนสายหนึ่งใน Redfern น้องก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น และเป็นเจ้าหน้าที่โทรมาหรือเปล่า ก็เลยบอกไปว่า ถ้าเป็นเรื่องอิมฯฉันมีเอเย่นให้โทรไปติดต่อกับเอเย่นฉันสิ ชายหัวหมอจอมหลอกลวงคนนี้ก็รีบตอบว่า ก็เอเย่นเธอให้โทรมานี่แหละ แต่เขาไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเอเย่นไหน น้องก็เลยเอะใจ โทรมาที่ CP ขอความช่วยเหลือว่าควรทำอย่างไรดี เมื่อเช็คไปทางอิมฯกับ MRT ให้น้องโดยตรง ปรากฎว่าไม่มี record ว่ามีเจ้าหน้าที่คนไหนโทรไปหาน้องเลยทั้งสิ้น เอเย่นก็ไม่ได้สั่งให้โทรไปและพอตรวจ address ที่เจ้ามิจฉาชีพให้มา ปรากฎว่าเป็นโรงจอดรถและอยู่ในซอยเปลี่ยวมืด แถว Redfern ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเขตค่อนข้างมีสถิติการเกิดคดีอาชญากรรมสูง จึงแนะนำน้องให้แจ้งความตำรวจและห้ามโผล่ไปตามที่ๆ นัดหมายอย่างเด็ดขาด คุณหมอวีซ่าจึงเกิดความเป็นห่วงน้องๆ ทั้งหลายที่อายุยังน้อย ภาษาก็ยังไม่แข็งแรงมากนัก และพอมีเสียงฝรั่งโทรเข้ามาก็ตกใจรีบไปทำตามที่เขาบอก ขอเตือนว่าให้เช็คกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก่อน อย่าไปหลงกลโจรผู้ร้ายเข้าง่ายๆ ถ้าเขาว่าโทรมาจากเอเย่นก็ให้เช็คกับเอเย่นของตนเองซะว่ามีให้ใครโทรมาหาไหม เป็นต้น อยู่เมืองนอกเมืองนาต้องรู้จักดูแลตัวเองให้ดีๆ คนในต่างถิ่นมีทั้งคนดีคนชั่ว การมาหลอกลวงเด็กๆด้วยเล่ห์กลอย่างนี้ น่ารังเกียจเป็นเศษมนุษย์จริงๆค่ะ

คราวนี้ก็มาเรื่องของวีซ่าทักษะ (Skilled Visas) ที่มี Updates ออกมาใช้หลัง 1 July 2010 ล่าสุดซึ่งคุณหมอวีซ่าขอสรุปเป็นข้อๆ เพื่อง่ายต่อการอ่าน ดังนี้นะคะ
(1.) อิมฯ ได้ออก “รายการอาชีพ” (Skilled Occupation List - SOL) มาให้ใช้ทั้งหมด 4 ชุดด้วยกัน เรียกชื่อว่า
Schedule 1 – สำหรับผู้ที่ยื่นเรื่องวีซ่าทักษะทุกประเภทก่อนวันที่ 1 July 2010
Schedule 2 – สำหรับผู้ถือวีซ่า 485, 885, 886, 487 หรือถือวีซ่านักเรียนประเภท 572, 573 และ 574ในช่วง 8 Feb 2010 – 31 December 2012
Schedule 3 – สำหรับผู้ยื่นเรื่องขอวีซ่าทักษะหลังวันที่ 1 July 2010
Schedule 4 – สำหรับผู้ที่ขอวีซ่า 176, 886, 475 และ 487 ที่ยื่นเรื่องหลัง1 July 2010 และมีรัฐบาลรัฐหรืออาณานิคม (State or Territory Government เป็นสปอนเซอร์ให้


(2.) ทั้ง 4 schedule ประกอบไปด้วยรายชื่อของสายอาชีพต่าง ๆ โดยที่ Schedule 1 ยังใช้ตำรับอาชีพเดิมคือ "ASCO" เป็นหลัก ส่วน Schedules ที่เหลือเปลี่ยนมาใช้ตำรับใหม่คือ "ANZSCO" กันแล้วทั้งหมด ทุก Schedule มีการระบุหน่วยงานประเมินอาชีพทุกสาขา (Assessing Authority) และกำหนดแต้มให้กับแต่ละสายอาชีพมาอย่างเรียบร้อย
หมายเหตุ: ANZSCO ย่อมาจาก Australian and New Zealand Standard Classification of Occupations ส่วน ASCO นั้นเป็นตำรับเล่มเก่าที่ระบุอาชีพที่เคยใช้กับประเทศออสเตรเลียเพียงประเทศเดียวที่เรียกว่า Australian Standard Classification of Occupations


(3.) สำหรับน้อง ๆ ที่เคยยื่น Skilled Visas รุ่น Subclass 134, 136, 137, 138 และ 139 ท่านก็ได้ประกาศออกมาแล้วว่าสำหรับงบประมาณปีการเงิน 01 July 2009 - 30 June 2010 ได้จำกัดที่สำหรับวีซ่า 134 ไว้ที่ 245 ที่ วีซ่า 136 – 137 ให้ 2,506 ที่ และ 138 – 139 ให้เพียง 546 ที่

(4.) เน้นวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ (Employer Nomination) โดยการยกระดับเงินเดือนให้ผู้ขอวีซ่า ENS จาก $45,220 ต่อปี เป็น $47,480 และในสาย IT จาก $61,920 เป็น $65,020 ต่อปี

(5.) สำหรับน้อง ๆ ที่เรียนและจบสาย Cookery, Hairdressing มา รุ่นที่ได้ยื่นเรื่องขอวีซ่า PR Subclass 861, 862, 880, 881, 495, 175, 176, 475, 487, 885 และ 886 ไว้ก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2010 แต่ยังไม่ทราบผล รวมทั้งผู้ที่ถือหรือได้ยื่นเรื่องวีซ่า 485 กับผู้ที่ยื่นวีซ่าถาวร 885, 886 หรือ 457 เข้าไปก่อนวันที่ 1 มกราคม 2013 ก็ยังมีสิทธิ์ใช้แต้มจากรายการอาชีพที่ขาดแคลน คือ Migration Occupation in Demand List (MODL)ได้อยู่ ก็คือรวมกลุ่มน้องๆที่เรียนจบสาย trades หลายสายที่ถูกยกเลิกไป

(6.) ข่าวสำหรับน้อง ๆ ที่เรียนและจบสาย I.T. มา – Australian Computer Society (ACS) ได้ประกาศแล้วว่า ผู้ที่ยื่นขอ assessment จาก ACS หลัง 1 กรกฏาคม 2010 ต้องเสนอรายการอาชีพใน ANZSCO ทั้งหมด สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงข้ามฝั่ง (Transition) ทาง ACS ได้ออก list ใหม่ที่เรียกว่า Pre – Application Skills Assessment (PASA) ซึ่งเป็นตารางเปรียบเทียบ ASCO – ANZSCO เพื่ออำนวยความสะดวกให้ใช้กันในช่วงการเปลี่ยนแปลงนี้ PASA ใช้กับกลุ่มไหนบ้าง?

- น้อง ๆ ที่ขอ PR โดยอาศัยอาชีพทาง IT ที่ได้รับผลกระทบจาการยกเลิก GSM บางกลุ่มตามประกาศของอิมมิเกรชั่นเมื่อวันที่ 08 พฤษภาคม 2010
- มีวุฒิที่เหมมาะสมตามเงื่อนไขของ PASA ณ เวลาที่ยื่นฟอร์มขอการประเมินเข้าไป
- ได้รับผลการประเมินจาก ACS ในช่วง 1 พฤษภาคม 2010 – 30 มิถุนายน 2010
- สามารถพิสูจน์ได้ว่า ณ.วันที่ 1 กรกฏาคม 2010 ตนเองมีวุฒิและคุณสมบัติตรงตามที่ระบุไว้ใน SOL หรือ ENSOL อย่างใกล้ชิด
- ประสงค์ให้ ACS ประเมินอาชีพ I.T. ของตนใหม่ภายใต้เงื่อนไขของ ANZSCO ในช่วง transitional period


น้องๆ สาย I.T. ที่ไม่แน่ใจว่าตนเองจะเข้าข่ายหรือไม่ ก็สามารถขอทำเรื่อง Review ใหม่ได้ โดยดูรายละเอียดได้ที่ "http://www.acs.org.au" www.acs.org.au นะคะ

(7.) สำหรับวิธีการนับแต้ม ตอนนี้ยังไม่มีการประกาศเพิ่มเติมต้องอดใจรอดูอีกนิดว่าท่านจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างใดไหมนะคะ ส่วนในช่วงนี้ที่ยังไม่มีการประกาศ ก็คงยังต้องใช้ตารางเดิมนับแต้มกันไปก่อนพลางๆ ค่ะ
ยุคนี้เป็นยุคที่รัฐบาลออสเตรเลียปิดประตูเมือง จะสังเกตเห็นว่า วีซ่าเกือบทุกตัวยากไปหมดเลย ตั้งแต่วีซ่านักเรียน วีซ่าทักษะ กระทั่งวีซ่าแต่งงงานที่เคยว่ากันว่าง่าย ตอนนี้ก็ใช้เวลาแสนยาวนานกว่าจะอนุมัติกันลงมาได้ การที่นโยบายของประเทศออสเตรเลียเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายอย่างกระทันหัน อาจจะด้วยสาเหตที่มีการคำนวณอัตราส่วนของประชากรกับพื้นที่การทำมาหากินในผืนแผ่นดินจิงโจ้ และพบว่าต้องมีการ slow down อย่างที่คุณหมอวีซ่าเคย comment ไปใน Thai Press ฉบับก่อนๆ จึงทำให้นโยบายวีซ่าของออสเตรเลียอุตลุตวุ่นวายกันไปหมด ผ่านกันยากเย็นมาช้านาน แต่ที่แปลกใจก็คือตัววีซ่าที่ปัจจุบันช่วยให้น้อง ๆ อยู่ต่อกันได้อย่างราบรื่น ก็คือ น้อง ๆ ที่ถูกโรงเรียนยกเลิก หรือ cancel visa ไปแล้ว แต่มีเหตุผลดี ๆ และเมื่อทำ submission เข้าไปดีๆ ตามข้ออ้างอิงทางกฏหมายให้ถูกต้อง ก็ยังสามารถเอาวีซ่าคืนให้น้องๆ ได้อย่างไม่ยากนัก สรุปแล้วในท่ามกลางความเคี่ยวสุดๆ ของอิมฯ ก็ยังมีช่องทางที่ยังเปิดไว้บ้างนะคะ...


คุณหมอวีซ่าต้องขออภัยที่สัญญาว่าจะเขียนวีซ่า PR ของประเทศ New Zealand ต่อเป็นตอนที่ 2 ในฉบับนี้ แต่ก็ต้องขอแทรกเรื่องอัพเดทเรื่องนี้เข้าไว้ก่อน เนื่องจากมี updates วีซ่าทักษะเข้ามาหลายเรื่อง จึงขอลัดคิวก่อน เอาไว้ฉบับหน้าคุณหมอวีซ่าจึงจะขอเขียนตอนที่ 2 ของวีซ่า NZ ต่อ ว่าด้วยเรื่องของวิธีการและเงื่อนไขการสมัคร PR ที่ถูกต้องตามกฏหมายของประเทศ NZ ไว้ให้น้อง ๆ ที่คิดว่าตนเองเข้าข่ายไว้พิจารณาทางเลือกดูนะคะ อย่าไปหลงเชื่อว่าได้มาอย่างง่ายๆ อันนี้ยืนยันว่าข้อกำหนดของกฎหมายของเมืองกีวีไม่ได้สะดวก หรือง่ายดายอย่างที่คิดเลยนะคะ อยากได้สัญชาติในเมืองจิงโจ้หรือเมืองกีวี ก็ต้องอาศัยความพยายามทั้งนั้น เพราะประเทศเหล่านี้ รวมแถวๆอังกฤษ อเมริกา แคนาดา เขาคัดแต่ผู้อพยพที่มีคุณภาพให้เข้าไปอยู่สร้างความเจริญให้เมืองของเขากัน จึงไม่มีอะไรได้มาอย่างง่ายๆหรอกค่ะ ทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย สบายใจดีค่ะ

วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วีซ่านักเรียนเคี่ยวสุดๆ

Thai Press article for Issue 1 April 2010

เร็วๆนี้ นักเรียนนานาชาติ คงได้ยินได้ฟังข่าวเรื่องการถูกปฏิเสธวีซ่า ถูกเพิกถอนวีซ่า ถูกยกเลิกวีซ่า ถูกเรียกเอกสารเพิ่มเติม ถูกสัมภาษณ์อย่างหนัก ฯลฯ กันอย่างหนาหู จนสงสัยว่าอะไรมันเกิดขึ้นกันแน่เนี๊ยะ เหตุใดอิมมิเกรชั่นจึงจู่ๆเปลี่ยนนโยบายจากง่ายสุดๆไปเป็นยากสุดๆอย่างไม่มี การแจ้งล่วงหน้า ดังนั้น ถ้าช่วงนี้ พี่ๆเอเย่นบอกให้น้องๆช่วยจัดเอกสารการยื่นหรือต่อวีซ่าเพิ่มเติม ก็อย่าไปบ่นพี่ๆเอเย่นเขาว่าจู้จี้กันเลยนะคะ เพราะเป็นการเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาลจริงๆค่ะ และก็ไม่ใช่มาเคี่ยวเอาเฉพาะกับวีซ่าที่ยื่นจากต่างประเทศเท่านั้น กระทั่งการต่อวีซ่านักเรียน การทำวีซ่าติดตามภายในออสเตรเลีย ก็ยากตามๆกันไปด้วยทั้งหมดเลยค่ะ
จะเห็นได้จากเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2010 ที่ผ่านมา คิดว่าเอเย่นนักเรียนที่เคยลงทะเบียนเป็น eVisa agents (และที่ยังไม่โดนเพิกถอนใบอนุญาต) ทั้งหลายคงได้รับอีเมลจากสถานทูตออสเตรเลียที่เมืองไทยกันอย่างทั่วถึงกัน โดยเนื้อหาในสารที่เขียนมานั้นได้ระบุให้เอเย่นทั้งหลายต้องไปลงทะเบียนเซ็น สัญญากันใหม่หมด โดยมีการกำหนดระเบียบทั้งใหม่และเก่าให้ปฏิบัติตามกันเยอะมาก จดหมายที่ส่งมาเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึง ท่านรัฐมนตรีฯ (Minister for Immigration and Citizenship) ได้แถลงมาตั้งแต่วันที่ 20 August 2009 ให้

“strengthening checks on student visa applications to stamp out fraud and ensure students have the financial capacity to live and study in Australia. One of the measures to strengthen integrity in the Student Visa Program is reviewing Student eVisa access and compliance...”

หมายความว่า ทางกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองฯ ต้องการให้เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นตรวจเอกสารให้ละเอียดสุดๆ เพื่อ make sure ว่านักเรียนที่จะเข้ามาเรียนหนังสือที่ ออสเตรเลียนั้น มีเจตนาจะมาเรียนกันจริงๆ ไม่ใช่ใช้วีซ่านักเรียนเพื่อมาทำงาน และเพื่อประสงค์อื่นๆเหมือนที่ปล่อยให้เละตุ้มเป๊ะมาเป็นเวลาหลายปี ทางอิมมิเกรชั่นยังจับได้ว่ามีการใช้เอกสารปลอมแปลงหลอกลวงเจ้าหน้าที่กัน เยอะมาก มีการให้ข้อมูลเท็จ จนต้องเพิกถอนใบอนุญาตของ eVisa agents ทั่วโลกไปหลายๆเจ้าจนปัจจุบันเหลือเพียงน้อยไม่กี่เจ้า เท่านั้น ยิ่งกว่านั้น เจ้าที่เหลือๆทั้งปวง ยังต้องเซ็นสัญญากันใหม่หมด โดยเงื่อนไขคร่าวๆมีการบังคับให้ eVisa agents เหล่า นั้นต้อง:
• มีอัตราการผ่านวีซ่าเกินกว่า 90% ตลอดทุกช่วง 6 เดือนที่ถือใบอนุญาต
• ในทุกๆ 6 เดือนของการตรวจสอบเอกสารจากอิมมิเกรชั่น จะต้องไม่มีการรายงานเข้าอิมฯว่าใช้เอกสารปลอมแปลงเกินกว่า 5%
• สำหรับเมืองไทย เอเย่นเหล่านี้ จะต้องยื่นเคสที่ประสบความสำเร็จอย่างน้อย 50 successful visa applications ต่อ 1 ปีการเงิน (financial year -1July ถึง 30 June)
ตอนที่คุณหมอ วีซ่าไปร่วมฟังสัมมนาโดยเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของอิมมิเกรชั่นจากแคนเบอร์ร่ามา อภิปรายเมื่อ เดือนที่แล้ว เขาย้ำแล้วย้ำอีกว่า “ถ้าพวกคุณไม่สามารถรู้ว่าเอกสารจริงหรือไม่จริง ก็ยื่นมือเข้ามาเลย ให้เจ้าหน้าที่ของเราเป็นฝ่ายพิจารณาเอง” ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นได้ว่า ปัจจุบัน การยื่นวีซ่านักเรียนเคี่ยวสุดๆ ผ่านกันยากเย็นเหลือเกิน
ข่าวล่าสุดก็ คือ วิทยาลัย Austech Institute of Further Education ใน Sydney ก็ปิดไปอีก หนึ่งแห่ง เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2010 ที่ ผ่านมา เป็นเหตุให้นักเรียน 765 คนเคว้งอีกแล้ว ช่วงนี้รัฐบาลยิ่งมาเคี่ยวกับเอเย่นทางการศึกษาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของ นักเรียนนานาชาติ ท่านผู้แทนรัฐสภา federal MP Bruce Baird ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำการสอบสวนเรื่องนี้ได้ให้ความเห็น และแนะให้สมาคม Migration Institute of Australia (MIA) ซึ่งเป็นสมา พันธ์ของตัวแทนให้คำปรึกษาและดำเนินเรื่องวีซ่าเข้าประเทศออสเตรเลียทั้ง หลายให้จัดระเบียบกฎเกณฑ์ควบคุมกิจกรรมของตัวแทนทางการศึกษาให้ได้มาตรฐาน สูงทำนองเดียวกับงานที่ Migration Agents ทั้ง หลายทำกัน ดังนี้:
...Government could expand the work being done to establish a professional peek body for [Education] Agents, which would establish standards for entry into the profession and impose an elements of self-monitoring... Recognizing that many Migration Agents also worked as Education Agents, the Migration Institute of Australia could explore the development of education-specific elements that could be included in the program of professional development activities....
Maureen Horder ซึ่ง เป็น CEO ของ MIA ยัง แถลงไว้ว่า “For us, it’s simple: If the Education Agent responsible for bringing overseas student to Australia are better -- better trained, better regulated and better represented - future international students will receive better advice and attend better institutions" ท่านประธานฯ ยังกล่าวว่า การจะให้ทาง MIA รับ Education agents มา เป็นสมาชิกนั้น คงต้องตั้งต้นจากเอเย่นเหล่านั้น ต้องไปเรียน ไปสอบผ่านให้ผ่านหลักสูตร Education Agent Training Course (EATC) กันมา และลงทะเบียนกับ Qualified Education Agent Counsellor Database (QEACD) มาอย่างเรียบร้อยเพื่อ เป็นการยกระดับมาตรฐานของเอเย่นทางการศึกษาให้สูงขึ้นคล้ายๆกับที่ได้ยก มาตรฐาน migration agents ให้สูงจนเป็นที่ยอมรับ นั่นเอง

ช่วงนี้เนื่องจากมีโรงเรียน ถูกปิด นักเรียนถูกโรงเรียนแจ้งยกเลิกวีซ่า และกลับบ้านไปตามๆกันอย่างมากมาย หากเหตุการณ์ยังเป็นเช่นนี้อีกต่อไป คุณหมอวีซ่าว่า นักเรียนคงเข้ามาเรียนออสเตรเลียกันน้อยลงไปทุกวัน เพราะวีซ่าจะไม่ผ่านกันเป็นแถวนะคะ จึงอยากเตือนน้องๆว่าให้เตรียมเอกสารการยื่นวีซ่าที่เป็นจริง และเตรียมไปอย่างครบถ้วน การสัมภาษณ์ก็ต้องตอบให้รู้เรื่อง หากน้องๆ ไม่ทราบกระทั่งว่าตนเองกำลังจะไปเรียนที่รัฐไหน โรงเรียนชื่ออะไร เรียนวิชาอะไร ไปเมื่อไรเป็นต้น ก็ย่อมทำให้เป็นที่สงสัยว่ามีเจตนาจะไปเรียนจริงหรือไม่ เจ้าหน้าที่ก็ย่อมจะไม่ผ่านวีซ่าให้เป็นของธรรมดาค่ะ ยิ่งกว่านั้น การลงทะเบียนไปเรียนที่สถาบันระดับไหน ก็มีส่วนช่วยให้วีซ่าผ่านหรือไม่ผ่าน คุณหมอวีซ่าพูดเสมอว่าไม่ใช่อยากให้น้องๆลงทะเบียนในสถาบันแพง แต่การไปเรียนในที่ไม่มีมาตรฐานและคุณภาพทางการสอน จะสร้างปัญหาตามมาภายหลังเยอะมาก และต้องไปนั่งเสียเงินแก้ปัญหาอีก ไม่คุ้มกันจริงๆค่ะ...


วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2553

วีซ่าแต่งงาน – เป็นทางออกเพียงทางเดียวที่ช่วยให้ได้วีซ่าอยู่ออสเตรเลียอย่างง่ายๆหรือ?

Thaipress 3/6/2010

หลังการประกาศปิดรับวีซ่าทักษะประเภท subclass 175, 176 และ 475 ที่ยื่นมาจากต่างประเทศของรัฐบาลออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 7 May 2010 ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ และจากการคืนใบสมัครเกือบ 20,000 ชุด พร้อมคืนเงินค่ายื่นให้ผู้ที่ยื่นเรื่องเข้าไปแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการสนองนโยบายให้สอดคล้องกับการลดจำนวนผู้อพยพเข้าประเทศออสเตรเลียที่ประกาศใช้อย่างกระทันหัน โดยไม่ให้โอกาสปรับตัวกัน
เมื่อวันที่ 2 June 2010 ก็มีการประกาศยกเลิกวีซ่าไปอีกหนึ่งตัวคือ subclass 422 – medical practitioner (Temporary) สำหรับแพทย์ที่จะเข้ามาทำงานชั่วคราวในออสเตรเลีย ปัจจุบันก็จะต้องมีนายจ้างสปอนเซอร์และให้ไปขอวีซ่า 457 คือ Business (Long Stay) Visa แทน
มีเหตุอะไรเกิดขึ้น จึงทำให้รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายกันอย่างไม่ให้รู้ตัวกันอย่างนี้ ?


เมื่อวันที่ 31 May 2010 ที่ผ่านมา คุณหมอวีซ่ามีโอกาสไปร่วมสัมมนาที่จัดโดยกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติ หรือ Department of Immigration and Citizenship (DIAC) โดยตรง มีเจ้าหน้าที่ชั้นสูงฝ่ายนโยบายของกระทรวงบินตรงมาจากเมืองหลวง Canberra มาอภิปรายถึงนโยบายใหม่ของรัฐบาลออสเตรเลียในส่วนที่เกีี่่ยวข้องกับการรับผู้อพยพภายใต้โครงการวีซ่าทักษะ (Skilled Migration) ซึ่งโยงไปถึงวีซ่าทำงานที่ต้องอาศัยนายจ้างเป็นคนสปอนเซอร์ (Employer Nomination Scheme หรือ ENS) วีซ่านักเรียน และวีซ่าครอบครัว เป็นต้น อาจจะด้วยการเปลี่ยนแปลงนโยบายปิดประตูเมืองสำหรับวีซ่าหลายตัวอย่างกระทันหันจน จนหลายๆฝ่ายตั้งตัวกันไม่ติดจนเป็นที่จู่โจมของสื่อและแหล่งข่าวต่างๆ จึงเป็นสาเหตุให้ต้องออกมาชี้แจง ให้ฝ่ายต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวีซ่าให้รับทราบกันทั่วไปก็เป็นไปได้ ยิ่งกว่านั้น ทางองค์กร Migration Institute of Australia (MIA) ก็ยังมีการแจ้งให้สมาชิกทราบว่า ท่านรัฐมนตรีกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองฯ คือ Senator Chris Evans ได้รับปากจะมาเปิดงานและกล่าวสุนทรพจนให้์ในงาน Migration Conference ประจำปี 2010 ในวันที่ 7-10 ตุลาคมนี้ โดยจะมีการกล่าวถึงนโยบายการเพิ่ม-ลด ประชากรของประเทศออสเตรเลีย ผลจากกระทบจากตลาดการศึกษาสำหรับนักเรียนนานาชาติ การรับผู้อพยพภายใต้โครงการวีซ่าทักษะ (Skilled) และเรื่องผู้ขอลี้ภัยในประเทศออสเตรเลียมาเป็นหัวข้อหลักๆ จากสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกของ “วีซ่า”อย่างไม่คาดการณ์ล่วงหน้าแบบนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายนโยบายได้ชี้แจงว่า เนื่องจากการเพิ่มประชากรจากคนต่างชาติที่ขออพยพเข้ามาอยู่ออสเตรเลียนั้นเติบโตจนเร็วเกินไป ท่านว่า ถ้าดูจาก Natural Increase of Population Growth ของประเทศ คือ อัตรการผลิตประชากรตามธรรมชาติของออสเตรีเลยในปี 2008-2009 จะเห็นได้ว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นเพียง157,792 คน แต่อัตราการเติบโตของผู้อพยพที่มาจากต่างประเทศหรือ Net Overseas Migration มีจำนวนมากถึง 298,924 คน เป็นเกือบเท่าตัว ก็เกรงว่า ทรัพยากรของประเทศจะโตตามจำนวนประชากรที่โตเร็วจนเกินไปไม่ทัน ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงมีการลดการรับจำนวนผู้อพยพโดยการลดจำนวนวีซ่าประเภทต่างๆไม่ให้ เข้ามากันมากและเร็วจนเกินไปนั่นเอง

แต่ทั้งนี้ด้วยอายุเฉลี่ยของประชากรชาวออสเตรเลียที่เรียกว่า Population Aging ในปัจจุบันอยู่ที่ 36.9 ปี คาดกันว่า ในปี 2050 อายุเฉลี่ยของประชากรออสเตรเลียจะเพิ่มเป็น 45.2 ปี จึงทำให้ีรัฐบาลไม่สามารถจะหยุดรับผู้อพยพเลยทีเดียว เพียงต้องลด speed การรับให้ช้าลง ให้เหมาะกับงบประมาณของรัฐบาล Commonwealth ในการรองรับการเลี้ยงดูประชากรให้ได้อย่างทั่วถึง ไม่อดไม่ยาก ไม่ต้องแย่งกันทำมาหากินกัน รัฐบาลจึงมีนโยบายรับเฉพาะผู้อพยพที่มีคุณภาพและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและเศรษฐกิจของออสเตรเลียที่เรียกกันว่าเป็น “A more demand driven skilled program” โดยเน้นให้มีนายจ้างรับผิดชอบและเป็นสปอนเซอร์ให้ผู้ที่จะขอเข้ามาอยู่ มีงานทำทันที่มาถึงนั่นเอง มีงานทำ ก็เท่ากับมีการจ่ายภาษีรายได้ รัฐฯก็รวยขึ้นอีกนั่นแหล่ะ ก็เรียกว่าเป็นเรื่องที่โชคดีสำหรับประชากรชาวออสเตรเลียที่มีคนคอยจับตาดูแลทุกข์สุข ดูแลให้มีทรัพยากรใช้กันอย่างพอเพียงในอีกหลายๆชั่วอายุคน ประเทศที่ก้าวหน้าแล้วอย่างออสเตรเลีย ว่ากันแล้วมีเนื้อที่ทั้งทวีปใหญ่ถึง 7,682,300 ตารางกิโลเมตร แต่มีประชากรเพียง 22 กว่าล้านคน เมื่อเทียบกับประเมศไทยเราที่มีเนื้อที่เพียง 514,000 ตารางกิโลเมตร แต่มีประชากรถึง 61.5 ล้าน รัฐบาลก็เริ่มวางแผนไม่ให้มีการแก่งแย่งทรัพยากรให้ประชากรได้กินดีอยู่สุข แต่ที่น่าเศร้าคือ พี่น้องชาวไทยเราเนื้อที่เล็ก ประชากรเยอะ แทนที่จะใช้เวลาไปคิดเรื่องวางแผนชาติเพื่ออนาคตการทำมาหากินอยู่ดีเป็นสุขของราษฎร แต่กลับมัวแต่รบราฆ่าฟันกัน คำถามก็คือ แล้วเราจะไปโตทันชาวต่างชาติเขากันได้อย่างไร
ในเมื่อนโยบายวีซ่าของรัฐบาลเปลี่ยนไป ทำให้การขอวีซ่าตัวอื่นยากไปหมด อย่างนี้แล้ว วีซ่าแต่งงาน - ใช่ทางเลือกหรือไม่?


จุดที่น่าสนในจุดหนึ่งที่เจ้าหน้าที่อิมฯพูดถึงก็ึคือ รัฐบาลฯก็ทราบดีว่าการเปลี่ยนนโยบายและปิดช่องทางวีซ่าโดยเฉพาะทางด้านวีซ่านักเรียนกับวีซ่าทักษะ ทำให้ผู้คนไม่มีทางเลือกต้องหันไปหานายจ้างสปอนเซอร์ แต่ช่องทางของการหานายจ้างก็ไม่ได้ทำได้อย่างง่ายๆ เพราะจะมีนายจ้างสักกี่เจ้าที่เข้าข่ายตรงตามเงื่อนไขที่รัฐบาล เรียกร้องไว้อย่างสูงยิ่ง เช่น บังคับให้ต้องจ่ายเงินเดือนขั้นต่ำ $45,220 ต่อปี ต้องมีงบประมาณลงให้กับการฝึกงานเพื่อสร้างทักษะและสร้างงานให้กับประชากรของออสเตรเลีย (Training Bench Mark) เป็นจำนวน 1-2% ของค่าแรงทั้งหมด – เพียง 2 ข้อนี้ก็ทำให้นายจ้างถอยทัพไปหลายเจ้าเลย เพราะหากเขาเลือกจ้างคนที่นี่ เขาอาจจ่ายเงินเดือนในเกณฑ์แค่ $30,000 กว่าต่อปีก็พอจะหาคนมาเติมตำแหน่งได้แล้ว แล้วไฉนเขาจึงต้องไปลงทุนจ้างแพงๆเล่า?

ในเมื่อสถานการณ์วีซ่าปัจจุบันเป็นเช่นนี้ อิมฯก็ทราบดีว่าผู้คนจึงหันไปหาคู่แต่งงานและยื่นวีซ่าคู่ครอง (Partner Visa) กันไปตามๆกัน บางคู่ัก็รักชอบกินอยู่กันจริง แต่หลายคู่ก็ desparate จ้างแต่ง ทำเรื่องปลอมแปลงเข้าไปก็เยอะ อันนี้ทางอิมฯท่านก็เตือนว่า ไม่ใช่ท่านจะไม่รู้นะ รู้ดีเลยทีเดียว ดังนั้น ทางอิมฯปัจจุบันจึงเผชิญกับปัญหาที่ท้าทายตามมาอีกอย่างก็คือ การตั้งทีมงานสอบสวนเรื่องที่คิดว่าทำเท็จแต่งงานปลอมเข้าไปหลอกอิมฯกัน (Integrity of the program) และตามที่คุณหมอวีซ่าฟังมาคุยมาก็ confirm ข้อนี้ได้เลยตรงที่ว่า อิมฯปัจจุบันมีการสอบสวนถึงบ้านเลย

อีกรายที่เข้ามาขอคำแนะนำก็คือโดนสัมภาษณ์แยกห้องโดยใช้ล่ามไทย และให้ตอบได้เฉพาะ “Yes” หรือ “No” เท่านั้น เช่น อิมฯวาดรูปเตียงนอนในห้องนอนว่าตั้งอยู่ตรงไหนมุมไหน – ขวา ซ้าย หรือ ตรงกลางเป็นต้น และเอาคำตอบมาเทียบกันว่าตรงกันมากน้อยเพียงใด ถ้าเขาไม่เชื่อว่าความสัมพันธืเป็นจริง ก็จะปฏิเสธวีซ่า เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าการทำเรื่องแต่งงานหรือกินอยู่ร่วมปลอมแปลงเข้าไปก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ง่ายอย่างที่หลายท่านคิด เพราะปัจจุบันอิมฯก็ใช้เวลาอย่างมากในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอกสารประกอบ แต่ถ้าความสัมพันธ์ของเราเป็นจริงกระทั่งอยู่เป็นผีก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนะคะ วีซ่ามีโอกาสผ่าน อันนี้คุณหมอวีซ่ารู้ for sure เพราะถนัดและชอบทำวีซ่าตัวนี้มากๆ คุณหมอวีซ่าไม่ส่งเสริมให้ไปจ้างคนแต่งงานหรือทำเรื่องปลอมไปหลอกเจ้าหน้าที่นะคะ อันนี้ผิดกฎหมายอาชญากรรมเลยทีเดียว แล้วถ้าิอิมฯจับได้วันหลัง ถึงวีซ่าจะออกแล้วก็โดนถอนคืนได้ค่ะ ไม่ใช่เรื่องสนุก ก็อยากขอฝากไว้เป็นแง่คิดนะคะ

ไหนๆก็พูดเรื่องวีซ่าคู่ครอง ก็อยากจะเขียนเพิ่มเติมเพื่อเตือนท่านผู้อ่านสักนิด สำหรับผู้ที่ไปทำเรื่องหรือกำลังคิดว่าจะทำเรื่อง Contributory Partner Visa หรือ วีซ่าผู้ปกครองที่อาศัยการจ่ายเงินสมทบจำนวน $34,330 ต่อคนในการผ่านวีซ่า (ตัวเลขปัจจุบันปี 2010 นะคะ) จะเห็นว่า เมื่อสมัยก่อนเดือน July 2009 สปอนเซอร์ผู้ขอวีซ่าประเภทนี้มักทำเรื่องให้เพียงคุณพ่อหรือคุณแม่เพียงฝ่ายเดียวก่อน พอได้ PR มาแล้วจึงให้ฝ่ายที่ได้ PR ไปสปอนเซอร์อีกฝ่ายและหลบการจ่ายเงินสมทบอีกก้อน ไปได้โดยสิ้นเชิง ปัจจุบันอิมฯก็ได้ประกาศปิดช่องโหว่ตรงนี้ไปแล้วตั้งแต่ 1 July 2009 โดยปัจจุบัน ทางฝ่ายที่ได้ PR ผ่านช่องทางนี้ ถ้าอยากสปอนเซอร์อีกฝ่ายมาเป็นคู่ครองก็ยังมีกฎใหม่อีกข้อ บังคับให้ต้องรอถึง 5 ปี จึงจะสปอนเซอร์กันได้ ดังนั้นจึงอยากเขียนเป็นความรู้ให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจตรงจุดนี้ว่า วีซ่าคู่ครองที่อาศัยช่องทาง Contributory Partner Visas นั้นก็ได้ปิดไปอีกทางหนึ่งแล้ว

ก่อนจะจบ คุณหมอวีซ่าอยากขอชมเชยการทำงานของเอเย่นนักเรียนไทย 2-3 เจ้าในซิดนีย์ ที่ทำงานอยู่ในระดับ professional โดยถือเอาผลประโยชน์ของนักเรียนมาเป็นหลัก กล่าวคือเรื่องที่นักเรียนถูกแคนเซิลวีซ่านักเรียนมา เนื่องจากเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการอยู่หรือไปของนักเรียน และเป็นงานที่เกินระดับของเขา เพราะเขาไม่ได้เป็น Migration Agent และไม่เชี่ยวชาญกฎหมายเกี่ยวกับ Visa Cancellation เขาจึงได้พา หรือส่งตัวนักเรียนต่อมาให้คุณหมอวีซ่าดูเคสและเรียกวีซ่าคืนให้นักเรียนของเขา อันนี้ เรียกว่ามีน้ำใจนักกีฬาจริงๆ และเรียกว่ารักและห่วงใยเด็กจริง ขอชมเชย ครั้นได้วีซ่าคืน คุณหมอวีซ่าก็ส่งตัวกลับให้เขาลงทะเบียนเอา COE ใหม่มาให้ดำเนินต่อวีซ่านักเรียนให้เรียบร้อย ทำงานด้วยความเป็นมิตรต่อกันและถือเอาผลประโยชน์ของนักเรียนกับลูกค้ามาเป็นหลัก ในวงการคนที่ทำงานเป็นมือโปรด้วยกัน อย่างในวงการแพทย์ ก็จะมีผู้เชี่ยวชาญโรคต่างๆไม่เหมือนกัน เราจะเห็นว่า หากเราเป็นโรคหัวใจ GP ของเราก็จะส่งไปพบแพทย์ที่เชี่ยวชาญโรคหัวใจ น้องชายของคุณหมอวีซ่า คือ ดร สมภพ ภัทราดูลย์ เป็นแพทย์เชี่ยวชาญโรคเด็ก (Pediatrician) เขาก็จะรักษาแต่โรคเด็ก ครั้นเด็กต้องมีการผ่าหัวใจ เขาก็จะส่งต่อไปให้ หมอผ่าหัวใจโดยตรงเป็นต้น คุณหมอวีซ่าขึ้นทะเบียนเป็นทั้ง Migration Agent ของ Australian และ Immigration Adviser ของ New Zealand ก็จริง แต่ก็ไม่ได้ถนัดวีซ่าทุกตัว อย่างถ้าลูกค้ามาหาให้ทำ Protection Visa หรือที่รู้จักกันในภาษาพื้นๆว่า refugee visa ก็จะไม่รับทำ เพราะไม่ชำนาญงานสายนี้ แต่จะส่งต่อให้ Migration Agent คนอื่น ที่เขาเก่งและชำนาญในวีซ่าตัวนี้ โดยไม่เอาชีวิตกับอนาคตของลูกค้าไปเสี่ยงหรือไปมั่ว เป็นต้น เอเย่นนักเรียนหลายเจ้าที่พยายามจะทำเองทุกเรื่อง และดำเนินการไปอย่างผิดๆ ส่งผลให้อนาคตเด็กคนหนึ่งพังทลายโดนสิ้นเชิง อย่างนี้ เรียกว่าไม่บังควร ในหลายๆกรณี หากเราแก้ไขเรื่องให้ลูกค้าแต่เนิ่นๆ ก็มักจะช่วยเด็กได้ทันท่วงที แต่ถ้าลองโน่นลองนี่และปล่อยให้ถึงขั้นที่สายเกินแก้ เสมือนคนไข้ที่ปล่อยให้เชื้อมะเร็งรามไปจนเต็มตัวแล้วค่อยไปหาหมอผู้เชี่ยวชาญ ก็จะบอกกันตรงๆ ว่า อาจรักษากันไม่ทันท่วงที too late ค่ะ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า พวกเราทุกคนคงจะช่วยๆกันอุ้มชูวงการ education industry ของเราให้อยู่ในที่สูงไว้ ทำงานด้วยความมีจรรยาบรรณ วันหนึ่ง สิ่งดีๆที่เราทำไว้ ความหวังดีต่อเด็กของเราด้วยความจริงใจ ก็จะส่งผลดีกลับให้ลูกๆหลานๆของเราได้ดีเองด้วยนะคะเอาเป็นว่า หากมีข่าวอะไรที่เป็นประโยชน์และช่องทางดีๆ ในวงการวีซ่า และวงการการศึกษาของออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์

เรื่องวีซ่า ต้องยกให้ CP – SURE!!

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ออสเตรเลียปิดประตูวีซ่าแล้ว จริงหรือ?

Thai Press article for Issue 15 February 2010

ตื่นเช้าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2010 มาก็ตกใจ เพราะข่าวหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ รวมทั้งหน้าจอคอมพิวเตอร์ประโคมข่าวเกี่ยวกับการตัดสินใจอย่างกระทันหันของ รัฐบาลออสเตรเลีย ในการ ตัดวีซ่าร่วม 20,000 ตัว และถอนรายการอาชีพที่ขาดแคลนที่เรียกว่า MODL (Migration Occupation in Demand List) ซึ่งเคยให้แต้มแก่ผู้ยื่นวีซ่าทักษะ (skilled visas) ถึง 15-20 แต้ม รวมถึงการเสนอโครงการตัดอาชีพหลายๆสายออกจาก Skilled Occupations List (SOL) ใหม่ที่กำลังจะมีการประกาศใช้ตอนกลางปี 2010 ที่เน้นอาชีพในสายที่ออสเตรเลียขาดแคลนอย่างแท้จริง มีการเสนอให้ยกเลิก CSL การเปลี่ยนลำดับ Priority Processing ตามลำดับความสำคัญของอาชีพและวีซ่า การทบทวนระบบการนับแต้มสำหรับวีซ่าทักษะ (GSM) สดๆ ร้อนๆ จากข่าวที่เพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงยกใหญ่สำหรับนักเรียนที่เรียนจบสายอาชีวะ (trade) จาก TRA (Trade Recognition Authority) เมื่อ 1 January 2010 ทำให้ เกิดข้อกังขาในใจว่า จู่ๆ มีการประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายการรับคนเข้าเมืองโดยไม่มีการบอกให้รู้ล่วง หน้าอย่างนี้ เป็นเพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจจริงหรือเป็นเพราะผลทางการเมืองกันแน่ เพราะนี่ก็ใกล้เลือกตั้งเต็มทน รัฐบาลต้องการเรียกคะแนนเสียงนิยมจากประชาชนหรือเปล่าเนี่ยะ?

ขอสรุปการ เปลี่ยนแปลงคร่าวๆ ดังนี้ ตามด้วยวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามความเห็นของคุณหมอวีซ่านะคะ

1. อิมมิเกรชั่นจะส่งคืนใบสมัครวีซ่าทักษะ (GSM) ที่ยื่นเข้ามาจากต่างประเทศ (offshore) ก่อนวันที่ 1 กันยายน 2007 ประมาณ 20,000 คน โดยจะคืนค่ายื่นเรื่องให้เบ็ดเสร็จ – ท่านรัฐมนตรีกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองฯ (DIAC) คือ Hon. Chris Evans ได้ประกาศการตัดสินใจครั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 39 ของ Migration Act 1958 โดยให้เหตุผลว่าใบสมัครที่รับเข้ามามีจำนวนเกินโควต้าแล้ว ที่เหลือรัฐฯจึงจะไม่มีการพิจารณาต่อและจะส่งใบสมัครพร้อมค่ายื่นเรื่องคืน ไปให้กับผู้สมัครทั้งหมด (ซึ่งรวมเรื่องที่ค้างกันอยู่ที่ MRT ด้วย) – ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจนะคะว่า ข้อนี้ใช้กับใบสมัครที่ยื่นตรงมาจากต่างประเทศหรือประเภท offshore เท่านั้น สำหรับนักศึกษาที่เรียนจบจากออสเตรเลียและยื่นแบบ onshore จะไม่ได้รับผลกระทบนะคะ

2. ยกเลิก MODL (Migration Occupation in Demand List) หรือรายการอาชีพที่(เคย)เป็นที่ต้องการของออสเตรเลีย โดยที่ผ่านมาผู้ยื่นวีซ่าทักษะที่มีประสบการณ์ทำงาน 1 ปี ในสายอาชีพที่ตนเสนอสามารถเรียกแต้มได้ถึง 15-20 แต้ม จากรายการ MODL นับตั้งแต่ 8 กุมภาพันธ์ 2010 เป็นต้นไป MODL ถูกถอนออกเสียแล้ว แต่การถอน MODL จะไม่มีผลกระทบต่อผู้ยื่นที่ :

• ถือวีซ่า 485 (Skilled Graduate) หรือได้ยื่นเรื่อง 485 ไว้แล้ว และต้องรอยื่นวีซ่าถาวรอยู่ (ทั้งแบบ permanent และ provisional)
• ผู้ที่ได้ยื่นใบสมัคร GSM ไว้ก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2010 ก็ถือว่าโชคดีไป เพราะจะไม่ได้รับผลกระทบจากการถอน MODL ครั้งนี้

คุณหมอวีซ่าอยากให้ท่านผู้อ่านเข้าใจซักนิดว่า Legislative Instrument ที่ใช้ประกาศยกเลิก MODL ครั้งนี้ ยังได้ระบุไว้อีกว่า จะมีการออก MODL ใหม่ ซึ่งมีอาชีพเหมือนใน MODL เก่าทุกอย่างสำหรับผู้ที่กำลังจะยื่นวีซ่า 885, 886 และ 487 ที่ ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2010 ถือวีซ่า sc 485 (Skilled Graduate) หรือได้ยื่นใบสมัคร 485 เข้าไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับการตัดสินใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บุคคลกลุ่มนี้จะต้องยื่นวีซ่าภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2012

3. กลางปี 2010 จะมีการประกาศใช้รายการอาชีพ จาก (Skilled Occupations List –SOL) ใหม่ โดยจะรวม MODL กับ CSL เข้าไว้เป็น List เดียวกันทั้งหมด สำหรับ List ใหม่นี้จะไม่ apply กับผู้ขอ GSM ที่ ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2010 :

• ถือวีซ่า sc 485 (Skilled Graduate) หรือกำลังรอการตัดสินใจขอวีซ่า 485 แต่ยังไม่ได้ยื่นเรื่องวีซ่าถาวร (permanent GSM)
• โดยกลุ่มนี้จะต้องยื่น GSM ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2012 จึงจะสามารถใช้อาชีพใน SOL ใบเก่าได้
• ผู้ที่ได้ยื่น GSM เข้าไปแล้ว กำลังรอการตดสินใจจากอิมฯ

อีกประเภทหนึ่งที่ท่านผู้อ่านพึง รับทราบก็คือ ผู้ที่ยังถือวีซ่านักเรียน sc 572, 573 และ 574 ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2010 ก็ยังสามารถยื่นเสนออาชีพตาม SOL List เก่าได้อยู่ในการยื่นขอวีซ่า sc 485 แต่ที่ต้องระวังก็คือ พอถึงตอนข้ามฝั่งไปเป็น sc 885 (แบบถาวร) นักเรียนกลุ่มนี้ก็จะต้องเสนออาชีพใน SOL ใหม่อยู่ดีนะคะ
อย่างไรก็ตามรัฐบาลให้สิทธิ์ State และ Territory governments ในการเสนออาชีพที่ไม่มีลงไว้ใน SOL ใบใหม่ได้

4. เปลี่ยน ลำดับความสำคัญทางการพิจารณาวีซ่าทักษะ (Priority Processing) ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2010 ได้ดังนี้

ลำดับที่ 1: ENS กับ RSMS คือผู้มีนายจ้างสปอนเซอร์จะได้รับการพิจารณามาเป็นอันดับที่หนึ่ง
ลำดับที่ 2: ใบสมัครที่เสนอโดยรัฐบาล State / Territory ภายใต้โครงการ “State Migration Plan Agree to the Provision”
ลำดับที่ 3: อาชีพใน CSL ที่เสนอโดยรัฐบาล State / Territory
ลำดับที่ 4: อาชีพใน CSL
ลำดับที่ 5: อาชีพที่ไม่ได้อยู่ใน CSL ที่เสนอโดยรัฐบาล State / Territory
ลำดับที่ 6: อาชีพใน MODL
ลำดับที่ 7: อาชีพอื่นๆ ที่เหลือ

5. จะมีการ ยกเลิก CSL ณ เวลาที่ประกาศใช้ SOL ใบใหม่ ตอนกลางปี 2010 พร้อมทั้งมีการปรับเปลี่ยน Priority Processing List ใหม่

6. จะมีการทบทวนระบบการจ่ายแต้มสำหรับวีซ่าทักษะ GSM ใหม่ โดยอาจมีการพิจารณาความเหมาะสมในหัวข้อต่างๆ กัน

• บางอาชีพควรได้รับแต้มสูงกว่าไหม
• ควรมีการเปลี่ยนแปลงแต้มอายุไหม
• ควรให้แต้มแก่ผู้ที่จบจากมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ จากต่างประเทศไหม
• ควรให้แต้มกับการงานอย่างไร
• ควรให้แต้มพิเศษแก่ผู้ที่มีภาษาอังกฤดีเด่นไหม เป็นต้น

7. สำหรับนักศึกษานานาชาติที่กำลังเรียนอยู่ในออสเตรเลีย ท่านรัฐมนตรีฯ ได้แถลงไว้ว่า หากสายที่ท่านเรียนจบมาไม่ได้อยู่ใน SOL ใบใหม่ ท่านก็ยังมีเวลาถึงสิ้นปี 2012 ในการขอวีซ่า sc 485 ซึ่งมีอายุถึง 18 เดือนให้ไปทำงานหาประสบการณ์งานและพยายามหานายจ้างสปอนเซอร์อาชีพในแนวใหม่ ที่ตรงตามความต้องการของออสเตรเลีย ซึ่งอาจมีการเน้นไปในทางด้านการแพทย์, สาธารณสุข, วิศวกรฯ, และการทำเหมือง เป็นต้น แต่ก็ต้องรอฟังตอนเดือน เมษายน 2010 จึงจะเห็นโครงร่างของ SOL ใหม่ออกมาประกาศใช้กันนะคะ

8. ข่าวดีที่คุณหมอวีซ่าอยาก share กับนักเรียนที่จบสาย trade มา (cook, hairdresser etc) และได้ทำ TRA assessment มาเรียบร้อยตามกฎเก่า คือ Certificate III + 900 ชม. จะไม่ต้องมีการทำ Job Ready Test (JRT) ประหยัดไป $4,550 จัดว่าเป็นข่าวดีนะคะ

9. มองไปในอนาคต – จะเห็นได้ว่าแนวนโยบายของรัฐบาล ออสเตรเลียจะคล้ายๆ กับของรัฐบาลนิวซีแลนด์ที่จะมีการเน้นประสบการณ์ทำงาน และมีนายจ้างสปอนเซอร์ มาเป็นหลัก คิดง่ายๆว่าในการสร้างความเจริญ เติบโตให้กับเศรษฐกิจของ ชาติ มีคนทำงานก็เท่ากับมีคนจ่ายภาษี รัฐบาลก็จะได้มีเงินเข้าคลังเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวจริงไหมคะ?

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

แนวการยื่นวีซ่า - ผลการกระทบ จากการเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาลออสเตรเลียแนวการยื่นวีซ่า - ผลการกระทบ จากการเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาลออสเตรเลีย

Thai Press article for Issue 31 January 2010

คุณหมอวีซ่าฉบับนี้มีสถิติที่น่าสนใจมาเสนอให้ท่านผู้อ่านดูกัน
ซึ่งเป็นสถิติการยื่นวีซ่าประเภทต่างๆในช่วงเดือน ตุลาคม-ธันวาคม 2009 ที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ นี่เอง โดยจะหยิบยกเฉพาะวีซ่าที่คนไทยเรา apply กันบ่อยๆมาเสนอได้แก่

ประเภท วีซ่า
จำนวนวีซ่า
ที่ยื่นช่วง Oct - Dec 2009
sc 820-801 (คู่ครอง)
6,668
sc 143 (พ่อ แม่ แบบจ่ายทุนสมทบ)
142
sc 802 (ลูกติดตาม)
132

sc 457 (นายจ้างสปอนเซอร์ แบบวีซ่าชั่วคราว)

16,076
sc 121 (นายจ้างสปอนเซอร์ แบบวีซ่าถาวร)
1,129
sc 175 (วีซ่าทักษะ ยื่นแบบ offshore)
8,661
sc 176 (วีซ่าทักษะ ยื่นแบบ offshore โดยมีสปอนเซอร์)
3,941
sc 485 (Graduate Skills)
10,787
sc 885 (วีซ่าทักษะ ยื่นแบบ onshore)
6,749
sc 806 (วีซ่าทักษะ ยื่นแบบ onshore โดยมีสปอนเซอร์)
3,797
sc 890 (เจ้าของธุรกิจ)
75
sc 570 (วีซ่านักเรียน - ภาษาอังกฤษ)
4,501
sc 572 (วีซ่านักเรียน - อาชีวะ)
14,159
sc 573 (วีซ่านักเรียน - ปริญญา)
21,808
sc 676 (วีซ่าท่องเที่ยว)
16,229
sc 050 (บริดจิ้งวีซ่า)
10,214

ที่ยก ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างวีซ่าที่ขอกันบ่อยในระหว่างหมู่คนไทย จะเห็นได้ว่า รัฐบาลออสเตรเลียได้เปลี่ยนนโยบายตามสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ยุคนี้เรียกว่าเป็นยุคที่วีซ่านักเรียนและวีซ่าทักษะผ่าน กันยากขึ้นมาก เนื่องจากรัฐบาลได้เปลี่ยนกฎและมีนโยบายคัดกรองเฉพาะนักศึกษาที่มีคุณภาพและ มีเจตนาแท้จริงที่จะเข้ามาศึกษาต่อในประเทศออสเตรเลียโดยเฉพาะ

อนึ่ง นักศึกษาที่เรียนจบ 2 ปีในออสเตรเลียในสายวิชาชีพและอาชีพที่เป็นที่ขาดแคลนของประเทศ ยังอาจได้สิทธิ์ขอตั้งหลักแหล่งทำงานและอาศัยอยู่ต่อเนื่องอย่างถาวรใน ประเทศออสเตรเลียได้ แต่จะเน้นไปในแนวอาชีพที่ต้อง อาศัยปริญญา เช่น นักวิศวกร แพทย์หลายแขนง พยาบาล IT และนักบัญชี เป็นต้น

ส่วนสาขาที่อาศัย certificate หรือ diploma ได้แก่ สายอาชีวะ (trade occupations) ทั้งปวง เรียกว่า กฎได้เปลี่ยนไปในแนวที่ยุ่งยากขึ้นเยอะเลยตาม article ที่คุณหมอวีซ่าได้นำเสนอไปใน Thai Press ฉบับที่แล้ว ประกอบกับรัฐบาลได้ตัดจำนวนวีซ่านักเรียนลงเยอะ โดยเห็นได้จากการที่ผู้ขอวีซ่านักเรียนจากต่างประเทศ (รวมทั้งประเทศไทย) จะโดนสัมภาษณ์กันอย่างละเอียดเกือบทุกราย อีกทั้งเอกสารที่ใช้ประกอบการยื่นก็ต้องเนี๊ยบกันจริงๆ วีซ่าจึงจะผ่านได้ ดังนั้น หมดเสียแล้วสำหรับยุคที่นักเรียนสามารถ อาศัยวีซ่านักเรียนลงคอร์ส diploma ในราคาถูกๆ เรียนน้อยๆวันกัน แล้วหวังแต่จะมาทำงานหาเงินกันในออสเตรเลีย

อีกทั้งรัฐบาลออสเตรเลียก็ยังตามไปปิดโรงเรียนในระดับล่างทั่วไปที่เก็บค่า เล่าเรียนในราคาถูกๆ และสอนน้อยๆ วัน สถาบันเหล่านี้ก็คงจะอยู่รอดต่อไปอีกได้ไม่นานกันแล้วตามคำคาดการณ์ของนัก วิเคราะห์ในวงการศึกษาหลายความเห็น ปี 2010 นี้คิดว่าเป้าหมายของรัฐบาลเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ต้องยกระดับการศึกษาของประเทศให้ได้คุณภาพระดับสากล แท้จริงแล้ว หลักสูตรจากมหาวิทยาลัยและสถาบันดีๆหลายต่อหลายแห่งในออสเตรเลีย ก็ได้มาตรฐานระดับสากลอยู่แล้ว เพียงแต่สถาบันเอกชนเล็กๆที่เจ้าของโรงเรียนหวังรวยเร็วๆและไปทำอะไรแปลกๆ ผิดระเบียบบ้านระเบียบเมืองเขา ซึ่งเป็นปอร์เซ็นส่วนน้อยที่ทำให้วงการการศึกษาต้องรับเคราะห์ไปตามๆกันใน ปัจจุบันนี้

จุด ชนวนของการเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาลอย่างกระทันหันไม่ว่าจะเป็นเรื่องอนุมัติ วีซ่านักเรียน หรือเปลี่ยนกฎการประเมินคุณวุฒิสายอาชีพตามที่คุณหมอวีซ่าได้อ่านการ วิเคราะห์ของ critics หลายๆฉบับมา ก็ลงความเห็นว่าน่าจะเริ่มต้นมาจากการเดินขบวนครั้งใหญ่ของนักเรียนอินเดีย ที่นครเมลเบิร์นเมื่อปีที่แล้ว ที่เป็นข่าวใหญ่ไปก้องโลก ตั้งแต่เรื่องที่ไม่พอใจที่ไปหลอกให้เขามาเรียนจนจบแล้วไม่ได้ PR ไปตามๆกัน ดังนั้น คิดว่ารัฐบาลเองก็ต้องปรับเปลี่ยนกฎไปตามยุคสมัย คุณหมอวีซ่ามีความเห็นว่า น้องๆอยากเรียน และอยากประกอบอาชีพสายใด ก็เรียนก็ทำไปเถอะ หากพยายามไป link คอร์สเรียนเข้ากับการทำ PR มาเป็นหลัก หากรัฐบาลเกิดประกาศเปลี่ยนกฎโดยไม่มีการแถลงล่วงหน้า และส่งผลให้เราทำ PR ไม่ได้ จะได้ไม่เสียใจภายหลัง

ส่วนวีซ่าที่ผ่านกันง่ายๆ ในช่วงนี้ ก็คงไม่มีตัวใดดีเท่าวีซ่าทำงาน sc 457 หรือ 121 ที่มีนายจ้างออสเตรเลียเป็นสปอนเซอร์ให้ ส่วนวีซ่าทักษะทั้งปวง ก็จะเห็นได้ว่ามีการเน้นประสบการณ์งานมาเป็นหลักเพื่อคัดคนให้พร้อมที่จะ เข้าสู่ workforce เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของชาติ

ช่วงนี้วีซ่าอีกตัวที่ยื่นกันค่อนข้างมากก็ได้แก่ “วีซ่า คู่ครอง” สำหรับผู้มีความรักในหัวใจทั้งหลาย และมีแฟนชาวออสเตรเลียที่ถือ PR หรือ Citizen ที่นี่เป็นสปอนเซอร์ให้ ผู้ที่คิดว่าตนเองเข้าข่ายก็รีบยื่นเอาซะในช่วงนี้นะคะ เพราะช่วงนี้สังเกตอิมมิเกรชั่นค่อนข้างผ่อนผันวีซ่าตัวนี้ หลายกรณีก็ไม่มีการสัมภาษณ์ด้วยซ้ำไป ขอให้ความสัมพันธ์ของเราเป็นจริงและเตรียมเอกสารเข้าไปให้ดีๆ กระทั่งคนที่อยู่ผิดกฎหมายมานานปี ก็มีสิทธิ์ยื่นได้ตามประกาศของอิมฯที่แถลงไปเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2009 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุที่มีการสอบถามเกี่ยวกับวีซ่าคู่ครองเข้ามาบ่อยมากในระยะหลังนี้ ทาง CP จึงได้ตัดสินใจจัดงาน Partner Visas Seminar ฟรี ขึ้นที่ ซิดนีย์ ในวันวาเลนไทน์ ที่ 14 February 2010 นี้ ตั้งแต่เวลา 12.00 -15.45 น. บรรยายโดยคุณหมอวีซ่าร่วมกับคุณคริส พนัสบดี ที่มีประสบการณ์ด้านวีซ่ามานานมากเสียจนไม่อยากระบุจำนวนปีแล้ว ก็ขอเชิญมาฟังมาถามไถ่ข้อเท็จจริงกันให้รู้เรื่องกันในวันงาน ข่าวที่น่ายินดีก็คือ ทาง CP ยังได้รับเกียรติอย่างสูงยิ่งจากสถานกงสุลไทยประจำนครซิดนีย์ ในการส่งเจ้าหน้าที่มารับจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยในวันงานให้ฟรี รวมทั้งบรรยายกฎเกี่ยวกับการสมรสตามกฎหมายไทยให้พวกเราได้เข้าใจกัน งานดีๆแบบนี้ อย่าพลาดนะคะ โทรจองได้นั่งที่หมายเลข 02-9267-8522 โดยที่นั่งมีจำนวนจำกัดมากๆ ค่ะ


ไว้พบกันใน วันงานนะคะ

เรื่องวีซ่า ต้องยกให้ CP - SURE!!

ด้วยความปรารถนาดี……

“ก้าวไปทุกย่างก้าวอย่างมั่นคง กับทีมงานคุณภาพของ CP”