“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

คุณหมอวีซ่า ประจำเดือนตุลาคม

ในที่สุดนายกหญิง Julia Gillard ก็ได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคแรงงานจนสำเร็จ หลังการต่อรองเจรจาอย่างสุดเหวี่ยงกับพรรคอิสระ จนได้คะแนนเสียงสนับสนุนมาเพิ่มอีก 2 เสียง เพื่อประทังชีวิตของพรรคแรงงานไว้ สื่อต่างๆได้ลงความเห็นว่า การชนะอย่างฉุดเฉียวเสียวหลุดแบบนี้ ความเสี่ยงที่ตามมาก็คือ พรรคแรงงานจะสามารถอยู่รอดไปได้อีก 3 ปีข้างหน้าไหม ยิ่งพรรคฝ่ายค้านคอยจ้องอยากชวนท้าทายอยู่ แต่ที่ไม่ทราบอย่างแน่ชัดในเชิงปฏิบัติก็คือ ท่านนายกหญิงได้ไปสัญญาอะไรไว้เกี่ยวกับการส่งเสริมการศึกษาในเขตชนบท (regional) ที่พรรคอิสระทั้ง 2 พรรคเป็นตัวแทนอยู่ โดยจะยกเงินจำนวนถึง $500 ล้านจากกองทุนการศึกษา (education Investment Fund) ให้กับ regional Australia พร้อมอีก $10 พันล้านเหรียญไปใช้ปรับปรุงเรื่องสาธารณะสุขและเรื่องอื่นๆในอีก 4 ปี ข้างหน้า สำหรับทางด้านนักศึกษานานาชาติที่มีจำนวนลดลงอย่างฮวบฮาบนั้น ทางสมาคม International Education Association ก็ได้ออกมาตักเตือนว่า ตามแนวโน้มในปัจจุบันที่เป็นอยู่ จะมีนักเรียนนานาชาติเพียงกว่า 500,000 คน สมัครลงเรียนในปี 2011 ซึ่งลดลงกว่าปีที่แล้วถึง 630,000 คน แปลว่า จะมีประชากรชาวออสซี่ตกงานถึง 35,000 คน อย่างที่คุณหมอวีซ่าเคยลงความเห็นไปว่า วีซ่านักเรียนผ่านยากผ่านเย็น ก็เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลชุดนี้ที่ไม่สนับสนุนให้นักเรียนนานาชาติ (ที่ไม่มีเจตนาจะมาเรียนจริงๆ) เข้าประเทศเขาเลย ก็น่าติดตามดูนะคะว่า รายได้ $18 พันล้าน ที่ได้จากอุตสาหกรรมการศึกษาจะหดลงไปเหลือสักเท่าไรภายใต้การนำของพรรคแรงงานครั้งนี้

พอเข้าเรื่องของวีซ่า ก็อดไม่ได้ที่จะแจ้งให้ท่านผู้อ่านที่อาจจะตกข่าวทราบกันว่า รัฐมนตรีตรวจคนเข้าเมืองท่านเก่าคือ Chris Evans ที่มีบทบาทในการตัดวีซ่าทักษะ ตัดวีซ่านักเรียน และสั่งยกเลิกคืนใบสมัครของผู้สมัครวีซ่าเป็นหมื่นๆ โดยไม่ให้เข้าประเทศนั้น ตอนนี้ก็ได้ถูกย้ายไปอยู่กระทรวง Jobs, Skills and Workplace Relations และได้มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีตรวจคนเข้าเมืองท่านใหม่คือ ท่าน Chris Bowen ที่จบเศรษฐศาสตร์มาจาก University of Sydney และเคยได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีของ Fairfield มาก่อนในปี 1998-1999 และเป็นประธานของ Western Sydney Regional Organisation of Councils ในปี 2000-2002 อ่านจากประวัติท่านก็เป็นคนพื้นบ้านค่อนข้างลงดิน ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะไม่เคี่ยวเรื่องวีซ่าเท่ากับรัฐมนตรีที่เพิ่งถูกย้ายไปนะคะ ดูจากการให้สัมภาษณ์ในรายการ 7.30 Report ช่อง ABC หลังท่านรับตำแหน่งไปเพียงประมาณ 4 ชั่วโมง ก็เหมือนท่านจะให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องชาวอพยพที่แอบหนีเข้ามาทางเรือพอสมควร ส่วนวีซ่าตัวอื่นๆยังไม่เห็นท่านเกริ่นถึง แต่ทางสมาคม Migration Institute of Australia ก็ว่องไวต่อการเขียนจดหมายถึงท่านรัฐมนตรี Chris Bowen เพื่อเชิญชวนให้ท่านตอบสนองต่อปัญหาที่ตกค้างๆ ไว้ตั้งแต่สมัยที่รัฐมนตรีท่านเก่ายังดำรงตำแหน่งอยู่ ได้แก่ :

(1) ขอเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ยื่นวีซ่าทักษะ (GSM) เนื่องจากมีผู้ยื่นประมาณ อีก 140,000 คนที่ยังตกค้างอยู่ในระบบที่ยังไม่ได้รับการพิจารณา อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากนโยบายที่ไม่มีความแน่นอนของรัฐมนตรีฯท่านเก่า จากการเปลี่ยนแปลงข้อต่างๆอย่างรุนแรงโดยไม่เคยมีการปรึกษาหารือกับกลุ่มชนที่เกี่ยวข้องและที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างมหาศาล รวมทั้งการประกาศ “Capping and Ceasing” จำนวนวีซ่าถึง 5,400 ตัว จาก offshore GSM เมื่อเดือน July 2010 ที่ผ่านมา เป็นผลให้ผู้ยื่นจำนวนถึง 11,500 ต้องพบกับความผิดหวัง ทั้งๆที่มีการยื่นเอกสารทุกอย่างๆ ถูกต้องตามกฏหมายของประเทศออสเตรเลีย
(2) ขอให้ยกเลิกกฏหมายและนโยบายเกี่ยวกับการ Cap and Cease เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจเกินเหตุในการยกเลิกวีซ่าทั้งๆที่ผู้คนได้เสียเงินเสียทองยื่นวีซ่าเข้าไปอย่างถูกต้องตามกฏหมาย เป็นการทำลายความหวังความตั้งใจของผู้คนที่จะอพยพเข้ามาอยู่ในออสเตรเลียอย่างสิ้นเชิง
(3) ความล้มเหลวของอุตสาหกรรมนักศึกษานานาชาติ -การที่รัฐมนตรีท่านเก่าได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงกฏหมายขอวีซ่าทักษะ (GSM) อย่างกระทันหันโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น ได้ส่งผลกระทบถึงอนาคตอันไม่แน่นอนของนักศึกษานานาชาติ จำนวนนับหมื่นๆ คน จนโยงไปสู่ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเงิน ปัญหากีดกันผิวและความรุนแรง ตลอดจนความล้มเหลวของตลาดนักศึกษานานาชาติ – มีการเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียให้ความเป็นธรรมแก่นักศึกษานานาชาติ เพื่อรักษาชื่อเสียง สภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
(4) เรียกร้องให้ทางท่านรัฐมนตรีฯ ทำการ process เรื่องของผู้ลี้ภัย (Asylum Seekers) ภายในประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากผู้ลี้ภัยทั้งหลายถือ เป็นหนึ่งในโครงการที่ทำเพื่อมนุษยธรรมเพื่อชาวโลก และจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา บุคคลเหล่านี้ ก็ล้วนมีส่วนในการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ และสังคมให้กับประเทศ จึงไม่น่าไปส่งเขากลับอะไรทำนองนั้น
ท่านผู้อ่านจะเห็นด้วยกับคุณหมอวีซ่าหรือไม่ว่า ทุกอย่างในโลกนี้ต้องมีความสมดุลย์ เมื่อนโยบายเกิดเคี่ยวจนเกินไป ก็จะไปกระทบหลายๆสิ่งให้เกิดความไม่แน่นอน แต่ที่แน่ๆคือ พวกเราสมาชิก Migration agents ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เมื่อผู้ขอวีซ่าน้องๆ ไม่ได้รับความยุติธรรม พวกเราก็ได้แต่ช่วยกันออกเสียงออกแรง fight ให้ ส่วนผลจะเป็นอย่างไร ก็ต้องรอดูผลงานทางรัฐมนตรีท่านใหม่ต่อไปนะคะ


ช่วงนี้คุณหมอวีซ่าอยู่เมืองไทย เร็วๆนี้ก็เริ่มมีกิจกรรมชุมนุมชาวเสื้อสีโน้นสีนี้ขึ้นอีกแล้ว แต่ก็เห็นไม่ได้รุนแรงกว่าครั้งก่อน เสียดายที่เศรษฐกิจบ้านเราก็คงจะต้องถดถอยลงไปอีกหลายขั้นบันได เพราะความไม่ปรองดองไม่สามัคคีของพี่น้องชาวไทยด้วยกันเรื่องในทำนองเดียวกันนี้ เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระดับประเทศตลอดจนชาวบ้านธรรมดาจนจะกลายเป็นประเพณีไทยไปแล้วหรือไงก็ไม่ทราบ ช่วงนี้เศรษฐกิจเพื่อนบ้านของเราทั้ง เขมร ญวน ลาว (ไม่ต้องเกริ่นถึงประเทศจีนเลย) ต่างรุดหน้าเกินเราไปกันหมดแล้ว เพราะพวกเรามัวแต่ตีกันเอง ขอให้พี่น้องคนไทยเรารักและสามัคคีกันไว้เพื่อเป็นกำลังใจให้กับ “พ่อของแผ่นดิน” ที่เรารักยิ่งเถอะนะคะ!


ขอจบด้วยการแจ้งข่าวให้น้องๆบอกต่อเพื่อนฝูงญาติมิตรที่เมืองไทยที่อยากเรียนต่อออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ และอเมริกา และที่อยากได้ฟังและเข้าใจข้อมูลวีซ่าที่ถูกต้องให้มาร่วมงาน “CP International Education Fair 2010” ที่จะจัดขึ้นที่โรงแรมปทุมวันปริ้นเซส มาบุญครอง ในวันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม 2010 นี้ ตั้งแต่เวลา 10:00-18.00 น. รับข้อมูลเพียบและฟังสัมมนามันส์สุดๆ สมัครเรียนฟรี และชิงโทรศัพท์ Blackberry กันในงาน อย่าพลาดเด็ดขาด แล้วไว้พบกันในวันงานนะคะ

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

CP International Education Fair 2010

ช่วงต้นเดือนหน้า คุณหมอวีซ่าจะไปอยู่ที่งาน “CP International Education Fair 2010”


เราตั้งใจจัดงานนี้ขึ้นมา เพื่อให้น้องๆที่สนใจไปศึกษาต่อต่างประเทศ ได้เข้ามาหาข้อมูลกันได้อย่างง่ายๆ กับเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ แถมถ้าสมัครเรียนในงาน มีสิทธ์ิได้รางวัล Blackberry ไปฟรีๆเลยด้วยนะคะ

หรือแม้แต่ท่านที่สงสัยปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวีซ่า ก็สามารถเข้ามาหาข้อมูลที่งานนี้ ตัวคุณหมอเองก็ได้ไปร่วมบรรยายสัมมนาด้วยนะคะ

ในงานนี้มีหัวข้อสัมมนาเพียบเลยค่ะ
11.00 น. ชีวิตต่างแดนแบบ 360 องศา
13.00 น. ไปเมืองนอกเรียนต่ออะไรดี ที่นี่มีคำตอบ
14.30 น. เรียนภาษาอังกฤษอย่างไร เพื่อการสื่อสารระดับมืออาชีพ
16.00 น. เคล็ด(ไม่)ลับ พิชิตวีซ่านักเรียน และสิทธิ์ในการทำงาน ถอนทุนหลังเรียนจบ


เรียกได้ว่ามางานนี้ งานเดียวได้ข้อมูลครบถ้วน และถูกต้องจาก Registered Migration Agent จริงๆค่ะ
ที่สำคัญ งานนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นนะคะ

จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม 2553 นี้ ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น.
ที่โรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส ข้างมาบุญครอง
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.cpinter.com.au
แล้วพบกันในงานนะคะ

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

ระหว่างถือวีซ่านักเรียน สามารถทำธุรกิจในออสเตรเลียได้ไหม?


เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา คุณหมอวีซ่าได้รับเกียรติเข้าร่วมบรรยายพร้อมกับเจ้าหน้าที่ Austrade จากสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย คุณกอบัว เหล่ารุจิจินดาและอาจารย์กัลยาณี อุตกฤษฏ์ จาก สำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ SE-ED Learning Center จามจุรีสแควร์ ในหัวข้อการศึกษาต่อในประเทศออสเตรเลียและการเทียบวุฒิในระดับต่างๆระหว่างทั้งสองประเทศ มีผู้ปกครองเข้าฟังสัมมนานับร้อย และที่น่าสนใจก็คือ แนวโน้มความคิดอ่านของผู้ปกครองสมัยนี้แตกต่างจากสมัยก่อนไปมาก

สังเกตจากคำถามที่ถามกันเข้ามาจะโยงไปถึงการวางแผนให้ลูกตั้งแต่ช่วงอายุระดับมัธยมศึกษา ตลอดจนจบตรีจากต่างประเทศ พร้อมทั้งอยากวางแผนให้ลูกไว้ทำธุรกิจอะไรบางอย่างในระหว่างเรียนต่อเมืองนอกไปในตัวเลยทีเดียว ทำให้คุณหมอวีซ่าแอบชื่นชมผู้ปกครองในยุคโลกาภิวัฒน์เป็นอย่างยิ่ง อาจจะด้วยเศรษฐกิจหรือการเมืองที่ไม่ค่อยจะมีความแน่นอนในบ้านเรา หรือภาวะโลกร้อนก่อให้เกิดภัยธรรมชาติ น้ำท่วม แผ่นดินไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในฐานะผู้ปกครองคนหนึ่งคุณหมอวีซ่าก็เข้าใจถึงความรู้สึกของคุณพ่อคุณแม่ที่อดห่วงอนาคตของลูกรักไม่ได้จริงๆ

ควรส่งลูกไปเรียนนอกตั้งแต่รุ่นปริญญาตรีหรือรอไว้ระดับปริญญาโทดี?

เป็นคำถามหนึ่งที่คุณหมอวีซ่าได้รับการถามมาบ่อยมาก เอาเป็นว่า คุณหมอวีซ่าขอถามกลับว่า “แล้วในอนาคตหลังลูกเรียนจบ คุณพ่อคุณแม่ อยากให้ลูกกินเงินเดือน หรือทำธุรกิจหาเงินเป็น ‘$ ดอลล่าร์ ‘หรือ ‘฿ บาท’ หล่ะ?” ด้วยเวลาบรรยายที่ค่อนข้างจำกัด คุณหมอวีซ่าได้ยกตัวอย่าง การทำงานในสายวิศวกร แต่เพียงสายเดียวให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งก็จะคล้ายคลึงกับวิชาชีพในสายเชี่ยวชาญต่างๆ เช่น ทัตแพทย์ พยาบาล ครู หมอ เป็นต้น ในสายวิศวกร การจะทำงานในต่างประเทศทันทีหลังลูกเรียนจบและกินเงินเดือนเป็น ‘$ ดอลล่าร์’ นั้น คุณหมอวีซ่าแนะนำผู้ปกครองว่า ควรจะส่งไปเรียนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี เพราะอะไร?
ผู้ปกครองหลายท่านจากเมืองไทย ไม่เคยได้ยินคำว่า “Washington Accord” มาก่อน คุณหมอวีซ่าจึงอธิบายว่า การจะให้วุฒิวิศวกรรมที่จบระดับตรีมาเป็นที่รับรองของหน่วยงานประเมินคุณวุฒิที่มีชื่อว่า “Engineers Australia (ฐานะเท่ากับ ก.ว. ของเมืองไทย) นั้น ลูกจะต้องจบป.ตรี วิศวกรรมศาสตร์ที่ประเทศที่มีชื่อลงอยู่ใน “Washington Accord” คือ :


-Australia -Ireland -USA
-Canada -Japan
-Taiwan -Korea
-Hong Kong -Malaysia
-New Zealand -Singapore
-South Africa -United Kingdom


วุฒิตรีที่ได้มาจึงจะสามารถนำไปทำการประเมินวุฒิได้สำเร็จโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องไปไล่เขียน CDR หรือ Competency Demonstration Report ให้วุ่นวาย โดยไม่รู้ว่าอนาคตจะสามารถผ่านหรือไมผ่านการรับรองจาก Engineers Australia ดังนั้นการส่งลูกไปต่อโททางวิศวะฯ ตามที่คุณพ่อคุณแม่คนไทยนิยมทำกัน จึงต้องมีการทบทวนใหม่ว่า เราอยากให้ลูกทำเงินเป็น “$” หรือ “Baht” ตามที่คุณหมอวีซ่าเทียบให้ดูกันนะคะ เนื่องจากการจบตรีมานั้น วุฒิบัตรจะสามารถรับรองได้โดยทันที แต่ไม่ใช่ปริญญาโทค่ะ!

ในสายแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล ก็ทำนองเดียวกัน ต้องส่งลูกไปเรียนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี หรือเป็นไปได้ก็ปูพื้นฐานตั้งแต่ระดับมัธยมเลย อย่างเช่น ถ้าจบตรีพยาบาลจากออสเตรเลีย วุฒิก็จะเป็นที่รับรองได้โดยทันที แทนที่จะต้องไป เรียนซ้ำตรีใหม่ เสียทั้งเวลาและเงินทอง

แล้วในระหว่างเรียนลูกทำธุรกิจในออสเตรเลียได้ไหม?

ก็เป็นอีกคำถามที่ผู้ปกครองถามเข้ามากันมาก มีคุณแม่ท่านหนึ่งมีกิจการทำสปาใหญ่โตมโหฬารในพัทยามาหลายปี ส่งลูกสาวไปเรียนต่อตรีในเมลเบิร์น คุณแม่ท่านนี้โชคดีที่ลูกสาวมีหัว “เช๊งลี้” เหมือนคุณแม่ แถมเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวด้วย ตอนนี้ลูกเรียนตรีไปด้วย เปิด “ร้านสปา นวดแผนไทย” ขนาดย่อมไปด้วยเบ็ดเสร็จ คุณแม่ก็วางแผนอยากให้ลูกได้ PR หลังเรียนจบ เพื่อให้ได้มาซึ่งอีก 1 สัญชาติเป็นสำรองตามเทรนเด็กรุ่นใหม่ เผื่อวันข้างหน้าลูกจะได้เดินทางไปๆกลับๆต่างประเทศได้ และถ้าบ้านเราเกิดวุ่นวายมากในภายภาคหน้า ลูกก็จะได้มีอีกหนึ่งทางเลือกไปอยู่ออสเตรเลียได้ คุณหมอวีซ่าถึงได้บอกว่าชื่นชมคุณแม่นักวางแผนท่านนี้เป็นอย่างยิ่ง และในเมื่อถามมา คุณหมอวีซ่าก็อยากชี้แจงว่า ออสเตรเลียก็มีวีซ่าการจัดตั้งธุรกิจสำหรับนักธุรกิจวัยไฟแรงหนุ่มๆสาวๆยุคใหม่รองรับอยู่ที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “Established Business in Australia” (SC845)

วีซ่าตัวนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องมีการวางแผนเตรียมตัวให้ลูกตั้งแต่เนิ่นๆ ระหว่างที่ถือวีซ่านักเรียนหรือวีซ่าชั่วคราวตัวอื่นที่ qualify ในออสเตรเลีย วีซ่าตัวนี้เอื้ออำนวยความสะดวกให้เราสามารถอาศัยอยู่อย่างถาวรและดำเนินธุรกิจไปอย่างเต็มที่ในออสเตรเลียได้ เดินทางเข้าออกโดยจะได้รับวีซ่าที่เรียกว่า Resident Return Visa ครั้งละ 5 ปี และเมื่อนับจำนวนปีที่อยู่ในออสเตรเลีย (อย่างถูกต้องตามกฏหมายรวมทั้งช่วงที่ถือวีซ่านักเรียน) ครบ 4 ปีเต็ม และในจำนวนนี้ถือ PR 1 ปี ประกอบกับในปีสุดท้ายอยู่ Australia ครบ 9 เดือนและสอบผ่าน Citizenship Test ลูกก็สามารถได้สัญชาติออสเตรเลียเพิ่มมาอีก 1 สัญชาติเป็น Bonus ชีวิตของเขา และอนาคตยังสามารถสปอนเซอร์พ่อแม่ไปอยู่ร่วมได้อีก แจ๋วไม๊หล่ะ?

จึงเห็นได้ว่า การวางแผนให้ลูกประสบความสำเร็จในอนาคตนั้นต้องอาศัยทั้งกำลังทรัพย์ เวลา และ กำลังสมอง นี่คุณหมอวีซ่ายังไม่ได้เกริ่นถึงกำลังใจซึ่งเป็นตัวหลักเลยนะคะ คุณพ่อคุณแม่ท่านใดสนใจในวีซ่าตัวนี้หรือคุณพี่-ป้า-น้า-อา ทั้งหลายที่มีความคิดอยากเอาลูกหลานมาเรียนพร้อมทำธุรกิจในออสเตรเลียและคิดว่ากำลังทรัพย์น่าจะเข้าข่าย ก็มาคุยกับคุณหมอวีซ่าได้เลยนะคะ ช่วงนี้อยู่กรุงเทพจนถึงปลายๆเดือนตุลาค่ะ

หรือจะมาร่วมงานฟังคำบรรยายจากคุณหมอวีซ่าโดยตรงในงาน “CP International Education Fair”

ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม 2010 นี้ที่โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซสที่มาบุญครอง ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. หัวข้อสัมมนาเพียบ แถมมีชิงรางวัล Blackberry ด้วย แล้วพบกันในวันงานนะคะ......ดูรายละเอียดได้ที่ www.cpinter.com.au ค่ะ