“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

ใช้เอกสารปลอมแปลงยื่นเรื่อง อิมมิเกรชั่นเริ่มออกกฎปราบปรามแล้ว !!!


สำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนคลับ “คุณหมอวีซ่า” ใน Thai Press และได้ติดตามอ่านคอลัมน์ของคุณหมอวีซ่าเป็นประจำคงจะจำได้ว่าในช่วงตั้งแต่ปลายปี 2009-2010 คุณหมอวีซ่าได้เขียนบทความหลายบทความที่เกี่ยวข้องกับการที่รัฐบาลออสเตรเลียเปลี่ยนนโยบายในการแยกธุรกิจทางด้านการศึกษา (education) ให้ออกอย่างชัดเจนกับธุรกิจทางด้านการโยกย้ายถิ่นฐาน (migration) โดยรัฐบาลไม่ประสงค์ที่จะเห็นนักศึกษานานาชาติเลือกมาเรียนต่อที่ออสเตรเลียเพราะหวังจะใช้เป็นช่องทางในการขอสิทธิ์ในการตั้งถิ่นฐานถาวรเพื่ออยู่ทำงานและเพื่ออาศัยอยู่ในระยะยาวต่อเนื่องใน Australia หรือที่รู้จักกันดีว่าขอ “PR” หรือ “Permanent Resident” นั่นเอง ! สาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลเกิดเข้มงวดประกาศตัดวีซ่าทักษะและลดจำนวนวีซ่านักเรียนลงอย่างมหาศาลก็เกิดมาจากการที่ผู้เกี่ยวข้องในวงการทำวีซ่าเข้าประเทศออสเตรเลียจำนวนหลายท่าน (รวมทั้งตัวผู้ยื่นเอง เอเย่น และสถาบันการศึกษา เป็นต้น) ได้ทำเรื่องเท็จใช้เอกสารปลอมแปลงเข้าไปหลอกอิมมิเกรชั่นเพื่อให้ได้มาซึ่ง PR ด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพทั้งปวงหากินกันอย่างง่ายๆ โดยไปเก็บเงินแพงๆ กับลูกค้า เพื่อออกเอกสารปลอมไปยื่นอิมฯ ตัวอย่าง เช่น ออกใบ IELTS ปลอมจากนายจ้าง ประกาศนียบัตรปลอมจากสถาบันการศึกษาและอื่นๆ เป็นต้น มาจนถึงทุกวันนี้ การปฎิบัติอย่างผิดทำนองคลองธรรมเช่นนี้ก็ยังเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ดั่งที่แหล่งข่าวจาก AAP ลงวันที่ 22 March 2011 สดๆ ร้อนๆ รายงานเกี่ยวกับนักเรียนต่างชาติ 3 คน ที่กำลังโดนสอบสวนจาก State Corruption and Crime Commission (CCC) หรือคณะกรรมการสอบสวนเรื่องคอรัปชั่นและอาชญากรรม แห่งรัฐ Western Australia (WA) ด้วยข้อหาการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย Curtin University of Technology โดยนักศึกษาชาวอินเดียชื่อ Harinder Jit ได้จ่ายเงินไปเป็นจำนวน $2,500 และ $3,000 เพื่อให้ได้คะแนน IELTS ตามที่ต้องการให้กับตนเองและภรรยาเพื่อนำผลไปขอ PR นักศึกษาอินเดียอีกคนชื่อ Rikenkumar Vaishnani ได้จ่ายไปร่วม $11,000 ตามมาด้วยนาย Vishnal Pandya พร้อมเพื่อนอีก 4 คนที่ได้จ่ายเงินในทำนองเดียวกัน (แหล่งข่าว : http://au.news.yahoo.com/thewest/a/-/breaking/9055918/english-marks-faked-for-residency-visas/) จากการสอบสวนคอรัปชั่นครั้งนี้ประกอบกับเรื่องการจับเรื่องเอกสารปลอมแปลงมากมาย ท่านผู้อ่านคงจะพอเข้าใจว่าทำไมจู่ๆ รัฐบาลออสเตรเลียจึงได้ลุกขึ้นมาเข้มงวดเรื่องวีซ่า ไม่เฉพาะกับนักเรียนอินเดียที่เป็นต้นตอของการก่อเหตุการเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลออสเตรเลียที่รัฐ Victoria มาตั้งแต่ครั้งเดือนมีนาคม 2009 เนื่องจากรัฐบาลไปยกเลิกเพิกถอนวีซ่าทักษะ 20,000 กว่ากรณี ด้วยสาเหตุของการทำเอกสารปลอมแปลงมากเสียจนไม่ทราบว่าจะปราบกันอย่างไร ก็เลยใช้วิธีถอน applications กันเป็นปึกใหญ่ๆ อย่างนี้ ส่งผลให้ผู้ยื่นชาติอื่นๆ โดนเหมาไปกับขบวนการเพิกถอนครั้งนั้นไปด้วยโดยปริยาย Introduction of Public Interest Criterion Relating to Fraud from 2 April 2011 จากการที่รัฐบาลออสเตรเลียเข็ดขยาดกับการโดนหลอกมามากจากเอกสารที่ทำปลอมเข้าไปเพื่อให้ได้มาซึ่งวีซ่าด้วยวิธีที่ไม่โปร่งใส ส่งผลให้เพิกถอนวีซ่าทักษะและการปฎิเสธวีซ่านักเรียนลงอย่างมหาศาล (ตัวอย่างนักเรียนจากประเทศอินเดีย ปัจจุบันมีอัตราการปฎิเสธวีซ่าสูงมากถึง 96% ตามข่าว) และประเทศอื่นๆ อย่างประเทศไทยก็พลอยเข้มงวดกับวีซ่านักเรียนไปด้วย เพราะนโยบายรัฐบาลที่ออกมาแต่ละฉบับ ครั้นจะใช้เฉพาะกับประเทศใดประเทศหนึ่งก็ไม่ยุติธรรม เลยต้องออกนโยบายครอบคลุมจักรวาล ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนกันไปตามๆ กัน และเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2011 ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ อิมมิเกรชั่นก็ได้ประกาศกฎใหม่ที่มีผลควบคุมและบังคับใช้กับวีซ่าในสกุลวีซาทักษะ (Skilled) กับวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ (ENS) โดยตรง และที่น่าสนใจก็คือกฎใหม่ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 2 April 2011 นี้เป็นต้นไป จะเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเอกสารที่ใช้ประกอบการยื่นวีซ่าประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้อย่างละเอียดว่าเป็นจริงหรือเท็จ: Subclass Type of visa Title 175 GSM Skilled – Independent visa 176 GSM Skilled – Sponsored visa 475 GSM Skilled – Regional Sponsored visa 476 GSM Skilled – Skilled – Recognised Graduate 485 GSM Skilled – Graduate 487 GSM Skilled – Regional Sponsored visa 885 GSM Skilled – Independent visa 886 GSM Skilled – Sponsored visa 887 GSM Skilled – Regional 880* GSM Skilled – Independent – Overseas Student 881* GSM Skilled – Australian-sponsored Overseas Student 882* GSM Skilled – Designated Area-sponsored Overseas Student 883* GSM Skilled – Designated Area-sponsored (Resident) 495* GSM Skilled – Independent Regional (Provisional) 496* GSM Skilled – Designated Area-sponsored (Provisional) 457 TES Business (Long Stay) 119 PES Regional Sponsored Migration Scheme 121 PES Employer Nomination 856 PES Employer Nomination Scheme 857 PES Regional Sponsored Migration Scheme * While these visas are closed to new applications on 1 September 2007, pending applications remain. GSM – General Skilled Migration PES – Permanent Employer Sponsored visas TES – Temporary Employer Sponsored visas ขบวนการและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับตรวจสอบเอกสารและข้อมูลเท็จนั้น จะเป็นที่รู้จักกันในศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “Fraud PIC” และมีผลบังคับที่รุนแรงตามมาอย่างต่อเนื่อง ถ้าอิมฯ เกิดพบว่าผู้ยื่นได้ใช้เอกสารปลอมหรือให้ข้อมูลเท็จกับอิมมิเกรชั่นเพื่อให้ได้มาซึ่งวีซ่า โดยทางอิมฯ จะตั้งคำถามหลักๆ 3 ข้อประกอบการพิจารณาในทุกกรณีคือ: 1. ผู้ยื่นได้ยื่นเอกสารปลอมแปลหรือให้ข้อมูลที่เป็นเท็จในการยื่นวีซ่าครั้งนี้หรือไม่ 2. ใน 12 เดือนที่ผ่านมา ผู้ยื่นคนนี้เคยยื่นเอกสารปลอมหรือเคยให้ข้อมูลเท็จเพื่อให้ได้มาซึ่งวีซ่าของตนไหม 3. ผู้ยื่นคนนี้เคยถูกปฎิเสธวีว่าหรือเคยถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าใช้เอกสารปลอมแปลงใน 3 ปีที่ผ่านมาก่อนยื่นวีซ่าตัวปัจจุบันไหม ถ้าอิมฯ เกิดข้อสงสัยเพียงเล็กน้อยต่อหนึ่งในสามคำถามข้างต้น ก็จะส่งจดหมายเปิดโอกาสให้ผู้ยื่นโต้ตอบชี้แจงภายใน 28 วัน หากผู้ยื่นไม่สามารถอธิบายได้วีซ่าก็จะถูกปฎิเสธ ผลที่ตามมา: ถ้าอิมมิเกรชั่นจับได้ว่าเราได้ใช้เอกสารปลอมแปลงหรือให้ข้อมูลเท็จเข้าไปวีซ่าก็จะถูกปฎิเสธและผู้ยื่นก็จะโดนลงทัณฑ์ 3 ปี ข้างหน้า จะไม่มีสิทธิได้รับวีซ่าออสเตรเลียอีกเป็นเวลา 3 ปีข้างหน้า ยกเว้นมีเหตุผลจำเป็นอธิบายได้ตามข้อยกเว้นทางกฎหมาย ผลรุนแรงจากการประกาศใช้เงื่อนไข Fraud PIC ครั้งนี้ จะคลุมไปถึงสมาชิกในครอบครัวของผู้ยื่นด้วยอย่างเช่น ผู้ยื่นหลักพ่วงภรรยากับลูกและได้ใช้เอกสารปลอมแปลงหรือให้ข้อมูลเท็จกับอิมฯไปบางอย่าง ไม่เพียงแต่ผู้ยื่นหลักจะโดนลงทัณฑ์ 3ปีตรงนี้ ภรรยากับลูกที่พ่วงมาใน application เดียวกันก็จะโดนลงทัณฑ์ 3 ปีตรงนี้รวมไปด้วย แต่ถ้าเป็นกรณีสมาชิกในครอบครัวที่ไม่มีชื่อพ่วงรวมลงไปในใบสมัครที่เรียกว่า Non – migrating members ก็จะไม่โดนผลกระทบ 3ปีตรงนี้ กฎใหม่ หรือเงื่อนไขใหม่ Fraud PIC ข้อนี้ จะครอบคลุมย้อนหลังไปถึงใบสมัครวีซ่าประเภทต่างๆดังที่ระบุอยู่ตามตารางข้างต้นสำหรับผู้ยื่นที่ได้เรื่องเข้าไปอิมฯแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตัดสิน ณ วันที่ 2 April 2011 หรือเรื่องที่อยู่ในระหว่างการยื่นอุทธรณ์ด้วย ดังนั้น หากมีผู้ยื่นท่านใด หรือผู้ยื่นที่ไปใช้เอเย่นเจ้าใดที่สนับสนุนให้ลูกค้าทำเอกสารปลอมหรือให้ข้อมูลเท็จแทนลูกค้าตัวเอง ก็คงต้องร้อนตัวอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะครั้งนี้ คุณหมอวีซ่ายืนยันได้เลยว่าอิมฯเอาจริงค่ะ เงื่อนไขที่อิมฯออกมาแต่ละครั้ง ก็ไม่เจาะจงเชื้อชาติ คลุมไปหมดทั่วทุก application เลยค่ะ การโดนปฏิเสธวีซ่าด้วยข้อหาที่เกี่ยวโยงกับเรื่องการให้เอกสารปลอมแปลงหรือให้ข้อมูลเท็จนั้นเป็นเรื่องที่รุนแรงมาก และส่งผลระยะยาวต่อเนื่องตามไปคลุมถึงสมาชิกในครอบครัวของเราด้วย อย่างเช่น ถ้าลูกที่อายุต่ำกว่า 18 ปีที่พ่วงในใบสมัครของเราโดนปฏิเสธด้วยข้อหา ตามเงื่อนไขของ Fraud PIC และลูกอยากยื่นวีซ่าใหม่เองก็ต้องทำจดหมายอธิบายอย่างละเอียดว่าทำไมอิมฯจึงควรละเว้นทัณฑ์บน3ปีตรงนี้ให้ คุณหมอวีซ่าขอลงความเห็นและขอยืนกรานครั้งแล้วครั้งเล่าว่า การยื่นวีซ่าตัวใดก็ตามขอให้ยื่นเรื่องที่เป็นจริง และอย่าไปใช้เอกสารปลอมแปลงหลอกลวงรัฐบาลเขา คุณหมอวีซ่ายังเคยเขียนบทความเกี่ยวกับมาตรา 101-109 ที่ว่าด้วยสิทธิของอิมฯในการเพิกถอนหรือเรียกวีซ่าคืนย้อนหลังด้วยกรณีที่พบว่ามีการใช้เอกสารปลอมหรือให้ข้อมูลเท็จโดยยกตัวอย่างน้องคนหนึ่งที่ได้ PR ไปแล้ว 6 ปี ก็ยังโดนเรียก PR คืนเฉยเลย เนื่องจากคุณพ่อ-คุณแม่ได้ให้ข้อมูลที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงไปโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะไปทำตามคำแนะนำของเอเย่นเจ้าหนึ่ง จึงต้องรับกรรมเสียใจมาจนทุกวันนี้ คุณหมอวีซ่ามักเตือนลูกค้าที่มาพบเสมอว่าจะทำวีซ่าตัวใด ก็ขอให้ทำตามความเป็นจริงให้ได้ของแท้ไป ของปลอมหลอกๆชั่วคราวนะอย่าไปเสียเงินทำเลย สักวันวีซ่าปลอมก็ต้องโดนถอนคืน แถมประวัติพังทลายยับเยินอีก จากการออกกฎครั้งนี้ จะเห็นได้ว่ารัฐบาลออสเตรเลียออกมาปราบปรามคนที่ชอบทำเรื่องไปหลอกเขา เหมือนอยากอยู่เรือนเขาแต่เอาของสกปรกไปรดบ้านเขา จะมีเจ้าของบ้านใดที่ยอมให้ทำเช่นนั้นเล่า? ทำอะไรก็ขอให้ตรงไปตรงมาจะดีที่สุด ความจริงอย่างไรก็จะยั่งยืนเป็นความจริงตลอดไป วีซ่าของแท้ที่ได้มา ใครก็มาเอาคืนจากเราไปไม่ได้ จริงมั๊ยค่ะ? ก่อนจบคุณหมอวีซ่าขอประชาสัมพันธ์อยู่ 2 เรื่อง: (1.) ติวฟรี IELT Tips กับ CP International ที่ - CP Sydney วันที่ 30-31 March, 4-6 April เวลา13.30-16.00 น. และ 2 April 2011 เวลา 10.30-15.30 น. จองที่ด่วนได้ที่ 02 9267-8522 หรือ e-mail tug@cpinter.com.au - CP Melbourne วันที่ 14-15, 18-21 April 2011เวลา 13.00-15.00 น. จองที่ด่วนได้ที่ 03 9602-5355 หรือ e-mail: jay@cpinter.com.au งานเสริมสร้างสังคมช่วยน้องเตรียมตัวสอบ IELT ฟรี อย่างนี้คุณหมอวีซ่าขอสนับสนุน อย่าพลาดนะค่ะ (2.) CP ได้ชื่อใหม่ logo ใหม่ Go-inter ไปแล้วเป็น “CP International Education and Migration Centre” และพบกับ Offices ถาวรใหม่เอี่ยมของ CP International เองได้ที่ : - CP International เชียงใหม่: (อยู่หลังมช. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เลขที่ 107/20 Panna Residence 3 หมู่ที่ 14 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200 โทร: +66 53 328 234 CP International Bangkok (นั่งรถไฟฟ้าลงสถานีอารีย์) เลขที่ 408/35 อาคารพหลโยธินเพลส ชั้น9 ถ.พหลโยธิน สามเสนใน พญาไท กทม. 10400 โทร. +662 2781236

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2554

ช่วยด้วย โรงเรียนแจ้งยกเลิกวีซ่านักเรียนของหนู!!

คุณหมอวีซ่าฉบับนี้ เป็นตอนที่ 2 ต่อจาก Thai Press ฉบับที่แล้วที่ คุณหมอวีซ่าได้เกริ่นไว้ว่าจะอธิบาย
และขยายความถึง 2 ขบวนสำคัญการของการยกเลิกวีซ่านักเรียน พร้อมยกตัวอย่าง Case Study แปลกๆที่น่าสนใจให้อ่านกัน เพื่อน้องๆจะได้เรียนรู้ไว้ปกป้องผลประโยชน์ของตนเองนะคะ

กฎหมายข้อที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการยกเลิกวีซ่านักเรียน ก็เห็นจะหนีไม่พ้น ESOS Act 2000 หรือ Education Services for Overseas Student ควบๆไปกับ National Code of Practice 2007 ตามที่คุณหมอวีซ่าได้อธิบายรายละเอียดไปอย่างคร่าวๆตั้งแต่ฉบับที่แล้ว และมาตรการ ที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งยกเลิกใบลงทะเบียน หรือ COE (Confirmation of Enrolment) ของทางสถาบันมัก
จะเกี่ยวพันอยู่กับมาตรา 19 ของ ESOS Act กับ National Code 2007 สองมาตรการใหญ่ๆคือ:
- มาตรการที่ 10 : การควบคุมผลคืบหน้าทางการเรียน (satisfactory coure progress) กับ
- มาตรการที่ 11 : การควบคุมเวลาเข้าเรียน (satisfactory course attendance)

เนื่องจากสองข้อนี้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่นักเรียนจะโดนโรงเรียนออกใบเพิกถอนการลงทะเบียนที่เรียกว่า Non-Compliance Notification or NCN letter หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ Notice 20 letter และนำไปสู่เรื่องร้ายแรงที่ตามมาก็คือการโดนยกเลิกวีซ่านักเรียน หากพบว่ามีการละเมิดข้อกำหนดที่ระบุไว้ในเงื่อนไข 8202 ของการออกวีซ่านักเรียนตามกฎหมายเข้าเมืองของออสเตรเลีย (Migration Regulations 1994) จริง ตามที่สถาบันได้แจ้งเข้าอิมฯไป นักเรียนก็จะโดนยกเลิกวีซ่านักเรียน และถ้าไม่อยู่สู้คดีในระดับอนุญาติโดยตุลาการ (Migration Review Tribunal หรือ MRT) นักเรียนก็จะโดนส่งกลับทั้งๆที่ยังเรียนไม่จบ และที่เจ็บยิ่งกว่านั้นก็คือ การโดนยกเลิกวีซ่าแล้วกลับบ้านในลักษณะแบบนี้ จะส่งผลให้น้องๆ โดนลงฑัณฑ์บน 3 ปี ไม่มีสิทธิขอวีซ่าชั่วคราวใดๆกลับเข้าออสเตรเลียอีกภายใน 3 ปีนั้น ยกเว้นจะมีเหตุผลจำเป็นที่อ้างอิง
ได้ภายใต้ข้อกำหนดที่เรียกว่า compelling reasons นั่นเอง ซึ่งในการพิสูจน์กรณีนักเรียนที่อยากจะ
ขอกลับเข้าออสเตรเลียภายใน 3 ปีดังกล่าว ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เหตุต่างๆที่เกิดขึ้นที่ทำให้เราสอบไม่ผ่าน หรือไม่ไปโรงเรียนนั้น เกิดจากเหตุผลที่นอกเหนือการควบคุมของเราในทำนองสุดวิสัยจริงๆอะไรทำนองนั้น จึงอาจมีโอกาสชนะการโต้แย้งและได้รับความเห็นใจจากทางสถานทูตฯเพื่อออกวีซ่าใหม่ให้กลับมาเรียนต่อได้ อันนี้คุณหมอวีซ่าบอกได้เลยว่าทำไม่ง่ายเลย กว่าจะสู้คดีสำเร็จให้น้องๆกลับมาเรียนต่อได้ในแต่ละราย เล่นเอาซะเลือดตาแทบกระเด็นว่ากันตามภาษาชาวบ้านนะคะ ยิ่งช่วงนี้ วีซ่านักเรียนเคี่ยวสุดๆ ขนาดเคสที่ไม่มีปัญหา คิดว่าผ่านแน่ๆ ก็ยังอาจตกสัมภาษณ์เลย ความแน่นอนของการขอวีซ่านักเรียน
เข้าออสเตรเลียในยุคปัจจุบันนี้ ได้กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีความแน่นอนอีกต่อไปแล้ว คุณหมอวีซ่าก็คิดว่า คงต้องรอให้เปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่ หรือรัฐบาลชุดนี้เปลี่ยนนโยบายซะก่อนอะไรทำนองนั้น

เมื่อฉบับที่แล้ว คุณหมอวีซ่าได้ยกเอาตัวอย่างของ NCN Letter มาตีพิมพ์ให้ท่านผู้อ่านดูเป็นตัวอย่าง อยากจะอธิบายคร่าวๆในที่นี้ให้ท่านผู้อ่านฟังว่าจดหมายฉบับนี้มีความสำคัญมาก เพราะมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และหากได้รับการละเลย หรือเดินไม่ถูกทาง ก็อาจทำให้วีซ่านักเรียนของเราโดนเพิกถอนไปได้อย่างน่าเสียดาย ดังนั้นทันทีที่ได้รับจดหมาย NCN letter นักเรียนจะมี 2 ทางเลือกคือ :

1. ให้เข้าไปรายงานตัวกับอิมมิเกรชั่นแผนก Compliance ภายใน 28 วัน โดยหลังรายงานตัว อิมฯจะให้เวลาทำจดหมายหรือ statement อธิบายเหตุผลว่า ทำไมเราจึงไปทำผิดเงื่อนไขวีซ่า
นักเรียนภายใน 5 วัน (ซึ่ง 5 วันนี้อาจจะขอยืดเวลาต่อไปได้อีกเพียง 5 วันเท่านั้น) ถ้านักเรียนทำเหตุผลเข้าไปดี และมีเอกสารประกอบครบถ้วน ก็อาจหลุดและได้วีซ่านักเรียนคืนมา
ตามเดิม แต่ถ้าอิมฯไม่เห็นด้วยกับคำอธิบายของเรา เขาก็จะอาศัยมาตรา 116 ออกจดหมายยกเลิกวีซ่าเราทันทีเช่นกัน

2. ถ้าน้องๆไม่เข้าไปรายงานตัวภายใน 28 วัน วีซ่านักเรียนก็จะโดนยกเลิกโดยอัตโนมัติอยู่ดีหลัง 28 วันพ้นไปตามกระบวนการที่เรียกว่า Automatic Student Visa Cancellation ภายใต้อำนาจตามมาตรา 137J – ในกรณีเช่นนี้ หากวีซ่านักเรียนของน้องๆตัวปัจจุบันยังไม่ขาด ก็อาจมีโอกาสยื่นเหตุผลอธิบายเข้าไปได้อีกโดยอาศัยกระบวนการที่เรียกว่า Revocation of Student Visa Cancellation พูดง่ายๆคือวีซ่าเราได้ถูกยกเลิกไปแล้ว เรากำลังไปขอให้อิมฯเปลี่ยนกลับมาเป็น “ไม่ยกเลิก” นั่นเอง

แล้วจะเลือกเดินทางไหนดี ถึงจะมีโอกาสได้วีซ่าคืนสูงกว่า?

ก่อนจะตอบคำถามนี้ได้ คุณหมอวีซ่ามักต้องขอฟังเหตุผลและพิจารณาเอกสารที่ใช้ประกอบการยื่นคำโต้แย้งที่เขียนเข้าไปให้อิมฯแทนนักเรียนที่เรียกว่า “submission” โดยปกติแล้ว การที่อิมฯจะเห็นด้วยกับการให้หรือไม่ให้วีซ่าคืนมานั้น ทางเจ้าหน้าที่เองก็ต้องนำข้อกฎหมายและนโยบายตาม Migration Act 1958 ที่เรียกว่า Direction under Section 499 เข้าไปพิจารณา โดยมาตรานี้กำหนดให้เจ้าหน้าที่จะต้องนำเรื่องที่เกี่ยวข้องในข้อต่างๆต่อไปนี้เข้าไปพิจารณาร่วมด้วยกัน ก่อนที่จะตัดสินว่าจะยกเลิกวีซ่าของนักเรียนหรือไม่ อาทิ:

· มีเรื่องสุดวิสัยทางการเมือง หรือภัยธรรมชาติเกิดขึ้นในประเทศของนักเรียนไหม
· ทางสถาบันการศึกษามีแจ้งมาเป็นลายลักษณ์อักษรว่า มีการผิดพลาดทางเอกสารเกี่ยวกับการแจ้งเด็กประการใดไหม
· ทางสถาบันการศึกษามีระบบการควบคุมการเข้าเรียนของเด็กอย่างถูกต้อง และได้มีการตักเตือนเด็กเป็นลายลักษณ์อักษร ให้โอกาสเด็กในการตอบโต้ไหม เป็นต้น

หากทางเจ้าหน้าที่นำเรื่องราวที่เราเขียนโต้แย้งเข้าไปทั้งหมดมาพิจารณาแล้ว เกิดเห็นด้วยกับเรา เราก็หลุด - แต่ถ้าเกิดไม่เห็นด้วย ก็ไม่หลุด แต่ในหลายกรณี นักเรียนก็อาจมีโอกาสหลุดอย่างง่ายๆ ถ้าตกอยู่ในข่าย
ที่เราสามารถพิสูจน์ได้ว่า จดหมาย NCN letter ที่ทางสถาบันออกให้นั้นมีการผิดพลาดทางเทคนิค
ของกฎหมายบางประการ ตามที่คุณหมอวีซ่าได้เคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับกรณีของนาย Uddin ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณเดือนสิงหาคมของปี 2005 ซึ่งส่งผลให้คุณหมอวีซ่าได้ช่วยให้นักเรียนหลายต่อหลายคน
ในรุ่นนั้นที่ได้รับใบ NCN letter ในช่วงวันที่ 1 May 2001 ถึงวันที่ 16 August 2005 ได้รับวีซ่คืนกันเป็นแถวๆ ซึ่งเรื่องในทำนองเดียวกันนี้ ก็เกิดอีกทีกับนาย Hossain ที่ทางศาลพบว่าจดหมาย Notice 20 ที่ทางสถาบันออกมาในรุ่นช่วงวันที่ 1 July 2007 ถึงวันที่ 17 December 2009 นั้นมีความผิดพลาด และให้ถือว่าเป็นโมฆะ เด็กที่โดนยกเลิกวีซ่าในช่วงนั้นจึงอาจมีสิทธิได้รับวีซ่าคืนอันเป็นผลสืบจาก
ผลของการตัดสินของท่านผู้พิพากษา Justice Buchanan แห่ง Federal Court of Australia เมื่อวันที่ 2 March 2010 นั่นเอง แต่สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของนาย Uddin หรือนาย Hossain ก็ตาม นักเรียนที่จะได้วีซ่าคืน


ในลักษณะแบบนี้ ต้องเป็นเด็กที่ถูกยกเลิกวีซ่าภายใต้มาตรา 137J เท่านั้น กล่าวคือเด็กที่ถูกยกเลิกวีซ่าโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่ที่ถูกยกเลิกภายใต้มาตรา 116 นะคะ จะเห็นได้ว่า เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการถูกยกเลิกวีซ่านั้น เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน และเรียนรู้กันไม่มีวันจบสิ้น แถมบางครั้ง การที่จะได้หรือไม่ได้วีซ่าคืนมานั้น ก็ขึ้นกับโชคว่าเจอเจ้าหน้าที่เคี่ยวหรือไม่เคี่ยวด้วยอีก แต่เป็นงานท้าทายและสนุกที่คุณหมอวีซ่าชอบทำมาก เพราะทุกครั้งที่ชนะเคสและเด็กได้วีซ่าคืนมา ความรู้สึกปลื้มใจที่เรามีโอกาสชุบอนาคตของเด็กคนหนึ่งให้สดใสมีอนาคตกลับขึ้นมาใหม่ได้อีกทีนั้น มันไม่มีคำใดๆที่จะสามารถบรรยายได้เลยจริงๆ แต่ขอบอกอีกว่าเป็นงานที่เครียดมาก เพราะการเขียน submission แต่ละฉบับแทนเด็ก ก็เล่นเอาคุณหมอวีซ่าไม่ได้หลับไม่ได้นอนไปหลายคืนเหมือนกันค่ะ

อีกเรื่องที่คุณหมอวีซ่าขอชี้แจงก็คือ การพยายามไปเรียกวีซ่าคืนในลัษณะแบบนี้ มีความเสี่ยงทั้งนั้น เพราะหลายๆครั้ง ไม่ได้ว่ากันตามตัวบทกฎหมายที่ตรงเปี๊ยะๆ เนื่องจากการให้หรือไม่ให้วีซ่าคืน ย่อม ขึ้นกับเหตุผลของทางสถาบันและความอำเภอใจของเจ้าหน้าที่อิมฯเป็นหลัก การทำเคสแบบนี้จึงบอกไม่ได้ ว่ามีโอกาสผ่านกี่เปอร์เซ็นต์ ได้แต่ประเมิณตามประสบการณ์ แล้วก็ต้องขึ้นกับได้เจ้าหน้าที่คนไหน เคี่ยวเพียงใด เป็นต้น แต่แน่นอนที่สุด ทำนองเดียวกับผู้ป่วยไปหาแพทย์ หมอก็มีหน้าที่ต้องพยายามใช้ความรู้ความ
สามารถที่เรียนสั่งสมมาหลายปีในการรักษาคนไข้ให้หายให้ดีที่สุด และอย่างสุดความสามารถ แต่ไม่มีการการันตีว่าคนไข้จะหายขาด 100% ทำนองเดียวกันกับ migration agents ทีทำงานในระดับมืออาชีพ ก็ไม่สามารถการันตีวีซ่าจะได้ 100% แต่ต้องใช้ทั้งความสามารถ ประสบการณ์และความรู้ที่เรียนมา
อย่างสุดความสามารถไปช่วยลูกค้าของตนให้ดีที่สุด โดยกฎหมายไม่อนุญาตให้เรารับประกันวีซ่าแต่อย่างใด แต่หากทำงานดี มีผลงานอัตราการผ่านวีซ่าสูง ค่าแรงก็พอเหมาะ คุณหมอวีซ่ารับประกันว่าจะไม่เคยขาดลูกค้าเลยค่ะ ขอให้ทำงานอย่างจริงใจ ขยันหมั่นเพยร

ก่อนจบฉบับนี้ คุณหมอวีซ่าอยากยกเคสตัวอย่างเรื่องจริงมาเล่าให้ฟังถึงกรณีเคสต่างๆ
ที่คุณหมอวีซ่าเคยช่วยให้น้องๆได้วีซ่าคืนมากันหลังจากที่โดนโรงเรียนแจ้งยกเลิกวีซ่าจำนวนนับไม่ถ้วน
แต่ขอเล่าเพียงสามสี่เคสเป็นตัวอย่างสนุกๆ พอหอมปากหอมคอ โดยไม่ออกนามจริงกันนะคะ:

เรื่องที่ 1 - นายเอ โดนโรงเรียนภาษาแห่งหนึ่งแจ้งยกเลิกวีซ่า เพราะมี attendance เพียง 20% โดยสาเหตุที่นายเอหยุดเรียน ก็เพราะมัวแต่ช่วยดูแลเพื่อนร่วมที่พักเดียวกันที่มีปัญหาเข่าแตก เดินไม่ได้ เขาต้องคอยหุงหาอาหาร พาเพื่อนเข้าห้องน้ำ หาหมอ เป็นต้น จนกระทบผลการเรียนของตนเอง คุณหมอวีซ่าเขียนเรื่องสำนวนสวยเก๋ให้จนทางอิมฯคงเห็นใจ กระมัง จึงคืนวีซ่าให้น้องเขา ในเคสนี้ คุณหมอวีซ่า
ได้อ้างอิงหลักมนุษยธรรมตามเพลงของ Michael Jackson ที่ตอนนั้นเพิ่งเสียชีวิตไปใหม่ๆ ให้รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน “...there are people dying, if you care enough for the living, make a better place, for you and for me...” ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ประทับใจ คืนวีซ่าให้เร็วมาก ก็น่ายินดีกับน้องเขาด้วยที่ได้วีซ่าคืนมา...คนดี มีน้ำใจ ก็พึงได้รับสิ่งดีๆเป็นที่ตอบแทน เด็กคนนี้เป็นคนกตัญญู รู้บุญคุณของนายจ้างที่เลี้ยงดูเขามา เป็นที่รักใคร่ของทั้งนายจ้างและเพื่อนๆมาก ก็สมควรได้สิ่งดีๆในชีวิตเป็นที่ตอบแทน

เรื่องที่ 2 – นางสาวบี โดนลงหลักสูตรแพ๊คเก็จมาเรียนภาษาจบแล้วต้องต่อหลักสูตรดิพโพลม่า แต่ ไม่อยากต่อดิพโพลม่า เอเย่นคนเดิมไม่ยอมเปลี่ยนคอร์สให้ จึงไปหาเอเย่นใหม่ย้ายโรงเรียนโดยไม่ไปทำเรื่อง
แจ้งอิมฯอย่างถูกต้อง โรงเรียนเก่าจึงแจ้งอิมฯยกเลิกวีซ่า โดยออก NCN letter โดยเจ้าตัวไม่รู้เรื่อง และไม่เคยได้รับจดหมายฉบับนี้เลย มารู้ตัวอีกที ก็ตอนเดินทางออกสนามบินจะกลับบ้านไปเยี่ยมคุณแม่ แย่เลย ตกใจเพราะเจ้าหน้าที่สนามบินแจ้งว่าโดน ban 3 ปีกลับเข้าออสฯไม่ได้ คุณหมอวีซ่าเผอิญช่วงนั้นอยู่เมืองไทย จึงได้ทำเรื่องเข้าสถานทูตฯ ขอ waive 3 ปีนี้ให้จนประสบความสำเร็จ ทุกวันนี้ น้องก็เรียนใกล้จบแล้ว ยินดีด้วย

เรื่องที่ 3 – นายซี เรียนภาษายังไม่ทันได้ระดับ ก็โดนจับให้ไปขึ้นชั้นเรียนดิพฯ และเกิดอาการเรียนไม่รู้เรื่อง จึงไม่ไปโรงเรียนซะดื้อๆอย่างนั้นแหล่ะ จนโรงเรียนออกจดหมายแจ้งอิมฯ จากประวัติการเรียกวีซ่าให้เด็กจากโรงเรียนเดียวกันนี้คืนมานับไม่ถวน คุณหมอวีซ่าก็หยิบมาซัก 10 ชื่ออ้างไปกับอิมฯถึงวิธีการเรียนการสอนที่ไม่ได้มาตรฐาน ปรากฎว่าอิมฯเห็นด้วย น้องก็เลยรอดไปอีกหนึ่งราย

เรื่องที่ 4 - นายดี ไม่อยากเรียนแล้ว มัวแต่ทำงานเพลินจน attendance มีปัญหา จึงไปให้เอเย่นเดินเรื่องให้เป็นวีซ่าติดตามแฟนที่มีอายุวีซ่านานกว่าตน และขยันเรียนกว่า ปรากฎว่าโดนอิมฯเด้งกลับมาว่าทำไม่ได้ เนื่องจากทางโรงเรียนได้แจ้งเข้ามาแล้ว มาพบคุณหมอวีซ่าจึงทำเรื่องให้นายดี รอดจากเรื่อง non-compliance คือให้อิมฯยอมไม่ยกเลิกวีซ่าของนายดีก่อน แล้วจึงไปยื่นเรื่องติดตามให้เป็นขั้นเป็นตอนตามกฎหมายไป ก็ปรากฎว่าเรียบร้อยดี ทุกอย่างเสร็จภายในหนึ่งสัปดาห์ในช่วงนั้น เขาสองคนก็ดีใจกันมากที่ได้อนาคตคืนมา ปัจจุบันแฟนเรียนจบแล้ว คุณหมอวีซ่าก็กำลังเดินเรื่อง PR ให้ทั้งคู่ อนาคตสดใสค่ะ

วันนี้ขอจบเพียงแค่นี้ก่อน คุณหมอวีซ่าช่วงนี้อยู่เมืองไทย มัวยุ่งกับการย้ายอ๊อฟฟิสใหม่ทั้งที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ คงจะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2011 นี้ ช่วงหยุดสงกรานต์นี้ หากท่านผู้อ่าน Thai Press ท่านใดมีโอกาส ก็ขอเชิญทุกท่านไปเยือน offices ใหม่ของทั้ง CP Bangkok and CP Chiang Mai ที่สะดวกสบาย สวยกว่า ใหญ่กว่า ทันสมัยกว่าเดิม ด้วยชื่อใหม่ Go Inter ของเรา คือ “CP International Education and Migration Centre” โดยสำนักงาน CP International ที่กรุงเทพฯจะตั้งอยู่ที่ ชั้น 9 ห้อง 407/35 Phaholyothin Place ถนนพหลโยธิน พญาไท สถานีรถไฟฟ้าอารีย์ ส่วน CP International ที่เชียงใหม่ เป็นอาคารสามชั้นใหม่ อยู่หลัง ม.เชียงใหม่ที่เลขที่ 107/20 Panna Residence 3 หมู่ 14 ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ แล้วเอาไว้คุณหมอวีซ่าจะแจ้งเบอร์โทรศัพท์ใหม่ให้อีกทีนะคะ อย่าลืมมาร่วม Go Inter กับ CP International สมัครเรียนทำวีซ่า ไป Australia, New Zealand, UK, USA, Canada, Singapore and China ไปกับทีมงานคุณภาพของ CP International นะคะ...



เรื่องวีซ่าต้องยกให้ CP – SURE ที่สุดแล้ว

อย่าลืมมากด Like ที่ http://www.facebook.com/pages/CP-Inter