“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ข่าวดีสำหรับนักเรียนทุกคน – วีซ่านักเรียนรูปโฉมใหม่ (ตอนที่2)

เนื่องจากมีจำนวนนักเรียนไทยเรียนหนังสืออยู่ในออสเตรเลียเป็นจำนวนมาก คุณหมอวีซ่าจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และในปักษ์นี้เราจึงมาต่อกันกับการเปลี่ยนแปลงของวีซ่านักเรียนจากฉบับที่แล้วนะคะ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือเป็นวิเคราะห์ผลจากรายงานที่เสนอโดยท่าน สว Michale Knight หรือที่เรียกว่า response to the Knight Paper ซึ่งได้ตีพิมพ์ออกมาเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2011 นับแต่มีการประกาศวีซ่านักเรียนรูปโฉมใหม่ออกมา มีนักเรียนโทรมาที่ซีพี ฯมากมาย ต้องการสอบถามถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆของวีซ่านักเรียน และส่วนใหญ่ก็ดูจะแฮ้ปปี้มากกับการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของวีซ่านักเรียน ช่วงนี้ราก็ต้องมาเฝ้ารอดูกันต่อไปว่าจะเริ่มประกาศใช้เมื่อไรกัน แต่ตอนนี้คุณหมอวีซ่าว่าเรามาติดตามกันว่าการเปลี่ยนแปลงของวีซ่านักเรียนรูปโฉมใหม่ครั้งนี้มีผลต่อผู้ขอวีซ่านักเรียนเข้าออสเตรเลียรุ่นใหม่อย่างไรไปพร้อมๆกันดีกว่าค่ะ

v เพิ่มโอกาสในการทำงานระหว่างเรียน (More Flexible Work Entitlements – Recommendations 7 and 28)

ในปัจจุบันนี้ นักเรียนต่างชาติที่ลงเรียนหนังสือในปัจจุบันมีโอกาสในการทำงานได้ 20 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ แต่ใน the Knight Paper ได้เสนอว่าชั่วโมงการทำงานของนักเรียนนั้นควรจะมีการเปลี่ยนแปลงให้สะดวกขึ้น ภายใต้กฎของวีซ่านักเรียนอันใหม่ นักเรียนสามารถทำงานได้ 40 ชั่วโมงต่อ 14วัน (fortnight) โดยเริ่มนับจากวันจันทร์ ซึ่งกฎอันใหม่นี้จะเป็นผลดีต่อตัวนักเรียนและตัวนายจ้างเอง บางช่วงสถานที่ทำงานอาจจะยุ่ง ซึ่งกฎนี้จะช่วยให้นักเรียนสามารถทำงานได้มากกว่า 20 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ แต่จะต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อ 14 วัน โดยจะต้องไม่ทำผิดกฎของวีซ่านักเรียนอีกด้วย ซึ่งกฎนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2012ค่ะ

v Improvements for Existing Student Visa Holders (Recommendations 24 and 25) - การเปลี่ยนแปลงของวีซ่านักเรียนสำหรับผู้ที่ถืออยู่ในปัจจุบัน

ทางรัฐบาลนำเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงการยกเลิกวีซ่านักเรียนโดยอัตโนมัติ (the automatic and mandatory student visa cancellation) ซึ่งโดยปกติถ้าหากนักเรียนไม่ไปเรียนหนังสือ สอบตก หรือทำงานเกิน 20 ชั่วโมงก็จะโดนยกเลิกวีซ่านักเรียนโดยอัตโนมัติ ซึ่งข้อเสนอของวีซ่านักเรียนใหม่นี้จะยกเลิกกฎนี้ไปทั้งหมด โดยอิมมิเกรชั่นจะหันมาพิจารณาเป็นรายกรณี หรือ case by case basis โดยหันมาพิจารณาที่รายบุคคล กับหลักฐานประกอบตามข้อเท็จจริงและเหตุผลที่ให้มาเป็นหลัก กล่าวคือ ถ้าหากอิมมิเกรชั่นพบว่าคนไหนละเมิดกฎจริง เช่นมีผลการเรียนไม่พอตามที่อิมมิเกรชั่นกำหนด (unsatisfactory attendance) ก็จะโดนยกเลิกวีซ่า แต่ถ้าเหตุผลเพียงพอ ก็จะไม่ยกเลิก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ก็เพื่อการตัดสินที่เป็นธรรมแก่นักเรียนต่างชาติโดยตรงนั่นเอง

นอกจากนี้ ทางอิมมิเกรชั่นฯยังต้องเล็งไปควบคุมความประพฤติของเอเย่นต์นักเรียนทั้งหลายด้วยโดยตรง ถ้าเอเย่นต์ไหนเป็นคนสมัครให้นักเรียนมาเรียนที่นี่ แล้วนักเรียนไม่ยอมไปเรียน มัวแต่ทำงาน ต่อไปนี้ทางอิมมิเกรชั่นก็มีสิทธิเล่นงานเอเย่นต์นะคะ เพราะต่อไปนี้ทางสถาบันการศึกษาจะต้องแจ้งชื่อเอเย่นต์ที่ส่งนักเรียนให้กับทางสถาบันไปที่ PRISMS (Provider Registration and International Students Management System) ซึ่งเป็นหน่วยงานของ DEEWR ซึ่งถ้าหากมีการพบว่าเอเย่นต์รายไหนคอยแต่ส่งแต่นักเรียนเก๊ หรือนักเรียนที่ไม่ใช่ Genuine Temporary Entrant (GTE) เข้ามาละก็ ก็อาจจะมีการดำเนินงานทางกฎหมายต่อไปค่ะ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ก็เพื่อการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของระบบวีซ่านักเรียนออสเตรเลีย ซึ่งจะเริ่มใช้ในต้นปี 2012 นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงระบบการตัดสินวีซ่า ซึ่งจะมีการลดหย่อนจำนวน financial requirement ให้แก่ผู้ที่อยู่ในระบบ assessment level 3 และ 4 แต่เนื่องจากนักเรียนที่มาจากประเทศไทยอยู่ใน level 1 และ 2 ดังนั้นคุณหมอวีซ่าจึงขอข้ามไปนะคะ

v Education Visa Consultative Committee (EVCC) – (Recommendation 37)

จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาวีซ่านักเรียนขึ้น ซึ่งหน่วยงานนี้จะจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติ รัฐบาลออสเตรเลีย และหน่วยงานสำคัญต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวีซ่านักเรียน จุดประสงค์ในการจัดตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้ข้อมูลต่างๆ ทั้งทางด้านนโยบาย ปัญหาต่างๆ ตลอดจนผลตอบรับที่เกี่ยวข้องกับวีซ่านักเรียน ซึ่งการประชุมของคณะกรรมการในครั้งแรกจะเริ่มขึ้นภายในปลายปี 2011 การจัดตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาก็เพื่อพัฒนาการติดต่อสื่อสาร และบริการต่างๆเกี่ยวกับวีซ่านักเรียน

v Higher Degree by Research (HDR) (Recommendations 5 to 9)

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดของวีซ่านักเรียนรูปโฉมใหม่อีกประการหนึ่ง ก็คือการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับนักเรียนที่มาออสเตรเลียเพื่อศึกษาวิจัยไม่ว่าจะเป็นปริญญาโทในระดับวิจัย ปริญญาเอก เป็นต้น มีสิทธิที่จะได้รับการทำงานหลังศึกษาจบเป็นเวลาสูงสุด 4 ปี ได้รับโอกาสในการทำงานไม่จำกัดชั่วโมงระหว่างกำลังศึกษา นอกจากนี้ยังเลื่อนวันหมดอายุของวีซ่าออกไปอีก 6 เดือน ในระหว่างรอผล thesis และถ้าหากนักเรียนนั้นมาจากประเทศที่อยู่ใน assessment level อื่นๆแต่ต้องการมาเรียนในระดับ Higher Degree by Research (HDR) ก็จะได้รับสิทธิในการประเมินให้อยู่ในระดับ assessment level 1 ซึ่งเป็นระดับที่ดีที่สุดของ assessment level ทั้งหมด ไม่ว่านักเรียนเหล่านั้นจะมาจากประเทศใดๆก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2012 2013 ยกเว้นการเลื่อนวีซ่าออกไป 6 เดือนสำหรับนักเรียนที่มาเรียนด้านวิจัย ซึ่งจะเริ่มมีผลในตอนปลายปี 2011

v Review of the Assessment Level Framework (Recommendation 32)

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่อิมมิเกรชั่นต้องการนำเสนอก็คือการพิจารณาทบทวน Assessment Level Framework ที่ใช้ในปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในปัจจุบันตลาดการศึกษาในระดับนานาชาติมีการแข่งขันที่สูงมาก ออสเตรเลียเองก็มีการศึกษาที่ไม่เป็นสองรองใคร และถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศออสเตรเลีย ดังนั้นทางอิมมิเกรชั้นจึงจะนำ a provider-based risk management approach หรือการจัดการทางด้านความเสี่ยงโดยหันไปให้ความสำคัญกับสถานศึกษา สถานศึกษาไหนที่มีมาตรฐานสูง ถือเป็นผู้ให้บริการที่มีความเสี่ยงต่ำ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนต่างๆ ก็จะได้รับการประเมินที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า สถานศึกษาที่ไม่ได้รับมาตรฐาน แต่ Review นี้จะยังไม่มีผลบังคับใช้และจะต้องได้รับการทบทวนหารือจากภาครัฐก่อนถึงจะประกาศใช้ค่ะ

นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของวีซ่านักเรียนต่างๆที่คุณหมอวีซ่าคิดว่าผู้อ่านทั้งหลายควรจะรู้กันค่ะ

- ออกวีซ่านักเรียนให้ก่อน 4 เดือนก่อนวันเริ่มเรียน

- อัปเดทค่าครองชีพทุกปี เพื่อกำหนดหลักฐานทางการเงินที่ถูกต้องให้กับนักเรียนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาเรียนยังออสเตรเลีย

ยังมีการเปลี่ยนแปลงอีกมากมายที่คุณหมอวีซ่าไม่ได้กล่าวถึงไว้ รายละเอียดที่คุณหมอวีซ่าลงไว้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่คุณหมอมองว่าอาจจะมีผลกระทบต่อนักเรียน หรือผู้อ่านคนไทยทั้งหลาย ถ้าหากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านได้ที่ http://www.immi.gov.au/students/knight/ หรือถ้าหากผู้อ่านท่านไหนสงสัย หรืออยากจะโทรมาปรึกษากับทางซีพี ฯ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน หรือวีซ่าต่างๆ ตอนนี้คุณหมอวีซ่ากลับมาประจำอยู่ที่ซิดนีย์แล้วนะคะ ถ้าหากต้องการเข้ามาปรึกษากับคุณหมอวีซ่า ก็สามารถโทรมานัดได้เลยค่ะ

ตอนนี้ที่เมืองไทยน้ำท่วมกันแทบจะทุกจังหวัด คุณหมอวีซ่าและซีพีฯซิดนีย์จึงจัดทำโครงการพิเศษ ถ้าหากนักเรียนคนไหนมาลงทะเบียนเรียน และแปลเอกสารกับ CP Inter ตั้งแต่ วันนี้ถึง 15 December 2011 ทาง CPInter จะร่วมสมทบทุนบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่ประเทศไทยโดยถ้าหากเป็นการลงทะเบียนเรียน เราจะร่วมบริจาค 1000 บาทต่อ 1 enrolment และถ้าเป็นการแปลเอกสาร เราจะบริจาค 100 บาทต่อ 1 ชิ้น โดยเงินบริจาคนี้จะร่วมกองทุนของสถานกงศุลใหญ่ประจำนครซิดนีย์ค่ะ แล้วอย่าลืมมาช่วยกันนะคะ เพราะเราคนไทยไม่เคยทิ้งกันค่ะ

วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ข่าวดีสำหรับนักเรียนทุกคน - วีซ่านักเรียนรูปโฉมใหม่

จากความล้มเหลวของโครงการวีซ่านักเรียนของออสเตรเลียมาตั้งแต่ต้นปี คศ2010 ทำให้สถาบันการศึกษาและองค์กรที่เกี่ยวข้องขึ้นมาทำการต่อต้าน และเรียกร้องให้รัฐบาลทำการทบทวนโครงการวีซ่านักเรียนใหม่อีกครั้ง เนื่องจากรัฐบาลออสฯได้ทำการควบคุมจำนวนวีซ่านักเรียนอย่างชนิดที่เรียกว่าเคี่ยวสุดๆ รายได้ประเทศทางสายนี้ซึ่งโยงไปถึงรายได้ที่เคยได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่พัก คมนาคม ฯลฯ ก็พากันตกอย่างฮวบฮาบ เมื่อหลายเดือนก่อน คุณหมอวีซ่าได้เคยเขียนบทความว่ารัฐบาลได้แต่งตั้งให้ the Hon Michael Knight AO จัดทำวิจัยเพื่อทบทวนเรื่องใหญ่นี้โดยเฉพาะที่เรียกว่า Strategic Review of the Student Visa Program 2011 หรือสั้นๆว่า “the Knight Paper” เพื่อศึกษาและหาข้อสรุปเกี่ยวกับวีซ่านักเรียน โดยสภามหาวิทยาลัยออสเตรเลีย หรือ Universities Australia ซึ่งเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยในประเทศออสเตรเลียก็ได้จัดทำรายงานเพื่อเสนอไปยัง the Knight Paper ด้วยถึงข้อสรุปและแนวโน้มที่ทางสภาคิดว่าเหมาะสมกับการจัดการวีซ่านักเรียน และเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2011 Michael Knight ก็ได้ออกข้อเสนอ Strategic Review of the Student Visa Program 2011 – Recommendations ไปถึงรัฐบาลออสเตรเลีย ที่ท่าน Michael Knight คิดว่าเหมาะสมแก่การเปลี่ยนแปลงระบบวีซ่านักเรียนของออสเตรเลีย และมีด้วยกันทั้งหมด 41 ข้อ ซึ่งรวมตั้งแต่มหาวิทยาลัยไปจนถึง post study period ซึ่งตรงนี้มีรายละเอียดค่อนข้างมาก คุณหมอวีซ่าจะยกมาเป็นข้อๆ และถ้าใครต้องการอ่านเพิ่มเติมก็สามารถติดตามได้ที่ www.immi.gov.au/students/knight/

ภายหลังจากที่ Michael Knight ได้ออกรายงานฉบับนี้ออกมา และเมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ท่านวุฒิสมาชิก Chris Evans จากกระทรวง Tertiary Education, Skills, Jobs and Workplace Relations และท่านรัฐมนตรี Chris Bowen MP จากกระทรวง Immigration and Citizenship ได้แถลงการณ์ร่วมกันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านระบบการศึกษาของออสเตรเลีย โดยเฉพาะในส่วนของ International Education Sector สำหรับนักเรียน หรือนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการเข้ามาเรียนต่อยังประเทศออสเตรเลีย โดยท่านรัฐมนตรี Chris Bowen MP ได้กล่าวไว้สั้นๆ เกี่ยวกับระบบการศึกษาของประเทศออสเตรเลียไว้ดังนี้

“ Our international education sector is world class, and the reforms announced today will help entrench Australia as a preferred destination for international students,”

“The reforms will assist in ensuring Australia remains an attractive study option and will offer practical support for international education providers that have been under pressure as a result of the high Australian dollar.”

ในช่วงที่ผ่านๆมา ค่าเงินดอลลาร์ของออสเตรเลียนั้นขึ้นสูงมาก กอปรกับความเข้มงวดในการขอวีซ่านักเรียนเข้าประเทศออสเตรเลีย ทำให้หลายๆคนถอดใจที่จะมาออสเตรเลีย และเลือกที่จะปประเทศอื่นแทน มีนักเรียนต่างชาติจำนวนมากที่ต้องการเข้ามาศึกษายังประเทศนี้ แต่ก็ติดด้วยเรื่องของหลักฐานการเงิน หรือระดับความสามารถทางภาษา หรือบางคนอยากที่จะหาประสบการณ์ทำงานในออสเตรเลีย แต่ก็ไม่เข้าเกณฑ์ที่จะสมัคร Graduate Skills Visa (sc 485) ก็ต้องกลับบ้านกันไป มีอีกหลายสาเหตุมากมายเลยค่ะ ซึ่งการที่ทั้งสองท่านรัฐมนตรีออกรายงานฉบับนี้ออกมาเพื่อที่จะบอกว่า ออสเตรเลียเตรียมพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงแล้วค่ะ และผลดีของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็ไม่ใช่เพื่อใครที่ไหน ก็เพื่อนักเรียนต่างชาติอย่างพวกเราๆนี่ละคะ

ทีนี้เรามาดูกันว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในวีซ่านักเรียนครั้งนี้ -- โดยรวมแล้วการเปลี่ยนแปลงหลักๆก็เห็นจะได้แก่ การเปลี่ยนแปลงการพิจารณาวีซ่านักเรียน (new streamlined visa processing arrangements) ลดจำนวนหลักฐานทางการเงินลง อนุญาตให้นักเรียนทำงานได้ 40 ชั่วโมงต่อสองอาทิตย์ ตลอดจนให้โอกาสแก่นักเรียนที่จบการศึกษาในออสเตรเลียได้ทำงาน ซึ่งตัวนักเรียนหรือนักศึกษาจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตัวเองนั้นเป็น “genuine temporary entrant” ก็คือเป็นบุคคลที่มีความประสงค์ต้องการเข้ามาเรียนที่ออสเตรเลียอย่างแท้จริง ซึ่งเกณฑ์อันนี้จะเป็นวัตถุประสงค์หลักที่ทางอิมมิเกรชั่นจะใช้ในการพิจารณาว่าจะให้วีซ่าแก่เราหรือไม่นั่นเองค่ะ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก คุณหมอวีซ่าจึงขอนำมาลงเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับนักอ่านคนไทยละกันนะคะ

The Genuine Temporary Entrant (GTE) Requirement (Recommendation 1 and 2)

นักเรียนหรือนักศึกษาท่านใดที่ต้องการจะมาศึกษาต่อยังประเทศออสเตรเลียจะต้องผ่านเกณฑ์ GTE ตามที่อิมมิเกรชั่นกำหนด ซึ่งการนำหลักการนี้มาใช้จะช่วยให้การพัฒนาระบบวีซ่านักเรียนของออสเตรเลียเป็นไปอย่างมีระบบมากขึ้น กล่าวคือนักเรียนจะต้องพิสูจน์ได้ว่าเราตั้งใจจะมาอยู่ที่ออสเตรเลียเพียงชั่วคราว และมีจุดประสงค์ที่จะมาเพื่อการศึกษาต่อจริงๆ ทางอิมมิเกรชั่นจึงจะพิจารณาออกวีซ่าให้ค่ะ หลายๆคนฟังแล้วคงจะเริ่มสงสัยแล้วมันเป็นผลกับหนู/ผมยังไง และเขาเอาเกณฑ์อะไรมาพิจารณาว่าเรามีความตั้งใจที่จะมาเรียนต่อจริงๆล่ะ ปัจจัยที่ทางอิมมิเกรชั่นจะนำมาพิจารณาในการออกวีซ่าให้มีทั้งหมด 4 ปัจจัยด้วยกัน ได้แก่

- สภาพแวดล้อมของประเทศที่นักเรียนมา

- นักเรียนจะมาทำอะไรที่นี่

- นักเรียนเคยมีประวัติการณ์ย้ายถิ่นฐายมั้ย

- แล้วคอร์สเรียนที่สมัครเรียนมามีผลอย่างไรต่ออนาคตของนักเรียน

สี่ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยหลักที่อิมมิเกรชั่นจะนำมาพิจารณาในการออกวีซ่าให้กับนักเรียน ซึ่งจะมีผลเริ่มใช้ในปลายปี 2011ค่ะ และการที่อิมมิเกรชั่นนำหลักการนี้มาใช้ก็ย่อมเป็นผลดีกับนักเรียนทุกคนที่ต้องการมาเรียนยังประเทศออสเตรเลียเพราะว่า ในอดีตทางอิมมิเกรชั่นตัดสินโดยพิจารณาข้อมูลจากที่ผู้สมัครส่งไป หรือเรียกสัมภาษณ์ผู้สมัคร ตอนนี้เราภาคทฤษดีก็ออกมาแล้ว คราวนี้เราก็ต้องคอยติดตามต่อไปนะคะว่า ทางภาคปฏิบัติทางอิมมิเกรชั่นจะออกแนวทางกันมาอย่างไร

The University Sector Streamlined Visa Processing (Recommendation 3) -

นักเรียนหรือนักศึกษาคนไหนที่ลงเรียนหลักสูตรปริญญาตรีขึนไป หรือลงเรียน packaged course เช่นภาษากับหลักสูตรปริญญาในมหาวิทยาลัย หรือหลักสูตรวิชาชีพบวกกับหลักสูตรปริญญาในมหาวิทยาลัย ทางอิมมิเกรชั่นถือว่านักเรียนต่อไปนีเป็น lower migration risk (Assessment Level 1) ไม่ว่านักเรียนเหล่านี้จะมาจากประเทศใดๆก็ตาม ข้อนี้อาจไม่มีผลกระทบมากับผู้อ่านคนไทยทั้งหลายนะคะ แต่ถ้าหาก Streamlined Visa Processing นั้นมีผลเริ่มใช้ จะทำให้การออกวีซ่าของนักเรียนนั้นไวมากขึ้น ในปัจจุบันบางคนรอเป็นเดือนๆวีซ่าก็ยังไม่เห็นออกสักที แต่ถ้าหากข้อนี้มีผลบังคับใช้

ก็คงทำให้การมาเรียนต่อที่นี่เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นค่ะ ซึงจะมีผลเริ่มใช้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2012 ค่ะ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็ต้องแล้วแต่สถานทูตฯแต่ละแห่งทั่วโลก จะปฏิบัติกันอย่างไรอีกด้วย ตอนนี้เมืองไทยเคี่ยวสุดๆ หวังว่าเมื่อกฎใหม่มีการประกาศใช้ เจ้าหน้าที่จะยอมผ่อนๆกันลงมาบ้างนะคะ

The University Sector (Recommendation 4) – Post-Study Work Visa

คุณหมอวีซ่าคิดว่าการเปลี่ยนแปลงในข้อนี้คงเป็นที่ถูกใจของใครหลายๆคนนะคะ เพราะว่าทางอิมมิเกรชั่นจะออก Post-Study Work Visa หรือวีซ่าทำงานหลังเรียนจบซึงจะมีผลเริ่มใช้ตั้งแต่ต้นปี 2013 เป็นต้นไป นับแต่วันที่ GTE มีผลบังคับใช้ นักเรียนที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี หรือโท (Bachelor or Master degree by coursework) จะ มีโอกาสที่จะสามารถทำงานในออสเตรเลียได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นเวลา 2 ปีนับจากปีที่จบการศึกษา ในขณะเดียวกันถ้าหากศึกษาในระดับ Master by Research หรือ PhD ก็มีโอกาสที่จะได้ทำงานในออสเตรเลียตั้งแต่ 3 ถึง 4 ปี

โดยทางอิมมิเกรชั่นจะไม่ได้กำหนดว่าต้องเลือกอาชีพที่เกี่ยวข้องกับที่เรียนมา เท่ากับว่านักเรียนสามารถเลือกที่จะทำงานอะไรก็ได้

นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่คุณหมอวีซ่าเลือกมาแนะนำให้กับผู้อ่านทุกท่าน คุณหมอวีซ่าคิดว่า the Knight Paper จะก่อให้เกิดผลดีแก่นักเรียนทุกคนที่ตั้งใจมาศึกษาที่ออสเตรเลีย โดยต่อไปนี้การขอวีซ่าก็น่าจะง่ายขึ้นสำหรับเด็กที่มาเรียนระดับมหาวิทยาลัย แถมยังมีโอกาสได้ทำงานหลังเรียนจบอีก ขณะเดียวกัน นักเรียนที่คิดจะมาเรียนระดับ diploma ราคาถูกๆ เพื่อใช้เป็นช่องทางมาทำงานดั่งสมัยก่อน ก็คงทำไม่ได้แล้ว เพราะวีซ่าคงจะออกยากมากเป็นเงาตามตัวจากการประกาศใช้ระบบ GTE ด้วยเนื้อที่จำกัด

คุณหมอวีซ่าขอยกการเปลี่ยนแปลงที่เด่นๆที่เหลือไว้ในคราวหน้านะคะ ถ้าผู้อ่านท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.immi.gov.au/students/knight/ ได้เลยค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Migration Agents ใครว่าเป็นกันได้ง่ายๆ

ถึงแม้ช่วงนี้วีซ่าของออสเตรเลียอาจจะยังทรงๆอยู่ แต่ก็มีข่าวออกมามากมายเกี่ยวกับธุรกิจไมเกรชั่น หรือวีซ่าที่ดำเนินงานอย่างผิดกฎหมาย จนเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นและเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าไปปิด และจับกุมเป็นแถบๆ คุณหมอวีซ่าจึงขอคัดเนื้อข่าวข้างล่างมาให้ทุกคนอ่าน ซึ่งข่าวนี้คุณหมอวีซ่าก็ได้มาจากเว็บของอิมมิเกรชั่นโดยเฉพาะ

Immigration targets unregistered migration advice syndicate

A criminal syndicate providing unregistered migration advice to foreign nationals has been shut down following a police operation in Perth early today.

The execution of the search warrants brings to a close a 12-month multi-jurisdictional investigation.

Prosecutions are now under consideration as the Department of Immigration and Citizenship (DIAC) works with the Commonwealth Director of Public Prosecutions to pursue further action.

“People who practise as unregistered migration agents in Australia are breaking the law and may be subject to fines of up to $6600 or imprisonment for up to 10 years,” a DIAC spokesman said.

The investigation involved DIAC officers with the assistance of the Australian Federal Police (AFP) in which the scheme’s unregistered migration agents claimed to be able to arrange ‘working visas’ for non-citizens.

“Organisers were charging exorbitant fees for unregistered migration assistance, and were also lodging visa applications which contained false information relating to claims for asylum,” the spokesman said. “Over the past 12 months, DIAC has conducted a series of targeted operations in New South Wales, Victoria and Western Australia aimed at dismantling this syndicate.”

As a result of information obtained during recent operations, search warrants were executed by immigration investigators with the assistance of the AFP early today in Perth.

The operation follows the execution of warrants Sydney in July in which large numbers of visa applications were seized at the residence and office of the principal suspect of this investigation.

“The department has received outstanding support from the AFP, Victoria Police and other government agencies during this investigation which has demonstrated the whole-of-government resolve to protect the integrity of Australia’s migration programs,” the spokesman said. “In Australia there are strict rules about helping someone with their visa application.

“If you are a migration agent you must be registered with the Office of the Migration Agents Registration Authority [Office of the MARA],” he added.

From: http://www.newsroom.immi.gov.au/media_releases/962

ข่าวนี้มาจาก newsroom ของ Department of Immigration and Citizenship เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2011 เนื้อข่าวข้างต้นกล่าวถึงว่าทางเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นได้ดำเนินการปิดบริษัทเอเยนต์เถื่อนที่เพิร์ธเมื่อวันที่ 25 และได้ดำเนินการจริงจังกับเอเยนต์เถื่อนที่ดำเนินการทางด้านวีซ่า โดยการเรียกร้องค่าบริการเป็นจำนวนมากจากลูกค้า และรับสมัครด้านวีซ่าถาวรต่างๆ โดยการให้ข้อมูลเท็จกับเจ้าพนักงาน ซึ่ง DIAC ยังกล่าวอีกว่าถ้าหากพบว่าบุคคลใดดำเนินการในฐานะเอเยนต์เถื่อน หรือที่ไม่ได้จดทะเบียนกับ Office of the Migration Agents Registration Authority หรือ MARA มีสิทธิโดนปรับเป็นจำนวนเงินสูงสุด $6600 และมีสิทธิโดนจำคุกเป็นเวลาสูงสุด 10 ปี

จากเนื้อข่าวข้างต้น ก็พอจะสรุปได้ว่าในปัจจุบันอิมมิเกรชั่นเคร่งครัดมากกับบุคคลที่ดำเนินการเป็น ไมเกรชั่นเถื่อน หรือไม่ได้รับการจดทะเบียนที่ถูกต้อง เพราะหากพบว่ามีบุคคลใดดำเนินการธุรกิจอย่างผิดกฎหมาย ก็มีสิทธิที่จะโดนซิวเข้าคุกได้ง่ายๆ ข้อนี้ก็เป็นข้อเตือนใจสำหรับทุกๆคนที่ต้องการจะยื่นวีซ่าไม่ว่าจะเป็นในออสเตรเลีย หรือนอกออสเตรเลียก็ตาม สมควรที่จะเลือกใช้บริการเอเยนต์ที่ได้เป็นสมาชิกของ MARA เพราะสมาชิกที่ได้รับการรับรองโดย MARA ย่อมมีความน่าเชื่อถือกว่าคนที่ไม่ได้รับการรองอยู่แล้ว แถมมีสิทธิเสียเงินมากโดยไม่จำเป็น และอาจจะโดน refuse visa ได้ง่ายๆอีกด้วย

MARA หรือที่เรียกว่า Office of the Migration Agents Registration Authority นั้นเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่ออนุญาติและรับรองไมเกรชั่นเอเยนต์ทั้งหลาย ว่าจะต้องอยู่ในกฎตามที่พระราชบัญญัติการตรวจคนเข้าเมือง (Migration Act 1958) ได้กำหนดเอาไว้ กฎหมายที่มีหน้าที่ในการควบคุมเจ้าหน้าที่เอเยนต์ทั้งหลายของ MARA นี้เรียกว่า Code of Conduct หรือที่คุณหมอวีซ่าขอเรียกสั้นๆว่าระเบียบแบบแผนที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่เอเยนต์จะต้องดำเนินการไปในทางเดียวกันไม่ว่าจะเป็น การทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ยื่นข้อความเท็จ และอื่นๆ เป็นต้น ซึ่ง Code of Conduct นี้ก็มีจุดประสงค์เพื่อสร้างมาตรฐานในระดับเดียวกันสำหรับเอเยนต์ทุกๆคนว่าทุกคนจะต้องมีความรู้พื้นฐานในเรื่องของกฎหมาย

คุณหมอวีซ่าต้องขอบอกว่าการจะเข้ามาเป็นสมาชิก หรือจดทะเบียนกับ MARA ในการเป็นไมเกรชั่นเอเยนต์ที่สามารถดำเนินงานให้กับลูกค้านั้นไม่ใช่ง่ายๆ เพราะจะว่าไปแล้วการเป็น ไมเกรชั่นเอเยนต์ที่จดทะเบียนกับ MARA นั้นก็ถือว่าผ่านการรับรองจากภาครัฐ ดังนั้นทาง MARA จึงเข้มงวดกับผู้ที่ต้องการจะสมัครเป็น ไมเกรชั่นเอ-เยนต์ เพราะต้องมีการตรวจสอบทั้งทางด้านความประพฤติ ทางด้านการเงินว่าเคยล้มละลายมามั้ย หรือตลอดจนต้องแสดงหลักฐานต่างๆ ดังนี้

- เคยทำผิดกฎหมายมาหรือเปล่า

- เคยล้มละลายมาหรือเปล่า - ซึ่งจะต้องส่งเรื่องให้ the Insolvency Trustee Service Australia (ITSA) ตรวจสอบสถานะการเงินของเรา

- มีเงินประกันจากหัวหน้างาน หรือในบริษัทถึง $250,000 ถ้าหากไม่ใช่ทนายความ

- เรียนจบปริญญาตรีมาเป็นขั้นต่ำ

-ถ้าหากไม่ใช่ทนายความ ก็จะต้องไปลงเรียนหลักสูตร Graduate Certificate in Australian Migration Law and Practice และต้องผ่านหลักสูตรนั้นอีกด้วย

- ต้องมีความสามารถทางภษาอังกฤษอีกด้วย โดยมีการเสนอให้ต้องสอบ IELTS Academic ให้ได้ 7

เหล่านี้เป็นเพียงคุณสมบัติเบื้องต้นของคนที่จะสมัครเป็นไมเกรชั่นเอเยนต์ได้ จะเห็นว่าทาง MARA นั้นค่อนข้างเข้มงวดและตั้งมาตรฐานไว้สูงสำหรับใครก็ตามที่ต้องการจะสมัคร เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าใครๆก็เป็นได้ เพราะถ้าไม่มีคุณสมบัติตามที่ทาง MARA กำหนดก็ไม่สามารถที่จะสมัครเป็นเอเยนต์ได้ สาเหตุที่ทาง MARA กำหนดเช่นนี้ก็เพื่อประโยชน์แก่ตัวลูกค้านั่นละคะ เพื่อที่ลูกค้าทั้งหลายจะได้มั่นใจว่าเอเยนต์ที่เราเลือกใช้นั้นเป็นเอยนต์ที่ได้รับการรับรองและมีความรู้ทางด้านกฎหมายอิมมิเกรชั่น เพื่อที่จะช่วยเราในการดำเนินการทางด้านวีซ่าได้ ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้มีการกำหนดไว้ใน Code of Conduct ว่าเอเยนต์ที่ได้รับการจดทะเบียนจาก MARA จะต้องมีความรู้ทางด้านพระราชบัญญติการตรวจคนเข้าเมือง (Migration Act 1958) และต้องมีการพัฒนาความรู้ ความสามารถตามที่กำหนดไว้ใน Migration Agents Regulations 1998

อกจากความรู้ทางด้านกฎหมาย สิ่งที่จำเป็นที่สุดของการเป็นไมเกรชั่นเอเยนต์ที่ดีคือ จะต้องไม่ทำผิดกฎหมาย โดยการปิดบังข้อมูล หรือจงใจบอกลูกค้าว่าเอเยนต์สามารถออกวีซ่า หรือสามารถโน้มน้าวให้อิมมิเกรชั่น ออกวีซ่าได้ไวขึ้นเป็นต้น ซึ่งเอเยนต์ที่ดีนั้นจะต้องมีความซื่อตรง ไม่หลอกลวงลูกค้า เพราะมีกรณีมานักต่อนักแล้วที่เอเยนต์บางคนอาจจะไปสัญญากับลูกค้าว่าสามารถยื่นวีซ่าให้ผ่าน แล้วเก็บเงิน ทั้งๆที่รู้ว่าเคสนั้นมีโอกาสที่จะไม่ผ่าน แต่ก็เลือกที่จะปิดบังลูกค้า ไม่ยอมบอกความจริง ซึ่งคุณหมอวีซ่าเชื่อว่าความซื่อตรงและความจริงใจที่เอเยนต์มีต่อลูกค้าถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจนี้

รัฐบาลออสเตรเลีย หรือสถานทูตออสเตรเลียในประเทศไทยจะมีแถลงการณ์ออกมาว่า บุคคลใดก็ตามที่ต้องการจะยื่นสมัครวีซ่าไม่จำเป็นต้องใช้เอเยนต์ แต่เพื่อความสบายใจ หรือถ้าหากไม่มั่นใจในการยื่นวีซ่าจะใช้เอ-เยนต์ก็ได้ แต่ทางสถานทูตนั้นแนะนำว่าควรจะเลือกใช้เอเยนต์ที่ได้รับการจดทะเบียนกับ MARA และเป็นเอเยนต์ที่จดทะเบียนในประเทศออสเตรเลียอีกด้วย เพราะถ้าหากลูกค้าหรือน้องๆไปเลือกใช้บริการกับไมเกรชั่นที่ไม่ได้จดทะเบียนก็ต้องระวังในเรื่องของข้อกฎหมาย แทนที่จะได้รับการใช้บริการ แต่อาจต้องเสียเงินไปเปล่าๆ เพราะอาจโดนเค้าหลอกก็เป็นได้

วิธีในการสังเกตว่าเอเยนต์ที่เราไปหานั้นเป็นเอเยนต์ที่จดทะเบียนกับ MARA นั้นทำได้ง่ายๆ โดยขอดูใบขึ้นทะเบียนที่ทาง MARA ออกให้ ขนาด A4 และมีหมายเลขทะเบียนเจ็ดตัวเลข เช่นของคุณหมอวีซ่าก็จะเป็น 9896337 โดย 2 ตัวแรกเช่น 98 จะเป็นการบ่งบอกปีที่ขึ้นทะเบียน เช่นของคุณหมอวีซ่าก็ขึ้นทะเบียนมาตั้งแต่ปี คศ 1998 เป็นต้น อีกอย่างที่สังเกตได้คือ สำนักงานของเอเยนต์นั้นจะต้องมีการแสดงข้อมูล Code of Conduct ไว้ในสถานประกอบการ หรือถ้าหากไม่มีแล้วลูกค้าร้องขอ ทางเอเยนต์นั้นๆก็ต้องมีเอกสารให้ลูกค้าให้พร้อม ตลอดจนเมื่อลูกค้าตัดสินใจที่จะดำเนินการกับเอเยนต์นั้นๆ ทางเอเยนต์จะต้องออก Statement of Service Fees หรือ Migration Agent Representation Agreement ให้กับลูกค้าด้วยว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ถ้าหากน้องๆไม่ได้รับในส่วนนี้ก็สามารถร้องขอได้ค่ะ อันนี้เป็นเพียงตัวอย่างต้นๆที่สามารถสังเกตได้เวลาไปที่สำนักงานของเอเยนต์นั้นๆ ถ้าหากเราขอไปแล้วเค้าไม่มีให้ก็พึงระวังไว้นะคะ ว่าอาจจะเจอเอเยนต์ที่ไม่ได้จดทะเบียนกับทาง MARA ก็เป็นได้

ก่อนจะจากกันไป มีข้อมูลจำนวนมากมายเกี่ยวกับการเลือกไมเกรชั่นเอเยนต์ ที่ได้รับการจดทะเบียนกับทาง MARA โดยสามารถเข้าไปดูที่ http://www.immi.gov.au/visas/migration-agents/_pdf/information-migration-agents-operating-outside-australia.pdf และ https://www.mara.gov.au/Code-of-Conduct/Code-of-Conduct/default.aspx โดยในเว็บของ MARA ยังมีการเปิดเผยชื่อของเอเยนต์ที่ถูกเพิกถอน หรือพักปฏิบัติการ ท่านผู้อ่านจึงควรเช็คให้ดีก่อนจ่ายเงิน หรือไปฟังคำชักจูงชวนเชื่อของผู้ที่ไม่หวังดี เพราะการเลือกใช้เอเยนต์ที่จดทะเบียนก็มีชัยไปมากกว่าครึ่งแล้วค่ะ