“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Australian Citizenship

คุณหมอวีซ่ามักจะได้รับคำถาม ไม่ว่าจะเป็นในเว็บบอร์ด อีเมลล์ หรือแม้กระทั้งโทรมาสอบถามในเรื่องของการสอบซิติเซ่น และคุณสมบัติต่างๆของผู้ที่จะขอสัญชาติออสเตรเลีย ซึ่งในวันนี้คุณหมอวีซ่าก็ขอเขียนเอาใจผู้อ่านที่เป็นพีอาร์ และกำลังมองหาลู่ทางในการทำซิติเซ่น คุณหมอวีซ่าเชื่อว่าเมื่อผู้อ่านทั้งหลายมีโอกาส ก็คงอยากจะถือพาสปอร์ตของประเทศออสเตรเลีย โดยเฉพาะชาวไทยอย่างเราๆ ที่สามารถถือได้ทั้งสองสัญชาติ ก็คงอยากจะมีสองสัญชาติเพื่อง่ายต่อการเข้าออกประเทศต่างๆ แต่การที่คุณหมอวีซ่าเขียนในเรื่องของการทำซิติเซ่นนี้ขึ้นมา ไม่ได้ต้องการบอกว่าการถือสัญชาติออสเตรเลียนั้นดีกว่าสัญชาติไทยนะคะ แต่บางครั้งโอกาสในการถือสัญชาติออสเตรเลียก็อาจจะทำให้อะไรๆสะดวกขึ้นค่ะ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่กำลังถือพีอาร์กันอยู่ หรือต้องการจะเดินทางไปประเทศต่างๆโดยไม่ต้องขอวีซ่า

การจะได้สัญชาติออสเตรเลียนั้นมีหลายรูปแบบด้วยกันนะคะ ไม่ว่าจะมาจากการเกิด (by birth) จากการได้เป็นพีอาร์ หรือจากการมีคู่ครองเป็นคนที่นี่ ซึ่งในรูปแบบที่สองนั้นจะต้องมีการสอบ Citizenship ด้วยค่ะ นอกจากนี้การได้สัญชาติออสเตรเลียยังมีอีกหลายรูปแบบ แต่คุณหมอวีซ่าจะยกมาเฉพาะรูปแบบที่คนไทยมีโอกาสได้มากที่สุดค่ะ

ในกรณีของการได้สัญชาติออสเตรเลียโดยการเกิดนั้น ถ้าหากเด็กคนไหนที่เกิดก่อนหรือในวันที่ 20 สิงหาคม 1986 ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะเป็นพีอาร์ หรือเป็นซิติเซ่นหรือไม่ก็ตาม เด็กที่เกิดในวันนั้นหรือก่อนหน้ามีโอกาสในการได้สัญชาติออสเตรเลียโดยอัติโนมัติ แต่หลังจากวันที่ 20 สิงหาคม 1986 เป็นต้นมาถ้าหากผู้ปกครองไม่ได้เป็นซิติเซ่นหรือถือพีอาร์ เด็กที่เกิดมานั้นก็จะไม่ได้รับสัญชาติออสเตรเลียค่ะ แต่เด็กคนนั้นจะได้รับสัญชาติออสเตรเลียโดยอัติโนมัติเมื่อมีอายุครบ 10 ปี และได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศออสเตรเลียนี้แล้ว ซึ่งตรงนี้นับว่าเป็นข้อดีนะคะ เพราะถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่ถือวีซ่านักเรียน หรือทำธุรกิจอยู่ที่นี่ และต้องการหาลู่ทางเป็นซิติเซ่น ก็สามารถทำได้โดยการให้ลูกๆของเราที่เป็นซิติเซ่นแล้วทำให้ค่ะ

ส่วนสำหรับใครที่ไม่มีลูกและได้พีอาร์มาจากการใช้ความสามารถและประสบการณ์ (สมัคร skilled PR) หรือไม่ว่าจะเป็นการได้พีอาร์มาจากการแต่งงาน (Partner Visa) ก็ตาม ก็สามารถสอบเป็นซิติเซ่นได้เช่นเดียวกัน ซึ่งผู้ที่สมัครนั้นจะต้องพิสูจน์ให้เห็นหลักฐานที่อยู่ของเรา หรือที่เรียกว่า Residence Requirements ในก่อนหน้าวันที่ 1 กรกฎาคม 2010 กฎเก่าของการสมัครซิติเซ่นบอกไว้ว่าจะต้องถือพีอาร์เป็นเวลา 2 ปีในเวลา 5 ปี ถึงจะสมัครได้ แต่นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2010 เป็นต้นมา Residence Requirements ก็มีการปรับเปลี่ยนตามไปด้วย ดังนี้ค่ะ

4 years lawful residence in Australia. This period must include 12 months as a permanent resident immediately before making an application for Australian citizenship

And absences from Australia of no more than 12 months in total in the 4 years prior to application, including not more than 90 days in the 12 months immediately prior to application.

Lawful residence means residence in Australia on a temporary or permanent visa.

(Taken from: https://www.ecom.immi.gov.au/citz/startIntervalCalc.do)

กล่าวอย่างสรุป เราจะต้องมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเราอาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลียอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นเวลา 4 ปี และใน 1 ปีนั้นรวมถึงช่วงระยะเวลาที่เราถือพีอาร์อยู่ด้วย และก่อนจะยื่นสมัครซิติเซ่นจะต้องไม่อาศัยนอกออสเตรเลียเป็นเวลาเกิน 12 เดือน และในระหว่างที่ถือพีอาร์ หรือในปีสุดท้ายก่อนจะยื่นใบสมัครนั้น จะต้องอาศัยอยู่ในออสเตรเลียเป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งใน 4 ปีนั้นถ้าหากผู้อ่านท่านใดถือ bridging visa (ยกเว้น bridging visa E) ทางอิมมิเกรชั่นก็นับรวมด้วยค่ะ ตัวอย่างเช่นน้อง Bee เข้ามาเริ่มเรียนในระดับปริญญาที่ซิดนีย์เป็นเวลา 3 ปี แต่ในระหว่างนั้นก็มีการกลับไปประเทศไทยบ้างเป็นครั้งคราว ในปีที่เรียนจบ น้อง Bee ยื่นสมัคร Skilled PR และได้พีอาร์ในปีที่ 4 พอน้อง Bee ถือพีอาร์ครบ 1 ปีก็สามารถสมัครสอบซิติเซ่นได้เลยค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะต้องเช็คและคำนวณเวลาให้แน่นอนก่อนยื่นนะคะ เพราะถ้าหาก overstay วีซ่าเพียงแค่ชั่วโมงเดียว ก็อาจจะต้องมานับ 4 ปีใหม่หมดค่ะ มีลูกค้าบางคนของคุณหมอวีซ่าที่เคยไปสมัครกับเอเจนท์ก่อนหน้า แต่เนื่องจากเอเจนท์นั้นไม่ระมัดระวัง ยื่นวีซ่าหลังจากวีซ่าของน้องคนนี้หมดไป 3 วัน ซึ่งน้องคนนี้คุณหมอวีซ่าก็สามารถช่วยให้ได้วีซ่าคืนมา และในปัจจุบันตอนนี้ก็เป็นพีอาร์เรียบร้อยแล้ว แทนที่ในปัจจุบันน้องคนนี้จะสามารถสมัครซิติเซ่นกลับกลายต้องมานั่งนับเวลาใหม่ เพราะความสะเพร่าของเอเจนท์คนเก่าค่ะ

ข้อดีอีกอย่างของการถือสัญชาติออสเตรเลีย ก็คือเราสามารถถือได้สองสัญชาติ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Dual citizenship ก่อนวันที่ 4 เมษายน 2002 ผู้ใดที่ถือสัญชาติออสเตรเลีย แต่ได้ถือสัญชาติของประเทศอื่นด้วยเช่นของอเมริกา จะโดนตัดสิทธิในการถือสัญชาติออสเตรเลียทันทีโดยอัตโนมัติ แต่นับจากวันที่ 4 เมษายน 2002 เป็นต้นมา ทางรัฐบาลออสเตรเลียได้เปลี่ยนกฎหมายใหม่ โดยในปัจจุบันนี้ผู้ถือสัญชาติออสเตรเลียสามารถถือได้ 2 สัญชาติ เช่นสัญชาติไทยและสัญชาติออสเตรเลีย เป็นต้นค่ะ คุณหมอวีซ่าว่าการถือสองสัญชาตินั้นก็นับว่าเป็นข้อดีนะคะ เพราะนั่นเท่ากับว่าเราจะได้รับสิทธิประโยชน์จากพาสปอร์ตที่เราถือทั้งสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในการเดินทางเข้าออก สวัสดิการสังคม และอื่นๆ

สำหรับใครที่ต้องการอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดตามได้ที่http://www.citizenship.gov.au/หรือจะโทรมาปรึกษากับคุณจัสตินในการทำเรื่องcitizenship application ที่ 02-9267-8522 หรือจะอีเมล์มาที่ education@cpinter.com.au ค่ะ

ในช่วงนี้คุณหมอวีซ่าเดินทางมาประชุมและดูงานโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆที่นิวซีแลนด์ โดยมีองค์กร ICEF เป็นผู้จัด แล้วคุณหมอวีซ่าจะกลับไปเล่าให้ผู้อ่านทุกท่านฟังถึงเรื่องที่น่าสนใจต่างๆจากนิวซีแลนด์กันค่ะ ก่อนจะจากกันไปคุณหมอวีซ่าก็ขอย้ำกันอีกครั้งหนึ่งว่า วีซ่าน้องๆ หรือผู้อ่านคนใดที่กำลังจะหมดในวันที่ 15 มีนาคมนี้ หรือลังเลว่าจะสมัครพีอาร์ดีหรือไม่ ขอให้รีบเข้ามาพูดคุยกับทางซีพี อินเตอร์ฯ นะคะ นอกจากนี้ใครที่พลาดงานสัมมนาพาร์ทเนอร์ของเราไปก็ยังสามารถเข้ามาพูดคุย หรือปรึกษากับคุณหมอวีซ่าได้ฟรีจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้นะคะ และถ้าหากมาเปิดเคสกับทางซีพี อินเตอร์ฯ ก่อนสิ้นเดือนมีนาคมนี้ รับไปเลยส่วนลด 10 % และในเร็วๆนี้ น้องๆคนไหนที่ต้องการทราบเคล็ด (ไม่) ลับในการเตรียมสอบ IELTS อย่าลืมมาร่วม join IELTS & Career Club กับทางซีพี อินเตอร์ เร็วๆนี้นะคะ โปรโมชั่นดีๆ อย่างนี้ ห้ามพลาดค่ะ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ภาพบรรยากาศงาน CP Partner Visas Seminar ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2012 ที่ผ่านมา

ประสบความสำเร็จไปด้วยดีนะคะ สำหรับงานสัมมนาวีซ่าคู่รัก คู่ครองที่ผ่านมา โดยได้รับความร่วมมือจากสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์มาร่วมให้บริการจดทะเบียนเคลื่อนที่ให้กับคู่บ่าวสาว นอกจากนี้คู่บ่าวสาว หรือผู้ที่เข้ามาร่วมฟังสัมมนาต่างก็ได้รับของรางวัลจากสปอนเซอร์ของเรากันถ้วนหน้า ต้องขอขอบคุณสปอนเซอร์ใจดีของเราไม่ว่าจะเป็น Sabai Thai – Thai Massage & Spa, Pre-Wedding Photography by Ice และ Chat Thai Restaurant ที่มาร่วมช่วยแจกในงานนี้ด้วยนะคะ

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

SkillSelect – ระบบการยื่นพีอาร์รูปแบบใหม่

ผ่านพ้นไปด้วยดีนะคะสำหรับงานสัมมนาวันวาเลนไทน์วีซ่าพาร์ทเนอร์ของซีพี อินเตอร์ มีน้องๆผู้อ่านหลายๆท่านให้ความสนใจเข้าร่วมมาจดทะเบียนสมรส และมาร่วมรับฟังสัมมนากับเรา ในขณะที่วีซ่าแต่งงานเองก็เป็นที่ฮอตฮิตติดลมบน ในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา อิมมิเกรชั่นเองก็ได้ออกแนวทางปฏิบัติของพีอาร์ที่จะขอภายใต้ Skilled visas รูปแบบใหม่ นั่นก็คือ SkillSelect และ Expression of Interest (EOI) ซึ่งจริงๆแล้วนั้นทางอิมมิเกรชั่นได้เคยพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้วในปี 2011 ที่ผ่านมา แต่ในปีนี้รูปแบบใหม่ของการยื่นพีอาร์จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคม 2012 นี้เป้นต้นไปค่ะ

ระบบการสมัครพีอาร์ตัวใหม่ที่ว่านี้ก็คือ SkillSelect ซึ่งเป็นระบบออนไลน์ สำหรับบุคคลที่สนใจและต้องการจะสมัครพีอาร์โยกย้ายถิ่นฐานมายังประเทศออสเตรเลียโดยอาศัยทักษะและความสามารถของตนเอง การใช้ SkillSelect มีจุดประสงค์เพื่อคัดเลือกแรงงานให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังช่วยอิมมิเกรชั่นในการย่นระยะเวลาในการดำเนินงานเรื่องวีซ่าและการคัดเลือกแรงงาน หรือลูกจ้างให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในแต่ละปี อีกทั้งสนองความต้องการของนายจ้างในประเทศออสเตรเลีย ยิ่งกว่านั้นยังถือเป็นการกระจายแรงงานไปยังเขต regional areas อีกด้วย แรงงานหรือลูกจ้างคนใดที่ต้องการจะสมัครงานและย้ายถิ่นฐานมายังออสเตรเลียอย่างถาวร จะต้องยื่นแสดงความจำนงในการโยกย้ายถิ่ฐาน หรือ Expression of Interest (EOI) ผ่านทางระบบ Online ที่เรียกว่า SkillSelect ถึงจะมีสิทธิในการยื่นสมัครวีซ่าได้ เมื่อเทียบกับการสมัคร Skilled PR ในสมัยก่อน ใครก็ตามที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และตรงตามที่อิมมิเกรชั่นกำหนด มีสิทธิสามารถสมัครพีอาร์ได้ทันที แต่ในปัจจุบันเมื่อ SkillSelect ประกาศใช้ จะทำให้ระบบในการยื่นพีอาร์เป็นไปตามระบบมากขึ้น เพราะประวัติของเราที่อยู่ในระบบ SkillSelect จะทำให้โอกาสในการได้งานของลูกจ้างหรือแรงงานเพิ่มมากขึ้น ในระบบนี้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลออสเตรเลีย รัฐต่างๆ หรือนายจ้างล้วนมีโอกาสในการเรียกดูประวัติของเรา และมีโอกาสได้รับจดหมายเชิญในการสมัครวีซ่าต่อไป

นับจากวันที่ 1 กรกฎาคม 2012 นี้เป็นต้นไป ผู้อ่านท่านไหนที่ต้องการจะสมัครพีอาร์ในวีซ่าต่อไปนี้

Independent Skilled Migration

State or Territory Sponsored Skilled Migration

Family Sponsored Skilled Migration

Business Skills

จะต้องยื่น EOI เข้าไปในระบบออนไลน์ มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถสมัครวีซ่าได้ค่ะ แต่ถ้าหากคนไหนที่ต้องการอยากหานายจ้างสปอนเซอร์ไม่ว่าจะเป็น

Employer Nomination Scheme (ENS)

Regional Sponsored Scheme (RSMS)

Temporary Business (Long Stay) sc 457

ก็สามารถยื่น EOI เข้าไปได้เช่นเดียวกันเพราะว่าโอกาสที่นายจ้างจากทั่วประเทศจะเลือกเราเข้าไปทำงานก็มีสิทธิเป็นไปได้ค่ะ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่คุณหมอวีซ่าอยากจะบอกกล่าวให้กับผู้มีวีซ่าอยู่ในออสเตรเลียอยู่แล้ว เช่น นักศึกษาที่สนใจจะสมัครพีอาร์ผ่านระบบ SkillSelect ทั้งหลายว่า EOI ไม่ใช่ visa application เพราะฉะนั้นถ้าใครคิดว่ายื่น EOI ไปแล้ว พอวีซ่าหมดก็จะถือบริดจิ้งวีซ่า รอรับจดหมายเชิญ (invitation letter) จากทางอิมมิเกรชั่นแล้วละก็ คุณหมอวีซ่าขอบอกเลยว่าผู้อ่านคิดผิดแล้วล่ะค่ะ ต่อไปนี้ถ้าใครต้องการจะยื่น EOI ต้องมั่นใจว่าเรามีวีซ่ารองรับรอในระหว่างที่เรารอจดหมายเชิญจากทางอิมมิเกรชั่น ถ้าหากวีซ่าเราจะหมด เราก็ต้องต่อวีซ่าตัวใหม่เพื่อสามารถอยู่ในออสเตรเลียได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าหากวีซ่าหมดอายุก็ต้องกลับประเทศจนกว่าจะได้รับจดหมายเชิญค่ะ

เกณฑ์การเลือกคะแนนของคนที่จะได้รับจดหมายเชิญ โดยเฉพาะในคนที่สนใจ SkillSelect จะต้องยื่นใบสมัครออนไลน์โดยทางระบบ SkillSelect จะคำนวณว่าเราได้แต้มเท่าไหร่ คนที่ได้แต้มไม่ถึงก็มีสิทธสมัครได้นะคะ แต่ว่าโอกาสที่จะถูกเรียกเชิญให้มีสิทธิสมัครพีอาร์ต่อก็น้อย ยกเว้นเสียแต่เราประกอบอาชีพในสายที่รัฐบาลหรือนายจ้างชาวออสเตรเลียหาไม่ได้แล้วจริงๆ แต่เราก็สามารถเข้าไปอัพเดทข้อมูลของตนเองในระบบได้เรื่อยๆค่ะ ถามว่ามีโอกาสในการได้รับจดหมายเชิญไหม พูดยากค่ะ บางคนอาจจะโดนเรียกภายในอาทิตย์เดียว ซึ่งหลังจากนั้นผู้ยื่นก็จะมีเวลาเตรียมตัวแค่ 2 เดือนเท่านั้นในการส่งใบสมัครที่สมบูรณ์ให้กับทางอิมมิเกรชั่น เกณฑ์ในการคัดเลือกสำหรับคนที่จะมีโอกาสได้จดหมายเชิญก็คือคนที่ได้แต้มสูงสุดในแต่ละอาชีพที่ยื่นไป ถ้าหากสมมุติน้องเอได้แต้มรวมกันทั้งหมด 65 คะแนน เท่ากับตามแต้มที่ทางอิมมิเกรชั่นกำหนดไว้ แต่ว่าในขณะที่น้องซีผู้สมัครอีกคนที่ยื่นสาขาอาชีพเดียวกันได้ 75 คะแนน โอกาสที่น้องซีจะมีโอกาสได้รับจดหมายเชิญย่อมมากกว่าน้องเอแน่นอนค่ะ นอกจากนี้ทางอิมมิเกรชั่นก็จะนำเสนอ Occupation ceilings เข้ามาในวีซ่ารูปแบบใหม่นี้ด้วย นั่นหมายความว่าถ้าหากสาขาอาชีพใดเช่นสาขาบัญชี ถ้าหากในปีนั้นๆได้จำนวนคนครบแล้ว ทางอิมมิเกรชั่นก็จะไม่ออกจดหมายเชิญในสายบัญชีอีก แต่จะไปออกจดหมายเชิญให้กับสายอาชีพที่ยังว่างอยู่ค่ะ ทั้งนี้ก็เพื่อควบคุมจำนวนคนในสาขาอาชีพนั้นๆไม่ให้มากจนเกินไปค่ะ

เท่าที่คุณหมอวีซ่าอ่านรายละเอียดมา ดูเหมือนว่าพีอาร์รูปแบบใหม่นี้นั้นจะเน้นไปในการคัดหาแรงงานให้เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศออสเตรเลีย เป็นการกระจายแรงงานออกไปตามภูมิภาคต่างๆโดยเฉพาะในบริเวณ Regional ซึ่งยังต้องการแรงงานเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ในบรรดานายจ้างทั้งหลายที่ขาดลูกจ้างที่มีประสบการณ์การทำงาน หรือมีความสามารถ ก็สามารถใช้ SkillSelect เป็นฐานข้อมูลในการติดต่อลูกจ้างที่ตัวเองสนใจได้

นี่เป็นข้อมูลที่คุณหมอวีซ่านำมาบอกกล่าวกัน กฎระเบียบต่างๆจะยังไม่เรียบร้อยจนกว่าเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ซึ่งทางอิมมิเกรชั่นจะประกาศใช้ออกมาอย่างเป็นทางการ ตอนนี้เราก็ต้องคอยติดตามกันต่อไปนะคะว่า SkillSelect นั้นจะก่อให้เกิดผลดีกับเราหรือเปล่า เพราะฉะนั้นตอนนี้คุณหมอวีซ่าคิดว่าใครก็ตามที่สนใจจะสมัครพีอาร์ในระบบ 65 กในปัจจุบัน ก็ขอให้รีบมาปรึกษา หรือรีบสมัครกันไว้ก่อนดีกว่า เพราะถ้าหากระบบใหม่ที่กำลังจะเข้ามาเริ่มใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2012 โอกาสในการได้พีอาร์ก็อาจจะยากขึ้นในผู้ที่ต้องการสมัคร Independent Skilled Visa แต่คุณหมอวีซ่าคิดว่าพีอาร์รูปแบบใหม่ก็คงไม่ยากเกินไปสำหรับใครก็ตามที่มีนายจ้างสปอนเซอร์ เพราะจะว่าไปแล้วข้อดีของ SkillSelect ก็คือถ้าหากเราแต้มไม่ถึงในการสมัคร Independent Skilled Migration แต่ประวัติของเราเป็นที่ถูกใจของนายจ้าง เราก็ยังมีโอกาสที่จะได้วีซ่าทำงานที่นี่เพื่อปูทางการได้พีอาร์ในขั้นต่อไปค่ะ ตอนนี้ก็คงได้แต่รอจนถึงเดือนเมษาสำหรับรูปแบบ SkillSelect และพีอาร์รูปแบบใหม่ค่ะ ถ้าผู้อ่านท่านใดสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://www.immi.gov.au/skills/skillselect/

เรื่องวีซ่า ต้องยกให้ CPInter - เพราะที่นี่ วันไหนไม่มีวีซ่าผ่าน จะถือว่าเป็นเรื่องแปลก..

มั่นใจในคุณภาพของ CPInter..15 ปีแห่งการบริการอันเป็นเลิศ

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ต้อนรับวันวาเลนไทน์ด้วยวีซ่าคู่รัก (2)

ผ่านไปแล้วสำหรับเทศกาลตรุษจีนที่ส่งความร่ำรวยมาถึงทุกๆท่านนะคะ ตอนนี้ก็ใกล้จะถึงเทศกาลที่จะส่งความหวานฉ่ำมาถึงหัวใจของทุกท่านที่มีความรักก็คือวันวาเลนไทน์นั่นเองค่ะ คุณหมอวีซ่าก็ขอเริ่มต้นด้วยการส่งข่าวถึงทุกท่านที่กำลังมองหาฤกษ์ดีในการจดทะเบียนทะเบียนสมรสเพื่อเป็นมงคลตรงกับวันแห่งความรัก อนึ่ง ท่านจะได้นำใบทะเบียนสมรสไปใช้ประกอบการยื่นวีซ่า ไม่ว่าจะเป็นวีซ่าคู่ครอง หรือวีซ่าติดตามก็ตาม ก็อย่าลืมรีบจับจองการจดทะเบียนสมรสมาในงาน CP Partner Visas Seminar – 14 February 2012” ซึ่งทางซีพี อินเตอร์ฯ ได้จัดขึ้นทุกปีนะคะ (ดูรายละเอียดข้างล่าง)

ในปักษ์ที่แล้วคุณหมอวีซ่าได้พูดถึงเรื่องการทำวีซ่าคู่ครองซึ่งต้องยื่นมาจากประเทศไทย ฉบับนี้คุณหมอวีซ่าจึงขอพูดต่อถึงการทำวีซ่าคู่ครอง แต่เป็นการยื่นภายในออสเตรเลียค่ะ อย่างที่หลายๆคนทราบมาบ้างแล้วว่าการทำวีซ่าคู่ครอง หรือ Partner visas นั้น มีด้วยกันทั้งหมด 3 แบบ ซึ่งในปักษ์ที่แล้วคุณหมอวีซ่าได้พูดถึงเรื่องวีซ่า sc 309 และ sc 300 ซึ่งเป็นวีซ่าคู่ครองและวีซ่าคู่หมั้นไปแล้ว ฉบับนี้จะขอเขียนถึง sc820/801 ตารางข้างล่างนี้อาจช่วยให้ท่านผู้อ่านเข้าใจโครงสร้างของ Partner Visas อย่างง่ายๆนะคะ

1. Partner Temporary Offshore – sc 309

Partner Permanent Offshore – sc 100

2. Partner Temporary Onshore – sc 820


Partner Permanent Onshore – sc801

3. Prospective Marriage Visa – sc 300


Partner Temporary Onshore – sc 820


Partner Permanent Onshore – sc801

การทำวีซ่าคู่ครองภายในประเทศออสเตรเลียในขั้นแรกนั้นจะเรียกว่า Partner Temporary Onshore – sc 820 หรือที่เรามักเรียกกันสั้นๆว่า ทีอาร์ (TR) หรือเทมพ์ (Temp) ซึ่งเป็นวีซ่าชั่วคราว และเมื่อครบ 2 ปี หากความสัมพันธืยังอยู่ด้วยกันดี ก็จะมีสิทธิ์เปลี่ยนเป็นวีซ่าถาวร หรือ Partner Permanent Onshore – sc801 หรือเป็นขั้นพีอาร์นั่นเองค่ะ นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่ถือวีซ่าคู่หมั้นมาจากเมืองไทย ก็สามารถจะทำเรื่องวีซ่า sc 820 ภายใน 9 เดือนตามระยะเวลาที่ได้วีซ่ามา โดยลักษณะความสัมพันธ์ 3 ประเภทที่สามารถยื่นวีซ่าประเภทนี้ได้ก็คือ 1.คู่แต่งงาน 2. คู่ที่ไปจดทะเบียนความสัมพันธ์ (Relationship Registration) และ 3. คู่ที่อยู่กินฉันท์สามี-ภรรยา (De-facto relationship) ซึ่งจะรวมไปถึง same-sex relationship หรือคู่ที่เป็นเพศเดียวกันด้วยนั่นเองค่ะ อย่างที่เกริ่นไปในฉบับที่แล้วว่า ผู้ยื่นวีซ่าคู่รักที่จดทะเบียนความสัมพันธ์ (Relationship Registration) ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานกินอยู่ครบปี ก็สามารถยื่นเรื่องได้แล้วนะคะ แต่ความสัมพันธ์ต้องเป็นจริงค่ะ

หลายๆคนสงสัยในเรื่องของหลักฐานการกินอยู่ว่าจะต้องเก็บเป็นเวลานานเท่าไรถึงจะยื่นเรื่องได้ แล้วเราต้องใช้เอกสารอะไรเวลายื่น ขอชี้แจงว่าสำหรับคู่ De-facto นั้นจะต้องมีหลักฐานการกินอยู่ร่วมกัน 12 เดือนขึ้นไปถึงจะสามารถยื่นได้ ยกเว้นแต่ว่ามีเหตุจำเป็นจริงๆ จึงจะสามารถขอยกเว้น หรือ waive ตรงส่วนนี้ได้ หรือถ้ามี Relationship Registration Certificate ตามที่แจ้งไว้ข้างต้นก็ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานกินอยู่ครบปีก็สามารถยื่นเรื่องได้ ทำนองเดียวกับกรณีของคู่แต่งงาน แต่หากท่านผู้อ่านมีหลักฐานยิ่งยาวนานเท่าไรก็ยิ่งดีค่ะ หลายๆคนมาหาคุณหมอวีซ่าว่าอยากจะทำวีซ่าแต่งงาน แต่วีซ่าจะหมดแล้วอีก 3 เดือน แถมหลักฐานก็ไม่เคยเก็บกันมาก่อนเลย ยื่นก็ยื่นได้ตามกฎหมาย แต่ก็อาจโดนเรียกเอกสาร สัมภาษณ์หนักหน่อยเป็นต้น ซึ่งคุณหมอวีซ่าก็จะย้ำอยู่เสมอว่าหลักฐานเราก็ต้องเก็บกันไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อที่ว่าเมื่อถึงเวลายื่นจะได้ไม่เกิดปัญหาค่ะ

การยื่นวีซ่าคู่รัก ควรมาขอคำปรึกษาการทำวีซ่าและจัดเตรียมหลักฐานกินอยู่เสียแต่เนิ่นๆ อย่างเช่นกรณีของน้องหลายคนที่มาพบคุณหมอวีซ่าเอาตอนเมื่อสายเกินไปเสียแล้ว ตอนนี้มีกลุ่มนักเรียนจำนวนมากเลยค่ะ ที่ความสัมพันธ์ยังไม่ถึงปี แต่วีซ่าใกล้จะหมด ก็มาขอแนะนำคุณหมอวีซ่าว่าควรจะไปต่อวีซ่านักเรียนหรือทำเรื่องแต่งงานดี บางคนเห็นค่าใช้จ่ายเยอะก็ไม่อยากที่จะทำวีซ่าคู่ครอง แต่ไปเลือกสมัครวีซ่านักเรียนแทน (โดยลืมไปว่าการเสียค่าเล่าเรียน ก็เป้นค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มอยู่ดี) หรือบางคนเห็นว่าหลักฐายยังไม่ครบปี อย่างเช่นน้องที่คุณหมอวีซ่ากล่าวถึงในสัปดาห์ที่แล้ว ได้รับคำแนะนำผิดให้ไปต่อวีซ่านักเรียน ก็ปรากฎว่าวีซ่านักเรียนโดนปฏิเสธ(ภายใต้กฎ GTE ที่เคี่ยวมาก) ตามที่คุณหมอวีซ่าคาดการณ์ แทนที่จะได้ยื่นวีซ่าคู่ครองไปเลย โดยไม่ต้องมีประวัติเสีย กลับกลายเป็นต้องกลับไปยื่นที่เมืองไทย นอกจากจะต้องรอเวลานานแล้ว ค่าใช้จ่ายก็ต้องเสียมากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าๆ น้องอีกคนหนึ่งก็ต่อวีซ่านักเรียนเป็นรอบที่ 4 แล้ว เพราะอยากจะอยู่กับแฟนที่นี่ แต่ปรากฎโดนปฏิเสธวีซ่า เพราะไม่เชื่อว่าเป็นนักเรียนที่แท้จริงภายใต้กฎ GTE (Genuine Temporary Entrant) หากเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นไม่เชื่อว่าน้องๆนั้นตั้งใจจะมาเรียนจริง เช่นน้องคนนี้ที่ถือวีซ่าดิโพลม่ามา 3 รอบแล้ว เพราะจะต่ออีกรอบ อิมมิเกรชั่นก็ต้องสงสัยแล้วล่ะค่ะ ว่าจะมาเรียนอะไรอีกทำไมไม่กลับบ้านสักที เห็นมั้ยคะว่าวีซ่านักเรียนนั้นยากแค่ไหน ซึ่งนับแต่กฎ GTE เริ่มประกาศใช้ วีซ่านักเรียนก็นับว่ายากขึ้นมากทุกวัน แต่ถ้าหากเป็นนักเรียนที่ตั้งใจจะมาเรียนที่นี่จริง วีซ่านักเรียนก็ไม่ยากเกินควร แต่ถ้าหากมีประวัติต่อเรียนดิโพลม่าหลายๆรอบ หรือมาเรียนในระดับปริญญาโทแต่ว่าสุดท้ายก็ลาออกไปเรียนดิพแทน ถ้าจะต่อวีซ่าคราวนี้ก็คงจะยากแสนยากแล้วล่ะค่ะ หลายๆคนที่ชอบคิดว่ายื่นวีซ่านักเรียนรอทำเรื่อง หรือสร้างเอกสารเพิ่มดีกว่า แทนที่จะได้อยู่กับแฟนที่นี่ แต่กลับโดนปฏิเสธ ทำให้เคสอยากขึ้นไปอีก แถมต้องไปยื่นจากที่ไทยมา กว่าจะได้อยู่กับแฟนอีกก็ใช้เวลาเป็นปี ดังนั้นคุณหมอวีซ่าถึงย้ำเสมอว่าเราควรจะเลือกใช้เอเจนท์ที่ได้รับการจดทะเบียนรับรองจาก MARA เพื่อที่ผู้อ่านทั้งหลายจะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง เพราะถ้าหากไปเลือกใช้เอเจนท์ที่ไม่ได้รับรอง หรือทำเป็นแต่วีซ่นักเรียนเพียงอย่างเดียว ก็อาจประสบปัญหาเช่นตัวอย่างน้องๆข้างต้น เศร้าเลยค่ะ

จบเรื่องข่าวร้ายๆไปแล้ว เรามาว่ากันเรื่องข่าวดีบ้างดีกว่า หนึ่งในคู่รักที่ได้รับวีซ่าทีอาร์เรียบร้อยแล้ว ที่ทำเรื่องผ่านกับทางซีพี อินเตอร์ ได้แก่น้องนุ่ม และน้องนิ่ม (นามสมมุติ) ทั้งสองคนนั้นเป็นคู่รักเพศหญิงเดียวกัน ซึ่งฝ่ายสปอนเซอร์นั้นเคยแต่งงานกับผู้ชายมาก่อนค่ะ ก่อนที่จะมาพบรักกับเนื้อคู่ทุกวันนี้ น้องนุ่มได้เดินทางมาออสเตรเลียและได้พบรักกับผู้ชายคนหนึ่งจนตัดสินใจที่จะแต่งงานกัน แต่เนื่องจากความสัมพันธ์ไม่เป็นไปตามที่หวังก็เลยต้องเลิกกัน แต่เรื่องของความรักก็ไม่เข้าใครออกใคร พอมาอยู่ออสเตรเลียได้สักพัก โชคก็นำพาให้น้องหนึ่งได้มาพบรักกับน้องนิ่ม จนตัดสินใจที่จะทำวีซ่าแต่งงานด้วยกัน ในตอนแรกทั้งสองนั้นก็ไม่แน่ใจว่าจะยื่นวีซ่าอย่างไร เนื่องจากกลัวว่าถ้าหากยื่นเคสไปแล้วเคสไม่ผ่าน ทางเจ้าหน้าที่จะปฏิเสธไม่ให้วีซ่าแก่น้องนิ่ม เพราะอยู่ดีๆน้องนุ่มที่เคยรักและแต่งงานกับผู้ชายมาก่อน จะมาเปลี่ยนชอบแฟนเพศเดียวกันได้อย่างไร แต่เนื่องจากทั้งสองได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจากคุณหมอวีซ่า ประกอบกับการเขียนสำนวนดีๆเสนออิมฯเข้าไป และความรักทั้งสองก็เป็นเรื่องจริง ทำให้ในปัจจุบันนี้น้องนิ่มได้วีซ่าไปเรียบร้อยแล้ว ได้ทั้งเมดิแคร์ และมีโอกาสได้ไปเรียนภาษาเพิ่มเติมด้วยจากสิทธิในการเป็นทีอาร์จากวีซ่าคู่ครองค่ะ คุณหมอวีซ่าจะรู้สึกดีมากทุกครั้งที่สามารถช่วยให้น้องๆทั้งหลายได้วีซ่าที่ถูกต้องกันนะคะ เพราะนั่นหมายความว่าน้องๆสามารถมีอนาคตที่สดใสในประเทศออสเตรเลียและอยู่ร่วมกับคนที่เรารักไปได้นานๆ

ก่อนจบ คุณหมอวีซ่าก็ขอย้ำอีกครั้งนะคะ ว่าการเลือกใช้เอเจนท์ที่ดีนั้นมีชัยไปกว่าครึ่งแล้วค่ะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 นี้ ทางซีพี อินเตอร์จะจัดงาน CP Partner Visas Seminar” ซึ่งจัดกันมาเป็นประจำทุกปี และประสบความสำเร็จมาทุกปี โดยได้รับความอุปการะและสนับสนุนจากสถานกงสุลใหญ่ประจำนครซิดนีย์ในการขนหน่วยเคลื่อนที่จากสถานกงสุลฯมาให้บริการรับจดทะเบียนสมรสให้แก่คู่บ่าวสาวประชาชนชาวไทยและเทศ (ที่แต่งกับไทย) นอกสถานที่ ซึ่งในปีนี้สถานที่ของเราได้ย้ายไปจัดที่ โรงแรม Metro Sydney Central ตรงไทยทาวน์

มีคนโทรมาสอบถามมากมายว่าต้องใช้เอกสารอะไรบ้างในการจดทะเบียน แล้วจะต้องทำอะไรบ้างในวันงาน คุณหมอวีซ่าก็เขียนมาไว้ตรงนี้เลยนะคะ ในวันงานจะได้ไม่ฉุกละหุกค่ะ

สำหรับคนไทย

สำหรับชาวต่างชาติ

1. Passport + สำเนา 1 ชุด

2. บัตรประชาชน + สำเนา 1 ชุด

3. ทะเบียนบ้าน + สำเนา 1 ชุด

4. ใบหย่า (ถ้ามี)

1. Passport + สำเนา 1 ชุด

2. Single Status Certificate + สำเนา 1 ชุด (ต้องแปลเป็นภาษาไทยให้เรียบร้อยนะคะ)

3. Divorce Certificate (ถ้ามี) + สำเนา 1 ชุด (ต้องแปลเป็นภาษาไทยด้วยคะ)

นอกจากนี้คู่สมรสจะต้องพาพยานมาด้วย 2 คนค่ะ โดยพยานนั้นจะต้องเอา passport + สำเนามาด้วยนะคะ เตรียมตัวให้พร้อมเพื่อที่ว่าเราจะได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่กงสุลด้วยค่ะ

นอกจากจะมีการจดทะเบียนสมรสแล้ว ภายในงานก็จะมีกิจกรรมสนุกๆใหม่ๆมากมาย รวมทั้งมาชมวิธีการเตรียมงานแต่งงานอย่างประหยัดและได้ผล และ ฟัง seminar บรรยายโดยคุณหมอวีซ่าโดยตรง ใครมีข้อสงสัยในเรื่องของประเด็นใดๆที่เกี่ยวกับวีซ่าคู่รัก วีซ่าติดตาม ไม่ว่าจะเป็นต่างเพศ เพศเดียวกัน เป็นผี หรือติดคอนดิชั่นต่างๆ มาที่งานนี้งานเดียวรับทราบทุกคำตอบค่ะ และพิเศษสุดๆสำหรับคู่รักที่ลงทะเบียนจดทะเบียนในงานลุ้นรับรางวัลพิเศษจากซีพี อินเตอร์ และสปอนเซอร์แสนใจดีของเราอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับลูกค้าที่เริ่มเคส partner visa กับซีพี อินเตอร์ภายในสิ้นเดือนมีนาคม รับไปเลยส่วนลด 10% สำรองที่นั่งหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ tob@cpinter.com.au และ tug@cpinter.com.au หรือจะโทรมาที่ 02-9267-8522 งานดีๆ อย่างนี้ ห้ามพลาดเด็ดขาดค่ะ

เรื่องวีซ่า ต้องยกให้ CPInter - เพราะที่นี่ วันไหนไม่มีวีซ่าผ่าน จะถือว่าเป็นเรื่องแปลก..

มั่นใจในคุณภาพของ CPInter..15 ปีแห่งการบริการอันเป็นเลิศ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

วีซ่าคู่รัก คู่ครอง ผู้ติดตาม - มางานเดียว รู้ครบทุกอย่าง

"CP Partner Visas Seminar 2012"

ตามคำเรียกร้องอีกครั้งหนึ่ง CP Inter ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมงาน Partner Visas Seminar ประจำปี 2012 ในวันแห่งความรัก - อังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 11.00 น. ถึง 15.00 น. ที่ Metro Hotel Sydney Central ตรง Thai Town

ภายในงานพบกับ เทคนิคการจัดงานแต่งงาน การแต่งหน้าทำผม และการเลือกชุดเจ้าสาว โดยผู้เชี่ยวชาญ ทางด้าน wedding planner ฟังอภิปรายสัมมนาเคล็ด (ไม่) ลับของการยื่นวีซ่าคู่ครองและผู้ติดตามอย่างไรให้มีโอกาสผ่านสูง... โดย "คุณหมอวีซ่า" รวมทั้งการจดทะเบียนสมรสภายใต้กฎหมายไทย โดยได้รับเกียรติจากท่านกงสุลใหญ่ประจำสถานกงสุลไทย นครซิดนีย์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสนุกอื่นๆอีกมากมาย และร่วมชิงรางวัล "Honeymoon Package Vouchers" จากสปอนเซอร์ใจดี