“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไปอยู่New Zealandกันดีไหม - เมืองสวรรค์บนโลกที่หลงเหลืออยู่... วีซ่าง๊ายง่าย...

บทความฉบับที่แล้ว คุณหมอวีซ่าได้ทิ้งท้ายก่อนจบว่าจะนำเรื่องของ New Zealand (NZ) เมืองสวรรค์ในน้อยแห่งที่หลงเหลืออยู่ในโลกปัจจุบันอันวุ่นวายมาเล่าให้ฟังหลังจากที่คุณหมอวีซ่าได้มีโอกาสไปร่วมงานประชุมทางการศึกษา ICEF ที่จัดขึ้นที่เมืองแห่งมนต์เสนห์ชื่อ Queenstown ในเกาะใต้ของนิวซีแลนด์เมื่อปลายกุมภาฯ-ต้นปีมาฯที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ จากการเยือน New Zealand ในครั้งนี้ ทำให้คุณหมอวีซ่าได้เปลี่ยนความคิดและความเชื่อที่เข้าใจกันมาผิดๆมากมายว่าเป็นเมืองที่ไม่ปลอดภัยเนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวที่ Christchurch จนทุกคนไม่กล้าไป NZ หวาดกลัวกันตามๆกัน แท้จริงแล้ว หากเราจะเทียบการเกิดเหตุภัยธรรมชาติ ก็เสมือนการเกิดเหตุซึนามิที่ภูเก๊ตในบ้านเรา ก็มิได้แปลว่ากรุงเทพฯจะไม่ปลอดภัยไปด้วย หรือเกิดน้ำท่วมที่กรุงเทพฯ ก็มิได้แปลว่าขอนแก่นจะท่วมไปด้วยเป็นต้นในทำนองเดียวกัน มีพ่อแม่ของนักเรียนไทยที่คุณหมอวีซ่าไปเจอที่โน่นยังแถมทำกำไรมากมายจากการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ไว้หลายหลังในราคา 2-3 แสนเหรียญ ตอนนี้ก็ขึ้นราคาเป็น 4-5 แสนไปตามๆกัน โดยเฉพาะคนที่ซื้อไว้ในเขตที่เรียกว่า Green area ใน Christchurch จากการที่เขตแผ่นดินไหวอยู่แถบในเมือง ทำให้ผู้คนต้องอพยพย้ายไปอยู่ในเขต Green area ที่ไม่ได้รับผลกระทบ properties และค่าเช่าขึ้นกันมาสูงชลูด ทำกำไรยิ้มไปตามๆกันเป็นแถวๆ ยิ่งถ้าเป็นเมือง Auckland ที่ตั้งอยู่บนเกาะเหนือที่คุณหมอวีซ่าเทียบคล้ายเมืองซิดนีย์ของออสเตรเลีย ก็ยิ่งไม่มีวี่แววจะได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ชีวิตชาวบ้านชาวเมืองก็ดำเนินกันไปตามปกติเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนเมือง Queenstown ที่คุณหมอวีซ่าไปประชุม เปรียบแล้วก็เหมือนเมืองท่องเที่ยว Gold Coast ของ Australia แต่สวยงามไปด้วยเทือกเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวบนยอดเขาอย่างสวยงามกับอ่าและท่าน้ำอันน่าหลงใหล อากาศเย็นสบาย และแน่นอนนคร Wellington อันอลังการก็เทียบเสมือนนคร Canberra เมืองหลวงของออสเตรเลียนั่นเอง ทั้งสองประเทศ New Zealand กับ Australia เป็นเมืองพี่-เมืองน้องกัน จึงมีอะไรที่คล้ายคลึงกันมาก แต่ก็มีความแตกต่างในจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง Citizens ของทั้งสองเมืองสามารถเดินทางข้ามฝั่งกันไปเรียน ทำงาน หรืออาศัยอยู่ถึงกันได้โดยไม่ต้องมีการขอวีซ่าแต่อย่างใด ดังนั้น ในยุคที่ออสเตรเลียกำลังมีปัญหาเรื่องวีซ่าเข้ายากมากๆ จนตัดโอกาสทำ PR โดยเฉพาะวีซ่านักเรียนจากเมืองไทยใครๆก็รู้กันว่ายากสุดๆมาตั้งแต่ต้นปี คศ 2010 จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีวี่แววจะปรับปรุงไปในแนวให้ง่ายขึ้น หากนักเรียนไม่มาเรียนปริญญาหรือระดับด๊อกเตอร์ ก็มีโอกาสโดนปฏิเสธวีซ่าทั้งนั้น ยิ่งระดับดิพโพลม่า เรียกว่าดับไปเลยก็ว่าได้ สัมภาษณ์กันแบบตัดโอกาสโดยสิ้นเชิง ขณะที่ประเทศนิวซีแลนด์อ้าแขนต้อนรับอย่างอบอุ่น หากท่านผู้อ่านท่านใดสนใจ ก็สามารถทำเรื่องไปเรียน ไปทำงาน และในที่สุดได้ PR หรือ citizen ของ New Zealand มาสักอีกหนึ่งสัญชาติ อนาคตก็ไปมาข้ามฟากออสเตรเลียกันได้อย่างสะดวกสบายเช่นกันค่ะ แต่สำหรับ migrants หลายๆคนที่คุณหมอวีซ่ามีโอกาสคุยด้วยที่นิวซีแลนด์ เขาก็ไม่อยากมาอยู่ออสเตรเลีย กลับรักเมืองกีวีเป็นชีวิตจิตใจด้วยสิ่งดีๆที่รัฐบาลนิวซีแลนด์จัดสรรไว้ให้

วีซ่านักเรียนเข้า New Zealand

สำหรับวีซ่านักเรียนเข้า New Zealand ที่เป็นที่นิยมส่งกันมากก็เป็นระดับ high schools คุณหมอวีซ่าพบเด็กไทยมากมายไปเรียนระดับ high schools เป็นเวลา 2-3 ปี แล้วบ้างก็กลับไปต่อปริญญาใน international universities ที่เมืองไทย หรือบ้างก็ไป UK, USA, Canada กันไปตามแต่กำลังทรัพย์ และตามแต่เป้าหมายของชีวิตในการเลือกจุดหมายปลายทางแห่งการศึกษาและแนวทางอนาคตของตน ที่เห็นในรูปที่แนบมานี้ เป็นรูปของน้องมิ๊กที่ถ่ายกับคุณหมอวีซ่าที่สถาบันสอนการบินในเมือง Wanaka ของ New Zealand คุณพ่อคุณแม่ท่านได้ส่งน้องมิ๊กไปเรียนที่นิวซีแลนด์ถึง 5 ปีที่โรงเรียนมัธยมฯชื่อ Mount Aspiring College ในเมือง Wanaka ประมาณ 45 นาทีห่างจาก Queenstown ในเกาะใต้ เมืองน้อยที่สวยงาม น่าอยู่มากจนคุณพ่อท่านตัดสินใจซื้อบ้านไว้ให้ลูกอยู่ 1 หลัง ทุกปีคุณพ่อคุณแม่ก็บินไปพักร้อนกับลูก จากราคาบ้าน 2 แสน ตอนนี้ก็ขึ้นเป็น 3 แสนกว่าแล้ว กำไรอย่างคุ้มทั้งอยู่และลงทุน ตอนนี้น้องมิ๊ก ก็กำลังจะจบ Year 12 กับจบ Diploma ด้านการบิน และได้ทุนไปเรียนการบินต่อที่รัฐ Ohio ใน USA เรียกว่าประสบความสำเร็จมาก ส่วนบ้านถ้าขายทิ้ง ก็เท่ากับลูกได้เรียนฟรีมาหลายปีเลยค่ะ

หลักสูตรที่คุณหมอวีซ่าอยากแนะนำให้น้องๆทั้งที่จากเมืองไทย หรือที่ถือวีซ่านักเรียนอยู่แล้วจากประเทศไหนก็ตาม สามารถโอนไปเรียนที่ New Zealand ได้กันก็คือหลักสูตร Diploma of Hospitality Management ที่สอนอยู่ที่เมืองแห่งการท่องเที่ยวที่คุณหมอวีซ่าตั้งชื่อให้เป็น “Land of Thousands Hotels & Resorts” คือที่ Queenstown ซึ่งเปรียบเสมือนภูเก๊ตในบ้านเราที่ทุกคนไปเพื่อการพักผ่อนและท่องเที่ยวโดยแท้จริง จึงเต็มไปด้วยโรงแรม รีสอร์ทและร้านอาหารในระดับนานาชาติอยู่ทั่วทุกซอกมุม แทบจะไม่มีบ้านพักอาศัยเลยก็ว่าได้ คุณหมอวีซ่ายังถามว่า เอ๊ะ แล้วชาวบ้านเขาบ้านอยู่ที่ไหนกันน๊ะ ที่ประทับใจก็คือนักเรียนสามารถเรียน 6 เดือน + ทำงานโดยได้รับค่าจ้างเต็มตามโรงแรมแบบ full pay ถึง 9 เดือน + ต่อด้วยภาคทฤษฎีอีก 6 เดือนเป็นอันจบวุฒิ และเด็กส่วนใหญ่ก็ได้งานต่อในโรงแรมที่นั่น ภายใต้ Graduate Job Search หรือ Graduate Work Experience visas อีก 2-3 ปี จนในที่สุดเปลี่ยนเป็น PR ก็มากมาย และแน่นอนในระหว่างที่ถือวีซ่านักเรียนในช่วงเปิดภาคเรียน นักเรียนก็สามารถทำงานได้ 20 ชั่วโมง และทำงานเต็มเวลาในช่วงปิดภาคเรียนอย่างที่เป็นที่รู้กันอยู่แล้ว

ส่วนหลักสูตรไปเรียนภาษาอังกฤษ คุณหมอวีซ่าขอแนะนำโรงเรียนที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง Queenstown ที่คุณหมอวีซ่ามีโอกาสไปเยือนเป็นกลุ่มคณะ โดยเฉพาะแห่งหนึ่งที่ มีหลักสูตรรองรับคุณแม่ลูกอ่อนให้ไปเรียนภาษาโดยมีโรงเรียนอนุบาลแบบ Montessori ให้ลูกน้อยได้เรียนในระดับ kindergarten ด้วยอย่างเพียบพร้อม เรียกว่าเป็น package ที่ดีมาก เพื่อนร่วมชั้นจะมาจากแถบยุโรปแถวประเทศ Switzerland, Germany, Italy, Norway เสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ภาษาเราพัฒนาก้าวหน้าไปได้เร็วมาก คุณหมอวีซ่าจึงถามเด็กเยอรมันว่าทำไมถึงเลือกมาเรียนที่ New Zealand ไม่เลือก Australia คำตอบก็คือที่ New Zealand ไม่มีงูกับแมงมุม (ตลกไหมหล่ะ) ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เพราะที่ NZ ไม่มีกระทั่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วนน้ำนม หรือ mammals มีแต่นกที่ลดจาด 300 กว่าพันธุ์มาเหลือแค่ 150 พันธุ์ เนื่องจากชาวออสซี่ได้นำ Mammals เช่นตัว possums กับสัตว์ที่คล้ายสุนัขป่า ไปฝากจนไปกินนกเดินดินของ NZ จนเหลือน้อยพันธุ์นกอย่างน่าเสียดาย และจากเมืองโรแมนติกนี่เองที่นักเรียนไทยคนหนึ่งชื่อน้อง Cherry ที่ไปเรียนภาษา 6 เดือน ด้วยบรรยากาศที่อำนวย ปรากฎว่าพบรักนักเรียนชาวเช๊คโกฯที่โรงเรียนภาษาเดียวกัน แต่งงานกันที่โรงเรียนเลย น่ารักมาก

วีซ่าทำงานแบบ Study to Work Visas

Graduate Job Search Visa - นักเรียนที่เรียนจบหลักสูตรที่มีรายการอาชีพลงไว้ใน List of Skilled Occupations ที่สามารถได้แต้มจากการยื่นวีซ่าทักษะ หรือ Skilled Migrant Category ได้ ย่อมมีสิทธิ์ยื่นขอวีซ่าทำงานตัวนี้ได้ 1 ปีเต็มในนิวซีแลนด์ แต่จะต้องยื่นขอภายใน 3 เดือนที่จบคอร์ส (คุณหมอวีซ่ามีรายการอาชีพให้ดูได้ ซึ่งรวมทั้ง Cook, Baker, Hairdresser, etc) โดยไม่จำเป็นต้องมี job offer แต่ต้องมีใบจบการศึกษา และไม่จำเป็นต้องทำงานตรงสายที่เราเรียนมา ผู้ที่จะขอวีซ่าทำงานตัวนี้ได้ จะต้องเป็นผู้ถือวีซ่านักเรียนมาก่อนเท่านั้น ส่วนผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยว หรือ Limited Purpose Visa ตัวอื่นๆจะไม่สามารถขอ Graduate Job Search Visa ได้

Graduate Work Experience Visa - 2 ปี

หลังจากที่นักเรียนเรียนจบวุฒิการศึกษา จะเป็น Cook, baker, hairdresser, electrician หรือ สาขาอื่นๆก็ตาม หรือในระหว่างที่ถือ Graduate Job Search Visa หากมีนายจ้างยินดีจ้างงานต่อ ก็สามารถยื่นขอวีซ่าที่มีชื่อว่า Graduate Work Experience ต่อทำงานอย่างเต็มเวลาได้อีก 2 ปีในนิวซีแลนด์ แต่หากเป็นนักศึกษาที่เรียนมาในสายวิชาชีพ เช่น บัญชี พยาบาล หมอ หรืออาชีพอื่นๆที่ต้องอาศัยใบทะเบียนในการประกอบอาชีพ และจำเป็นต้องขออยู่ทำงานเพื่อเสริมประสบการณ์งานให้กับตนเอง ผู้สมัครเหล่านี้สามารถขอวีซ่าทำงานประเภทเดียวกันนี้ได้ยาวถึง 3 ปีเลยทีเดียว

Skilled Migrant Category for PR

ย่อๆก็คือ ผู้ที่ถือวีซ่าทั้งสองประเภทดังกล่าวข้างต้นหลังจบการศึกษาที่ New Zealand หากสามารถทำคะแนนการยื่นวีซ่าทักษะโดยอาศัยวุฒิบัตรและประสบการณืงานของตน โดยรวมแต้มแล้วถึง 140 แต้ม (ทั่วไป NZ จะให้แต้มสำหรับประสบการณ์ทำงานในนิวซีแลนด์ค่อนข้างสูง) ก็จะมีสิทธิ์ยื่นวีซ่าทักษะ Skilled Migrant Visa ตามระบบ Expression of Interest หรือ EOI เพื่อตั้งหลักแหล่งอย่างถาวรที่ New Zealand ได้ หรือที่เราเรียกว่าเป็น Permanent Resident หรือ PR นั่นเอง

ระบบของ New Zealand ได้วางไว้อย่างมั่นคงแน่นอน และใช้งานอย่างเห็นผลกันมาแล้วหลายปี โดยวางรากฐานให้กับผู้ที่ไปเรียนจบจากประเทศของเขาได้มีช่องทางก้าวไปสู่วีซ่าถาวรเพื่อช่วยสร้างเศรษฐกิจและเติมแรงงานที่ขาดแคลนให้กับประเทศนิวซีแลนด์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งพี่ออสซี่ของเราตอนนี้ ก็เพิ่งจะมายืมใช้ระบบ EOI ของ New Zealand มาปรับเข้ากับระบบอิมมิเกรชั่นของประเทศออสเตรเลียที่เกี่ยวพันกับวีซ่านักเรียนที่จะนำไปสู่ช่องทางการทำ PR ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้งในปัจจุบันจนสร้างความปั่นป่วนในวงการวีซ่า เป็นเหตุให้นักเรียนนานาชาติต่างหันเข็มเลือกไปเรียนที่ประเทศตะวันตกอื่นๆ เช่น UK, USA, Canada และ New Zealand ในปัจจุบันนั่นเอง

หากมีโอกาสในฉบับหน้า คุณหมอวีซ่าก็จะคุยเรื่องวีซ่าธุรกิจกับการลงทุนที่ New Zealand ให้ฟัง เพราะเห็นมีคนไทยเริ่มไปลงทุนกันไว้มากตั้งแต่ทำร้านอาหารตลอดไปจนร้านนวด โรงแรม ซูวีเนีย สารพัด ขอฝากส่งท้ายก่อนจบในวันนี้ว่า ตอนนี้ที่ CP International Education ของเราได้รับแต่งตั้งให้เป็น New Zealand Specialist Agent แล้ว ดูเว๊ปลิ๊งค์ได้ที่: http://newzealandeducated.com/th/en/blog/entry/thailand_agents/ มีใครอยากสมัครไปเรียนที่ New Zealand ก็ติดต่อ CP Inter มาได้เลยนะคะ วีซ่าสามารถโอนจากออสเตรเลียเข้านิวซีแลนด์ได้เลยค่ะ

ขอประชาสัมพันธือีกเรื่องเกี่ยวกับ Partner Visa Seminar จัดโดย CP Inter ที่ Bangkok ในงาน “CP Inter Partner Visas Open House” ในวันเสาร์ที่ 31 March 2012 สำหรับวีซ่าคู่ครองของออสเตรเลีย หากท่านมีเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องที่อาจอยากยื่นเรื่องวีซ่าแต่งงาน วีซ่าคู่หมั้น de-facto เพศเดียวหรือต่างเพศ ก็สามารถมาร่วมฟังสัมมนาฟรีครั้งนี้ที่ CP Bangkok ได้เลยนะคะ ดูรายละเอียดงานและการจองได้ที่ http://www.cpinter.co.th/what_on_detail.php?id=128

แล้วไว้พบกันในวันงานสัมมนาที่กรุงเทพฯนะคะ ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆ สมหวังเรื่องวีซ่ากันทุกคนเลยค่ะ...

ด้วยความปรารถนาดี... จากคุณหมอวีซ่าค่ะ

( เรื่องวีซ่าต้องยกให้ CP – SURE!! )

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

ENS – วีซ่าเทรนด์ใหม่ของออสเตรเลีย

ในตอนแรกตามที่สัญญากันไว้ว่าคุณหมอวีซ่าจะนำเรื่องราวจากเมืองที่เปรียบเสมือนเมืองในสรวงสวรรค์คือประเทศนิวซีแลนด์มาเล่าให้ทุกคนฟังกัน ก็พอดีกับที่อิมมิเกรชั่นออกกฎใหม่เกี่ยวกับวีซ่าตัวใหม่ คือ ENS หรือวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2012 ที่จะถึงนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบ SkillSelect ที่กำลังจะเริ่มใช้ในวันเดียวกันเช่นกัน

ในเดือนที่แล้ว คุณหมอวีซ่าได้นำเรื่องราวของ SkillSelect มาเล่าให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายฟัง ว่าเป็นระบบสมัครพีอาร์รูปแบบใหม่ ผ่านระบบ EOI หรือที่เรียกว่า Expression of Interest ใครก็ตามที่สนใจอยากจะได้พีอาร์โดยใช้คุณสมบัติ และความสามารถของตนเองประกอบการยื่น ก็จะต้องไปลงทะเบียน กรอกประวัติฝากไว้ในระบบ EOI ถึงจะมีสิทธิได้รับจดหมายเชิญ (invitation letter) ในการดำเนินเรื่องขอพีอาร์ภายหลังต่อมา จะว่าไปแล้วระบบ EOI นี้ก็เหมือนกับเว็บสมัครงานทั้งหลายที่ คุณหมอวีซ่าเชื่อว่าหลายๆคนคงจะเคยผ่านขั้นตอนตรงนี้มาบ้างแล้ว ใครก็ตามที่อยากได้งานทำดีๆ ก็ต้องหมั่นไปอัพเดทข้อมูลเพื่อดึงดูดนายจ้างทั้งหลายให้เรียกตัวไปสัมภาษณ์งาน SkillSelect เองก็มีหน้าที่ทำนองเดียวกับเว็บสมัครงานนี่ล่ะค่ะ ใครที่อยากได้พีอาร์ก็ต้องไปฝากประวัติไว้ ถ้าหากเรามีคะแนน หรือมีคุณสมบัติเป็นที่ดึงดูดใจ ไม่ว่าจะเป็นจากทางอิมมิเกรชั่นเองก็ดี จากรัฐต่างๆก็ดี หรือจากนายจ้างเองก็ดี เราก็จะได้รับจดหมายเชิญ หรือได้รับการติดต่อจากนายจ้าง เมื่อนั้นหนทางสู่พีอาร์ของเราก็อยู่ใกล้เอื้อมแล้วค่ะ

และในวันนี้นี่เอง สดๆร้อนๆ (วันที่ 9 มีนาคม 2012) ทางอิมมิเกรชั่นก็ออกประกาศเกี่ยวกับการปฏิรูป Permanent Employer-Sponsored Program หรือที่เรารู้จักในนามว่า ENS และ RSMS (นายจ้างสปอนเซอร์ในเขตภูมิภาค หรือ regional area) หรือที่เราเรียกกันว่าเป็น วีซ่าทำงานแบบมีนายจ้างสปอนเซอร์นั่นเองค่ะ ในปัจจุบันมีวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์แบ่งเป็นยื่นในประเทศออสเตรเลีย (onshore) และยื่นนอกประเทศออสเตรเลีย (offshore) แล้วยังจำแนกออกเป็นหลาย subclasses ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น sc121, sc856, sc120, sc855, sc 119 และ sc857 เห็นแค่ตัวเลขก็มึนแล้วค่ะ นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป ทางอิมมิเกรชั่นก็จะทำการรวบรวมวีซ่าทั้งหลาย subclass เหล่านี้เหลือเพียงแค่ 2 ประเภทเท่านั้น และเพิ่มช่องทางในการได้พีอาร์ให้สะดวก และยืดหยุ่นมากกว่าแต่ก่อนค่ะ วีซ่านายจ้างสปอนเซอร์แบบใหม่ได้แก่

Employer Nomination Scheme (sc186)

Regional Sponsored Migration Scheme (sc187)

และต่อไปนี้ไม่ว่าจะยื่นในออสเตรเลีย หรือนอกออสเตรเลียก็ใช้ subclass ตัวเดียวกัน นับว่าอำนวยความสะดวกทั้งกับอิมมิเกรชั่นเอง กับนายจ้าง และแม้กระทั่งตัวลูกจ้างเอง ก็จะได้มีความกระจ่างมากยิ่งขึ้น การปฏิรูปวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์รูปแบบใหม่ขึ้นมาก็เพื่อตอบสนองสถานภาพทางเศรษฐกิจ และตลาดแรงงานในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งทางอิมมิเกรชั่นมองว่าประเทศออสเตรเลียนั้นมีทรัพยากรมากมาย แต่ว่าขาดแรงงานฝีมือที่จะช่วยเข้ามาขับเคลื่อนสภาพเศรษฐกิจของประเทศ ให้คล่องตัวยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการปฏิรูปในครั้งนี้จะช่วยให้นายจ้างทั้งหลายสามารถหาลูกจ้างจากต่างประเทศมาช่วยในตำแหน่งที่ขาดแคลนจริงๆ และทางอิมมิเกรชั่นก็โฆษณาว่าวีซ่า ENS นี้จะมีระเบียบและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่กำลังถือ 457 ทั้งหลาย

โอกาสในการได้พีอาร์จากนายจ้างสปอนเซอร์มี 3 รูปแบบด้วยกันคือ

1. The Temporary Residence Transition stream หรือสาย TR – ผู้สมัครพีอาร์นั้นจะต้องถือวีซ่า sc 457 มาแล้ว 2 ปี และนายจ้างนั้นยินดีที่จะสปอนเซอร์ในตำแหน่งงานเดิมไปอีก 2 ปีในตำแหน่งลูกจ้างถาวร และลูกจ้างนั้นจะต้องได้รับค่าแรงตาม “market rate” – ตามตลาดแรงงานเช่นเดียวกับลูกจ้างออสเตรเลีย

2. The Direct Entry stream – สายตรง ประเภทนี้เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่ได้ถือ 457 เช่นคนที่ถือวีซ่านักเรียนแล้วต้องการข้ามฝั่งมายังพีอาร์ หรือถือ 457มาน้อยกว่า 2 ปี และสำหรับคนที่ต้องการจะสมัครโดยตรงมาจากเมืองไทย ซึ่งเกณฑ์ในการสมัครสายตรงนี้ก็จะสูงกว่าเกณฑ์ที่มาจากการถือ 457 มาก่อน

3. The Agreement stream – เป็นลูกจ้างที่ได้รับการสปอนเซอร์ภายใต้สัญญาแรงงาน (labour agreement หรือ regional migration agreement) ที่ทำไว้ สัญญาแรงงานนั้นเป็นสัญญาที่จัดทำขึ้นระหว่างนายจ้างและรัฐบาลออสเตรเลีย ซึ่งทางนายจ้างจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าไม่มีจำนวนลูกจ้างออสเตรเลียมากพอที่จะมาช่วยงาน

การปฏิรูปหลักๆของ ENS ก็คือ

1. ในอดีตผู้สมัครที่อายุมากกว่า 45 ปีไม่มีสิทธิในการสมัครวีซ่านานจ้างสปอนเซอร์ แต่ในรูปแบบใหม่นี้ อายุสูงสุดของการสมัครคือ 50 ปี

2. เปลี่ยนเกณฑ์ขั้นต่ำของผลสอบภาษา (English language requirement) และการประเมินทักษะ (skill requirements)

3. รวบ Occupation list ไม่ว่าจะเป็นของ 457, ENSOL และ StatSOL เข้าไว้ด้วยกัน

แล้วการปฏิรูปในครั้งนี้จะส่งผลดีต่อลูกจ้างอย่างไร – เท่าที่คุณหมอวีซ่าได้ติดตามข่าวมา จากแต่

ก่อนนั้น ใครที่ต้องการจะสมัคร ENS จะต้องมีอาชีพอยู่ใน ENSOL list ถึงจะสามารถสมัครได้ แต่ในรูปแบบใหม่นี้ ทางอิมมิเกรชั่นจะรวบรวมให้เป็นลิสต์เดียวกัน เท่ากับว่าอำนวยความสะดวกให้กับลูกจ้าง และนายจ้างอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อ SkillSelect มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2012 นี้ ดูเหมือนว่าทางรัฐบาลออสเตรเลียในปัจจุบันต้องการจะสนับสนุนวีซ่านายจ้างมากกว่าวีซ่าอิสระแบบ independent skilled โดยเฉพาะแรงงานใหม่ๆที่เข้ามาจะต้องมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะเศรษฐกิจ และสังคมของออสเตรเลียให้ได้ โดยเฉพาะความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ หลายๆคนชอบบ่นว่าโหย ทำไม่ได้หรอก ใครจะไปสอบได้ IELTS 5 หรือ 6 การที่รัฐบาลออสเตรเลียทำเช่นนี้ก็เพื่อเป็นการคุ้มครองลูกจ้างเช่นเดียวกันนะคะ ลองนึกดูว่าถ้าหากลูกจ้างไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ นายจ้างเองก็มีสิทธิที่จะข่มขู่ลูกค้าได้ นอกจากนี้การปรับฐานเงินเดือนที่แต่เดิมจะต้องจ่ายตาม award rate ที่ทาง ANZCO เป็นผู้ทำไว้ ต่อไปนี้นายจ้างจะต้องจ่ายค่าแรงตามความเป็นจริง เช่นลูกจ้างคนนี้ได้ปีละ 50,000 เหรียญ แต่นายจ้างบอกว่าให้ได้แค่ 30,000 เหรียญเพราะเป็นลูกจ้างต่างชาติ ถ้าหากวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์เริ่มใช้จริง นายจ้างจะต้องจ่ายตามอัตราเดียวกันกับแรงงานชาวออสเตรเลียค่ะ เพราะฉะนั้นใครที่กำลังเลจะขอพีอาร์ ถ้าหากมีนายจ้างยินดีที่จะสปอนเซอร์แล้วละก็ อย่าลังเลที่จะทำพีอาร์นะคะ เพราะถ้ามองถึงสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้รับ รวมถึงเกณฑ์ในการขอพีอาร์ภายใต้วีซ่านายจ้างสปอนเซอร์แล้วละก็ รับรองว่ามีแต่คุ้มค่ะ

ใครอยากอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ http://www.immi.gov.au/skilled/skilled-workers/permanent-employer-sponsored-visa-whats-new.htm ก่อนจะจากกันก็ขอย้ำถึงโปรโมชั่นสุดพิเศษจากทางซีพี อินเตอร์ ฯ ใครที่มีคู่รักทั้งหลายและต้องการจะมอบของขวัญโดยการทำวีซ่าให้ สามารถเข้ามาปรึกษาพูดคุยได้ฟรี และรับส่วนลด 10 % สำหรับคนที่เปิดเคสกับซีพี อินเตอร์ก่อนสิ้นเดือนมีนาคมนี้นะคะ และฉบับหน้าอย่าลืมติดตามคุณหมอวีซ่าจะพาไปเที่ยวเมืองสวรรค์ที่นิวซีแลนด์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องวีซ่า และเรื่องพีอาร์ ฉบับหน้าพบกันค่ะ

เรื่องวีซ่า ต้องยกให้ CPInter - เพราะที่นี่ วันไหนไม่มีวีซ่าผ่าน จะถือว่าเป็นเรื่องแปลก..

มั่นใจในคุณภาพของ CPInter..15 ปีแห่งการบริการอันเป็นเลิศ