“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ซิดนีย์ – เมืองที่น่าเรียนที่สุดอันดับ 4 ของโลก


สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์คุณหมอวีซ่า เหลืออีกเพียงแค่ 1 เดือนก็จะสิ้นปี 2013 กันอีกแล้ว  และวันนี้คุณหมอวีซ่าก็มีข่าวดีๆเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยและวีซ่านักเรียนออสเตรเลียมาฝากกันค่ะ 
Australian cities rank for students
WHILE only a select few Australian universities make the top 50 in global rankings, it's a shoo-in for their host metropolises.
All major Australian capitals made the top 40 in a list of the top cities for students, released yesterday by QS.
The rankings rate cities on affordability, quality of living, employer activity, the number and mix of students and the number and quality of institutions.
To be considered, cities must have at least 250,000 people and two ranked institutions in the QS World University Rankings. Of 98 cities that met these pre-requisites this year, 50 have been rated.
Canberra made an inaugural showing in the list, ranking at 37th. Its entry was made possible after the University of Canberra was included in the World University Rankings this year.
But Sydney came out top among Australia’s cities, replacing Melbourne at fourth. Melbourne slipped to fifth, followed by Brisbane at 26th, Perth at 30th and Adelaide at 38th.
Paris and London came first and second respectively, repeating their 2012 rankings. The big improver was Singapore, which shot from 12th to 3rd, while Hong Kong leapt from 19th to seventh place.
But while Boston hosts arguably the world’s best university in Harvard, it has slipped from third to eighth in this year’s city ranking.
Australia’s share of the list was pipped only by the US, with San Francisco, New York, Chicago, Los Angeles, Washington and Philadelphia also making the top 50.
New Zealand made a healthy debut in the best student cities list, with Auckland ranking 18th. Other debutantes included the Czech Republic, with Prague at 45th, while Norway squeezed in with Oslo ranked 48th.
In a statement, QS head of research Ben Sowter said the list served as a “complementary tool” to university rankings. “After all, a university experience is intrinsically influenced by the location, especially for international students.
“With students becoming increasingly internationally-mobile, our aim is to widen students’ horizons and provide options which they may not have previously considered.”
He said Sydney had pipped Melbourne by just three points, thanks to a superior assessment for quality of living. Sydney scored 99 out of 100 on this measure, well ahead of Melbourne’s 85.



ต้องขอแสดงความยินดีกับ Sydney, Melbourne, Brisbane, Perth, Adelaide และ Canberra ที่ได้รับการโหวตให้ติด 1 ใน 50 เมืองที่เหมาะแก่การศึกษา  โดยเฉพาะซิดนีย์ที่อยู่ในระดับที่ 4 และเมลเบิร์นในระดับที่ 5  ปัจจัยในการตัดสินว่าเมืองไหนอยู่ในอันดับไหนมีหลายอย่างด้วยกันนะคะ ไม่ว่าจะเป็น คุณภาพชีวิต ค่าครองชีพ อัตราการจ้างงานตลอดจนจำนวนเด็กนักเรียนต่างชาติ และที่สำคัญที่สุดคือจำนวนและคุณภาพของมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลก     
นับตั้งแต่ที่รัฐบาล Liberal Party นำโดย Hon. Tony Abbott ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาล  นโยบายที่เกี่ยวข้องกับวีซ่านักเรียนก็ดูจะอะลุ่มอล่วยให้กับเด็กนักเรียนต่างชาติมากขึ้น  อย่างเช่นการลด Assessment Level ลง จากที่แต่ก่อนนั้นมีทั้งหมด 4-5 levels ด้วยกัน  นับแต่ปีหน้าเป็นต้นไปก็ลดให้เหลือ 3 ระดับ  แต่เด็กไทยทั้งหลายที่เดินทางเข้ามาเรียนในประเทศออสเตรเลียมักจะจัดอันดับให้อยู่ในเลเวลที่ 1 และ 2 เท่านั้น  แต่ตรงนี้ถือเป็นข้อดีสำหรับนักเรียนที่มาจากประเทศเช่น ศรีลังกา เลบานอน จีน ปากีสถาน อินเดีย เป็นต้น   เป็นประเทศที่ทางรัฐบาลมองว่ามีแนวโน้มที่จะอพยพมาอยู่ในออสเตรเลียถาวร   แถมนอกจากนี้ยังมีการลดหลักฐานทางการเงินในกลุ่มผู้สมัครวีซ่านักเรียน Assessment Level 3 จากที่ต้องโชว์ 18 เดือน ก็ลดเหลือ 12 เดือน  เพื่อเพิ่มโอกาส ให้นักเรียนได้เข้ามาศึกษาในออสเตรเลียเพิ่มมากขึ้น    หลายๆท่านอ่านแล้วก็งงว่าคุณหมอวีซ่าเอามาบอกทำไม ไม่เห็นเกี่ยวกับนักเรียนไทยเช่นหนู/ผม เลย  แหม... จะว่าเกี่ยวมั้ย ก็น่าจะในระดับหนึ่งนะคะ เพราะการที่รัฐบาลออสเตรเลียออกกฎหมายออกมาเช่นนี้ ก็หมายความว่าวีซ่านักเรียนต่อไปนี้ก็น่าจะง่ายขึ้นในการขอค่ะ การศึกษาถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญมากของออสเตรเลีย หลังจากที่ก่อนหน้านี้วีซ่านักเรียนนั้นยากแสนยาก นักเรียนส่วนใหญ่โดนปฏิเสธวีซ่ากันเป็นแถวๆ  แต่ในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา วีซ่านักเรียนแทบจะผ่านกันเป็นว่าเล่น  แม้กระทั่งเรียนดิโพลม่า ที่เมื่อก่อนยากแสนยาก ในปัจจุบันก็ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ   
สำหรับใครที่อยากจะมาออสเตรเลียไม่ว่าจะมาเรียนต่อในระดับไหนก็ตาม อาจจะลองหันมาพิจารณาออสเตรเลียเป็นอีกทางเลือกหนึ่งก็ไม่เลวนะคะ  โดยเฉพาะสำหรับน้องๆที่กำลังจะมาเรียนต่อไม่ว่าในระดับปริญญาตรี โท เอกในออสเตรเลีย ก็อาจจะมีโอกาสได้ขอวีซ่าอยู่ต่อทำงาน หรือหาประสบการณ์ได้เกือบ 4 ปีด้วยกัน (ตามแต่ระดับที่เรียนนะคะ  ถ้าปริญญาตรี หรือปริญญาโทก็จะได้ 2 ปี แต่ถ้าเป็นปริญญาเอกก็ได้ถึง 4 ปีเลยทีเดียว)   แถมถ้าหากได้เรียนในสายที่ขอพีอาร์ได้ด้วย ก็ถือว่าวินๆยิ่งเข้าไปอีก  สำหรับน้องๆ หรือผู้อ่านท่านไหนที่อยากจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถโทรมาได้ที่ 02-9267-8522 หรือ education@cpinter.com.au  อย่าไปเชื่อที่เค้าบอกกันว่าพีอาร์ออสเตรเลียยาก  หากเรารู้จักวางแผนตั้งแต่ก้าวแรก โอกาสในการได้พีอาร์ก็ไม่อยากอย่างที่คิดนะคะ
ทิ้งท้ายสุดฉบับนี้ เพื่อเป็นการขอบคุณที่น้องๆทุกคนให้การสนับสนุน CP Sydney มาตลอดทั้งปี  ขอเชิญทุกคนเข้ามาร่วมจับรางวัล Christmas Lucky Draw ที่ออฟฟิศซิดนีย์  ร่วมลุ้นรับของรางวัลพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น chocolate, gift card, น้ำหอม และอื่นๆ   พิเศษสุดๆ สำหรับน้องๆที่ลงทะเบียนเรียนกับทาง CP Sydney ลุ้นเป็นเจ้าของ iPad Mini*!! ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 ธันวาคมนี้นะคะ  มาก่อนมีสิทธิก่อน  ประกาศผลวันที่ 21 ธันวาคมนี้ค่ะ
** conditions apply



My Future My CP



My Future My CP วันนี้ขอนำเสนอมหาวิทยาลัยมาตรฐานระดับโลกอย่าง Macquarie University ซึ่งบรรดานายจ้างยกให้นักเรียนที่จบจาก MQ เป็นนักเรียนที่นายจ้างต้องการไปร่วมงานด้วยในอันดับที่ 89 ของโลก (จากบทความนี้http://www.nytimes.com/imagepages/2012/10/25/world/asia/25iht-sreducemerging25-graphic.html)     
MQ เป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในซิดนีย์  มีแคมปัสกว้างขวาง และมีอุปกรณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัย รองรับการเรียนของทั้งนักเรียนต่างชาติและนักเรียนท้องถิ่น   นอกจากนี้ MQ ยังมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่หลากหลายตั้งแต่แพทย์ยันประวัติศาสตร์  แต่คอร์สเรียนที่เด่นๆก็เห็นจะเป็นสาย Business, Accounting และ Actuarial Studies โดยเฉพาะหลักสูตร Master of Accounting (CPA Extension) 2.5 ปี ที่ช่วยเตรียมความพร้อมในการสอบ CPA หรือจะเป็น Master of Actuarial Practice และ Master of Teaching หลักสูตร 2 ปี หลังจากเรียนจบก็สามารถขอ Graduate Visa (sc485) และพีอาร์ต่อไปได้อีกด้วย  หรือน้องๆคนไหนที่อยากจะมาเรียนต่อทางด้านกฎหมาย ก็ต้องไม่พลาด Master of Laws ที่เป็นหลักสูตร 1 ปี และทางกต. ก็ให้การยอมรับด้วย 
การได้ศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐานระดับโลก และยังเป็นมหาวิทยาลัยที่ทางนานาชาติให้การยอมรับ นอกจากจะเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาแล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการทำงานอีกด้วยค่ะ 
และข่าวสุดท้ายวันนี้  the University of Sydney มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนต่างชาติเป็นจำนวนถึง 10,000 เหรียญต่อ 1 ปีการศึกษาเป็นจำนวนถึง 100 ทุน  สนใจข้อมูลเพิ่มเติม
หรือโทร 02-92678522 และ education@cpinter.com.au  หมดเขต 15 มกราคม 2014 นี้นะคะ 



วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Update Skills Assessment และ Working Visa (sc457) - มีอะไรใหม่บ้าง มาดูกัน


สวัสดีค่ะ  กลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์คุณหมอวีซ่า  ตอนนี้ใกล้จะสิ้นปีแล้ว สำหรับนักเรียนไทยทั้งหลายที่กำลังจะสอบ หรือส่งรายงานก็ขอให้ประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคะ 

และเช่นเคยเป็นประจำเกือบจะทุกปี สำหรับน้องๆที่เรียนจบและจะต้องการหาวีซ่าอยู่ต่อในออสเตรเลีย ไม่ว่าจะด้วยหาประสบการณ์การทำงาน หรืออยู่เที่ยวต่อ และสำหรับน้องๆที่เรียนจบปริญญาโทในหลักสูตร 2 ปีในปีนี้ ก็จะเป็นปีแรกที่สามารถสมัครวีซ่า  485 ภายใต้ Post – Study Work stream ได้  (น้องๆที่ได้วีซ่านักเรียนตัวแรกหลังจากวันที่ 5 พฤศจิกายน 2011) สำหรับน้องๆคนอื่นๆ ที่ต้องการจะสมัครวีซ่า 485 ภายใต้ Graduate Work โดยเฉพาะในสาขาอาชีพไอที วันนี้คุณหมอวีซ่ามีข่าวคราวมาอัพเดทจาก ACS (Australian Computer Society) ซึ่งเป็นหน่วยงานประเมินคุณวุฒิของอาชีพไอทีมาบอกกันค่ะ

Graduate Skills Assessment Application Process Changes

The ACS is choosing to implement the changes effective from January 15, 2014, (instead of October 28, 2013) which will provide certainty to those studying courses that are scheduled for completion in the final months of 2013.
The implementation of the ACS graduate application changes will ensure applicants are being assessed in line with the Migration Amendment (Skills Assessment) Regulation 2013 changes announced by the Department of Immigration and Border Protection to take effect on Oct 28, 2013.
...
(Source: ACS Migration Agent Notice - Ref [595395])

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ทางอิมมิเกรชั่นได้ออกกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการประเมินคุณวุฒิ ภายใต้กฎหมาย Migration Amendment (Skills Assessment) Regulation 2013  ซึ่งกฎหมายตัวนี้ก็พูดถึงกรณีผู้ที่ถือวีซ่า 485 ไม่สามารถนำใบประเมินทักษะมาใช้ในการสมัครพีอาร์ประเภททักษะ (วีซ่าทักษะ sc 189, sc190, ENS (นายจ้างสปอนเซอร์) และRSMS (นายจ้างสปอนเซอร์ในเขตท้องถิ่น)ได้  ถ้าหากจะสมัครวีซ่าเหล่านี้ต่อไป จะต้องมีใบประเมินคุณวุฒิใหม่ (full Skills Assessment) ถึงจะสมัครได้ 

การที่อิมมิเกรชั่นออกกฎใหม่นี้มา จะว่าไปน่าจะส่งผลกระทบกับผู้ที่ถือวีซ่า 485 หรือ graduate visa ซะเป็นส่วนใหญ่นะคะ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการจะยื่น EOI ต่อไปในอนาคต   สายอาชีพไอทีก็เป็นอีกสายงานที่มีคนเรียนเป็นจำนวนมาก โดยแต่ก่อนนั้นนักเรียนที่จบมาในสายไอที สามารถที่จะยื่นประเมินคุณวุฒิเป็น full skills assessment ได้ แต่หลังจากวันที่ 15 มกราคม 2014 เป็นต้นไป การประเมินกับทาง ACS ผู้สมัครจะได้รับการประเมินอาชีพเบื้องต้นเพื่อจุดประสงค์ในการสมัครวีซ่า 485  ก่อน (โดยดูตามคอร์สที่เรียนในระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโท)   ถ้าหากในภายหลัง นักเรียนถือวีซ่า 485 เป็นที่เรียบร้อยแล้วและต้องการจะสมัคร SkillSelect ต่อไป  นักเรียนจำเป็นจะต้องมีประสบการณ์การทำงานในสายอาชีพไอทีก่อน 1 ปี หรือจะลงเรียน professional year ก็ได้ เสร็จแล้วถึงจะค่อยสมัคร ACS Post Australian Study Skills Assessment พื่อรับ full skills assessment  จาก ACS ได้ค่ะ   

เพราะฉะนั้นน้องๆ หรือท่านผู้อ่านท่านไหนที่กำลังจะเรียนจบปริญญาตรี หรือปริญญาโททางสาขาไอทีภายในสิ้นปีนี้ ขอให้รีบจัดการทำ skills assessment กับทาง ACS ให้เรียบร้อย  เพราะถ้าหากทำหลังวันที่ 15 มกราคม 2014 แล้ว อาจจะต้องไปหาประสบการณ์การทำงานในสายไอทีก่อนจะยื่น SkillSelect ได้นะคะ แถมการยื่นประเมินทักษะกับทาง ACS นั้นไม่จำเป็นต้องใช้ผลสอบ IELTS ประกอบอีกด้วยค่ะ  ส่วนน้องคนไหนที่ไม่มั่นใจในการยื่นประเมินผลทักษะ หรือเพื่อความชัวร์ สามารถติดต่อมาได้ที่ซีพีฯที่เบอร์ 02-92678522 เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ค่ะ 

และข่าวล่ามาแรงที่คุณหมอวีซ่าต้องรีบนำมาบอกต่อ ก็คือนับจากวันที่ 23 พฤศจิกายน 2013 เป็นต้นไป นายจ้างที่ต้องการจะสปอนเซอร์ลูกจ้างภายใต้   working visa (subclass 457) จำเป็นต้องมี Labour Market Testing ก่อนที่จะเสนอตำแหน่งงานให้ลูกจ้างได้  ซึ่งนายจ้างหรือสปอนเซอร์จำเป็นต้องแสดงหลักฐานว่าได้มีการประกาศเสนอตำแหน่งงานนี้ให้กับซิติเซ่นหรือพีอาร์ของออสเตรเลียมาก่อนแล้ว อย่างเช่นอาจจะลงประกาศในหนังสือพิมพ์ ในเว็บสมัครงาน และอื่นๆ   เพราะฉะนั้นน้องๆคนไหนที่ต้องการจะสมัครวีซ่า 457 ขอให้รีบมาติดต่อซีพีฯก่อนวันที่ 23 พ.ย. นะคะ ไม่งั้นอาจต้องทำ Market Testing จะยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่ค่ะ 

เรื่องราวที่เกิดจริง:
ก่อนจบวันนี้ คุณหมอวีซ่าขอเบี่ยงจากการเขียนเรื่องวิชาการมาเล่าเรื่องที่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดใจมาก ให้ท่านผู้อ่านได้รู้ไว้เป็นอุทธาหรณ์จะได้ไม่โดนคนไทยด้วยกันหลอกนะคะ - เพื่อสะดวกต่อการเขียนเรื่อง เอาเป็นว่าเป็นเรื่องของ’น้องหลง’ (นามสมมุติ) ก็แล้วกันนะคะ
น้องหลงเป็นเด็กน่ารักที่ซื่อมากและมีผลการเรียนที่ดีมาก จบ High School ชื่อดังมาจากเมืองไทยด้วยเกรด  GPA 3.6 แล้วไปเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังในระดับแนวหน้าที่เมืองไทยมาเกือบ 1 ปี จนคุณแม่น้องหลงไปเจอกับคุณแม่ของพี่คนหนึ่งที่อ้างตัวเป็นเอเย่นที่เมืองไทย เอาเป็นเรียกชื่อว่าเป็น พี่หลอก (นามสมมุติ) ก็แล้วกันนะคะ จู่ๆวันหนึ่งน้องหลงก็มาพบพี่ๆที่ซีพีฯสาขาซิดนีย์ บอกว่าพี่หลอกเขาทำวีซ่า 573 ให้หนูมาเรียนออสเตรเลียจากเมืองไทย เขาว่าหนูจะได้เข้าเรียนคณะเภสัชฯที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในซิดนีย์หลังหนูเรียนจบภาษา แต่หนูไม่เคยได้เอกสารอะไรจากเขาทั้งสิ้น หนูเห็นเพื่อนๆเขามี COE กันแต่หนูไม่เห็นได้ เลยอยากให้พี่ช่วยโทรไปขอ COE จากมหาวิทยาลัยให้หน่อย เพราะหนูรู้ว่าที่ซีพีฯเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยแห่งนี้

ความจริงแล้ว ตามกฎเราก็ไม่สามรถไปขอเอกสารแทนเด็กที่ไม่ได้สมัครเรียนผ่านทางซีพีฯมาให้ได้ เพราะเราไม่ได้รับมอบอำนาจให้ทำอย่างนั้นได้ ก็เลยให้น้องช่วยเซ็นใบมอบอำนาจ แล้วพี่ที่ซีพีฯเลยยกหูโทรไปถามที่มหาวิทยาลัยให้ แต่ปรากฎว่าเป็นข่าวร้าย ไม่เพียงแต่คณะเภสัชฯไม่รู้เรื่องด้วย กระทั่ง ชื่อน้องหลงคนนี้ก็ไม่ปรากฎได้อยู่ในบัญชีรายชื่อของทางมหาวิทยาลัยเลยด้วยซ้ำไป น้องเลยงงมาก...

น้องหลงเป็นเด็กที่โชคร้ายซ้ำซ้อน เรื่องของเรื่องเขาเล่าว่าคุณแม่เป็นคนหัวอ่อนใจพระ บ้านอยู่ต่างจังหวัดไม่ค่อยรู้เรื่อง จึงตกเป็นเหยื่อไปฟังคำชวนเชื่อของเอเย่นพี่หลอกที่ร่วมกับแม่พี่หลอกคอยเกลี้ยกล่อมให้น้องหลงทำเรื่องลาออกจาหมหาวิทยาลัยที่ไทยเพื่อมาเรียนต่อเมืองนอก จ่ายเงินไปแม่พี่หลอกไปล้านกว่าบาท พอวีซ่าออก ก็บินมาพักอยู่ที่บ้านของพี่หลอกคนนี้ที่เปิดให้เด็กไทยคนอื่นๆที่ถูกกล่อมมาในทำนองเดียวกันแถวๆทิศตะวันตกไกลเมืองแหล่งหนาแน่นไปด้วยประชากรชาวลาวชาวเวียดอยู่มากมาย ย่านนี้ จำได้ว่า ที่เคยดูรายการสารสนเทศทางทีวี  ABC หรือ SBS ที่เคยไปทำ รายการสารคดีเกี่ยวกับแก๊งขายยาเสพติดที่ขายกันเกลื่อนกลาดแถวสถานีรถไฟย่านๆนั้น เป็นย่านที่ไม่ปลอดภัย น้องหลงโดนจัดให้เข้าเรียนหลักสูตรในสถาบันสอนภาษาอังกฤษเอกชนแห่งหนึ่งในซิดนีย์ และพักอยู่บ้านพี่หลอกตั้งสามเดือนล่วงหน้าก่อนคอร์สเปิด โดยจ่ายทั้งค่ามัดจำพันกว่าเหรียญ + ค่าที่พักก็พันกว่าเหรียญต่อเดือนให้พี่หลอกอย่างไม่ขาดสาย โดยน้องถูกจัดให้เดินทางมาอยู่ว่างๆตั้งสามเดือนที่ซิดนีย์ล่วงหน้าก่อนคอร์สภาษาจะเปิดโดยไม่มีอะไรทำจนน้องเบื่อมาก ชีวิตเรียกว่าอยู่ในกำมือพี่หลอกโดยสิ้นเชิง ทุกๆอย่างน้องหลงก็จะเชื่อฟังพี่หลอกบอกให้ไปโรงเรียนก็ไป บอกว่าให้หยุดเรียนก็หยุด จนกระทั่งเรียนไปเรียนมา พี่หลอกบอกว่าไม่ต้องไปอีกแล้วเพราะเป็น holiday น้องหลงเลยไม่ไปโรงเรียนเฉยตามคำสั่งของพี่หลอก ช่วงนี้เองเอเย่นที่พี่หลอกใช้ก็โทรไปบอกให้โรงเรียน cancel COE ส่งเด็กกลับเพราะเด็ก attendance ไม่ถึง แสบไม๊ละคะ?
ต่อมาสืบไปมาปรากฎว่าพี่หลอกไม่เคยสมัครคอร์สเภสัชที่มหาลัยขึ้นชื่อดังกล่าวให้เลย  COE ที่ได้มาก็เป็นของสถาบันเอกชนห้องแถวที่มีชาวจีนเป็นเจ้าของ น้องหลงเลยยิ่งงงยิ่งหลงกันไปใหญ่เลยคราวนี้

เมื่อเช๊คไปทางโรงเรียนภาษา ปรากฎว่าน้องโดนถอน COE เข้าแล้วจริงๆในระบบของอิมฯ อันตรายมาก เลยแนะให้น้องไปเคลียร์กับอิมฯให้เรียบร้อย ทางซีพีฯเห็นใจน้องมาก เลยยินดียื่นมือติดต่อกับแผนก  Student Intergrity ที่อิมมิเกรชั่นให้ แต่เรื่องที่น่าเศร้าน่าสลดที่สุดก็คือ ทางพี่หลอกพอรู้เรื่องเข้า เลยใช้เทคนิคไม้ตายให้แม่เขาไปกล่อมแม่น้องหลงฝั่งเมืองไทย เท่าที่รู้มีการให้เงินกู้หนี้ยืมสินไปมากันอย่างไรก็ไม่ทราบนะคะ แม่ของน้องหลงไม่กล้าเอาเรื่อง และเนื่องจากพี่หลอกทะเลาะกับเอเย่นที่เคยใช้ในซิดนีย์ที่ทำเรื่องให้น้องหลงร่วมกัน เกิดการแตกหัก ทางพี่หลอกก็เลยส่งน้องหลงไปพบเอเย่นใหม่ในซิดนีย์ที่ทำงานร่วมกับพี่หลอกที่ถึงกับกล้าให้สัญญาว่าน้องหลงจะได้เข้าเรียนและได้วีซ่าคืนภายใน 7 วัน น่ากลัวมากเลยนะคะ คุณหมอวีซ่าเป็น Migration Agent มาเกือบ 17 ปียังไม่เคยไปกล้าการันตีเรื่องวีซ่ากับใครเลยในชีวิต เพราะผิดกฎหมายค่ะ แต่เอเย่นเจ้านี้กล้าลั่นวาจาออกมาเช่นนี้ ท้ากฎหมายเลยค่ะ

เรื่องน้องหลงจบอย่างไร คุณหมอวีซ่าก็ยังไม่ได้ตามข่าว เพราะถูกคุณแม่ที่ไปหลงคารมแม่พี่หลอกบังคับไม่ให้น้องหลงเปลี่ยนเอเย่น อย่างนี้ก็คงไม่มีใครไปก้าวก่ายหรือช่วยน้องหลงได้หลอกค่ะ ก็คงต้องรับชะตากรรมกันไปนะคะ คุณหมอวีซ่า  doubt it  ว่าน้องจะได้เข้าเภสัชฯ อย่างไรเราก็ขอสวดมนต์ภาวนาให้เรื่องร้ายของน้องหลงกลับกลายเป็นเรื่องดีเถิอดนะคะ

เรื่องนี้ที่เล่าให้ฟัง เพราะอยากให้เป็นอุธาหรณ์ให้คุณพ่อคุณแม่จากทางเมืองไทย ก็ต้องรู้จักถามไถ่ข้อมูลให้ละเอียดก่อนจะส่งลูกหลานไปอยู่นอก สถานทูตออสเตรเลียที่เมืองไทยก็มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษาให้โทรถามข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ไปใช้บริการเขาเหอะ อนาคตของลูกเราแท้ๆ น่าเสียดายนะคะ

ส่วนน้องๆที่มาเรียนนอก ก็ต้องหัดรู้จักดูแลและช่วยตัวเองให้มากๆ หาข้อมูลและทำในสิ่งที่ถูกต้อง หากเราเองไม่สามารถ fight เพื่อตนเองได้ มัวแต่อ่อนข้อหลงตามคารมพี่เอเย่นแบบพี่หลอกที่พูดเก่ง ใช้ความเป็นเพื่อนความสนิทสนมมาคอยหลอกน้องๆไปทีละขั้นละตอน แล้วน้องๆมาเรียนนอกมีความรู้จะยอมตกเป็นเหยื่อของคนแบบนี้ไปอีกกี่นาน หากเราเองยังไม่สามารถดูแลและไฟท์เพื่อตนเองได้ คำถามต่อมาก็คือแล้ววันหลังเราจะดูแลพ่อแม่เรายามแก่เฒ่าได้อย่างไร?  จริงไม๊ ?

และท้ายสุดของฉบับนี้ ขอปิดท้ายแสดงความยินดีให้กับน้องไอซ์ที่เพิ่งได้พีอาร์จาก SkillSelect ในอาชีพพยาบาล โดย CP เป็นผู้ดูแลและเดินเรื่องวีซ่าให้มาโดยตลอดตั้งแต่วีซ่านักเรียน วีซ่าทำงาน sc485  ตลอดจนได้ PR ผ่านช่องทางของ SkillSelect จนประสบความสำเร็จทุกขั้นตอน ยิ่งรัฐบาลออสเตรเลียขาดแคลนพยาบาลเป็นจำนวนมาก เพดานอาชีพ (Occupation Ceilings)  - จำนวนที่อิมมิเกรชั่นสามารถออกจดหมายเชิญให้ได้มีจำนวนถึง 13,560 คน แต่ในปัจจุบันี้มีเพียงแค่ 1,297 คนเท่านั้นที่ได้รับจดหมายเชิญจากอิมมิเกรชั่นให้สมัครในตำแหน่งพยาบาล  เพราะฉะนั้นน้องๆคนไหนที่อยากได้พีอาร์เช่นเดียวกับน้องไอซ์ ลองหันมาเรียนพยาบาลกันมั้ยคะ เพราะโอกาสที่จะได้พีอาร์นั้นยังมีโอกาสอยู่มากค่ะ

My Future My CP

สวัสดีค่ะ My Future My CP วันนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี Happy Ending ค่ะ …….เป็นเรื่องของน้องไอซ์ (ชื่อเล่นอันแสนน่ารักจนน้องอนุญาตให้ลงชื่อเล่นตามจริงได้เลยค่ะ)

CP ขอแสดงความยินดีกับน้องไอซ์ ที่เพิ่งจะได้รับพีอาร์ (PR) ไปหมาดๆเมื่อต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา จากอาชีพนางพยาบาล (Nurse)  น้องไอซ์เป็นนักเรียนเก่าแก่ของซีพี  มีครอบครัวที่แสนอบอุ่น และคุณแม่ที่ทั้งแสนสวยและแสนจะห่วงใยลูกจน ตามมาอยู่ออสเตรเลียดูแลน้องไอซ์ตั้งแต่สมัยเรียน high school ที่ Sydney จนอายุครบ 18

น้องไอซ์สมัครเรียนกับทางซีพีฯมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมฯ  หลังจากเรียนจบมัธยมฯ CP ก็สมัครให้เข้าเรียน  Bachelor of Nursing ที่ University of Technology Sydney (UTS) ซึ่งทางซีพีฯเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการอยู่ หลังจากเรียนจบก็สมัคร พี่ๆที่ซีพีฯก็เดินเรื่อง Temporary Graduate Visa (sc485) โดยยื่นอาชีพ Registered Nurses เข้าไป ในระหว่างที่รอวีซ่า 485 ก็ยื่น Expression of Interest (EOI) เข้าไปในระบบ SkillSelect  ให้เลยทันทีโดยไม่รีรอล่าช้า หลังจากรอเพียงแค่ 2 เดือนก็ได้รับจดหมายเชิญจากอิมมิเกรชั่นให้สมัครพีอาร์ Skilled Independent visa (subclass 189) ทั้งๆที่ 485 ยังไม่ออกเลย เจ้าหน้าที่ขอให้ไปตรวจสุขภาพ จากนั้นก็ไวมากเลย รวมเวลาแล้วเสร็จทั้งหมด 5  เดือนนับจากวันยื่น  EOI เห็นจะได้ น้องก็ได้พีอาร์เป็นทีเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว  ปัจจุบันน้องไอซ์ทำงานเป็นนางพยาบาลสุดแสนน่ารัก คอยดูแลผู้ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล Royal Prince Alfred Hospital เงินเดือนดี เป็นที่รักยิ่งของคนไข้ คุณหมอและเพื่อนร่วมงานทุกคนค่ะ คุณหมอวีซ่าและทีมงานขอแสดงความยินดีในความสำเร็จของน้องไอซ์เป็นอย่างยิ่ง เป็นที่น่าปลาบปลื้มและภาคภูมิใจของคุณพ่อคุณแม่จริงๆค่ะ

สำหรับน้องๆคนไหนที่อยากจะมีโอกาสได้พีอาร์เช่นเดียวกับน้องไอซ์ ก็สามารถเข้ามาติดต่อที่ซีพีฯได้ทุกสาขาเลยนะคะ โดยเฉพาะในตอนนี้ที่อาชีพพยาบาลยังขาดคนอีกเป็นจำนวนมาก  อาชีพพยาบาลอาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการพีอาร์อยู่ต่อในออสเตรเลียค่ะ  ให้ซีพีฯช่วยวางแผนและดูแลอนาคตของคุณตั้งแต่วันนี้   






 น้องไอซ์กับ Justine ที่ CP Sydney

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

รวมเรื่องราวประทับใจ... จากลูกค้าซีพีฯ


สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งกับคุณหมอวีซ่าประจำฉบับนี้  เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คุณหมอวีซ่าได้มีโอกาสไปร่วมงาน Royal Taste of Thai” ซึ่งเป็นงานรวบรวมผู้ประกอบการร้านอาหาร จัดขึ้นที่โรงแรม Mercure Hotel Sydney   ในงานนี้ คุณหมอวีซ่าได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องวีซ่าต่างๆกับผู้ประกอบและนักธุรกิจการทั้งหลาย โดยเฉพาะในเรื่องของนายจ้างสปอนเซอร์และเรื่องวีซ่าธุรกิจ วันงานก็ได้มีโอกาสพบปะกับลูกค้ามากมายที่ได้ทั้งวีซ่าชั่วคราวและวีซ่าถาวรไปจากทาง CP และปัจจุบันทำงานเป็น Cook บ้าง เป็น Restaurant Manager บ้าง เป็น Graphic Designer และบางท่านก็เปิดร้านเป็นเจ้าของร้านอาหารเองบ้าง และที่ประทับใจมากก็คือได้พบกับคุณดุสิตและภรรยาที่เคยได้วีซ่า RSMS เป็น PR ไปอยู่ในเขต Regional และได้ทำงานในสาย Hospitality คุณดุสิตเคยเล่าให้ฟังว่าตอนอยู่เมืองไทยเขามีงานทำที่ดีมาก แต่สาเหตุที่เลือกที่จะอพยพมาอยู่ออสเตรเลียในเขต Regional ก็เพราะว่าเคยเห็นปลาวาฬว่ายน้ำผ่านที่มหาสมุทร ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามและประทับใจเขามาก เขาเลยถามตนเองว่าจะมีสักกี่คนในโลกนี้ที่มีโอกาสเช่นเขาที่ตื่นเช้าก็ได้อยู่กับความงดงามของธรรมชาติและสูดอากาศที่บริสุทธิ์สดชื่นทุกวัน บางฤดูก็อย่างว่าได้เห็นปลาโลมาปลาวาฬว่ายน้ำผ่านไป เขาเลยทำการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตที่ขอยื่นเรื่องอยู่ต่อในออสเตรเลีย และที่คุณหมอวีซ่าดีใจมากๆก็คือ ตอนนี้คุณดุสิตและภรรยาก็ได้มีเจ้าตัวน้อยน่ารักมากๆมาเสริมความสุขและสีสันให้กับครอบครัว (ดูในรูปสิค่ะ น้องน่ารักมากๆเลยค่ะ) คุณหมอวีซ่าดีใจมากที่เห็นความสำเร็จของลูกค้าทุกท่าน ส่วนการสัมมนาเรื่องวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ วีซ่าธุรกิจและการลงทุนในวันงาน ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับท่านผู้ฟังบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ  สำหรับใครที่มีคำถามเพิ่มเติม หรือยังไม่กระจ่าง ก็สามารถจะโทรเข้ามาสอบถามได้ที่ 02-92678522 หรือจะอีเมล education@cpinter.com.au มาสอบถามขั้นต้นก่อนก็ได้ ทางซีพีฯยินดีช่วยเหลือทุกท่านค่ะ 



คุณหมอวีซ่าเขียนบทความให้ความรู้เรื่องวีซ่ามาก็มากต่อมากแล้ว  วันนี้ด้วยแรงดลใจจากคุณดุสิต จึงอยากเขียนเรื่องราวของลูกค้าหลายต่อหลายท่านที่เลือกใช้บริการของซีพีฯ กว่า 16 ปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันนี้ได้วีซ่า ได้พีอาร์ หรือเป็นซิติเซ่นกันไปหมดเรียบร้อยแล้ว  บางท่านจากที่เป็นผี (ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว) ก็กลายเป็นคนกันจนหมดแล้ว   ทุกครั้งที่ทราบว่าลูกค้าได้วีซ่า คุณหมอวีซ่ารู้สึกภาคภูมิใจทุกครั้งที่ได้มีอกาสช่วยเหลือและเปลี่ยนชีวิตเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นให้เขาเหล่านั้นได้   โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับวีซ่าคู่ครองที่คุณหมอวีซ่าได้ประสบพบเจอ  บางท่านก็ประสบปัญหามาหลากหลาย แต่สุดท้ายแล้วก็สามารถช่วยแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา ประสบการณ์และความรู้ทางกฎหมายอิมมิเกรชั่นจนเขาได้วีซ่ามา  เรามาลองอ่านเรื่องราวของลูกค้าเหล่านี้ไปพร้อมๆกัน จะได้เป็นกำลังใจให้ว่า “ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็ยังมีความหวังให้สู้ต่อไปนะคะ

เรื่องที่ 1 - น้องเอ (นามสมมุติ) ได้เข้ามาปรึกษากับคุณหมอวีซ่าในวันหนึ่ง  น้องเอนั้นถือวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ ประเภท 457 ในตำแหน่งอาชีพหนึ่ง  แต่หลังจากที่ทำงานกับสปอนเซอร์ไปได้สักพัก  ทำงานทุกวัน นายจ้างไม่ยอมให้หยุด  ป่วยหนักแค่ไหนก็ต้องมาทำงาน  จนกระทั่งวันหนึ่งป่วยหนัก ลุกไม่ไหว  โทรศัพท์ไปบอกนายจ้าง วันรุ่งขึ้นจะไปทำงานก็โดนนายจ้างไล่ออกจากงานทันที วีซ่า 457 (นายจ้างสปอนเซอร์) ก็ค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น ไปทำงานที่ไหนที่อื่นก็ไม่ได้ เพราะติดเงื่อนไข 8107 ในวีซ่า ที่จะต้องทำงานให้กับนายจ้างที่เป็นสปอนเซอร์ให้เท่านั้น   น้องเอและแฟนเลยเข้ามาปรึกษาเรื่องจะเปลี่ยนนายจ้าง แต่พอคุยไปคุยมา ในเมื่อน้องเอนั้นก็มีแฟนเป็นคนที่นี่อยู่แล้ว  คุณหมอวีซ่าเลยแนะนำให้ยื่นวีซ่าคู่ครองแบบ de-facto แทนไปซะเลย โดยเก็บหลักฐานกินอยู่เพียงแค่ 6 เดือน + ให้ไปจดทะเบียนความสัมพันธ์ที่เรียกว่า Relationship Registration Certificate มา  เพื่อเป็นการให้ความคุ้มครองกับน้องเอ หลังจากยื่นวีซ่าคู่ครองไปแล้ว ทางซีพีฯจึงค่อยให้ไปแคนเซิลวีซ่าทำงาน เรียกว่าในท่ามกลางแห่งความโชคร้าย น้องเอก็ยังโชคดีที่ได้เจ้าหน้าที่ฝั่งดูแลวีซ่าคู่ครองที่ดีมาก ขยันทำงาน เรื่องยื่นเข้าไปเพียงแค่ 3 เดือนนับจากยื่นเรื่องเท่านั้น ก็ได้วีซ่าทีอาร์ subclass 820 มาเลย ปัจจุบันนี้ก็สามารถทำงานได้เต็มเวลา ไม่จำเป็นต้องไปง้อนายจ้างอีกแล้ว  แถมยังได้สิทธิเมดิแคร์อีกด้วย  - Happy Ending ค่ะ...

เรื่องที่ 2 - น้องบี (นามสมมุติ) เป็นลูกค้าอีกท่านหนึ่งของคุณหมอวีซ่าที่ก็ประสบปัญหาหนักมา   ในวันที่เข้ามาปรึกษานั้น น้องบีถือวีซ่าคู่หมั้นมาจากเมืองไทย แต่พอมาถึงแล้ว ฝ่ายชายจากที่เคยสัญญาว่าจะดูแลตลอดชีวิตจะหาไม่ ก็ดันไปมีผู้หญิงใหม่ น้องบีนั้นโดนไล่ออกจากบ้าน โดนทำร้ายจิตใจต่างๆ นานา  ครั้นจะยื่นวีซ่าอะไรต่อก็ไม่ได้ เพราะยังไม่ได้ถือทีอาร์  แต่เหมือนโชคชะตาก็ยังไม่ร้ายต่อน้องบีเสมอไปนะคะ  น้องบีนั้นได้ไปเจอหนุ่มหล่อชาวออสเตรเลียคนหนึ่ง   จะว่าเป็นรักแรกพบก็ได้  พอน้องบีเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ชายหนุ่มฟัง  ชายหนุ่มก็สงสารน้องบีมาก จนถึงขั้นบอกว่า ไอจะสปอนเซอร์ยูเอง”  และน้องบีก็ได้ยื่น partner visa กับแฟนหนุ่มเป็นที่เรียบร้อย  หลังจากรอเป็นเวลา 1 ปี ปัจจุบันน้องบีก็ได้รับวีซ่าทีอาร์ sc820 เป็นที่เรียบร้อย  ได้สิทธิในการทำงาน และเมดิแคร์เหมือนน้องเอ  บางครั้งโชคชะตาก็ไม่ได้ใจร้ายกับเราเสมอไปเห็นมั้ยคะ  ซึ่งคุณหมอวีซ่าก็ดีใจมากที่ช่วยให้น้องบีได้วีซ่า partner – another Happy Ending...

เรื่องที่ 3 - ผ่านพ้นเรื่องราวเกี่ยวกับวีซ่า   partner ไปมากแล้ว  ก็มาสู่เรื่องดีๆ เช่นวีซ่านักเรียนกันดีกว่าค่ะ  น้องคนนี้เป็นความภาคภูมิใจของทีมงานซีพีฯมากๆ  น้องซี (นามสมมุติ) นั้นเป็นนักเรียนเข้ามาเรียนระดับปริญญาตรี และดิโพลม่า  ตอนที่มาเรียนนั้น ทางเอเจนท์ของน้องซีก็ไม่ได้บอกกล่าวถึงเรื่องการเตรียมเอกสารอะไร เพราะทางเอเจนท์เป็นคนจัดการเอกสารให้ทุกอย่าง  หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ก็ตัดสินใจเรียนต่อในระดับดิโพลม่าทางด้านสาขา Hospitality  น้องซีนั้นเรียนจบมาทางด้าน Communication จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในไทย  แต่พอเรียนจบก็รู้ตัวว่าไม่ใช่แนว ก็อยากจะไปเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ เพราะตัวเองนั้นชอบทางด้านอาหาร อยากเปิดร้านอาหาร  ก็เรียนไปหลายดิพโพลม่าด้วยกัน  จนกระทั่งถึงดิพฯตัวล่าสุด   Diploma of Business ก็โดนเจ้าหน้าที่อิมฯปฏิเสธวีซ่า  ก่อนที่จะปฏิเสธนั้นเจ้าหน้าที่ก็มีการโทรมาสัมภาษณ์ แต่ก็ไม่ได้เรียกขอเอกสารอะไรเพิ่มเติม  แล้วจู่ๆวันหนึ่งน้องซีก็ได้รับจดหมายปฏิเสธจากอิมมิเกรชั่น ภายใต้กฎ GTE (Genuine Temporary Entrant) ว่าไม่ได้ตั้งใจจะเรียนจริงๆ เพียงแค่อยากจะหาวีซ่าอยู่ต่อออสเตรเลียไปเรื่อยๆ   หลังจากได้รับจดหมายปฏิเสธ น้องซีก็ได้เดินทางมาพบคุณจัสติน – ทีมงานของคุณหมอวีซ่า  ซึ่งทางคุณหมอวีซ่าและจัสตินก็ได้แนะนำให้น้องซียื่นเรื่องไปอุทธรณ์ที่อนุญาโตตุลาการ (Migration Review Tribunal) พร้อมกันนี้ ทางซีพีฯก็ได้แนะนำให้น้องซีไปเรียนอย่างสม่ำเสมอ ด้วยความขยันและความตั้งใจของน้องซี ทำให้เมื่อเร็วๆนี้ เจ้าหน้าที่ตัดสินศาลอุทธรณ์ก็ให้วีซ่านักเรียนคืนกับน้องซี  เพราะเห็นในความตั้งใจที่ไปเรียนอย่างสม่ำเสมอ   และน้องซีเองนั้นก็มีจุดประสงค์ในการเรียนที่จะไปเปิดธุรกิจต่อที่บ้านเกิดจริงๆ  - Another Happy Ending ค่ะ...

        สำหรับน้องๆ ผู้อ่านท่านใดที่มีปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องวีซ่า อย่าเก็บเรื่องราวไว้เพียงคนเดียวนะคะ สามารถเข้ามาปรึกษากับคุณหมอวีซ่าหรือทีมงานเพื่อความชัวร์  เรื่องอย่างนี้เราไม่ควรตัดสินใจคนเดียว เพราะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนและพาดพิงถึงกฎหมาย ควรปรึกษาเอเย่นที่ผ่านการขึ้นทะเบียนเป็น Migration Agent ที่มีประสบการณ์ dealing กับ MRT หรือ Compliance cases   เพราะเรื่องวีซ่าจะผูกพันกับการอยู่หรือไปของเรา กับอนาคตของเราโดยตรง การได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เปรียบแล้วเสมือนกับเวลาเรามีอาการป่วยหนัก หากเรารักษาเองจ่ายยาเองโดยที่เราไม่มีความรู้ทางการแพทย์     และอาการเกิดก็ลุกลามใหญ่โตเกินกว่าที่เราจะแก้ไขหรือรักษาได้  ก็คงรอดยากมากหรือบางครั้งอาจไม่มีทางรอดเลยก็เป็นไปได้  เพื่อความมั้นใจ ปรึกษาผู้รู้เรื่องกฎหมายจะดีที่สุด โทรมาสอบถามข้อมูลกับทีมงานซีพีฯได้ที่ 02-92678522 หรือจะโทรมานัดปรึกษากับคุณหมอวีซ่าก็ได้เลยนะคะ  



My Future My CP
        ปิดท้ายวันนี้ด้วยเรื่องราวของน้องบอลลูนที่เพิ่งจะได้รับพีอาร์ไปหมาดๆจากวีซ่า partner (sc801)  น้องบอลลูนนั้นแสนจะโชคดี รอทีอาร์ก็แป๊บเดียว และพีอาร์ก็รอเพียงแค่ 2 เดือนก็ได้รับข่าวดีจากอิมฯว่าได้พีอาร์แล้ว  โชคดีจริงๆค่ะ  ได้ทั้งพีอาร์และได้แฟนที่น่ารักเช่นเบน คุณหมอวีซ่าแสนจะอิจฉาจริงๆ


(น้องบอลลูนและคุณเบน)

ขอบคุณน้องบอลลูลที่ตั้งใจเขียนเรื่องราวของน้องมาให้ลงในบทความคุณหมอวีซ่า ขอให้มีความสุขด้วยกัยมากๆนะคะ

ขอขอบคุพี่โจ พี่ต๊อบที่ช่วยดูแลเคสของบอลลูนมาตลอด และคนที่สำคัญที่คงขาดไปไม่ได้ก็คือคุณพี่ปิ๊ป เพราะไม่ว่าเคสจะยากขนาดไหนก็ตาม คำถามกี่ร้อยคำถาม คุณพี่ปิ๊ปสามารถตอบได้และมีทางออกดีๆให้อย่างรวดเร็วง่ายดายเสมอ ยื่นเรื่อง Partner Visa ขอ PR ไปตั้งแต่วันที่ 30 June2011 จนถึงวันที่ 16 September 2013 ที่ผ่านมาก็ได้เป็นPR แล้วค่ะ ใช้เวลาไม่นานเลยคาดไม่ถึงจริงๆค่ะ ไม่ผิดหวังเลยที่เลือกเดินเข้ามาปรึกษาพี่ๆที่นี่ ยอมรับเลยค่ะว่าพี่ๆที่ CP ทุกคนมีความรู้ความสามารถที่จะช่วยแก้ปัญหาของเราได้จริงๆ นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายทีมงานทุกคนก็ยังให้การต้อนรับอย่างดี ประทับใจจริงๆค่ะ รวดเร็ว ฉับไว ใส่ใจอย่างถูกต้อง ทุกปัญหามีทางออกเสมอค่ะลองเข้าไปปรึกษาเขากันดูนะคะ   

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

- Family Violence – ความรุนแรงในครอบครัว ใครโดนทำร้ายมาไม่ต้องกลัว ขอพีอาร์ได้

สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันกับคุณหมอวีซ่าอีกครั้ง    คุณหมอวีซ่าเองก็เขียนเล่าเรื่องวีซ่ามาหลากหลายประเภท ทั้งวีซ่านักเรียนทุกประเภท วีซ่าทำงานประเภทต่างๆ วีซ่าทักษะ วีซ่าธุรกิจ ท่องเที่ยว คู่ครอง พ่อแม่ ลูก กระทั่งวิธีช่วยแก้ปัญหาหาทางออกให้กับผู้ที่วีซ่าโดนปฏิเสธหรือถูกยกเลิกมา รวมทั้งที่โดนลงทัณฑ์สั่งห้ามเข้าออสเตรเลียภายในสามปี เป็นต้น สารพัดรูปแบบและเรื่องราวของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันอย่างที่ฝรั่งพูดว่า “different walks of life” แต่คิดว่าน่าจะก็ไม่ค่อยได้เขียนถึงการได้พีอาร์ที่สืบเนื่องมาจาก Family Violence”  หรือถ้าเป็นภาษาไทย ก็จะเรียกว่า การได้พีอาร์ที่มาจากความรุนแรงในครอบครัวซะที    จริงๆเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนนะคะ โดยเฉพาะกับหญิงไทย ไม่ว่าจะเป็นหญิงแท้หรือสาวประเภทสอง หรือชายไทยที่วาดภาพการพบรักในต่างแดนไว้อย่างสวยงามอย่างในนวนิยาย แต่พอมาเจอสภาพจริงเข้า มิได้เป็นอย่งภาพในความฝันที่วาดไว้เลย คุณหมอวีซ่าเองก็ได้เจอลูกค้าจำนวนมากมายที่ได้เจอแฟนแล้วก็ตัดสินใจแต่งงาน หรือกินอยู่ร่วมกัน ใหม่ๆก็อาจจะหวานชื่นดั่งดื่มน้ำผึ้ง  แต่ผลสุดท้ายพออยู่ๆกันไปสักพัก สภาวะในครอบครัวกลับเปลี่ยนไป ฝ่ายสปอนเซอร์ที่จะเป็นชายหรือฝ่ายหญิงก็ตามกลับมากระทำชำเราไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายทางร่างกายโดยตบตีเราบ้าง หรือทางจิตใจโดยทำทุกข์ทรมาณจิตใจเราบ้าง โดยที่ตัวเราเองก็ตกเป็นผู้รับเคราะห์โดยไม่รู้สาเหตุ อะไรทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ไม่มีคำอธิบาย......

มีหลายๆสาเหตุที่ทาง Immigration ถือเป็นสาเหตุของ Family Violence ค่ะ    วันนี้คุณหมอวีซ่าจึงขอยกเรื่องนี้มาบอกกล่าวท่านผู้อ่านกัน

น้องๆ ที่เข้ามาขอคำปรึกษากับทางซีพีฯในเรื่องของ domestic violence นั้น โดยส่วนใหญ่ ไม่คิดว่าตัวเองจะขอพีอาร์ได้ เพราะคนโดยส่วนใหญ่ได้รับคำบอกกล่าวและเชื่อว่า เมื่อวีซ่าคู่ครองในขั้นแรก [Partner Visa (Temporary)]  ผ่านแล้ว จะต้องถือวีซ่าคู่ครองชั่วคราวตัวนี้ไปครบ 2 ปี และแฟนก็ยังต้องยินดีเซ็นใบสปอนเซอร์อย่างต่อเนื่องให้ ถึงจะมีสิทธิ์ได้วีซ่าในขั้นที่สองที่เป็นวีซ่าถาวร (PR or Permanent Resident) ต่อไป แต่ว่าถ้าหากความสัมพันธ์สิ้นสุดลงก่อน หรือฝ่ายสปอนเซอร์ตัดสินใจส่งจดหมายไปแจ้งอิมฯขอยกเลิกการสปอนเซอร์ ก็จะทำให้ตัวเองหมดโอกาสในการอยู่ต่อในออสเตรเลีย   ตอนพอแต่งงานน้ำต้มผักก็ยังว่าหวาน  โลกเป็นสีชมพู  แต่พออยู่ไปเรื่อย ๆ ทำไมโลกสีหม่นๆ น้ำต้มผักชักรสชาติไม่อร่อย บางวันกินข้าวคลุกเลือด  นอนซดน้ำข้าวต้มอยู่กะบ้าน  แต่ก็ต้องทนต่อไปเพื่อคำว่า พีอาร์” คำเดียว จำเป็นไหมที่น้องๆที่รับทุกข์เหล่านี้จะต้องกลืนความขมเพื่อความอยูรอดของตน และหลายราย ก็ เพื่ออนาคตของลูกความเสียสละของคนที่เป็นพ่อหรือแม่ เหล่านั้น คุณหมอวีซ่าคุยด้วยและพบมามากต่อมากแล้ว บางกรณีก็อดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาให้กับเรื่องราวที่เล่ามาอย่างน่าสงสาร  ดังนั้น คุณหมอวีซ่าจึงอยากเรียบเรียงเขียนเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับการได้วีซ่า PR ที่เกิดจากความรุนแรงในครอบครัว หรือ Family Violence Provisions  เพื่อให้ความหวัง และส่องแสงสว่างให้กับผู้รับเคราะห์ที่ไม่ว่าจะเป็นภรรยา สามี หรือคู่รักเพศเดียวกันก็ตามว่าเราไม่จำเป็นต้องทนอยู่ให้เขาทรมาณร่างกายและย่ำยี่จิตใจเราจนพังทลายเช่นนั้น กฎหมายออสเตรเลียให้ความคุ้มครองและมีทางออกให้เสมอค่ะ อย่าเพิ่งสิ้นหวังกันนะคะ... 

Family Violence Provisions (บทบัญญัติว่าด้วยความรุนแรงในครอบครัว)
ตั้งขึ้นมาเพื่ออนุญาตให้ผู้สมัครที่ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว สามารถสมัครขอพีอารได้ ถึงแม้ว่าจะโดนถอนสปอนเซอร์หรือความสัมพันธ์กับ Australian PR/citizen ที่เป็นสปอนเซอร์ให้ได้จบลงไปแล้วก็ตาม   ผู้ที่สามารถสมัครพีอาร์ภายใต้กฎข้อนี้ได้ จะต้องเป็นผู้ที่สมัครที่ได้วีซ่าชั่วคราวมาและกำลังรอสองปีที่จะข้ามฝั่งไปวีซ่าประเภทต่อไปนี้ค่ะ

ประเภทครอบครัว
·         Partner (permanent) (subclass 100) visa
·         Spouse (permanent) (subclass 100) visa*
·         Interdependency (permanent) (subclass 110)*
·         Partner (temporary and permanent) (subclasses 820/801) visas
·         Spouse (temporary and permanent) (subclasses 820/801) visas*
·         Interdependency (temporary and permanent) (subclasses 826/814)*.

ปะเภทวีซ่าทำงาน หรือธุรกิจ   - โดยผู้สมัครนั้นจะต้องเป็นคู่ครองของผู้ที่ถือวีซ่าต่อไปนี้
·         Established Business in Australia (subclass 845)*
·         State/Territory Sponsored Regional Established Business in Australia (subclass 846)*
·         Labour Agreement (subclass 855)*
·         Employer Nomination Scheme (subclass 856)*
·         Regional Sponsored Migration Scheme (subclass 857)*
·         Distinguished Talent (subclass 858).
วีซ่าที่มี * ต่อข้างท้าย ถือเป็นวีซ่าที่ไม่เปิดรับสมัครแล้วนะคะ 

น้องๆส่วนใหญ่ที่เข้ามาปรึกษามักจะเป็นผู้ที่ถือวีซ่าคู่ครองซะมากกว่า หลักฐานชิ้นหลักที่ทางอิมมิเกรชั่นต้องการในการยื่นขอพีอาร์จาก Family Violence ก็คือ Apprehended Violence Order (AVO) และหรือคำสั่งศาล เอกสารชิ้นนี้จะคล้ายๆว่า ผู้กระทำหรือสปอนเซอร์นั้นได้กระทำความรุนแรงกับเรา ทางศาลจะเป็นผู้ออกโดยทางตำรวจจะต้องเป็นฝ่ายดำเนินการแจ้งเรื่องไปก่อน  เอกสารทั้งสองฉบับนี้ทางอิมมิเกรชั่นเรียกว่า judicial Evidence  หรือเป็นหลักฐานตามกฎหมาย  แต่ถ้าไม่สามารถหาหลักฐานตามข้างบนได้ ก็ต้องมีหลักฐานประเภท non-judicial evidence หรือหลักฐานที่ไม่ได้มาจากศาลสั่ง/ หรือผ่านการพิจารณาคดี ก็ต้องมีรายงานอย่างน้อย 2 ฉบับจาก competent person (หรือบุคคลที่มีสิทธิประเมินตามที่กฎหมายกำหนด) ไม่ว่าจะเป็นนักสังคมสงเคราะห์ จิตแพทย์ ตำรวจ แพทย์ และอื่นๆ ก็ตามตาม list อาชีพที่อิมฯกำหนดมาให้ 

หลายๆคนไม่กล้าที่จะยื่นขอวีซ่าตัวนี้  เพราะว่าบางทีก็อาย บ้างก็กลัวไม่รู้ว่าฝ่ายชายหรือหญิงจะมาดักทำร้ายเรา หรือมากลั่นแกล้งเราต่อไปหรือเปล่า  คุณหมอวีซ่าขอบอกตรงนี้เลยว่า อย่าไปกลัวค่ะ  ไม่มีทางที่ใครจะมาทำร้ายเราได้  บางคนขู่ถึงเรื่องจะยกเลิกวีซ่า แล้วบอกว่าจะส่งกลับบ้าน หรือไม่ก็จะปล่อยให้อยู่เป็นผีอย่างไม่มีชีวิตที่ดีที่ประเทศนี้ได้เลย อะไรทำนองนั้น  แต่คุณหมอวีซ่าบอกว่า ไม่ต้องกลัวนะคะ กฎหมายที่นี่คุ้มครองเราพอสมควรเลยค่ะ ตราบใดก็ตามที่เรายังไม่ได้รับจดหมายจากอิมมิเกรชั่นอย่างเปนทางการ ใครก็ไม่สามารถไล่เรากลับได้ค่ะ  เรายังมีโอกาสในการทำงาน และอยู่ที่นี่ต่อได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายค่ะ  

ตัวอย่างเคสของน้องชมพู่ (นามสมมุติ) ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเกือบสองปีมาแล้ว มาปรึกษากับคุณหมอวีซ่าเรื่องโดนแฟนทำร้ายร่างกาย  นอกจากนี้ยังโดนทำร้ายจิตใจ  น้องชมพู่นอกจากจะโดนให้ออกไปทำงานหนักหาเงินเพื่อส่งเสียสปอนเซอร์ อันนี้เพื่อความรัก น้องชมพู่ก็ยอมลำบาก ไม่ว่ากัน ทำงานก็ทำงานทั้งงานนอกงานในจนเหนื่อยสุดๆ ผอมกะจ่อยร่อยเหลือตัวนิดเดียว แต่ที่แสบคือแทนที่เขาจะซึ่งใจกับความรักความอุทิศตนของน้องชมพู่ เขากลับแอบไปนอนกับผู้หญิงคนอื่น แล้วไล่น้องชมพู่ไปนอนนอกบ้าน สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับน้องชมพู่เป็นอย่างมาก   วันหนึ่งน้องชมพู่กับแฟนบินกลับไทยไป Holiday เพื่อสมานความสัมพันธ์  แต่ขากลับแฟนฝรั่งนี่ดันหนีกลับออสเตรเลียมาซะก่อน ขนข้าวของย้ายออกจากบ้านโดยไม่บอกกล่าวกันเลย หายหัวไปไหนก็ไม่ทราบ สงสารน้องชมพู่ก็ร้องหายตามหาแฟนไปทุกที่ แล้วก็ไม่สามารถตามหาแฟนเจอ  ติดต่อไม่ได้เลย โดกเศร้าเสียใจมาก
และแล้วอยู่มาวันหนึ่ง น้องชมพู่ก็ได้รับจดหมายจากทางอิมมิเกรชั่นว่าสปอนเซอร์ขอยกเลิกสปอนเซอร์ ให้อธิบายความว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนที่อิมฯจะถอนวีซ่า น้องชมพู่เลยมาปรึกษากับคุณหมอวีซ่าที่ CP Sydney ว่ามีทางไหนที่จะช่วยให้อยู่ต่อได้ เพราะยังมีพันธะติดอยู่อีกมากทั้งงานทั้งลูกที่บ้านที่ต้องเลี้ยงดู ทั้งพ่อแม่ที่ตนรับผิดชอบอยู่ทางเหนือโน่น พอคุยไปคุยมาถึงรู้ว่าชีวิตของน้องชมพู่นั้นน่าสงสารนัก ทั้งโดนทำร้าย ข่มขู่ และด่าทอ  ซึ่งเคสของน้องชมพู่นั้นเข้าข่าย domestic violence คุณหมอวีซ่าเลยยื่นพีอาร์ให้ภายใต้ domestic violence provisions และปัจจุบันนี้น้องชมพู่ก็ได้พีอาร์แล้วเรียบร้อย  แถมคุณหมอวีซ่ายังแนะนำให้น้องชมพู่สมัครพีอาร์ให้ลูกน้อยอีก 2 คนที่ไทยให้มาอยู่ออสเตรเลียด้วยกัน  - Happy ending ค่ะ...
ทุกครั้งที่ได้ทำ domestic violence และช่วยลูกค้าได้สำเร็จ เปลี่ยนชีวิตของคนๆหนึ่งให้ดีขึ้นได้ ดั่งเปลี่ยนหินให้เป็นเพชร ดึงเขาจากแดนทุกข์ให้ข้ามฝั่งไปอยู่แดนสุขได้  คุณหมอวีซ่าจะปลื้มใจจนบอกไม่ถูก ที่เราได้ใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่สั่งสมมานานปี ในการช่วยให้บุคคลเหล่านั้นได้วีซ่าและมีชีวิตที่ดีขึ้น หมดทุกข์ หมดโศก หมดเวรหมดกรรมกับคนที่ทำเขาซักที เหมือนถ้าสามารถช่วยฉุดให้ขึ้นสวรรค์ได้ก็จะช่วยอะค่ะ

สำหรับน้องๆคนไหนที่กำลังประสบปัญหาเช่นน้องชมพู่ โดยความรุนแรงในครอบครัวนั้น ก็มาได้หลายรูปแบบ อย่างเช่น ผัวขี้เมามาตบมาตี ด่าเราหยาบๆคายๆด้วยวาจา ติดการพนัน ติดหญิงหรือชายใหม่ ขโมยเงินเราไปหมด จับเราขังในห้องในบ้าน จำกัดอิสรภาพของเรา ไล่เราออกจากบ้าน สารพัดรูปแบบของการทรมาณ ก็อาจขอความคุ้มครองไปที่สถานทีตำรวจ หรือ Victim Services ของในแต่ละรัฐก็ได้ค่ะ  แต่ถ้าประสบปัญหาในเรื่องภาษา ก็สามารถติดต่อมายังซีพีฯก็ได้ค่ะ คุณหมอวีซ่าและทีมงานยินดีช่วยเหลือเสมอค่ะ  จริงอยู่ว่าเรื่องความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน  แต่บางครั้งการที่เราต้องทนให้เค้าทำร้ายไปตลอด มันก็อาจจะไม่คุ้มกันนะคะ  
ก่อนจะจากกันไป คุณหมอวีซ่าขอยกข้อความที่คุณมะเหมี่ยว (นามสมมุติ) ได้เขียนจดหมายมาขอบคุณที่ทีมงานซีพีฯได้ช่วยให้เขาได้พีอาร์จากกรณี Domestic Violence   ค่ะ   

My Future My CP


ความรักนั้นเป็นสิ่งที่สวยงาม แต่บางครั้งนั้นก็ทำให้เราเจ็บปวดอย่างที่สุด ประสบการณ์นั้นเกิดขั้นกับตัวเองเมื่อได้เจอกับแฟนหนุ่มชาวออสซี่ และได้คบหาดูใจกันเป็นระยะเวลาเกือบปี จนเราทั้งสองตัดสินใจที่จะทำวีซ่า De - facto เพื่อที่เราจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันที่ซิดนีย์ หลังจากที่เราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน หลังจากได้ Temporary Resident ประมาณ 1 ปี เค้าก็ใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ไม่มีความรับผิดชอบ ขึ้โมโห หงุดหงิด และมีเรื่องเกี่ยวกับคนที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ และทุกครั้งที่มีปัญหากัน เค้าก็จะขู่ว่าจะเลิก และยกเลิกวีซ่าที่ทำไว้ด้วยกัน แต่ตัวเราเองนั้นยังรักเค้า และพยายามที่จะประคับประคองความรักให้ได้นานที่สุด แต่เหตุการณ์ก็แย่ลง และถึงจุดแตกหักเมื่อเราได้รับรู้ว่าเค้าพามือที่สามมาทำสิ่งที่ไม่ดีในบ้านของเรา และมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง จากนั้นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตนเองก็เกิดขึ้น เมื่อเค้าได้ทำร้ายร่างกาย และข่มเหงจิตใจเป็นที่สุด ตอนนั้นได้ปรึกษากับเพื่อนๆที่ทำงาน ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำว่าไปแจ้งตำรวจ แต่หลังจากที่ได้แจ้งความและปรึกษากับตำรวจแล้วน้ัน กระบวนการก็คือทางตำรวจจะต้องส่งเรื่องไปยังศาล และตัวเราเองและเค้าต้องไปรับฟังคำสั่งของศาลด้วย เพราะเหตุการณ์นี้ค่อนข้างรุนแรง และเกี่ยวข้องกับเรื่องของ Domestic Violence ซึ่งหลังจากที่เค้ารู้แล้ว เค้าก็โกรธมากและได้ตกลงใจที่จะเลิกกับเรา  "แล้ววีซ่าของเราล่ะ อนาคตการงานของเราที่นี่ สังคมของเราที่นี่ เราจะต้องกลับเมืองไทยใช่มั้ย"  ตอนนั้นมันมืดแปดด้าน คิดอะไรไม่ออกเลย 

จนได้รู้จักเพื่อนคนหนึ่งซึ่งได้แนะนำว่าลองมาปรึกษาที่ CP ดู เพราะว่าที่นี่เค้าเก่งและให้คำปรึกษาที่ตรงไปตรงมา ตัวเราเองก็ไม่รีรอ รีบเข้ามาปรึกษาทันที ก็ได้มาเจอกับน้องต๊อบ และคุณหมอวีซ่า ทั้งสองคนมีอัธยาศัยดีมาก และให้คำปรึกษาที่ทำให้ตัวเองเห็นทางสว่างอีกครั้ง  เมื่อ CP บอกว่าเราสามารถยื่นขอ Permanent Residence ภายใต้เงื่อนไขของ Domestic Violence ได้ หลังจากนั้นก็ได้ตกลงที่จะให้ CP เป็นผู้ดำเนินการในเรื่องเอกสารทั้งหมด เพราะว่าตัวเราเองนั้นค่อนข้างยุ่งและไม่มีความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนและเอกสารใดๆเลย  CP ใช้เวลาในการดำเนินการอย่างรวดเร็ว และมืออาชีพมากๆ ตัวเองนั้นได้แต่นำเอกสารต่างๆมาให้เท่านั้นเอง และหลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังยื่นเอกสารไปยัง Immigration ตัวเองก็ได้รับข่าวดีที่สุดอีกครั้งหนึ่งในชีวิต หลังจากที่ต้องอยู่ในความมืดมนกับความรักที่ไม่สมหวัง และทำร้ายจิตใจของเรามาเป็นระยะเวลานาน   ต้องขอบคุณที่ CP ช่วยให้ได้พีอาร์ค่ะ!