“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

อยากพาลูกรักมาอยู่ออสเตรเลียด้วย แต่ไม่ได้แจ้งลูกไว้ตอนทำวีซ่า ทำไงดี?

สวัสดีค่ะผู้อ่านของคุณหมอวีซ่าทุกท่าน  เพิ่งจะผ่านวันพระใหญ่วิสาขะฯไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว  ไม่ทราบว่ามีใครไปทำบุญมาบ้างหรือเปล่าค่ะ เห็นที่เมืองไทยเขามีการไปเดินเวียนเทียนกัน คุณหมอวีซ่าเป็นคนหนึ่งที่งานยุ่งจนไม่มีเวลาไปเข้าโบสถ์วัดวาอารามกะคนอื่นเขาบ้างเลย เวลาทำธุระส่วนตัวก็ยังจะแทบจะไม่มี จนลูกน้องขนานนามให้เป็น คนของประชาชนไปเสียแล้ว เนื่องจากมีลูกค้าที่ต้องการความช่วยเหลือมากมายเหลือเกิน สารพัดปัญหาให้ช่วยแก้ จำได้ครั้งหนึ่งนานมาแล้วหลวงพ่อท่านหนึ่งเคยนำเอกสารมาให้แปลที่บริษัทฯ ซึ่งคุณหมอวีซ่าก็แปลถวายท่านไปและขอขมาท่านไปว่าเราไม่มีเวลาไปเข้าวัดเยี่ยมท่านเลย ทำแต่งานยุ่งจนหัวฟูอย่างโบราณท่านว่าให้งานมาเบียดเบียนตนเข้าสูตรเลยค่ะ ท่านก็ยิ้มอย่างใจดีแล้วก็บอกว่า ไม่เป็นไรหรอกโยม หลวงพ่อเข้าใจ การทำดีนั้นอยู่ที่จิตใจและการกระทำของตัวเราเอง หลวงพ่อรู้จักชื่อเสียงของโยมดี การที่โยมได้ใช้สติปัญญาช่วยเหลือผู้คนที่เป็นทุกข์ให้พ้นทุกข์และครอบครัวคนรักให้ได้มาอยู่ด้วยกัน ช่วยเด็กๆให้มีอนาคตที่ดี ก็ถือว่าได้ทำบุญกุศลแล้ว... สาธุจริงๆค่ะ คำสอนของหลวงพ่อท่านนี้ คุณหมอวีซ่าจำขึ้นใจมาโดยตลอดและใช้เป็นหลักปฏิบัติอยู่จนทุกวันนี้      
ช่วงนี้คุณหมอวีซ่าหนีฝนหน้าหนาวของซิดนีย์มาประจำการอยู่ที่เมืองไทยหนึ่งเดือน  แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็จะได้รับสายตรงจากลูกค้าสอบถามเรื่องวีซ่าเข้าออสเตรเลียเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะโทรมาหาคุณหมอวีซ่าเอง ผ่าน Skype เข้ามา หรือว่าโทรมาหาน้องๆทีมงาน นัดเต็มไปสองสัปดาห์ล่วงหน้าในช่วงนี้ จนหลายเคสก็ไม่สามารถรับได้ เพราะทีมงานคงทำงานกันไม่ทันแน่ๆ เพราะการทำงานเตรียมใบสมัครแต่ละใบคุณหมอวีซ่าก็สอนให้จะต้องทำให้ดีและสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการพิจารณาเรื่องให้กับเจ้าหน้าที่อิมฯ เคสจะได้ผ่านไวผ่านง่ายขึ้นหากเราได้อ้างอิงกฎหมายข้อที่ถูกต้องตรงจุดและมีเอกสารประกอบครบถ้วน ตามธรรมชาติของมนุษย์แล้ว หากเจออะไรยุ่งยากก็ไม่อยากจับไม่อยากทำ การยื่นเอกสารก็เหมือนกัน ถ้าได้เตรียมเคสเข้าไปอย่างพร้อมเพียงทุกอย่าง เจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องมานั่งไล่ตามเอกสารเพิ่มเติมจากเรา ท่านก็จะได้ finalize case ของเราได้เร็วขึ้นตาม common sense จริงไหมคะ 

วีซ่าลูก
ช่วงนี้ จะมีลูกค้าหลายๆท่านสอบถามเข้ามาถึงการทำวีซ่าพาลูกมาอยู่ที่ออสเตรเลียอย่างถาวร หรือที่เราเรียกกันว่า Child Visa”   ในวันนี้คุณหมอวีซ่าก็เลยขอเขียนมาแถลงแก่ข้อสงสัยสำหรับทุกท่านกันค่ะ

โดยทั่วไป คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายที่ได้เป็นพีอาร์ หรือซิติเซ่นที่ออสเตรเลียแล้ว ก็มีความคิดอยากจะพาลูกๆมาอยู่ด้วยกันที่ออสเตรเลีย  ไม่ว่าจะเป็นลูกแท้ๆ หรือลูกเลี้ยง หรือลูกที่เราอุปการะมา  จะทิ้งเด็กไว้คนเดียวกับญาติที่เมืองไทยก็ไม่เหมือนกับนำมาเลี้ยงดูที่นี่  ถ้าหากได้มาอยู่ที่นี่ นอกจากจะได้เรียนฟรีแล้ว ยังได้สิทธิเมดิแคร์ สิทธิขึ้นรถฟรีไปโรงเรียน แถมได้เป็นนักเรียนนอกเรียนเป็นภาษาอังกฤษดียิ่งกว่าไปโรงเรียนอินเตอร์ที่บ้านเราที่แพงหูฉี่อีก คุ้มแสนจะคุ้ม จึงทำให้คุณพ่อคุณแม่อยากจะพาลูกๆมาอยู่ที่นี่กัน  เกิดวันหน้ากลับไปไทย ก็มีความรู้คล่องแคล่วทั้งสองภาษา    ยิ่งเมื่อในอีก 2 ปีข้างหน้าที่ประเทศไทยจะเข้าร่วมเป็นหนึ่งใน AEC มีการเปิดตลาดอาเซียน ภาษาอังกฤษจึงนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ลูกพึงจะมีไว้ซึ่งทักษะอันนี้เพื่อเปิดทางให้กับอนาคตของตน  แถมเรียนจบมัธยมลูกก็สามารถเข้ามหาวิทยาลัยเรียนฟรีได้ภายใต้ HECS (Higher Education Contribution Scheme) หรือโครงการให้นักศึกษากู้ยืมเงินหลวงมาเรียนก่อน (โดยต้องเป็นซิติเซ่นหรือ PR ของออสเตรเลียก่อนนะคะ) คล้ายๆทุนกู้ยืมเงิน กยศ. อะไรทำนองนั้น แล้วก็ค่อยๆผ่อนจ่ายไปหลังเรียนจบหลังสามารถหารายได้ระดับสูงพอที่จะจ่ายคืยให้รัฐฯได้  มหาวิทยาลัยในออสเตรเลียเองก็ได้รับมาตรฐานระดับโลก  แถมมีชื่อเสียงติด 1 ใน 100 ของอันดับมหาวิทยาลัยโลก ตามที่คุณหมอวีซ่าเคยเขียนไว้ในฉบับก่อนๆ  แต่ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสายทำวีซ่า คุณหมอวีซ่ามักจะได้รับคำถามมาบ่อยเลยทีเดียวที่เป็นกรณีที่พ่อหรือแม่ไม่ได้ลงชื่อลูกไว้ตอนทำวีซ่าของตัวเอง โดยได้รับคำแนะนำจากเอเย่นซี่มาอย่างผิดๆว่าถ้าเราไป declare ลงชื่อลูกจะทำให้วีซ่าของตนเองไม่ผ่าน หรือไม่ก็เป็นเพราะไม่อยากให้แฟนฝรั่งรู้ว่าเรามีลูกแล้ว อันนี้เป็นคำแนะนำที่ผิดมากๆ เท่ากับเป็นการทำลายอนาคตของทั้งเราทั้งลูกแท้ๆ อย่าลืมว่านับตั้งแต่รัฐบาลออสเตรเลียออกกฎหมายใหม่และกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลเท็จและ/หรือใช้เอกสารปลอมแปลงที่เรียกว่า Public Interest Criteria 4020 มาตั้งแต่ปี 2011 บทลงโทษแรงถึงขนาดทำโทษลงทัณฑ์ไม่ให้วีซ่ารวมไปถึงสมาชิกในตรอบครัวของผู้ยื่นถึง 3 ปี ดังนี้

4020

(1)      There is no evidence before the Minister that the applicant has given, or caused to be given, to the Minister, an officer, the Migration Review Tribunal, a relevant assessing authority or a Medical Officer of the Commonwealth, a bogus document or information that is false or misleading in a material particular in relation to:
(a)      the application for the visa; or
(b)      a visa that the applicant held in the period of 12 months before the application was made.
(2)      The Minister is satisfied that during the period:
(a)      starting 3 years before the application was made; and
(b)      ending when the Minister makes a decision to grant or refuse the application;
the applicant and each member of a family unit of the applicant has not been refused a visa because of a failure to satisfy the criteria in subclause (1).
(3)      To avoid doubt, subclauses (1) and (2) apply whether or not the Minister became aware of the bogus document or information that is false or misleading in a material particular because of information given by the applicant.
(4)      The Minister may waive the requirements of any or all of paragraphs (1)(a) or (b) and subclause (2) if satisfied that:
(a)      compelling circumstances that affect the interests of Australia; or
(b)      compassionate or compelling circumstances that affect the interests of an Australian citizen, an Australian permanent resident or an eligible New Zealand citizen;
justify the granting of the visa.
(5)      In this clause:
information that is false or misleading in a material particular means information that is:
(a)      false or misleading at the time it is given; and
(b)      relevant to any of the criteria the Minister may consider when making a decision on an application, whether or not the decision is made because of that information.

คุณหมอวีซ่าเคยมีกรณีผู้เยาว์ที่โดนยกเลิกวีซ่าเพราะพ่อแม่ใช้เอกสารปลอมในการได้มาซึ่งวีซ่า เลยโดนรวบเพิกถอนวีซ่าไปพร้อมพ่อแม่ ต้องโดนส่งกลับ แต่คุณหมอวีซ่าก็ได้มีโอกาสช่วยเขียนข้อแก้ต่างให้กับผู้เยาว์คนนี้จนได้วีซ่าคืนมา เพราะน้องเองก็ยังเรียนหนังสือกึ่งๆกลางๆใกล้จบเต็มทน โดนส่งกลับก็น่าเสียดาย จึงขอเตือนว่า PIC 4020 ข้อนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องสนุกที่เบาบาง แก้กันยากมากนะคะ ทางที่ดีอย่าไปหลอกเขาเลย ทำอะไรตรงไปตรงมา ได้วีซ่าของแท้มา ใครก็มาเอาคืนจากเราไปไม่ได้ จริงไหมคะ
เมื่อสองวันก่อนก็มีแม่คนหนึ่งมาขอให้ช่วยหาวิธี เพราะตนเองได้วีซ่านักเรียนโดยทำตามคำแนะนำของเอเย่นเจ้าหนึ่งที่เมืองไทยว่าไม่ควรใส่ชื่อลูก เพราะวีซ่าจะไม่ผ่าน ตอนนี้แม่อยากได้ลูกไปเรียนไปอยู่ด้วย ปรากฎว่าโดนปฏิเสธวีซ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุด เลยใช้อุบายขอวีซ่าให้ลูกไปเรียนโดยแม่จะไปเป็นผู้ติดตาม ปรากฏว่าลูกได้วีซ่า ทำอย่างไร สถานทูตฯก็ไม่ยอมออกวีซ่าให้แม่ เพราะถือว่าโกหกให้ข้อมูลเท็จมาก่อน สถานทูตฯให้ทางเลือกมาสองทาง คือลูกไปได้แต่ไม่ให้แม่ไป หรือถอนเรื่องซะไม่ต้องไปทั้งสองแม่ลูก กลุ้มไม๊ละคะ
คราวนี้ก็มาเข้าเรื่องวีซ่าลูกทั่่วไปกันนะคะ

Child Visa (Subclass 101)/ Child Visa (Subclass 802)

          ข้อแตกต่างระหว่างวีซ่า 2 ประเภทนี้ก็คือประเภท sc101 นั้นจะต้องยื่นมาจากไทย แต่ sc802 นั้นยื่นภายในออสเตรเลียค่ะ  วีซ่านี้เป็นวีซ่าพีอาร์ถาวรที่อนุญาตให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกๆมาอยู่ที่ออสเตรเลียได้อย่างถาวร  โดยที่คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครองนั้นจะต้องเป็นประชากรออสเตรเลีย หรือเป็นพีอาร์ หรือจะเป็น eligible New Zealand citizen ก็ได้  โดยที่ลูกๆ ในฐานะผู้สมัครจะต้องมีอายุต่ำกว่า 25 ปีนะคะ  โดยเฉพาะสำหรับเด็กๆที่อายุต่ำกว่า 18 ปีก็จะทำเรื่องง่ายขึ้นมาก แต่ถ้าหากอายุเกิน 18 ปี ก็จะต้องแสดงหลักฐานว่ายังอาศัยคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูอยู่ เช่นยังเรียนหนังสืออยู่ และจะต้องยังไม่แต่งงานด้วย  แน่นอนว่าการขอวีซ่าสำหรับลูกๆที่อายุเกิน 18 ปี จำเป็นจะต้องมีการโชว์เอกสารมากกว่ากรณีที่ลูกอายุต่ำกว่า 18 ปี แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไปนะคะ  เพราะถ้าหากมีเอกสารพร้อมทั้งฝ่ายผู้สมัคร และสปอนเซอร์  โอกาสที่วีซ่าจะผ่านก็มีสูงค่ะ 
          ก่อนอื่นเรามาดูกันที่คุณสมบัติของผู้สมัคร หรือลูกๆทั้งหลายกันค่ะ  ตัวลูกนั้นจะต้องเป็นลูกหรือ ลูกเลี้ยงของสปอนเซอร์ก็ได้ ซึ่งสปอนเซอร์นั้นก็จะต้องเป็นพีอาร์ หรือเป็นซิติเซ่นที่นี่  หรือสำหรับลูกบุญธรรมนั้น ก็ต้องรับเป็นบุตรบุญธรรมก่อนที่จะเป็นซิติเซ่นหรือพีอาร์  เพราะถ้าหากรับเป็นบุตรบุญธรรมหลังจากที่ได้พีอาร์หรือซิติเซ่น จะต้องสมัครวีซ่าอีกประเภท Adoption Visa (sc102) แทนค่ะ  
          สำหรับบุตรนั้นจะต้องมีอายุต่ำกว่า 25 ปี ในกรณีที่บุตรอายุน้อยกว่า 18 ปี ถือว่าเป็นผู้ติดตามของคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องได้รับการเลี้ยงดู  แต่ถ้าหากอายุเกิน 18 ปี ก็ต้องเรียนเต็มเวลา ไม่เคยทำงาน และไม่เคยแต่งงาน ซึ่งสำคัญมากนะคะ   หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าลูกที่อายุเกิน 18 นั้นไม่ได้เรียน หรือแอบไปลาออก หรือทำงาน  ทางอิมมิเกรชั่นมีสิทธิ์ปฏิเสธที่จะไม่ให้วีซ่าได้ค่ะ   สิ่งสำคัญที่สุดในการสมัครวีซ่าประเภทนี้ได้ก็คือสิทธิในการปกครองบุตรค่ะ  ในกรณีคุณพ่อคุณแม่บางคนที่อาจจะแยกกันอยู่ หรือหย่ากันแล้ว  เอกสารที่จำเป็นมากในการสมัครวีซ่าก็เอกสารในการมอบอำนาจในการปกครองบุตรให้กับสปอนเซอร์แต่เพียงผู้เดียว  หรือถ้าหากอำนาจในการปกครองบุตรอยู่กับพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย  ทางลูกเองนั้นก็ต้องมีจดหมายอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศได้ค่ะ    เอกสารชิ้นนี้สำคัญมากนะคะ  ถ้าหากไม่มีเอกสารชิ้นนี้แล้วโอกาสในการได้วีซ่าก็เรียกว่าเป็นศูนย์เลยล่ะค่ะ  จริงๆจะว่าไปแล้วการยื่นวีซ่าบุตรนั้นก็ไม่ได้ยากจนเกินไปนะคะ  ขอเพียงแค่แสดงเอกสารถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวผู้สมัคร และตัวสปอนเซอร์ว่าเป็นพ่อแม่-ลูกกันจริงๆ  ซึ่งโดยปกติแล้วทางอิมมิเกรชันก็มักจะเห็นใจออกวีซ่าให้ค่ะ  

          วีซ่าอีกประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับลูกๆที่คุณหมอวีซ่าขอนำมากล่าวถึงในวันนี้ด้วยก็คือ  Dependent Child Visa (Subclass 445) หรือวีซ่าสำหรับบุตรที่ติดตามพ่อแม่ที่ยื่นวีซ่าคู่ครองมาค่ะ  ภายหลังจากที่คุณพ่อหรือคุณแม่นั้นถือวีซ่าคู่ครองแบบชั่วคราว ได้แก่

·         temporary Partner visa (subclasses 309 or 820)
·         temporary Spouse visa (subclasses 309 or 820)
·         temporary Interdependency visa (subclasses 310 or 826)

โดยที่สปอนเซอร์ของวีซ่าตัวนี้ก็คือคู่ครองของคุณพ่อ-คุณแม่ที่เป็นซิติเซ่น หรือพีอาร์ค่ะ  ซึ่งวีซ่าประเภทนี้ก็เป็นวีซ่าพีอาร์เช่นเดียวกับวีซ่าบุตรข้างต้นค่ะ  เพียงแต่เป็นวีซ่าบุตรสำหรับคุณพ่อ-คุณแม่ที่กำลังถือวีซ่าคู่ครองชั่วคราวอยู่   ถ้าหากพีอาร์ของผู้ปกครองผ่านเมื่อไร  ลูกเองนั้นก็จะได้รับพีอาร์ตามผู้ปกครองไปเลยค่ะ     

          คุณสมบัติของวีซ่าตัวนี้ก็เช่นเดียวกับวีซ่าบุตรข้างต้น  ผู้สมัครจะต้องมีอายุต่ำกว่า 25 ปี แต่ถ้าหากเกิน 18 ปี จะต้องแสดงหลักฐานความสัมพันธ์ว่าบุตรนั้นยังพึ่งพาคุณพ่อ-คุณแม่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเงิน ที่พักอาศัย และอื่นๆ   โดยสปอนเซอร์จะต้องสนับสนุนทางด้านการเงินไปตลอด 2 ปี ในออสเตรเลีย   และจะต้องมีใบมอบอำนาจในการปกครองบุตร หรือใบอนุญาตให้เดินมาต่างประเทศจากหน่วยงานราชการไทยด้วยค่ะ

          จะว่าไปแล้ววีซ่าบุตรทั้งสองประเภทนี้ก็มีคุณสมบัติไม่ว่าจะเป็นของผู้สมัคร หรือสปอนเซอร์ที่คล้ายๆกันนะคะ    ขอเพียงแค่ทั้งตัวผู้สมัครและสปอนเซอร์สามารถพิสูจน์หรือหาเอกสารมาตามที่อิมมิเกรชั่นกำหนด และผ่านการตรวจสุขภาพ และไม่ติดประวัติใดๆทั้งสิ้นก็มีโอกาสได้วีซ่าตัวนี้มาค่ะ   อ้อ... ลืมบอกไปอีกอย่างนะคะ  สำหรับในกรณีที่บุตรนั้นอายุต่ำกว่า 18 ปี สปอนเซอร์นั้นจะต้องมีการแสดงผลสอบประวัติจากประเทศต่างๆที่ไปอาศัยอยู่เกิน 12 เดือน  รัฐบาลออสเตรเลียให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนมาก  ดังนั้นเพื่อการปกป้องเด็กและเยาวชน รัฐบาลออสเตรเลียจึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบประวัติ อย่างเช่นหากค้นพบว่าสปอนเซอร์นั้นเคยมีคดีลักพาตัวเด็ก กระทำชำเราเด็ก หรือเคยต้องคดีอาญาทางอินเตอร์เนต  ครั้นอิมมิเกรชั่นจะแกรนท์วีซ่าให้เด็กมาอยู่ด้วย ก็ไม่สามารถรับรองความปลอดภัยให้ตัวเด็กได้อะไรทำนองนั้น เป็นต้น

อันนี้เป็นเพียงข้อมูลคร่าวๆของวีซ่าบุตรทั้งสองประเภทนะคะ  หากผู้อ่านท่านใดอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่  http://www.immi.gov.au/migrants/family/child/445/
และ http://www.immi.gov.au/migrants/family/child/101/  นะคะ หรือถ้าหากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถโทรเข้ามาถามที่ซีพีฯได้ทุกสาขาเลยค่ะ    หลายๆคนเลือกที่จะให้เด็กๆถือวีซ่าท่องเที่ยว หรือถือวีซ่านักเรียนไปเรื่อยๆ  เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายกันแล้ว การสมัครวีซ่าสำหรับบุตรดูจะคุ้มกว่ากันมากในระยะยาว เพราะเท่ากับว่าได้พีอาร์เลย   สำหรับลูกของเรา เราก็อยากจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ใช่มั้ยคะ สำหรับวันนี้ คุณหมอวีซ่าขอลาไปด้วยคำเขียนซึ้งใจที่ลูกสาวเขียนมาให้พร้อมของขวัญเป็นหนังสือเล่มเล็กที่ชื่อว่า “all about my MOTHER by Cheryl Saban PhD” เป็นของขวัญวันแม่ Mother’s Day ที่เพิ่งผ่านไปหยกๆเมื่อกลางเดือน May 2013 ที่ผ่านมา:
“Dear Mum,
Happy Mother’s Day (รูปหัวใจ)..Through your words, your actions, your bravery, your love…you have taught me to be grateful for the things in my life. But please know, the thing I am most grateful for is having you as my mother…I love you! XOXO, from your daughter..”
กับอีกบทสั้นๆ ในหนังสือ:
“My mum is my best friend. She’s the one support system that has never failed. She is there for me no matter what, at any time. She is my hero.”
 ดีใจวันที่หยุดสุดสัปดาห์นี้คุณหมอวีซ่าจะได้ไปทานข้าว spend time กับลูกชาย จะมีความรักใดในโลกที่จะเทียบเท่ากับความรักอย่างไม่ติดเงื่อนไขใดๆจากพ่อแม่ที่ฝรั่งเรียกว่า “unconditional love” ที่พ่อแม่ให้กับลูกได้ - เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่กว่ามหาสมุทรสิ่งใดๆในโลก ดังนั้นลูกๆทั้งหลาย ก็ขอให้รักและกตัญญูต่อพ่อแม่ให้มากๆกันนะคะ
แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าค่ะ
ด้วยความปรารถนาดี
จากคุณหมอวีซ่า

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

BUDGET 2013-14 VS AUSTRALIAN MIGRATION


BUDGET 2013-14 VS AUSTRALIAN MIGRATION

เอาเป็นว่าในที่สุด คืนแห่งงบประมาณแห่งชาติ หรือ Budget Night สำหรับปี 2013-2014 ของออสเตรเลียก็ผ่านไปด้วยความทุลักทุเลที่มีตัวเลขติดลบ (deficit) ถึง 19.4 พันล้านเหรียญ ก็ไม่ทราบว่ารัฐบาลจะไปหาเงินที่ไหนมารองรับการแก้ปัญหาการติดลบตรงนี้  - ประกาศไปอย่างเป็นทางการแล้วโดยท่านรัฐมนตรีคลัง Wayne Swan เมื่อคืนวนที่ 14 May, 2013 สดๆร้อนๆ คุณหมอวีซ่าเองก็ตามข่าวอย่างทันยุค และในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านวีซ่าเข้าเมืองของออสเตรเลีย คุณหมอวีซ่าก็คงจะขออนุญาตนำข้อมูลจากสถาบัน Migration Institute of Australia (MIA) ที่เป็นสโมสรหรือสมาคมสำหรับ migration agents ทั้งหลายที่คุณหมอวีซ่าเองก็เป็นสมาชิกอยู่มาเล่าสู่กันฟังอย่างทันข่าวสดๆร้อนๆว่าการประกาศงบประมาณครั้งนี้ของพรรคแรงงานที่นำโดยนายกหญิงจูเลีย กิลลาร์ดนั้นจะมีผลกระทบต่อนโยบายทางด้านวีซ่าและคนอพยพเข้าเมืองของออสเตรเลียอย่างไรนะคะ
จากการวิเคราะห์ของ MIA สรุปข้อมูลที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องการเข้าเมืองตามที่คัดมาให้ท่านผู้อ่านลองอ่านดูมีดังนี้ค่ะ

2013-14 Budget Overview: Australia's Migration Program

A preliminary reading of the DIAC Portfolio Budget Statements 2013-14 reveals:
   Total Migration Program numbers remain unchanged at 190,000; ตัวเลขจำนวนคนที่จะรับเข้าประเทศออสเตรเลียในปีงบประมาณนี้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือ 190,000 เท่าเดิม
   Skilled Program down by 700 places to 128,550; วีซ่าทักษะลดจำนวนไปอีก 700 ที่
   Family Program up by 700 to 60,885; วีซ่าครอบครัวขึ้น 700 ที่
   Total departmental revenue is expected to increase from $1,333.7 million to $1,462.3 million. The movement is primarily due to an increase in revenue from Government (appropriation revenue) of $126.7 million and an increase in DIAC’s own source revenue of $1.9 million; กระทรวงตรวจคนเข้าเมืองฯได้รับงบเพิ่มจาก 1,333.7 ล้านเหรียญเป็น 1,462.3 ล้าน
   Visa and Migration Program delivery expenses increase from $508 million to $518 million; ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการออกวีซ่าและเข้าเมืองเพิ่มขึ้นเป็น 518 ล้าน
   Visa compliance and status resolution expenses increase from $87 million to $96 million; ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการแก้ปัญหาการผ่าผืนหรือละเมิดกฎวีซ่าขึ้นจาก 87 ล้านเหรียญเป็น 96 ล้านเหรียญ
   Refuge expenses increase from $118 million to $551 million in response to the Report of the Expert Panel on Asylum Seekers, which recommended an increase in the Humanitarian Program to 20,000 places annually; อันนี้น่าตกใจนะคะ เพราะรัฐบาลเพิ่มงบให้กับโครงการผู้ลี้ภัยเยอะมากจาก 118 ล้าน
เป็น 551 ล้าน
   There will be a comprehensive review into Australia’s refugee status determination system;แถมจะให้มีการทบทวนระบบผู้ลี้ภัยของออสเตรเลียอย่างละเอียด
   At least 12 percent of offshore refugee grants through the Woman at Risk Subclass; จะมีการอนุมัติผู้ลี้ภัยหญิงที่ตกอยู่ในข่ายมีความเสี่ยงถึง 12%
   Settlement services expenses increase from $479 million to $552 million; เพิ่มงบให้กับการช่วยผู้อพยพด้านการตั้งหลักแหล่งเป็น 552 ล้าน
   Grants for multicultural affairs increase from $732,000 to $9.5 million; งบส่งเสริมนานาวัฒนธรรมเพิ่มจาก 732,000 เหรียญเป็น 9.5 ล้าน
   Enhancement and extension of biometric testing; งบเพื่อปรับปรุงและขยายการทดลองทางชีวมิติให้ดีขึ้น
   Enhancement of the DIAC’s capability to detect and minimise identity and document fraud; งบเพื่อการปรับปรุงระบบการจับการใช้เอกสารปลอมไปหลอกอิมฯ
   Subclass 457 visa application charges will increase revenue by more than $46 million; เพิ่มค่ายื่นเรื่องวีซ่า 457 เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศถึง 46 ล้าน
   Improvements to communications that increase consumers’ understanding of their rights and agents’ understanding of their obligations under the regulatory framework; and ให้งบส่งเสริมการสื่อสารให้ผู้บริโภคคนเข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของตนภายใต้ขอบข่ายของกฎหมาย
   Five percent of agents to be monitored – which is not a change. งบการตรวจสอบการทำงานของเอเย่น 5% ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง
The Government’s reform agenda for the Migration Program includes: สำหรับหัวข้อที่รัฐบาลกำหนดให้มีการฟื้นฟูได้แก่
   Labour market policy framework; นโยบายเกี่ยวกับตลาดแรงงาน
   Long term migration planning framework; โครงการวางแผนคนอพยพเข้าเมืองระยะยาว
   Skills targeting (permanent and temporary); วีซ่าทักษะทั้งระยะสั้นและยาว
   Review of student programs; ทบทวนเรื่องวีซ่านักเรียน
   Working holiday, visitor and specialist entry programs; วีซ่าทำงานขณะท่องเที่ยว วีซ่าเยี่ยมเยือน และวีซ่าเข้าเมืองเฉพาะอื่นๆ
   Visa simplification and deregulation agenda; and เปลี่ยนแปลงฎเกณฑ์แนวทางปฏิบัติวีซ่าให้ง่ายขึ้น
   Implementation of a fairer approach to migration for people with a disability. แก้ไขขั้นตอนการอพยพเข้าเมืองสำหรับผู้มีอาการทุพลภาพให้ยุติธรรมขึ้น
(Source: MIA Notice Issue 2013.42 - 14 May by Migration Institute of Australia)

สรุปแล้วตามความเห็นของสื่อหลายฉบับก็ลงกันว่า รัฐบาลชุดนี้ออกงบตามความเชื่อในระบบของตน ไม่ได้ออกตามความอยู่รอดของประเทศชาติ เลยมีการติดลบถึง 19.4 พันล้าน นักธุรกิจก็กังวลกัน เพราะคงจะมาดูดเงินภาษีเพิ่มขึ้นแน่นอน เมื่อเทียบกับการทำธุรกิจก็เปรียบเสมือนมีแต่เงินออก เงินเข้าจะหามาจากไหน ก็ยังไม่มีการระบุที่แน่ชัด สื่อเห็นว่าน่าจะเป็นการสร้างปัญหาภาระหนี้สินให้รัฐบาลชุดต่อไปเข้ามาแก้ไขในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตอนเดือนกันยายนนี้มากกว่า มีคนลงความเห็นว่า การที่รัฐบาลชุดนี้ประกาศเพิกถอนรายการเงินจุนเจือทารก Baby Bonus ออกนั้น หากใครยังอยากได้เงินตรงนี้ (ประมาณ $5,000 ที่รัฐบาลเคยจ่ายให้กับทุกทารกที่เกิดใหม่) คงจะต้องรีบกลับไปทำให้ภรรยาตนท้องภายใน 10 วันหลังคืนที่มีการประกาศงบประมาณแห่งชาติครั้งนี้ ฮาจริงๆค่ะ
อีกช่องทางหนึ่งที่รัฐบาลออสเตรเลียทำเงินก็มาจากวีซ่าสำหรับนักลงทุน ความที่ประเทศออสเตรเลียมีเมืองที่ติดอันดับว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกถึง 4 แห่ง คือ Melbourne, Adelaide, Sydney และ Perth โดยที่ Melbourne ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกเลยทีเดียวนะคะ (ดูการจัดอันดับได้จาก http://www.telegraph.co.uk/property/propertypicturegalleries/9477990/The-worlds-10-best-cities-to-live-in.html) จึงทำให้มีนักลงทุนจากทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศจีนที่อยากเอาเงินมาลงทุนซื้อสัญชาติออสเตรเลีย รัฐบาลออสเตรเลียจึงได้ออกวีซ่าที่เรียกว่า Significant Investor Visa ประเภท 888 มาดึงดูดนักลงทุนให้เอาเงินมาทุ่มในประเทศออสเตรเลีย วีซ่าตัวนี้ใหม่มาก และต้องใช้เงินลงทุนถึง 5 ล้านเหรียญ และแล้วเมื่อวันที่ 3 May, 2013 ที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรีเข้าเมือง Brennan O’Connor  ก็ออกมาประกาศว่าได้ปล่อยวีซ่าตัวนี้ผ่านให้กับนักลงทุนชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่เป็นยักษ์ใหญ่ทางการผลิตของเล่นเด็กเป็นเจ้าแรกแล้ว คุณหมอวีซ่าเลยขออนุญาตนำข่าวที่นำเสนอโดย Migration Alliance ซึ่งเป็นอีกสโมสรหนึ่งที่คุณหมอวีซ่าในฐานะที่เป็น Migration Agent มานานปีตั้งแต่ปี คศ 1998 มาลงให้ท่านผู้อ่านที่คิดว่ามีเงินเหลือใช้ อยากได้วีซ่าถาวรของออสเตรเลียโดยไม่ต้องกังวลเรื่องอายุ ทักษะหรือภาษาอังกฤษ ก็มาพบคุณหมอวีซ่าได้นะคะ จะพยายามช่วยให้ท่านข้ามสะพานไปได้เช่นกันค่ะ

Australia grants first significant investor visa

Created on Monday, 06 May 2013 21:17

Written by Editorial staff



Brendan O'Connor, Australia's minister for immigration and citizenship, announced on Friday (May 3) that the first significant investor visa has been granted.
These migration visas were introduced in November last year, and is the newest addition to the Australian Business Innovation and Investment Program.
Its introduction was a strategic move by the government to attract migrants to Australia who have proven themselves to be successful businessmen and women or investors.
"Significant investors bring with them their skills in business, their links to international markets and additional capital for investment in other projects in Australia that interest them," stated Mr O'Connor.
A large number of people - 170 in total, according to the immigration minister - have applied for significant investor visas so far, representing an approximately $850 million boost in potential investments.
Friday's successful applicant, who was nominated by the Victorian state government, is a Chinese toy manufacturer, who will be moving to Australia shortly with his young family.
This visa is unique in that applicants do not need to satisfy the innovation points test and there are no upper age limits. There is also no English language threshold.
Potential applicants for the significant investor visa must be nominated by a state or territory government and submit an Expression of Interest through SkillSelect, an online service hosted by the Department of Immigration and Citizenship, before they will be invited to lodge an application for this visa.
The visa dictates that successful applicants must contribute a minimum of $5 million into complying Australian investments and maintain this one-off contribution over four years.
There are three kinds of complying investment, according to the Department of Immigration and Citizenship's FAQ sheet on the significant investor visa. They are:
• Direct investment into Australian proprietary companies
• Government bonds
• Australian Securities and Investment Commission (ASIC) regulated managed funds
The 'managed funds' migrants can invest in include, but are not limited to, infrastructure projects and real estate in Australia, agribusiness and a variety of bonds.
This complying investment must be made before eligible applicants are granted their provisional visa.
If significant investor visa holders are able to continue investing the $5 million into the economy for four years, they then become eligible for permanent visas.
"Australia is in active competition with other countries across our region for successful, high wealth individuals and the capital and business acumen that comes with them," stated Mr O'Connor.
This is why state and territory governments are primarily targeting "the most experienced business people and high-profile investors" with this scheme.
(Source: Migration Alliance Newsletter, 7 May, 2013)
ขณะเดียวกัน อิมมิเกรชั่นช่วงนี้ก็ target นายจ้างทั้งหลายที่ไปว่าจ้างแรงงานที่อยู่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายตามข่าวที่ออกมาล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยทางอิมมิเกรชั่นได้ออกเอกสารถึงการจ้างลูกจ้างที่มีวีซ่าในการทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  ตามเอกสารข้างล่างนี้ 
Fact Sheet – Employing Legal Workers
It is the responsibility of all businesses to employ only legal workers.
Legal workers are Australian citizens, permanent residents and people in Australia on valid visas that allow them to work. This includes New Zealand citizens.
Not everyone in Australia is allowed to work. Some Australian visas, for example some visitor visas, do not allow non-citizens to work while in Australia.
Non-citizens who no longer hold a valid visa are also not allowed to work in Australia.
In 2007 it became a criminal offence to employ or refer for work someone who is not allowed to work. This includes both paid and unpaid work.
What's new?
Infringement notices and civil penalties will be introduced for hiring, contracting or referring for work people who are not allowed to work who are restricted from undertaking certain work.
Businesses will be held responsible for engaging illegal workers, whether they knew they were allowed to work or not. This is unless they can provide evidence they took reasonable steps to prevent that occurring.
Who is affected by the reforms?
All Australian businesses should check that the workers they engage are allowed to work. This is regardless of whether workers are sourced directly or via a contractor, labour hire or referral company.
How can I check if someone is allowed to work?
By using Visa Entitlement Verification Online (VEVO) you can check if someone is allowed to work in Australia. It will also tell you if there are any work limitations associated with a visa, such as a person who holds a working holiday visa who can only work for six months.
VEVO is a secure and free government web-based service. It is the preferred method of checking if non-citizens are allowed to work. VEVO checks can be used as evidence that you have taken reasonable steps to check that someone is allowed to work.
Summary of the new sanctions
Below are the penalty categories and amounts.
Penalty
Maximum sanction
Illegal Worker Warning Notice
administrative warning
Infringement
·         individuals – $3060
·         body corporates – $15 300
Civil penalty
·         individuals – $15 300
·         body corporates – $76 500
Criminal offence
two years imprisonment and/or fine:
·         individual – $20 400
·         body corporates – $102 000
Aggravated criminal offence
five years imprisonment and/or fine:
·         individuals – $51 000
·         body corporates – $255 000
Note: All fine amounts are per illegal worker.
An example of an individual would be a sole trader; a body corporate would be a company.


จากบทความข้างต้นนั้น เป็นการกล่าวเชิญชวนให้จ้างลูกจ้างที่มีวีซ่าอย่างถูกต้องตามกฎหมายในการทำงาน  แล้วทำไมถึงต้องจ้างลูกจ้างที่มีซ่าทำงานที่ถูกต้องด้วย  นั่นก็เพราะในปัจจุบันนี้อาจจะมีผู้ที่ไม่มีวีซ่ามากมายทำงานในออสเตรเลีย โดยไม่ยอมจ่ายภาษี  ได้รับเงินสดไปกันแถบๆ  ดังนั้นทางรัฐบาลออสเตรเลียจึงได้ออกมาตรการขึ้นมาเพื่อป้องกันนายจ้างทั้งหลายที่ต้องการจะจ้างลูกจ้าง  ถ้าหากต่อไปนี้มีการจ้างลูกจ้างที่เป็นผี หรือมีวีซ่าที่ไม่มีสิทธิในการทำงาน ก็อาจจะโดนปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับค่ะ   
หลายคนคงงงว่าคุณหมอวีซ่านำบทความฉบับนี้มาลงทำไม  ทั้งนี้เพราะในปัจจุบันนี้มีน้องๆจำนวนมากที่ทำงานอย่างไม่ถูกกฎของวีซ่าที่ตัวเองถืออยู่ เช่นบางคนถือวีซ่าท่องเที่ยวแล้วก็เข้ามาทำงาน  แทนที่จะได้รับการจ่ายเงินที่ถูกต้องจากนายจ้าง  จากปกติแล้ว ทำงานในร้านอาหารทั่วไปอาจจะได้ชั่วโมงละ 15 เหรียญหรือมากกว่า แต่เมื่อมีวีซ่าที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจจะโดนนายจ้างกดเงินให้เพียง 50 เหรียญต่อกะ ซึ่งนับว่าน้อยมากตามอัตราการจ่ายค่าแรงที่ออสเตรเลีย  ในขณะเดียวกันสำหรับผู้ที่ไม่มีวีซ่า หรือเป็นผีอยู่  โอกาสในการได้เงินอย่างถูกต้องตามกฎหมายนั้นก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่  นายจ้างส่วนใหญ่เมื่อเห็นไม่มีวีซ่าก็อาจจะกดเงิน หรือไม่ให้เงิน  แล้วถ้าหากไม่พอใจก็อาจจะแจ้งอิมมิเกรชั่นให้มาจับกลับประเทศ  เห็นมั้ยคะว่าการจ้างแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้นดีกว่าแค่ไหน    เพราะฉะนั้นสำหรับทุกคนที่ถือวีซ่าประเภทอื่นๆ เช่นวีซ่านักเรียน วีซ่าท่องเที่ยว แล้วต้องการเปลี่ยนเป็นวีซ่าทำงาน  มีนายจ้างเห็นฝีมือแล้วอยากสปอนเซอร์ต่อ  ก็สามารถเข้ามาพูดคุยได้กับซีพี ทุกสาขาเลยนะคะ  เพราะเดี๋ยวนี้ข่าวลือเรื่องวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ (457) นั้นมีหลายกระแสมากมาย  และยิ่งในช่วงหลัง 1 กรกฎาคม 2013 เป็นต้นไป วีซ่านายจ้างสปอนเซอร์จะมีการปรับเปลี่ยนให้ยากขึ้น  อันนี้เหลายความเห็นก็โทษรัฐบาลออสเตรเลียที่นำโดย Julia Gillard ที่อยากจะหาเสียงโดยการนำวีซ่า 457 มาเป็นประเด็น   ตัวอย่างเช่นบริษัท A ดำเนินธุรกิจทางด้านดีไซน์  บริษัท A จะต้องแสดงให้ทางอิมเห็นว่า บริษัทไม่สามารถหาลูกจ้าง local ที่เป็นพีอาร์ หรือซิติเซ่นได้แล้ว ถึงจะจ้างลูกจ้างที่เป็นชาวต่างชาติได้  นอกจากนี้เงินเดือนที่นายจ้างจ่ายนั้นก็ต้องในระดับเดียวกับลูกจ้าง local   และอาจจะมีการปรับผลในเรื่องของผลสอบภาษาต่างๆ  ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีกฎการเปลี่ยนแปลงออกมาที่แน่นอน  เพราะฉะนั้นน้องๆคนไหนที่อยากจะยื่นวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ก็ควรจะรีบยื่นก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2013 นี้ เพราะถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงกฎแล้ว แน่นอนว่าวีซ่าทำงานก็อาจจะมีโอกาสที่ได้ยากขึ้นอีกค่ะ

สำหรับท่านผู้อ่านท่านใดที่ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมของการยื่นวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ หรืออยากจะเปลี่ยนไปยื่นวีซ่าประเภทอื่นสามารถติดต่อได้ที่ซีพีฯได้ทุกสาขาเลยค่ะ  ช่วงนี้ทั้งคุณโจที่ CP Sydney และคุณเปียที่ CP Melbourne รับจดหมายผ่านวีซ่า 457 และวีซ่าทักษะรุ่น 885/886 กับวีซ่าคู่ครอง คู่หมั้น กันเยอะมากจนไม่นับจำนวนและ ไม่ต้องนำไปลงโฆษณากันกันอีกแล้ว ปากต่อปากก็ทำกันไม่ทันแล้วค่ะ อีกประการลูกค้าสมัยนี้ การผ่าน PR เป็นเรื่องธรรมดามากๆ ไม่อยากให้นำเรื่องไปประกาศลงหน้าหนังสือพิมพ์กัน ตรงนี้ก็ต้องให้เกียรติลูกค้ากันนะคะ  เป็นที่ดีอกดีใจของน้องๆที่รับวีซ่ากันไปเป็นแถวๆ วันนี้คุณหมอวีซ่าขอจบเพียงแค่นี้ก่อน บทความฉบับนี้แถมภาษาอังกฤษให้เยอะมาก ถือว่าเป็นการช่วยเสริมทักษะภาษาการเมืองให้ท่านผู้อ่านที่สนใจเรียนก็แล้วกันนะคะ ช่วงนี้คุณหมอวีซ่าอยู่ Melbourne และ enjoy ชื่นชอบที่นี่มาก เมืองสวย แฟชั่นทันสมัย ผู้คนเป็นมิตร กาแฟและอาหารเป็นเลิศ เห็นด้วยว่าเมืองเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกจริงๆค่ะ สัปดาห์ต่อไปคุณหมอวีซ่าจะเดินทางไปประจำอยู่สำนักงาน CP Bangkok ตั้งแต่ 22 May จนถึง 23 June เป็นเวลาร่วม 1 เดือน หากท่านผู้อ่านท่านใดมีญาติมิตรเพื่อนฝูงอยากเข้าพบเพื่อปรึกษากับคุณหมอวีซ่าโดยตรง ก็นัดผ่านคุณอั้น หรือคุณหน่อย ผู้ช่วยประจำที่สำนักงานกรุงเทพฯของคุณหมอวีซ่าได้โดยตรงเลยนะคะที่เบอร์ +662 278 1236 แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าค่ะ


คุณหมอวีซ่า คุณคริส ผอ  CP Inter กับทีมงาน CP Melbourne - ผู้จัดการคุณเปีย น้องเบียร์กับน้องฝน สนุกกันครบหน้าครบตา เมื่อ 14 May ที่ผ่านมา


คุณหมอวีซ่า คุณคริส ฉลองวันแม่กับเพื่อนรุ่นมหาลัยคุณ George กับ Yardley Kyling ผู้เป็นกรรมการลิ้มรสในรายการทีวีดัง Master Chef มาแล้ว