“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

รวมเรื่องราวประทับใจ... จากลูกค้าซีพีฯ


สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งกับคุณหมอวีซ่าประจำฉบับนี้  เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คุณหมอวีซ่าได้มีโอกาสไปร่วมงาน Royal Taste of Thai” ซึ่งเป็นงานรวบรวมผู้ประกอบการร้านอาหาร จัดขึ้นที่โรงแรม Mercure Hotel Sydney   ในงานนี้ คุณหมอวีซ่าได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องวีซ่าต่างๆกับผู้ประกอบและนักธุรกิจการทั้งหลาย โดยเฉพาะในเรื่องของนายจ้างสปอนเซอร์และเรื่องวีซ่าธุรกิจ วันงานก็ได้มีโอกาสพบปะกับลูกค้ามากมายที่ได้ทั้งวีซ่าชั่วคราวและวีซ่าถาวรไปจากทาง CP และปัจจุบันทำงานเป็น Cook บ้าง เป็น Restaurant Manager บ้าง เป็น Graphic Designer และบางท่านก็เปิดร้านเป็นเจ้าของร้านอาหารเองบ้าง และที่ประทับใจมากก็คือได้พบกับคุณดุสิตและภรรยาที่เคยได้วีซ่า RSMS เป็น PR ไปอยู่ในเขต Regional และได้ทำงานในสาย Hospitality คุณดุสิตเคยเล่าให้ฟังว่าตอนอยู่เมืองไทยเขามีงานทำที่ดีมาก แต่สาเหตุที่เลือกที่จะอพยพมาอยู่ออสเตรเลียในเขต Regional ก็เพราะว่าเคยเห็นปลาวาฬว่ายน้ำผ่านที่มหาสมุทร ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามและประทับใจเขามาก เขาเลยถามตนเองว่าจะมีสักกี่คนในโลกนี้ที่มีโอกาสเช่นเขาที่ตื่นเช้าก็ได้อยู่กับความงดงามของธรรมชาติและสูดอากาศที่บริสุทธิ์สดชื่นทุกวัน บางฤดูก็อย่างว่าได้เห็นปลาโลมาปลาวาฬว่ายน้ำผ่านไป เขาเลยทำการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตที่ขอยื่นเรื่องอยู่ต่อในออสเตรเลีย และที่คุณหมอวีซ่าดีใจมากๆก็คือ ตอนนี้คุณดุสิตและภรรยาก็ได้มีเจ้าตัวน้อยน่ารักมากๆมาเสริมความสุขและสีสันให้กับครอบครัว (ดูในรูปสิค่ะ น้องน่ารักมากๆเลยค่ะ) คุณหมอวีซ่าดีใจมากที่เห็นความสำเร็จของลูกค้าทุกท่าน ส่วนการสัมมนาเรื่องวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ วีซ่าธุรกิจและการลงทุนในวันงาน ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับท่านผู้ฟังบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ  สำหรับใครที่มีคำถามเพิ่มเติม หรือยังไม่กระจ่าง ก็สามารถจะโทรเข้ามาสอบถามได้ที่ 02-92678522 หรือจะอีเมล education@cpinter.com.au มาสอบถามขั้นต้นก่อนก็ได้ ทางซีพีฯยินดีช่วยเหลือทุกท่านค่ะ 



คุณหมอวีซ่าเขียนบทความให้ความรู้เรื่องวีซ่ามาก็มากต่อมากแล้ว  วันนี้ด้วยแรงดลใจจากคุณดุสิต จึงอยากเขียนเรื่องราวของลูกค้าหลายต่อหลายท่านที่เลือกใช้บริการของซีพีฯ กว่า 16 ปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันนี้ได้วีซ่า ได้พีอาร์ หรือเป็นซิติเซ่นกันไปหมดเรียบร้อยแล้ว  บางท่านจากที่เป็นผี (ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว) ก็กลายเป็นคนกันจนหมดแล้ว   ทุกครั้งที่ทราบว่าลูกค้าได้วีซ่า คุณหมอวีซ่ารู้สึกภาคภูมิใจทุกครั้งที่ได้มีอกาสช่วยเหลือและเปลี่ยนชีวิตเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นให้เขาเหล่านั้นได้   โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับวีซ่าคู่ครองที่คุณหมอวีซ่าได้ประสบพบเจอ  บางท่านก็ประสบปัญหามาหลากหลาย แต่สุดท้ายแล้วก็สามารถช่วยแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา ประสบการณ์และความรู้ทางกฎหมายอิมมิเกรชั่นจนเขาได้วีซ่ามา  เรามาลองอ่านเรื่องราวของลูกค้าเหล่านี้ไปพร้อมๆกัน จะได้เป็นกำลังใจให้ว่า “ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็ยังมีความหวังให้สู้ต่อไปนะคะ

เรื่องที่ 1 - น้องเอ (นามสมมุติ) ได้เข้ามาปรึกษากับคุณหมอวีซ่าในวันหนึ่ง  น้องเอนั้นถือวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ ประเภท 457 ในตำแหน่งอาชีพหนึ่ง  แต่หลังจากที่ทำงานกับสปอนเซอร์ไปได้สักพัก  ทำงานทุกวัน นายจ้างไม่ยอมให้หยุด  ป่วยหนักแค่ไหนก็ต้องมาทำงาน  จนกระทั่งวันหนึ่งป่วยหนัก ลุกไม่ไหว  โทรศัพท์ไปบอกนายจ้าง วันรุ่งขึ้นจะไปทำงานก็โดนนายจ้างไล่ออกจากงานทันที วีซ่า 457 (นายจ้างสปอนเซอร์) ก็ค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น ไปทำงานที่ไหนที่อื่นก็ไม่ได้ เพราะติดเงื่อนไข 8107 ในวีซ่า ที่จะต้องทำงานให้กับนายจ้างที่เป็นสปอนเซอร์ให้เท่านั้น   น้องเอและแฟนเลยเข้ามาปรึกษาเรื่องจะเปลี่ยนนายจ้าง แต่พอคุยไปคุยมา ในเมื่อน้องเอนั้นก็มีแฟนเป็นคนที่นี่อยู่แล้ว  คุณหมอวีซ่าเลยแนะนำให้ยื่นวีซ่าคู่ครองแบบ de-facto แทนไปซะเลย โดยเก็บหลักฐานกินอยู่เพียงแค่ 6 เดือน + ให้ไปจดทะเบียนความสัมพันธ์ที่เรียกว่า Relationship Registration Certificate มา  เพื่อเป็นการให้ความคุ้มครองกับน้องเอ หลังจากยื่นวีซ่าคู่ครองไปแล้ว ทางซีพีฯจึงค่อยให้ไปแคนเซิลวีซ่าทำงาน เรียกว่าในท่ามกลางแห่งความโชคร้าย น้องเอก็ยังโชคดีที่ได้เจ้าหน้าที่ฝั่งดูแลวีซ่าคู่ครองที่ดีมาก ขยันทำงาน เรื่องยื่นเข้าไปเพียงแค่ 3 เดือนนับจากยื่นเรื่องเท่านั้น ก็ได้วีซ่าทีอาร์ subclass 820 มาเลย ปัจจุบันนี้ก็สามารถทำงานได้เต็มเวลา ไม่จำเป็นต้องไปง้อนายจ้างอีกแล้ว  แถมยังได้สิทธิเมดิแคร์อีกด้วย  - Happy Ending ค่ะ...

เรื่องที่ 2 - น้องบี (นามสมมุติ) เป็นลูกค้าอีกท่านหนึ่งของคุณหมอวีซ่าที่ก็ประสบปัญหาหนักมา   ในวันที่เข้ามาปรึกษานั้น น้องบีถือวีซ่าคู่หมั้นมาจากเมืองไทย แต่พอมาถึงแล้ว ฝ่ายชายจากที่เคยสัญญาว่าจะดูแลตลอดชีวิตจะหาไม่ ก็ดันไปมีผู้หญิงใหม่ น้องบีนั้นโดนไล่ออกจากบ้าน โดนทำร้ายจิตใจต่างๆ นานา  ครั้นจะยื่นวีซ่าอะไรต่อก็ไม่ได้ เพราะยังไม่ได้ถือทีอาร์  แต่เหมือนโชคชะตาก็ยังไม่ร้ายต่อน้องบีเสมอไปนะคะ  น้องบีนั้นได้ไปเจอหนุ่มหล่อชาวออสเตรเลียคนหนึ่ง   จะว่าเป็นรักแรกพบก็ได้  พอน้องบีเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ชายหนุ่มฟัง  ชายหนุ่มก็สงสารน้องบีมาก จนถึงขั้นบอกว่า ไอจะสปอนเซอร์ยูเอง”  และน้องบีก็ได้ยื่น partner visa กับแฟนหนุ่มเป็นที่เรียบร้อย  หลังจากรอเป็นเวลา 1 ปี ปัจจุบันน้องบีก็ได้รับวีซ่าทีอาร์ sc820 เป็นที่เรียบร้อย  ได้สิทธิในการทำงาน และเมดิแคร์เหมือนน้องเอ  บางครั้งโชคชะตาก็ไม่ได้ใจร้ายกับเราเสมอไปเห็นมั้ยคะ  ซึ่งคุณหมอวีซ่าก็ดีใจมากที่ช่วยให้น้องบีได้วีซ่า partner – another Happy Ending...

เรื่องที่ 3 - ผ่านพ้นเรื่องราวเกี่ยวกับวีซ่า   partner ไปมากแล้ว  ก็มาสู่เรื่องดีๆ เช่นวีซ่านักเรียนกันดีกว่าค่ะ  น้องคนนี้เป็นความภาคภูมิใจของทีมงานซีพีฯมากๆ  น้องซี (นามสมมุติ) นั้นเป็นนักเรียนเข้ามาเรียนระดับปริญญาตรี และดิโพลม่า  ตอนที่มาเรียนนั้น ทางเอเจนท์ของน้องซีก็ไม่ได้บอกกล่าวถึงเรื่องการเตรียมเอกสารอะไร เพราะทางเอเจนท์เป็นคนจัดการเอกสารให้ทุกอย่าง  หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ก็ตัดสินใจเรียนต่อในระดับดิโพลม่าทางด้านสาขา Hospitality  น้องซีนั้นเรียนจบมาทางด้าน Communication จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในไทย  แต่พอเรียนจบก็รู้ตัวว่าไม่ใช่แนว ก็อยากจะไปเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ เพราะตัวเองนั้นชอบทางด้านอาหาร อยากเปิดร้านอาหาร  ก็เรียนไปหลายดิพโพลม่าด้วยกัน  จนกระทั่งถึงดิพฯตัวล่าสุด   Diploma of Business ก็โดนเจ้าหน้าที่อิมฯปฏิเสธวีซ่า  ก่อนที่จะปฏิเสธนั้นเจ้าหน้าที่ก็มีการโทรมาสัมภาษณ์ แต่ก็ไม่ได้เรียกขอเอกสารอะไรเพิ่มเติม  แล้วจู่ๆวันหนึ่งน้องซีก็ได้รับจดหมายปฏิเสธจากอิมมิเกรชั่น ภายใต้กฎ GTE (Genuine Temporary Entrant) ว่าไม่ได้ตั้งใจจะเรียนจริงๆ เพียงแค่อยากจะหาวีซ่าอยู่ต่อออสเตรเลียไปเรื่อยๆ   หลังจากได้รับจดหมายปฏิเสธ น้องซีก็ได้เดินทางมาพบคุณจัสติน – ทีมงานของคุณหมอวีซ่า  ซึ่งทางคุณหมอวีซ่าและจัสตินก็ได้แนะนำให้น้องซียื่นเรื่องไปอุทธรณ์ที่อนุญาโตตุลาการ (Migration Review Tribunal) พร้อมกันนี้ ทางซีพีฯก็ได้แนะนำให้น้องซีไปเรียนอย่างสม่ำเสมอ ด้วยความขยันและความตั้งใจของน้องซี ทำให้เมื่อเร็วๆนี้ เจ้าหน้าที่ตัดสินศาลอุทธรณ์ก็ให้วีซ่านักเรียนคืนกับน้องซี  เพราะเห็นในความตั้งใจที่ไปเรียนอย่างสม่ำเสมอ   และน้องซีเองนั้นก็มีจุดประสงค์ในการเรียนที่จะไปเปิดธุรกิจต่อที่บ้านเกิดจริงๆ  - Another Happy Ending ค่ะ...

        สำหรับน้องๆ ผู้อ่านท่านใดที่มีปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องวีซ่า อย่าเก็บเรื่องราวไว้เพียงคนเดียวนะคะ สามารถเข้ามาปรึกษากับคุณหมอวีซ่าหรือทีมงานเพื่อความชัวร์  เรื่องอย่างนี้เราไม่ควรตัดสินใจคนเดียว เพราะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนและพาดพิงถึงกฎหมาย ควรปรึกษาเอเย่นที่ผ่านการขึ้นทะเบียนเป็น Migration Agent ที่มีประสบการณ์ dealing กับ MRT หรือ Compliance cases   เพราะเรื่องวีซ่าจะผูกพันกับการอยู่หรือไปของเรา กับอนาคตของเราโดยตรง การได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เปรียบแล้วเสมือนกับเวลาเรามีอาการป่วยหนัก หากเรารักษาเองจ่ายยาเองโดยที่เราไม่มีความรู้ทางการแพทย์     และอาการเกิดก็ลุกลามใหญ่โตเกินกว่าที่เราจะแก้ไขหรือรักษาได้  ก็คงรอดยากมากหรือบางครั้งอาจไม่มีทางรอดเลยก็เป็นไปได้  เพื่อความมั้นใจ ปรึกษาผู้รู้เรื่องกฎหมายจะดีที่สุด โทรมาสอบถามข้อมูลกับทีมงานซีพีฯได้ที่ 02-92678522 หรือจะโทรมานัดปรึกษากับคุณหมอวีซ่าก็ได้เลยนะคะ  



My Future My CP
        ปิดท้ายวันนี้ด้วยเรื่องราวของน้องบอลลูนที่เพิ่งจะได้รับพีอาร์ไปหมาดๆจากวีซ่า partner (sc801)  น้องบอลลูนนั้นแสนจะโชคดี รอทีอาร์ก็แป๊บเดียว และพีอาร์ก็รอเพียงแค่ 2 เดือนก็ได้รับข่าวดีจากอิมฯว่าได้พีอาร์แล้ว  โชคดีจริงๆค่ะ  ได้ทั้งพีอาร์และได้แฟนที่น่ารักเช่นเบน คุณหมอวีซ่าแสนจะอิจฉาจริงๆ


(น้องบอลลูนและคุณเบน)

ขอบคุณน้องบอลลูลที่ตั้งใจเขียนเรื่องราวของน้องมาให้ลงในบทความคุณหมอวีซ่า ขอให้มีความสุขด้วยกัยมากๆนะคะ

ขอขอบคุพี่โจ พี่ต๊อบที่ช่วยดูแลเคสของบอลลูนมาตลอด และคนที่สำคัญที่คงขาดไปไม่ได้ก็คือคุณพี่ปิ๊ป เพราะไม่ว่าเคสจะยากขนาดไหนก็ตาม คำถามกี่ร้อยคำถาม คุณพี่ปิ๊ปสามารถตอบได้และมีทางออกดีๆให้อย่างรวดเร็วง่ายดายเสมอ ยื่นเรื่อง Partner Visa ขอ PR ไปตั้งแต่วันที่ 30 June2011 จนถึงวันที่ 16 September 2013 ที่ผ่านมาก็ได้เป็นPR แล้วค่ะ ใช้เวลาไม่นานเลยคาดไม่ถึงจริงๆค่ะ ไม่ผิดหวังเลยที่เลือกเดินเข้ามาปรึกษาพี่ๆที่นี่ ยอมรับเลยค่ะว่าพี่ๆที่ CP ทุกคนมีความรู้ความสามารถที่จะช่วยแก้ปัญหาของเราได้จริงๆ นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายทีมงานทุกคนก็ยังให้การต้อนรับอย่างดี ประทับใจจริงๆค่ะ รวดเร็ว ฉับไว ใส่ใจอย่างถูกต้อง ทุกปัญหามีทางออกเสมอค่ะลองเข้าไปปรึกษาเขากันดูนะคะ   

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

- Family Violence – ความรุนแรงในครอบครัว ใครโดนทำร้ายมาไม่ต้องกลัว ขอพีอาร์ได้

สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันกับคุณหมอวีซ่าอีกครั้ง    คุณหมอวีซ่าเองก็เขียนเล่าเรื่องวีซ่ามาหลากหลายประเภท ทั้งวีซ่านักเรียนทุกประเภท วีซ่าทำงานประเภทต่างๆ วีซ่าทักษะ วีซ่าธุรกิจ ท่องเที่ยว คู่ครอง พ่อแม่ ลูก กระทั่งวิธีช่วยแก้ปัญหาหาทางออกให้กับผู้ที่วีซ่าโดนปฏิเสธหรือถูกยกเลิกมา รวมทั้งที่โดนลงทัณฑ์สั่งห้ามเข้าออสเตรเลียภายในสามปี เป็นต้น สารพัดรูปแบบและเรื่องราวของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันอย่างที่ฝรั่งพูดว่า “different walks of life” แต่คิดว่าน่าจะก็ไม่ค่อยได้เขียนถึงการได้พีอาร์ที่สืบเนื่องมาจาก Family Violence”  หรือถ้าเป็นภาษาไทย ก็จะเรียกว่า การได้พีอาร์ที่มาจากความรุนแรงในครอบครัวซะที    จริงๆเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนนะคะ โดยเฉพาะกับหญิงไทย ไม่ว่าจะเป็นหญิงแท้หรือสาวประเภทสอง หรือชายไทยที่วาดภาพการพบรักในต่างแดนไว้อย่างสวยงามอย่างในนวนิยาย แต่พอมาเจอสภาพจริงเข้า มิได้เป็นอย่งภาพในความฝันที่วาดไว้เลย คุณหมอวีซ่าเองก็ได้เจอลูกค้าจำนวนมากมายที่ได้เจอแฟนแล้วก็ตัดสินใจแต่งงาน หรือกินอยู่ร่วมกัน ใหม่ๆก็อาจจะหวานชื่นดั่งดื่มน้ำผึ้ง  แต่ผลสุดท้ายพออยู่ๆกันไปสักพัก สภาวะในครอบครัวกลับเปลี่ยนไป ฝ่ายสปอนเซอร์ที่จะเป็นชายหรือฝ่ายหญิงก็ตามกลับมากระทำชำเราไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายทางร่างกายโดยตบตีเราบ้าง หรือทางจิตใจโดยทำทุกข์ทรมาณจิตใจเราบ้าง โดยที่ตัวเราเองก็ตกเป็นผู้รับเคราะห์โดยไม่รู้สาเหตุ อะไรทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ไม่มีคำอธิบาย......

มีหลายๆสาเหตุที่ทาง Immigration ถือเป็นสาเหตุของ Family Violence ค่ะ    วันนี้คุณหมอวีซ่าจึงขอยกเรื่องนี้มาบอกกล่าวท่านผู้อ่านกัน

น้องๆ ที่เข้ามาขอคำปรึกษากับทางซีพีฯในเรื่องของ domestic violence นั้น โดยส่วนใหญ่ ไม่คิดว่าตัวเองจะขอพีอาร์ได้ เพราะคนโดยส่วนใหญ่ได้รับคำบอกกล่าวและเชื่อว่า เมื่อวีซ่าคู่ครองในขั้นแรก [Partner Visa (Temporary)]  ผ่านแล้ว จะต้องถือวีซ่าคู่ครองชั่วคราวตัวนี้ไปครบ 2 ปี และแฟนก็ยังต้องยินดีเซ็นใบสปอนเซอร์อย่างต่อเนื่องให้ ถึงจะมีสิทธิ์ได้วีซ่าในขั้นที่สองที่เป็นวีซ่าถาวร (PR or Permanent Resident) ต่อไป แต่ว่าถ้าหากความสัมพันธ์สิ้นสุดลงก่อน หรือฝ่ายสปอนเซอร์ตัดสินใจส่งจดหมายไปแจ้งอิมฯขอยกเลิกการสปอนเซอร์ ก็จะทำให้ตัวเองหมดโอกาสในการอยู่ต่อในออสเตรเลีย   ตอนพอแต่งงานน้ำต้มผักก็ยังว่าหวาน  โลกเป็นสีชมพู  แต่พออยู่ไปเรื่อย ๆ ทำไมโลกสีหม่นๆ น้ำต้มผักชักรสชาติไม่อร่อย บางวันกินข้าวคลุกเลือด  นอนซดน้ำข้าวต้มอยู่กะบ้าน  แต่ก็ต้องทนต่อไปเพื่อคำว่า พีอาร์” คำเดียว จำเป็นไหมที่น้องๆที่รับทุกข์เหล่านี้จะต้องกลืนความขมเพื่อความอยูรอดของตน และหลายราย ก็ เพื่ออนาคตของลูกความเสียสละของคนที่เป็นพ่อหรือแม่ เหล่านั้น คุณหมอวีซ่าคุยด้วยและพบมามากต่อมากแล้ว บางกรณีก็อดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาให้กับเรื่องราวที่เล่ามาอย่างน่าสงสาร  ดังนั้น คุณหมอวีซ่าจึงอยากเรียบเรียงเขียนเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับการได้วีซ่า PR ที่เกิดจากความรุนแรงในครอบครัว หรือ Family Violence Provisions  เพื่อให้ความหวัง และส่องแสงสว่างให้กับผู้รับเคราะห์ที่ไม่ว่าจะเป็นภรรยา สามี หรือคู่รักเพศเดียวกันก็ตามว่าเราไม่จำเป็นต้องทนอยู่ให้เขาทรมาณร่างกายและย่ำยี่จิตใจเราจนพังทลายเช่นนั้น กฎหมายออสเตรเลียให้ความคุ้มครองและมีทางออกให้เสมอค่ะ อย่าเพิ่งสิ้นหวังกันนะคะ... 

Family Violence Provisions (บทบัญญัติว่าด้วยความรุนแรงในครอบครัว)
ตั้งขึ้นมาเพื่ออนุญาตให้ผู้สมัครที่ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว สามารถสมัครขอพีอารได้ ถึงแม้ว่าจะโดนถอนสปอนเซอร์หรือความสัมพันธ์กับ Australian PR/citizen ที่เป็นสปอนเซอร์ให้ได้จบลงไปแล้วก็ตาม   ผู้ที่สามารถสมัครพีอาร์ภายใต้กฎข้อนี้ได้ จะต้องเป็นผู้ที่สมัครที่ได้วีซ่าชั่วคราวมาและกำลังรอสองปีที่จะข้ามฝั่งไปวีซ่าประเภทต่อไปนี้ค่ะ

ประเภทครอบครัว
·         Partner (permanent) (subclass 100) visa
·         Spouse (permanent) (subclass 100) visa*
·         Interdependency (permanent) (subclass 110)*
·         Partner (temporary and permanent) (subclasses 820/801) visas
·         Spouse (temporary and permanent) (subclasses 820/801) visas*
·         Interdependency (temporary and permanent) (subclasses 826/814)*.

ปะเภทวีซ่าทำงาน หรือธุรกิจ   - โดยผู้สมัครนั้นจะต้องเป็นคู่ครองของผู้ที่ถือวีซ่าต่อไปนี้
·         Established Business in Australia (subclass 845)*
·         State/Territory Sponsored Regional Established Business in Australia (subclass 846)*
·         Labour Agreement (subclass 855)*
·         Employer Nomination Scheme (subclass 856)*
·         Regional Sponsored Migration Scheme (subclass 857)*
·         Distinguished Talent (subclass 858).
วีซ่าที่มี * ต่อข้างท้าย ถือเป็นวีซ่าที่ไม่เปิดรับสมัครแล้วนะคะ 

น้องๆส่วนใหญ่ที่เข้ามาปรึกษามักจะเป็นผู้ที่ถือวีซ่าคู่ครองซะมากกว่า หลักฐานชิ้นหลักที่ทางอิมมิเกรชั่นต้องการในการยื่นขอพีอาร์จาก Family Violence ก็คือ Apprehended Violence Order (AVO) และหรือคำสั่งศาล เอกสารชิ้นนี้จะคล้ายๆว่า ผู้กระทำหรือสปอนเซอร์นั้นได้กระทำความรุนแรงกับเรา ทางศาลจะเป็นผู้ออกโดยทางตำรวจจะต้องเป็นฝ่ายดำเนินการแจ้งเรื่องไปก่อน  เอกสารทั้งสองฉบับนี้ทางอิมมิเกรชั่นเรียกว่า judicial Evidence  หรือเป็นหลักฐานตามกฎหมาย  แต่ถ้าไม่สามารถหาหลักฐานตามข้างบนได้ ก็ต้องมีหลักฐานประเภท non-judicial evidence หรือหลักฐานที่ไม่ได้มาจากศาลสั่ง/ หรือผ่านการพิจารณาคดี ก็ต้องมีรายงานอย่างน้อย 2 ฉบับจาก competent person (หรือบุคคลที่มีสิทธิประเมินตามที่กฎหมายกำหนด) ไม่ว่าจะเป็นนักสังคมสงเคราะห์ จิตแพทย์ ตำรวจ แพทย์ และอื่นๆ ก็ตามตาม list อาชีพที่อิมฯกำหนดมาให้ 

หลายๆคนไม่กล้าที่จะยื่นขอวีซ่าตัวนี้  เพราะว่าบางทีก็อาย บ้างก็กลัวไม่รู้ว่าฝ่ายชายหรือหญิงจะมาดักทำร้ายเรา หรือมากลั่นแกล้งเราต่อไปหรือเปล่า  คุณหมอวีซ่าขอบอกตรงนี้เลยว่า อย่าไปกลัวค่ะ  ไม่มีทางที่ใครจะมาทำร้ายเราได้  บางคนขู่ถึงเรื่องจะยกเลิกวีซ่า แล้วบอกว่าจะส่งกลับบ้าน หรือไม่ก็จะปล่อยให้อยู่เป็นผีอย่างไม่มีชีวิตที่ดีที่ประเทศนี้ได้เลย อะไรทำนองนั้น  แต่คุณหมอวีซ่าบอกว่า ไม่ต้องกลัวนะคะ กฎหมายที่นี่คุ้มครองเราพอสมควรเลยค่ะ ตราบใดก็ตามที่เรายังไม่ได้รับจดหมายจากอิมมิเกรชั่นอย่างเปนทางการ ใครก็ไม่สามารถไล่เรากลับได้ค่ะ  เรายังมีโอกาสในการทำงาน และอยู่ที่นี่ต่อได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายค่ะ  

ตัวอย่างเคสของน้องชมพู่ (นามสมมุติ) ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเกือบสองปีมาแล้ว มาปรึกษากับคุณหมอวีซ่าเรื่องโดนแฟนทำร้ายร่างกาย  นอกจากนี้ยังโดนทำร้ายจิตใจ  น้องชมพู่นอกจากจะโดนให้ออกไปทำงานหนักหาเงินเพื่อส่งเสียสปอนเซอร์ อันนี้เพื่อความรัก น้องชมพู่ก็ยอมลำบาก ไม่ว่ากัน ทำงานก็ทำงานทั้งงานนอกงานในจนเหนื่อยสุดๆ ผอมกะจ่อยร่อยเหลือตัวนิดเดียว แต่ที่แสบคือแทนที่เขาจะซึ่งใจกับความรักความอุทิศตนของน้องชมพู่ เขากลับแอบไปนอนกับผู้หญิงคนอื่น แล้วไล่น้องชมพู่ไปนอนนอกบ้าน สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับน้องชมพู่เป็นอย่างมาก   วันหนึ่งน้องชมพู่กับแฟนบินกลับไทยไป Holiday เพื่อสมานความสัมพันธ์  แต่ขากลับแฟนฝรั่งนี่ดันหนีกลับออสเตรเลียมาซะก่อน ขนข้าวของย้ายออกจากบ้านโดยไม่บอกกล่าวกันเลย หายหัวไปไหนก็ไม่ทราบ สงสารน้องชมพู่ก็ร้องหายตามหาแฟนไปทุกที่ แล้วก็ไม่สามารถตามหาแฟนเจอ  ติดต่อไม่ได้เลย โดกเศร้าเสียใจมาก
และแล้วอยู่มาวันหนึ่ง น้องชมพู่ก็ได้รับจดหมายจากทางอิมมิเกรชั่นว่าสปอนเซอร์ขอยกเลิกสปอนเซอร์ ให้อธิบายความว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนที่อิมฯจะถอนวีซ่า น้องชมพู่เลยมาปรึกษากับคุณหมอวีซ่าที่ CP Sydney ว่ามีทางไหนที่จะช่วยให้อยู่ต่อได้ เพราะยังมีพันธะติดอยู่อีกมากทั้งงานทั้งลูกที่บ้านที่ต้องเลี้ยงดู ทั้งพ่อแม่ที่ตนรับผิดชอบอยู่ทางเหนือโน่น พอคุยไปคุยมาถึงรู้ว่าชีวิตของน้องชมพู่นั้นน่าสงสารนัก ทั้งโดนทำร้าย ข่มขู่ และด่าทอ  ซึ่งเคสของน้องชมพู่นั้นเข้าข่าย domestic violence คุณหมอวีซ่าเลยยื่นพีอาร์ให้ภายใต้ domestic violence provisions และปัจจุบันนี้น้องชมพู่ก็ได้พีอาร์แล้วเรียบร้อย  แถมคุณหมอวีซ่ายังแนะนำให้น้องชมพู่สมัครพีอาร์ให้ลูกน้อยอีก 2 คนที่ไทยให้มาอยู่ออสเตรเลียด้วยกัน  - Happy ending ค่ะ...
ทุกครั้งที่ได้ทำ domestic violence และช่วยลูกค้าได้สำเร็จ เปลี่ยนชีวิตของคนๆหนึ่งให้ดีขึ้นได้ ดั่งเปลี่ยนหินให้เป็นเพชร ดึงเขาจากแดนทุกข์ให้ข้ามฝั่งไปอยู่แดนสุขได้  คุณหมอวีซ่าจะปลื้มใจจนบอกไม่ถูก ที่เราได้ใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่สั่งสมมานานปี ในการช่วยให้บุคคลเหล่านั้นได้วีซ่าและมีชีวิตที่ดีขึ้น หมดทุกข์ หมดโศก หมดเวรหมดกรรมกับคนที่ทำเขาซักที เหมือนถ้าสามารถช่วยฉุดให้ขึ้นสวรรค์ได้ก็จะช่วยอะค่ะ

สำหรับน้องๆคนไหนที่กำลังประสบปัญหาเช่นน้องชมพู่ โดยความรุนแรงในครอบครัวนั้น ก็มาได้หลายรูปแบบ อย่างเช่น ผัวขี้เมามาตบมาตี ด่าเราหยาบๆคายๆด้วยวาจา ติดการพนัน ติดหญิงหรือชายใหม่ ขโมยเงินเราไปหมด จับเราขังในห้องในบ้าน จำกัดอิสรภาพของเรา ไล่เราออกจากบ้าน สารพัดรูปแบบของการทรมาณ ก็อาจขอความคุ้มครองไปที่สถานทีตำรวจ หรือ Victim Services ของในแต่ละรัฐก็ได้ค่ะ  แต่ถ้าประสบปัญหาในเรื่องภาษา ก็สามารถติดต่อมายังซีพีฯก็ได้ค่ะ คุณหมอวีซ่าและทีมงานยินดีช่วยเหลือเสมอค่ะ  จริงอยู่ว่าเรื่องความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน  แต่บางครั้งการที่เราต้องทนให้เค้าทำร้ายไปตลอด มันก็อาจจะไม่คุ้มกันนะคะ  
ก่อนจะจากกันไป คุณหมอวีซ่าขอยกข้อความที่คุณมะเหมี่ยว (นามสมมุติ) ได้เขียนจดหมายมาขอบคุณที่ทีมงานซีพีฯได้ช่วยให้เขาได้พีอาร์จากกรณี Domestic Violence   ค่ะ   

My Future My CP


ความรักนั้นเป็นสิ่งที่สวยงาม แต่บางครั้งนั้นก็ทำให้เราเจ็บปวดอย่างที่สุด ประสบการณ์นั้นเกิดขั้นกับตัวเองเมื่อได้เจอกับแฟนหนุ่มชาวออสซี่ และได้คบหาดูใจกันเป็นระยะเวลาเกือบปี จนเราทั้งสองตัดสินใจที่จะทำวีซ่า De - facto เพื่อที่เราจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันที่ซิดนีย์ หลังจากที่เราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน หลังจากได้ Temporary Resident ประมาณ 1 ปี เค้าก็ใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ไม่มีความรับผิดชอบ ขึ้โมโห หงุดหงิด และมีเรื่องเกี่ยวกับคนที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ และทุกครั้งที่มีปัญหากัน เค้าก็จะขู่ว่าจะเลิก และยกเลิกวีซ่าที่ทำไว้ด้วยกัน แต่ตัวเราเองนั้นยังรักเค้า และพยายามที่จะประคับประคองความรักให้ได้นานที่สุด แต่เหตุการณ์ก็แย่ลง และถึงจุดแตกหักเมื่อเราได้รับรู้ว่าเค้าพามือที่สามมาทำสิ่งที่ไม่ดีในบ้านของเรา และมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง จากนั้นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตนเองก็เกิดขึ้น เมื่อเค้าได้ทำร้ายร่างกาย และข่มเหงจิตใจเป็นที่สุด ตอนนั้นได้ปรึกษากับเพื่อนๆที่ทำงาน ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำว่าไปแจ้งตำรวจ แต่หลังจากที่ได้แจ้งความและปรึกษากับตำรวจแล้วน้ัน กระบวนการก็คือทางตำรวจจะต้องส่งเรื่องไปยังศาล และตัวเราเองและเค้าต้องไปรับฟังคำสั่งของศาลด้วย เพราะเหตุการณ์นี้ค่อนข้างรุนแรง และเกี่ยวข้องกับเรื่องของ Domestic Violence ซึ่งหลังจากที่เค้ารู้แล้ว เค้าก็โกรธมากและได้ตกลงใจที่จะเลิกกับเรา  "แล้ววีซ่าของเราล่ะ อนาคตการงานของเราที่นี่ สังคมของเราที่นี่ เราจะต้องกลับเมืองไทยใช่มั้ย"  ตอนนั้นมันมืดแปดด้าน คิดอะไรไม่ออกเลย 

จนได้รู้จักเพื่อนคนหนึ่งซึ่งได้แนะนำว่าลองมาปรึกษาที่ CP ดู เพราะว่าที่นี่เค้าเก่งและให้คำปรึกษาที่ตรงไปตรงมา ตัวเราเองก็ไม่รีรอ รีบเข้ามาปรึกษาทันที ก็ได้มาเจอกับน้องต๊อบ และคุณหมอวีซ่า ทั้งสองคนมีอัธยาศัยดีมาก และให้คำปรึกษาที่ทำให้ตัวเองเห็นทางสว่างอีกครั้ง  เมื่อ CP บอกว่าเราสามารถยื่นขอ Permanent Residence ภายใต้เงื่อนไขของ Domestic Violence ได้ หลังจากนั้นก็ได้ตกลงที่จะให้ CP เป็นผู้ดำเนินการในเรื่องเอกสารทั้งหมด เพราะว่าตัวเราเองนั้นค่อนข้างยุ่งและไม่มีความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนและเอกสารใดๆเลย  CP ใช้เวลาในการดำเนินการอย่างรวดเร็ว และมืออาชีพมากๆ ตัวเองนั้นได้แต่นำเอกสารต่างๆมาให้เท่านั้นเอง และหลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังยื่นเอกสารไปยัง Immigration ตัวเองก็ได้รับข่าวดีที่สุดอีกครั้งหนึ่งในชีวิต หลังจากที่ต้องอยู่ในความมืดมนกับความรักที่ไม่สมหวัง และทำร้ายจิตใจของเรามาเป็นระยะเวลานาน   ต้องขอบคุณที่ CP ช่วยให้ได้พีอาร์ค่ะ!



วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Training and Research Visa (subclass 402) – วีซ่าฝึกงานสำหรับน้องๆ ทื่อยากจะอยู่ต่อในออสเตรเลีย (2)

           สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน   และแล้วตอนนี้ประเทศออสเตรเลียก็มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็คือท่านนายกรัฐมนตรี Tony Abbott    พร้อมๆกับการเปลี่ยนชื่อกระทรวงอิมมิเกรชั่นจาก Department of Immigration and Citizenship (DIAC) เป็น Department of Immigration and Border Protection (DIBP) ซึ่งท่านรัฐมนตรีประจำกระทรวงนี้ก็คือ Scott Morrison MP    นัยว่าการเปลี่ยนชื่อกระทรวงก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความขึงขังของอิมฯ ที่ต้องการจะแสดงให้ทุกคนรู้ว่า รัฐบาลนั้นจริงจังกับนโยบายการควบคุมประชากร โดยเฉพาะพวกที่ชอบเข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือพวกที่มากับทางเรือ ซึ่งทางรัฐบาลผสมนี้ค่อนข้างให้ความใส่ใจกับเรื่องของ boat policy มาก ส่วนนโยบายอื่นๆของอิมมิเกรชั่นจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ก็ต้องคอยดูกันอีกทีนะคะ 

พูดกันพอหอมปากหอมคอ  เรามาต่อกันที่เรื่องวีซ่าเทรนนิ่งของเรากันต่อดีกว่า   ในคราวนี้เรามาพูดกันต่อถึงเรื่อง Training and Research Visa (subclass 402) ในประเภทของ Occupational Trainee Stream ที่คุณหมอวีซ่าได้ติดค้างเอาไว้ในฉบับที่แล้วนะคะ   อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าวีซ่า TRV   เป็นวีซ่าสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกงาน  มาทำวิจัย หรือตลอดจนเข้าร่วมในการพัฒนาสาขาอาชีพในออสเตรเลียเป็นระยะเวลาชั่วคราว (ตามแต่ว่าจะเลือกมาฝึกงานประเภทไหน)  ซึ่งประเภทที่น่าจะเหมาะและยอดนิยมที่สุดในบรรดานักเรียนไทยก็คือ Occupational Trainee stream –  หรือประเภทฝึกงานสายอาชีพ 

The Occupational Trainee stream  -  
เหมาะสำหรับน้องๆนักเรียน นักศึกษาทั้งหลายที่ต้องการพัฒนาทักษะอาชีพของตัวเองเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นในสายอาชีพบริการ หรือในสายทักษะที่ต้องการฝึกงานเพิ่ม     ตัวอย่างเช่นเพิ่งเรียนจบ Diploma มาในสาย hospitality หรือ cookery มาแล้วแต่ไม่ได้รับการฝึกงานตามจำนวนชั่วโมงที่ต้องการ  หรือต้องการใช้วีซ่าตัวนี้เพื่อสมัคร TRA (หน่วยงานสำหรับประเมินทักษะสายอาชีพ เช่น กุ๊ก ช่างไฟ หรือ child care)   ก็สามารถที่จะสมัครวีซ่าตัวนี้เพื่อทำงานเพิ่มเติมได้ค่ะ 
น้องๆที่ต้องการจะสมัครวีซ่าตัวนี้จะต้องได้รับการสปอนเซอร์จากหน่วยงานเทรนนิ่งที่ได้รับการจดทะเบียน   นอกจากนี้โปรแกรมเทรนนิ่งนั้นจะต้องไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ และ 70 % ของการเทรนนั้นจะต้องเป็นการฝึกงานในสถานที่จริงด้วย
ประเภทของเทรนนิ่งในสายอาชีพ ประกอบไปด้วย
1.   การฝึกงานในสถานที่จริงเพื่อให้ได้ใบสมาชิก (registration) ของสายอาชีพนั้นๆในประเทศออสเตรเลียหรือประเทศไทย  เช่น cookery หรือ child care
2.   การฝึกงานเพื่อเสริมสร้างทักษะเพิ่มเติมในอาชีพนั้นๆ – เช่นเก็บชั่วโมงครบเพื่อสมัคร TRA ในสายอาชีพกุ๊ก
3.   การฝึกงานเพื่อเสริมสร้างทักษะเพิ่มเติมในอาชีพนั้นๆ สำหรับในไปใช้ในประเทศอื่น  - เช่นอยากไป nursery ที่เมืองไทยแต่ยังขาดประสบการณ์ ก็สามารถสมัครวีซ่าตัวนี้ได้เช่นเดียวกัน

การสมัครวีซ่า TRV นั้นก็มี 3 ขั้นตอนเหมือนวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ (sc457) เลยค่ะ  ก็คือ
1. Sponsorship
2. Nomination
3. Application

คุณสมบัติของผู้สมัครนั้นโดยหลักๆแล้ว จะต้องมีสปอนเซอร์ที่ยินดีจะสปอนเซอร์เราให้สามารถประกอบการเทรนนิ่งในสาขาที่เราเรียนมาได้  ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งจำเป็นมากนะคะ เพราะว่าถ้าหากไม่มีสปอนเซอร์แล้ว เราก็คงไม่สามารถที่จะสมัครวีซ่าตัวนี้ได้  ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วนะคะว่าวีซ่าฝึกงาน  หากไม่มีที่ให้ฝึกงาน หรือนายจ้างให้โอกาสเรา   เราจะไปฝึกงานให้ใครกัน   สปอนเซอร์ในที่นี้นั้นรวมถึงองค์กรเทรนนิ่งที่ได้รับการรับรอง (Registered Training Organisation)  และหรือนายจ้างที่ยินดีจะจ้างเราเข้าไปทำในตำแหน่งพนักงานฝึกงาน   นอกจากนี้ผู้สมัครยังจำเป็นจะต้องมีความสามารถทางภาษาอังกฤษ  มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป และการฝึกงานนั้นจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่องานของประชากรชาวออสเตรเลีย และพีอาร์ พูดง่ายๆก็คือเราจะต้องไม่ไปแย่งงานเค้าค่ะ  และโดยเฉพาะสำหรับน้องๆ นักเรียนทั้งหลายที่กำลังศึกษาอยู่  น้องๆจะต้องเรียนจบในระดับดิโพลม่าหรือสูงกว่าขึ้นไปค่ะ   

การสมัครวีซ่าตัวนี้ นายจ้างไม่จำเป็นจะต้องจ่ายเงินเดือนให้เราเท่ากับวีซ่า 457 (working visa) แต่อย่างน้อยก็ต้องจ่ายตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด ไม่ใช่เห็นเป็นแรงงานราคาถูกแล้วจะเอาเปรียบได้นะคะ    ซึ่งวีซ่าตัวนี้นั้นจะอนุญาตให้น้องๆสามารถอยู่และฝึกงานในออสเตรเลียได้เป็นเวลาเกือบ 2 ปี (ตามแต่เจ้าหน้าที่จะพิจารณา)  และมีสิทธิในการต่อวีซ่าหากวีซ่าตัวนี้หมดอายุลง  นอกจากนี้ก็ยังพ่วงแฟนหรือลูกมากับวีซ่าได้ด้วยค่ะ ซึ่งแฟนหรือสามีภรรยาเรานั้นก็สามารถที่จะทำงานภายใต้วีซ่านี้ได้เช่นเดียวกัน    

จะว่าไปแล้ววีซ่า TRV นั้นมีความคล้ายทุกอย่างแทบจะเหมือนวีซ่าทำงานเลยนะคะ โดยเฉพาะน้องๆที่เรียนจบมาในสายบริการ (hospitality) สาย child service ซึ่งแหม.. พอเรียนจบมา บางทีเราก็ไม่ได้รับการเทรนชั่วโมงตามที่หน่วยงานประเมินคุณวุฒิกำหนด  เพราฉะนั้นวีซ่าตัวนี้ก็เหมือนทางสว่างให้น้องๆทุกคนได้รับการเทรนหรือฝึกงานตามชั่วโมงที่ต้องการก่อนที่จะไป register จดทะเบียนกับหน่วยงานประเมินคุณวุฒิได้ เช่น cook กับ TRA    น้องๆหลายคนบ่นกันว่าอยากยื่นวีซ่า 457 ในสายอาชีพ cook/ chef แต่ขาดชั่วโมงทำงานตามที่ TRA กำหนด เพราะถือวีซ่านักเรียนมาก่อน ครั้นจะไปทำงาน full time ก็อาจจะโดนอิมส่งกลับไทยไปซะก่อน เพราะฉะนั้นวีซ่า TRV จึงเปิดโอกาสให้น้องๆทุกคนสามารถที่จะเก็บชั่วโมงตามที่ TRA กำหนดไว้ได้  และในกรณีของอาชีพอื่นๆ เช่นเดียวกัน  หลังจากฝึกงานเป็นเวลา 2 ปี หรือตามที่วีซ่ากำหนด นายจ้างหรือสปอนเซอร์ที่ให้โอกาสเราฝึกงานก็อาจจะสปอนเซอร์เราต่อในวีซ่าทำงาน (sc457) และอาจจะเป็นพีอาร์ได้ต่อไป  เห็นมั้ยคะว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง  

สำหรับใครที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.immi.gov.au/visas/temporary-visa/402/occupational-trainee/      หรือเพื่อความชัวร์สามารถโทรเข้ามาสอบถามได้ที่ 02-9267-8522   ทีมงานซีพีฯ ทุกคนยินดีให้ความช่วยเหลือค่ะ