“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ซิดนีย์ – เมืองที่น่าเรียนที่สุดอันดับ 4 ของโลก


สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์คุณหมอวีซ่า เหลืออีกเพียงแค่ 1 เดือนก็จะสิ้นปี 2013 กันอีกแล้ว  และวันนี้คุณหมอวีซ่าก็มีข่าวดีๆเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยและวีซ่านักเรียนออสเตรเลียมาฝากกันค่ะ 
Australian cities rank for students
WHILE only a select few Australian universities make the top 50 in global rankings, it's a shoo-in for their host metropolises.
All major Australian capitals made the top 40 in a list of the top cities for students, released yesterday by QS.
The rankings rate cities on affordability, quality of living, employer activity, the number and mix of students and the number and quality of institutions.
To be considered, cities must have at least 250,000 people and two ranked institutions in the QS World University Rankings. Of 98 cities that met these pre-requisites this year, 50 have been rated.
Canberra made an inaugural showing in the list, ranking at 37th. Its entry was made possible after the University of Canberra was included in the World University Rankings this year.
But Sydney came out top among Australia’s cities, replacing Melbourne at fourth. Melbourne slipped to fifth, followed by Brisbane at 26th, Perth at 30th and Adelaide at 38th.
Paris and London came first and second respectively, repeating their 2012 rankings. The big improver was Singapore, which shot from 12th to 3rd, while Hong Kong leapt from 19th to seventh place.
But while Boston hosts arguably the world’s best university in Harvard, it has slipped from third to eighth in this year’s city ranking.
Australia’s share of the list was pipped only by the US, with San Francisco, New York, Chicago, Los Angeles, Washington and Philadelphia also making the top 50.
New Zealand made a healthy debut in the best student cities list, with Auckland ranking 18th. Other debutantes included the Czech Republic, with Prague at 45th, while Norway squeezed in with Oslo ranked 48th.
In a statement, QS head of research Ben Sowter said the list served as a “complementary tool” to university rankings. “After all, a university experience is intrinsically influenced by the location, especially for international students.
“With students becoming increasingly internationally-mobile, our aim is to widen students’ horizons and provide options which they may not have previously considered.”
He said Sydney had pipped Melbourne by just three points, thanks to a superior assessment for quality of living. Sydney scored 99 out of 100 on this measure, well ahead of Melbourne’s 85.



ต้องขอแสดงความยินดีกับ Sydney, Melbourne, Brisbane, Perth, Adelaide และ Canberra ที่ได้รับการโหวตให้ติด 1 ใน 50 เมืองที่เหมาะแก่การศึกษา  โดยเฉพาะซิดนีย์ที่อยู่ในระดับที่ 4 และเมลเบิร์นในระดับที่ 5  ปัจจัยในการตัดสินว่าเมืองไหนอยู่ในอันดับไหนมีหลายอย่างด้วยกันนะคะ ไม่ว่าจะเป็น คุณภาพชีวิต ค่าครองชีพ อัตราการจ้างงานตลอดจนจำนวนเด็กนักเรียนต่างชาติ และที่สำคัญที่สุดคือจำนวนและคุณภาพของมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลก     
นับตั้งแต่ที่รัฐบาล Liberal Party นำโดย Hon. Tony Abbott ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาล  นโยบายที่เกี่ยวข้องกับวีซ่านักเรียนก็ดูจะอะลุ่มอล่วยให้กับเด็กนักเรียนต่างชาติมากขึ้น  อย่างเช่นการลด Assessment Level ลง จากที่แต่ก่อนนั้นมีทั้งหมด 4-5 levels ด้วยกัน  นับแต่ปีหน้าเป็นต้นไปก็ลดให้เหลือ 3 ระดับ  แต่เด็กไทยทั้งหลายที่เดินทางเข้ามาเรียนในประเทศออสเตรเลียมักจะจัดอันดับให้อยู่ในเลเวลที่ 1 และ 2 เท่านั้น  แต่ตรงนี้ถือเป็นข้อดีสำหรับนักเรียนที่มาจากประเทศเช่น ศรีลังกา เลบานอน จีน ปากีสถาน อินเดีย เป็นต้น   เป็นประเทศที่ทางรัฐบาลมองว่ามีแนวโน้มที่จะอพยพมาอยู่ในออสเตรเลียถาวร   แถมนอกจากนี้ยังมีการลดหลักฐานทางการเงินในกลุ่มผู้สมัครวีซ่านักเรียน Assessment Level 3 จากที่ต้องโชว์ 18 เดือน ก็ลดเหลือ 12 เดือน  เพื่อเพิ่มโอกาส ให้นักเรียนได้เข้ามาศึกษาในออสเตรเลียเพิ่มมากขึ้น    หลายๆท่านอ่านแล้วก็งงว่าคุณหมอวีซ่าเอามาบอกทำไม ไม่เห็นเกี่ยวกับนักเรียนไทยเช่นหนู/ผม เลย  แหม... จะว่าเกี่ยวมั้ย ก็น่าจะในระดับหนึ่งนะคะ เพราะการที่รัฐบาลออสเตรเลียออกกฎหมายออกมาเช่นนี้ ก็หมายความว่าวีซ่านักเรียนต่อไปนี้ก็น่าจะง่ายขึ้นในการขอค่ะ การศึกษาถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญมากของออสเตรเลีย หลังจากที่ก่อนหน้านี้วีซ่านักเรียนนั้นยากแสนยาก นักเรียนส่วนใหญ่โดนปฏิเสธวีซ่ากันเป็นแถวๆ  แต่ในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา วีซ่านักเรียนแทบจะผ่านกันเป็นว่าเล่น  แม้กระทั่งเรียนดิโพลม่า ที่เมื่อก่อนยากแสนยาก ในปัจจุบันก็ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ   
สำหรับใครที่อยากจะมาออสเตรเลียไม่ว่าจะมาเรียนต่อในระดับไหนก็ตาม อาจจะลองหันมาพิจารณาออสเตรเลียเป็นอีกทางเลือกหนึ่งก็ไม่เลวนะคะ  โดยเฉพาะสำหรับน้องๆที่กำลังจะมาเรียนต่อไม่ว่าในระดับปริญญาตรี โท เอกในออสเตรเลีย ก็อาจจะมีโอกาสได้ขอวีซ่าอยู่ต่อทำงาน หรือหาประสบการณ์ได้เกือบ 4 ปีด้วยกัน (ตามแต่ระดับที่เรียนนะคะ  ถ้าปริญญาตรี หรือปริญญาโทก็จะได้ 2 ปี แต่ถ้าเป็นปริญญาเอกก็ได้ถึง 4 ปีเลยทีเดียว)   แถมถ้าหากได้เรียนในสายที่ขอพีอาร์ได้ด้วย ก็ถือว่าวินๆยิ่งเข้าไปอีก  สำหรับน้องๆ หรือผู้อ่านท่านไหนที่อยากจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถโทรมาได้ที่ 02-9267-8522 หรือ education@cpinter.com.au  อย่าไปเชื่อที่เค้าบอกกันว่าพีอาร์ออสเตรเลียยาก  หากเรารู้จักวางแผนตั้งแต่ก้าวแรก โอกาสในการได้พีอาร์ก็ไม่อยากอย่างที่คิดนะคะ
ทิ้งท้ายสุดฉบับนี้ เพื่อเป็นการขอบคุณที่น้องๆทุกคนให้การสนับสนุน CP Sydney มาตลอดทั้งปี  ขอเชิญทุกคนเข้ามาร่วมจับรางวัล Christmas Lucky Draw ที่ออฟฟิศซิดนีย์  ร่วมลุ้นรับของรางวัลพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น chocolate, gift card, น้ำหอม และอื่นๆ   พิเศษสุดๆ สำหรับน้องๆที่ลงทะเบียนเรียนกับทาง CP Sydney ลุ้นเป็นเจ้าของ iPad Mini*!! ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 ธันวาคมนี้นะคะ  มาก่อนมีสิทธิก่อน  ประกาศผลวันที่ 21 ธันวาคมนี้ค่ะ
** conditions apply



My Future My CP



My Future My CP วันนี้ขอนำเสนอมหาวิทยาลัยมาตรฐานระดับโลกอย่าง Macquarie University ซึ่งบรรดานายจ้างยกให้นักเรียนที่จบจาก MQ เป็นนักเรียนที่นายจ้างต้องการไปร่วมงานด้วยในอันดับที่ 89 ของโลก (จากบทความนี้http://www.nytimes.com/imagepages/2012/10/25/world/asia/25iht-sreducemerging25-graphic.html)     
MQ เป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในซิดนีย์  มีแคมปัสกว้างขวาง และมีอุปกรณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัย รองรับการเรียนของทั้งนักเรียนต่างชาติและนักเรียนท้องถิ่น   นอกจากนี้ MQ ยังมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่หลากหลายตั้งแต่แพทย์ยันประวัติศาสตร์  แต่คอร์สเรียนที่เด่นๆก็เห็นจะเป็นสาย Business, Accounting และ Actuarial Studies โดยเฉพาะหลักสูตร Master of Accounting (CPA Extension) 2.5 ปี ที่ช่วยเตรียมความพร้อมในการสอบ CPA หรือจะเป็น Master of Actuarial Practice และ Master of Teaching หลักสูตร 2 ปี หลังจากเรียนจบก็สามารถขอ Graduate Visa (sc485) และพีอาร์ต่อไปได้อีกด้วย  หรือน้องๆคนไหนที่อยากจะมาเรียนต่อทางด้านกฎหมาย ก็ต้องไม่พลาด Master of Laws ที่เป็นหลักสูตร 1 ปี และทางกต. ก็ให้การยอมรับด้วย 
การได้ศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐานระดับโลก และยังเป็นมหาวิทยาลัยที่ทางนานาชาติให้การยอมรับ นอกจากจะเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาแล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการทำงานอีกด้วยค่ะ 
และข่าวสุดท้ายวันนี้  the University of Sydney มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนต่างชาติเป็นจำนวนถึง 10,000 เหรียญต่อ 1 ปีการศึกษาเป็นจำนวนถึง 100 ทุน  สนใจข้อมูลเพิ่มเติม
หรือโทร 02-92678522 และ education@cpinter.com.au  หมดเขต 15 มกราคม 2014 นี้นะคะ 



วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Update Skills Assessment และ Working Visa (sc457) - มีอะไรใหม่บ้าง มาดูกัน


สวัสดีค่ะ  กลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์คุณหมอวีซ่า  ตอนนี้ใกล้จะสิ้นปีแล้ว สำหรับนักเรียนไทยทั้งหลายที่กำลังจะสอบ หรือส่งรายงานก็ขอให้ประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคะ 

และเช่นเคยเป็นประจำเกือบจะทุกปี สำหรับน้องๆที่เรียนจบและจะต้องการหาวีซ่าอยู่ต่อในออสเตรเลีย ไม่ว่าจะด้วยหาประสบการณ์การทำงาน หรืออยู่เที่ยวต่อ และสำหรับน้องๆที่เรียนจบปริญญาโทในหลักสูตร 2 ปีในปีนี้ ก็จะเป็นปีแรกที่สามารถสมัครวีซ่า  485 ภายใต้ Post – Study Work stream ได้  (น้องๆที่ได้วีซ่านักเรียนตัวแรกหลังจากวันที่ 5 พฤศจิกายน 2011) สำหรับน้องๆคนอื่นๆ ที่ต้องการจะสมัครวีซ่า 485 ภายใต้ Graduate Work โดยเฉพาะในสาขาอาชีพไอที วันนี้คุณหมอวีซ่ามีข่าวคราวมาอัพเดทจาก ACS (Australian Computer Society) ซึ่งเป็นหน่วยงานประเมินคุณวุฒิของอาชีพไอทีมาบอกกันค่ะ

Graduate Skills Assessment Application Process Changes

The ACS is choosing to implement the changes effective from January 15, 2014, (instead of October 28, 2013) which will provide certainty to those studying courses that are scheduled for completion in the final months of 2013.
The implementation of the ACS graduate application changes will ensure applicants are being assessed in line with the Migration Amendment (Skills Assessment) Regulation 2013 changes announced by the Department of Immigration and Border Protection to take effect on Oct 28, 2013.
...
(Source: ACS Migration Agent Notice - Ref [595395])

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ทางอิมมิเกรชั่นได้ออกกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการประเมินคุณวุฒิ ภายใต้กฎหมาย Migration Amendment (Skills Assessment) Regulation 2013  ซึ่งกฎหมายตัวนี้ก็พูดถึงกรณีผู้ที่ถือวีซ่า 485 ไม่สามารถนำใบประเมินทักษะมาใช้ในการสมัครพีอาร์ประเภททักษะ (วีซ่าทักษะ sc 189, sc190, ENS (นายจ้างสปอนเซอร์) และRSMS (นายจ้างสปอนเซอร์ในเขตท้องถิ่น)ได้  ถ้าหากจะสมัครวีซ่าเหล่านี้ต่อไป จะต้องมีใบประเมินคุณวุฒิใหม่ (full Skills Assessment) ถึงจะสมัครได้ 

การที่อิมมิเกรชั่นออกกฎใหม่นี้มา จะว่าไปน่าจะส่งผลกระทบกับผู้ที่ถือวีซ่า 485 หรือ graduate visa ซะเป็นส่วนใหญ่นะคะ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการจะยื่น EOI ต่อไปในอนาคต   สายอาชีพไอทีก็เป็นอีกสายงานที่มีคนเรียนเป็นจำนวนมาก โดยแต่ก่อนนั้นนักเรียนที่จบมาในสายไอที สามารถที่จะยื่นประเมินคุณวุฒิเป็น full skills assessment ได้ แต่หลังจากวันที่ 15 มกราคม 2014 เป็นต้นไป การประเมินกับทาง ACS ผู้สมัครจะได้รับการประเมินอาชีพเบื้องต้นเพื่อจุดประสงค์ในการสมัครวีซ่า 485  ก่อน (โดยดูตามคอร์สที่เรียนในระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโท)   ถ้าหากในภายหลัง นักเรียนถือวีซ่า 485 เป็นที่เรียบร้อยแล้วและต้องการจะสมัคร SkillSelect ต่อไป  นักเรียนจำเป็นจะต้องมีประสบการณ์การทำงานในสายอาชีพไอทีก่อน 1 ปี หรือจะลงเรียน professional year ก็ได้ เสร็จแล้วถึงจะค่อยสมัคร ACS Post Australian Study Skills Assessment พื่อรับ full skills assessment  จาก ACS ได้ค่ะ   

เพราะฉะนั้นน้องๆ หรือท่านผู้อ่านท่านไหนที่กำลังจะเรียนจบปริญญาตรี หรือปริญญาโททางสาขาไอทีภายในสิ้นปีนี้ ขอให้รีบจัดการทำ skills assessment กับทาง ACS ให้เรียบร้อย  เพราะถ้าหากทำหลังวันที่ 15 มกราคม 2014 แล้ว อาจจะต้องไปหาประสบการณ์การทำงานในสายไอทีก่อนจะยื่น SkillSelect ได้นะคะ แถมการยื่นประเมินทักษะกับทาง ACS นั้นไม่จำเป็นต้องใช้ผลสอบ IELTS ประกอบอีกด้วยค่ะ  ส่วนน้องคนไหนที่ไม่มั่นใจในการยื่นประเมินผลทักษะ หรือเพื่อความชัวร์ สามารถติดต่อมาได้ที่ซีพีฯที่เบอร์ 02-92678522 เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ค่ะ 

และข่าวล่ามาแรงที่คุณหมอวีซ่าต้องรีบนำมาบอกต่อ ก็คือนับจากวันที่ 23 พฤศจิกายน 2013 เป็นต้นไป นายจ้างที่ต้องการจะสปอนเซอร์ลูกจ้างภายใต้   working visa (subclass 457) จำเป็นต้องมี Labour Market Testing ก่อนที่จะเสนอตำแหน่งงานให้ลูกจ้างได้  ซึ่งนายจ้างหรือสปอนเซอร์จำเป็นต้องแสดงหลักฐานว่าได้มีการประกาศเสนอตำแหน่งงานนี้ให้กับซิติเซ่นหรือพีอาร์ของออสเตรเลียมาก่อนแล้ว อย่างเช่นอาจจะลงประกาศในหนังสือพิมพ์ ในเว็บสมัครงาน และอื่นๆ   เพราะฉะนั้นน้องๆคนไหนที่ต้องการจะสมัครวีซ่า 457 ขอให้รีบมาติดต่อซีพีฯก่อนวันที่ 23 พ.ย. นะคะ ไม่งั้นอาจต้องทำ Market Testing จะยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่ค่ะ 

เรื่องราวที่เกิดจริง:
ก่อนจบวันนี้ คุณหมอวีซ่าขอเบี่ยงจากการเขียนเรื่องวิชาการมาเล่าเรื่องที่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดใจมาก ให้ท่านผู้อ่านได้รู้ไว้เป็นอุทธาหรณ์จะได้ไม่โดนคนไทยด้วยกันหลอกนะคะ - เพื่อสะดวกต่อการเขียนเรื่อง เอาเป็นว่าเป็นเรื่องของ’น้องหลง’ (นามสมมุติ) ก็แล้วกันนะคะ
น้องหลงเป็นเด็กน่ารักที่ซื่อมากและมีผลการเรียนที่ดีมาก จบ High School ชื่อดังมาจากเมืองไทยด้วยเกรด  GPA 3.6 แล้วไปเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังในระดับแนวหน้าที่เมืองไทยมาเกือบ 1 ปี จนคุณแม่น้องหลงไปเจอกับคุณแม่ของพี่คนหนึ่งที่อ้างตัวเป็นเอเย่นที่เมืองไทย เอาเป็นเรียกชื่อว่าเป็น พี่หลอก (นามสมมุติ) ก็แล้วกันนะคะ จู่ๆวันหนึ่งน้องหลงก็มาพบพี่ๆที่ซีพีฯสาขาซิดนีย์ บอกว่าพี่หลอกเขาทำวีซ่า 573 ให้หนูมาเรียนออสเตรเลียจากเมืองไทย เขาว่าหนูจะได้เข้าเรียนคณะเภสัชฯที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในซิดนีย์หลังหนูเรียนจบภาษา แต่หนูไม่เคยได้เอกสารอะไรจากเขาทั้งสิ้น หนูเห็นเพื่อนๆเขามี COE กันแต่หนูไม่เห็นได้ เลยอยากให้พี่ช่วยโทรไปขอ COE จากมหาวิทยาลัยให้หน่อย เพราะหนูรู้ว่าที่ซีพีฯเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยแห่งนี้

ความจริงแล้ว ตามกฎเราก็ไม่สามรถไปขอเอกสารแทนเด็กที่ไม่ได้สมัครเรียนผ่านทางซีพีฯมาให้ได้ เพราะเราไม่ได้รับมอบอำนาจให้ทำอย่างนั้นได้ ก็เลยให้น้องช่วยเซ็นใบมอบอำนาจ แล้วพี่ที่ซีพีฯเลยยกหูโทรไปถามที่มหาวิทยาลัยให้ แต่ปรากฎว่าเป็นข่าวร้าย ไม่เพียงแต่คณะเภสัชฯไม่รู้เรื่องด้วย กระทั่ง ชื่อน้องหลงคนนี้ก็ไม่ปรากฎได้อยู่ในบัญชีรายชื่อของทางมหาวิทยาลัยเลยด้วยซ้ำไป น้องเลยงงมาก...

น้องหลงเป็นเด็กที่โชคร้ายซ้ำซ้อน เรื่องของเรื่องเขาเล่าว่าคุณแม่เป็นคนหัวอ่อนใจพระ บ้านอยู่ต่างจังหวัดไม่ค่อยรู้เรื่อง จึงตกเป็นเหยื่อไปฟังคำชวนเชื่อของเอเย่นพี่หลอกที่ร่วมกับแม่พี่หลอกคอยเกลี้ยกล่อมให้น้องหลงทำเรื่องลาออกจาหมหาวิทยาลัยที่ไทยเพื่อมาเรียนต่อเมืองนอก จ่ายเงินไปแม่พี่หลอกไปล้านกว่าบาท พอวีซ่าออก ก็บินมาพักอยู่ที่บ้านของพี่หลอกคนนี้ที่เปิดให้เด็กไทยคนอื่นๆที่ถูกกล่อมมาในทำนองเดียวกันแถวๆทิศตะวันตกไกลเมืองแหล่งหนาแน่นไปด้วยประชากรชาวลาวชาวเวียดอยู่มากมาย ย่านนี้ จำได้ว่า ที่เคยดูรายการสารสนเทศทางทีวี  ABC หรือ SBS ที่เคยไปทำ รายการสารคดีเกี่ยวกับแก๊งขายยาเสพติดที่ขายกันเกลื่อนกลาดแถวสถานีรถไฟย่านๆนั้น เป็นย่านที่ไม่ปลอดภัย น้องหลงโดนจัดให้เข้าเรียนหลักสูตรในสถาบันสอนภาษาอังกฤษเอกชนแห่งหนึ่งในซิดนีย์ และพักอยู่บ้านพี่หลอกตั้งสามเดือนล่วงหน้าก่อนคอร์สเปิด โดยจ่ายทั้งค่ามัดจำพันกว่าเหรียญ + ค่าที่พักก็พันกว่าเหรียญต่อเดือนให้พี่หลอกอย่างไม่ขาดสาย โดยน้องถูกจัดให้เดินทางมาอยู่ว่างๆตั้งสามเดือนที่ซิดนีย์ล่วงหน้าก่อนคอร์สภาษาจะเปิดโดยไม่มีอะไรทำจนน้องเบื่อมาก ชีวิตเรียกว่าอยู่ในกำมือพี่หลอกโดยสิ้นเชิง ทุกๆอย่างน้องหลงก็จะเชื่อฟังพี่หลอกบอกให้ไปโรงเรียนก็ไป บอกว่าให้หยุดเรียนก็หยุด จนกระทั่งเรียนไปเรียนมา พี่หลอกบอกว่าไม่ต้องไปอีกแล้วเพราะเป็น holiday น้องหลงเลยไม่ไปโรงเรียนเฉยตามคำสั่งของพี่หลอก ช่วงนี้เองเอเย่นที่พี่หลอกใช้ก็โทรไปบอกให้โรงเรียน cancel COE ส่งเด็กกลับเพราะเด็ก attendance ไม่ถึง แสบไม๊ละคะ?
ต่อมาสืบไปมาปรากฎว่าพี่หลอกไม่เคยสมัครคอร์สเภสัชที่มหาลัยขึ้นชื่อดังกล่าวให้เลย  COE ที่ได้มาก็เป็นของสถาบันเอกชนห้องแถวที่มีชาวจีนเป็นเจ้าของ น้องหลงเลยยิ่งงงยิ่งหลงกันไปใหญ่เลยคราวนี้

เมื่อเช๊คไปทางโรงเรียนภาษา ปรากฎว่าน้องโดนถอน COE เข้าแล้วจริงๆในระบบของอิมฯ อันตรายมาก เลยแนะให้น้องไปเคลียร์กับอิมฯให้เรียบร้อย ทางซีพีฯเห็นใจน้องมาก เลยยินดียื่นมือติดต่อกับแผนก  Student Intergrity ที่อิมมิเกรชั่นให้ แต่เรื่องที่น่าเศร้าน่าสลดที่สุดก็คือ ทางพี่หลอกพอรู้เรื่องเข้า เลยใช้เทคนิคไม้ตายให้แม่เขาไปกล่อมแม่น้องหลงฝั่งเมืองไทย เท่าที่รู้มีการให้เงินกู้หนี้ยืมสินไปมากันอย่างไรก็ไม่ทราบนะคะ แม่ของน้องหลงไม่กล้าเอาเรื่อง และเนื่องจากพี่หลอกทะเลาะกับเอเย่นที่เคยใช้ในซิดนีย์ที่ทำเรื่องให้น้องหลงร่วมกัน เกิดการแตกหัก ทางพี่หลอกก็เลยส่งน้องหลงไปพบเอเย่นใหม่ในซิดนีย์ที่ทำงานร่วมกับพี่หลอกที่ถึงกับกล้าให้สัญญาว่าน้องหลงจะได้เข้าเรียนและได้วีซ่าคืนภายใน 7 วัน น่ากลัวมากเลยนะคะ คุณหมอวีซ่าเป็น Migration Agent มาเกือบ 17 ปียังไม่เคยไปกล้าการันตีเรื่องวีซ่ากับใครเลยในชีวิต เพราะผิดกฎหมายค่ะ แต่เอเย่นเจ้านี้กล้าลั่นวาจาออกมาเช่นนี้ ท้ากฎหมายเลยค่ะ

เรื่องน้องหลงจบอย่างไร คุณหมอวีซ่าก็ยังไม่ได้ตามข่าว เพราะถูกคุณแม่ที่ไปหลงคารมแม่พี่หลอกบังคับไม่ให้น้องหลงเปลี่ยนเอเย่น อย่างนี้ก็คงไม่มีใครไปก้าวก่ายหรือช่วยน้องหลงได้หลอกค่ะ ก็คงต้องรับชะตากรรมกันไปนะคะ คุณหมอวีซ่า  doubt it  ว่าน้องจะได้เข้าเภสัชฯ อย่างไรเราก็ขอสวดมนต์ภาวนาให้เรื่องร้ายของน้องหลงกลับกลายเป็นเรื่องดีเถิอดนะคะ

เรื่องนี้ที่เล่าให้ฟัง เพราะอยากให้เป็นอุธาหรณ์ให้คุณพ่อคุณแม่จากทางเมืองไทย ก็ต้องรู้จักถามไถ่ข้อมูลให้ละเอียดก่อนจะส่งลูกหลานไปอยู่นอก สถานทูตออสเตรเลียที่เมืองไทยก็มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษาให้โทรถามข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ไปใช้บริการเขาเหอะ อนาคตของลูกเราแท้ๆ น่าเสียดายนะคะ

ส่วนน้องๆที่มาเรียนนอก ก็ต้องหัดรู้จักดูแลและช่วยตัวเองให้มากๆ หาข้อมูลและทำในสิ่งที่ถูกต้อง หากเราเองไม่สามารถ fight เพื่อตนเองได้ มัวแต่อ่อนข้อหลงตามคารมพี่เอเย่นแบบพี่หลอกที่พูดเก่ง ใช้ความเป็นเพื่อนความสนิทสนมมาคอยหลอกน้องๆไปทีละขั้นละตอน แล้วน้องๆมาเรียนนอกมีความรู้จะยอมตกเป็นเหยื่อของคนแบบนี้ไปอีกกี่นาน หากเราเองยังไม่สามารถดูแลและไฟท์เพื่อตนเองได้ คำถามต่อมาก็คือแล้ววันหลังเราจะดูแลพ่อแม่เรายามแก่เฒ่าได้อย่างไร?  จริงไม๊ ?

และท้ายสุดของฉบับนี้ ขอปิดท้ายแสดงความยินดีให้กับน้องไอซ์ที่เพิ่งได้พีอาร์จาก SkillSelect ในอาชีพพยาบาล โดย CP เป็นผู้ดูแลและเดินเรื่องวีซ่าให้มาโดยตลอดตั้งแต่วีซ่านักเรียน วีซ่าทำงาน sc485  ตลอดจนได้ PR ผ่านช่องทางของ SkillSelect จนประสบความสำเร็จทุกขั้นตอน ยิ่งรัฐบาลออสเตรเลียขาดแคลนพยาบาลเป็นจำนวนมาก เพดานอาชีพ (Occupation Ceilings)  - จำนวนที่อิมมิเกรชั่นสามารถออกจดหมายเชิญให้ได้มีจำนวนถึง 13,560 คน แต่ในปัจจุบันี้มีเพียงแค่ 1,297 คนเท่านั้นที่ได้รับจดหมายเชิญจากอิมมิเกรชั่นให้สมัครในตำแหน่งพยาบาล  เพราะฉะนั้นน้องๆคนไหนที่อยากได้พีอาร์เช่นเดียวกับน้องไอซ์ ลองหันมาเรียนพยาบาลกันมั้ยคะ เพราะโอกาสที่จะได้พีอาร์นั้นยังมีโอกาสอยู่มากค่ะ

My Future My CP

สวัสดีค่ะ My Future My CP วันนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี Happy Ending ค่ะ …….เป็นเรื่องของน้องไอซ์ (ชื่อเล่นอันแสนน่ารักจนน้องอนุญาตให้ลงชื่อเล่นตามจริงได้เลยค่ะ)

CP ขอแสดงความยินดีกับน้องไอซ์ ที่เพิ่งจะได้รับพีอาร์ (PR) ไปหมาดๆเมื่อต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา จากอาชีพนางพยาบาล (Nurse)  น้องไอซ์เป็นนักเรียนเก่าแก่ของซีพี  มีครอบครัวที่แสนอบอุ่น และคุณแม่ที่ทั้งแสนสวยและแสนจะห่วงใยลูกจน ตามมาอยู่ออสเตรเลียดูแลน้องไอซ์ตั้งแต่สมัยเรียน high school ที่ Sydney จนอายุครบ 18

น้องไอซ์สมัครเรียนกับทางซีพีฯมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมฯ  หลังจากเรียนจบมัธยมฯ CP ก็สมัครให้เข้าเรียน  Bachelor of Nursing ที่ University of Technology Sydney (UTS) ซึ่งทางซีพีฯเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการอยู่ หลังจากเรียนจบก็สมัคร พี่ๆที่ซีพีฯก็เดินเรื่อง Temporary Graduate Visa (sc485) โดยยื่นอาชีพ Registered Nurses เข้าไป ในระหว่างที่รอวีซ่า 485 ก็ยื่น Expression of Interest (EOI) เข้าไปในระบบ SkillSelect  ให้เลยทันทีโดยไม่รีรอล่าช้า หลังจากรอเพียงแค่ 2 เดือนก็ได้รับจดหมายเชิญจากอิมมิเกรชั่นให้สมัครพีอาร์ Skilled Independent visa (subclass 189) ทั้งๆที่ 485 ยังไม่ออกเลย เจ้าหน้าที่ขอให้ไปตรวจสุขภาพ จากนั้นก็ไวมากเลย รวมเวลาแล้วเสร็จทั้งหมด 5  เดือนนับจากวันยื่น  EOI เห็นจะได้ น้องก็ได้พีอาร์เป็นทีเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว  ปัจจุบันน้องไอซ์ทำงานเป็นนางพยาบาลสุดแสนน่ารัก คอยดูแลผู้ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล Royal Prince Alfred Hospital เงินเดือนดี เป็นที่รักยิ่งของคนไข้ คุณหมอและเพื่อนร่วมงานทุกคนค่ะ คุณหมอวีซ่าและทีมงานขอแสดงความยินดีในความสำเร็จของน้องไอซ์เป็นอย่างยิ่ง เป็นที่น่าปลาบปลื้มและภาคภูมิใจของคุณพ่อคุณแม่จริงๆค่ะ

สำหรับน้องๆคนไหนที่อยากจะมีโอกาสได้พีอาร์เช่นเดียวกับน้องไอซ์ ก็สามารถเข้ามาติดต่อที่ซีพีฯได้ทุกสาขาเลยนะคะ โดยเฉพาะในตอนนี้ที่อาชีพพยาบาลยังขาดคนอีกเป็นจำนวนมาก  อาชีพพยาบาลอาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการพีอาร์อยู่ต่อในออสเตรเลียค่ะ  ให้ซีพีฯช่วยวางแผนและดูแลอนาคตของคุณตั้งแต่วันนี้   






 น้องไอซ์กับ Justine ที่ CP Sydney