“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เรื่องราวFamily Violenceและแรงบันดาลใจดีๆจากคุณหมอวีซ่า


สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน  กลับมาพบกับคุณหมอวีซ่าอีกครั้ง ช่วงนี้อากาศร้อนๆ หนาวๆ บางวันก็มีฝน  บางวันก็ร้อนอบอ้าว ฝนตกฟ้าผ่าน้ำท่วมหิมะลูกเห็บตก   ดูเหมือนผลของ Global warming จะรุนแรงขึ้นทุกปี อยากให้ทุกคนช่วยกันทะนุถนอมทรัพยากรโลก เก็บไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานเราได้ใช้บ้างนะคะ   เหลือเวลาอีกเดือนกว่าๆ ก็จะเข้าสู่เทศกาลใหญ่ประจำปี นั่นก็คือคริสมาสต์และปีใหม่  และก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของอิมมิเกรชั่นที่ทุกๆ สิ้นปีจะมีการปรับเปลี่ยนแบบฟอร์ม หรือกฎวีซ่าต่างๆ รวมทั้งอาจจะมีการขึ้นราคา  เพราฉะนั้นน้องๆ คนไหนที่ไม่อยากเสี่ยงเปิดมาปีหน้าเจอค่าวีซ่าขึ้น ก็ยังทันยื่นวีซ่าภายในปีนี้นะคะ  และตลอดสิ้นปีนี้คุณหมอวีซ่าประจำการอยู่ที่ซิดนีย์ ฉนั้น น้องๆที่เรียนจบกันสิ้นปีนี้ ก็เริ่มคิดได้แล้วว่าจะเอาไงกับอนาคตของตนดีหนอ จะอยู่ทำงานที่ออสเรเลียต่อ ขอ PR หรือมีช่องทางวีซ่าใดๆไหม ก็รีบนัดเข้ามาปรึกษาได้เลยนะคะก่อนที่จะทำอะไรผิดๆโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไป สามารถโทรเข้ามาจองเวลานัดได้เลยนะคะที่ 02-9267-8522 ค่ะ

พอคุณหมอวีซ่ากลับมายังซิดนีย์ก็มีพีอาร์และวีซ่าผ่านกันแทบจะทุกวันเลยค่ะ  ไม่ว่าจะเป็นวีซ่าทำงาน วีซ่านักเรียน วีซ่าคู่ครองทั้ง temporary และ permanent (ตัวพีอาร์)  รวมถึงวีซ่าคู่ครองที่มาจาก family violence หรือปัญหาความรุนแรงภายในครอบครัวด้วย   โดยเฉพาะวีซ่าประเภทหลังนะคะซึ่งในช่วงเดียวกันมีน้องๆที่ขอพีอาร์ผ่าน family violence และได้รับพีอาร์พร้อมกันถึง 2 คน รวดเดียวเลย นำความปลื้มปิติยินดีมาให้ทีมงาน CP มากที่มีโอกาสช่วยพลิกอนาคตชีวิตให้กับน้องทั้งสองคนนี้ที่ผ่านมรสุมชีวิตมามากจริงๆ อยากบอกว่า อย่าไปกลัวค่ะ หากเราโดนข่มเหงรังแก ถูกเอารัดเอาเปรียบ มีคนกลางมาแย่งคนรักของเราไป ถูกคู่ครองเราตบตีเพราะกินเหล้าเมายา หรือกระทำชำเราทางเพศก็ทำ แต่ต้องทน เพราะกลัววีซ่าจะหลุด คุณหมอวีซ่าก็ขอปลอบใจว่า อย่าปล่อยให้ตนเองเป็นผู้รับเคราะห์อีกต่อไปเลย การถูกกระทำเหล่านี้ ประเทศออสเตรเลียมีกฎหมายคุ้มครองเรานะคะ  ไปคุยปรึกษากับผู้รู้ หรือสมาคมคุ้มครองผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเลยค่ะ หาคนช่วยค่ะ อย่าอยู่นิ่งเฉยและทนทุกข์ทรมาณอีกต่อไปเลยค่ะ มีหนทางช่วยให้เราอยู่ออสฯได้โดยไม่ต้องพึ่งอีกฝ่ายเซ็นค่ะ ในวันนี้คุณหมอวีซ่าจึงขอนำเรื่องราวของน้องสองคนนี้มาบอกกล่าวเพื่อเป็นแรงบันดาลใจและเป็นกำลังใจให้กับน้องๆทุกคนที่ประสบปัญหาทางด้านนี้กันค่ะ

เรื่อวราวของน้องเอ (นามสมมุติ) ที่ได้รับคำสัญญาจากแฟนมากมายว่าจะพามาสร้างอนาคตด้วยกันที่ออสเตรเลีย  น้องเอและแฟนเจอกันครั้งแรกที่เมืองไทย โดยเอเป็นเด็กสาวบริสุทธิ์ที่หน้าตาสวยมาก มีเส่ห์ ร้องเพลงเก่ง แต่งตัวดี มาจากตระกูลที่มีอันจะกิน คุณพ่อคุณแม่รักสุดชีวิต ในระหว่างที่เจอกันแฟนของน้องเอก็ได้สัญญาว่าจะจัดงานแต่งงาน ซื้อของนู่นนี่ให้ จะไม่พาไปลำบาก  พาไปรู้จักเพื่อนมากมายในระหว่างที่อยู่เมืองไทย  จนกระทั่งน้องเอได้มาอยู่ในออสเตรเลียด้วยวีซ่าคู่หมั้น  เหตุการณ์ก็เริ่มไม่ปกติเมื่อแฟนน้องเอบอกให้น้องเอไปช่วยทำงานตั้งแต่วันแรกที่มาถึงออสเตรเลีย บอกว่าคนงานขาด เธอไปช่วยฉันหน่อยนะ  ในระหว่างที่ทำงานก็เจอทั้งแฟนเก่าของผู้ชายมารังควานแถมผู้ชายยังออกหน้าออกตาคอยปกป้องแฟนเก่าอีกด้วย   พอน้องเอมาอยู่ด้วยเป็นเวลาหลายเดือน ผู้ชายก็ไม่มีทีท่าว่าจะจดทะเบียนสมรสด้วย  ทางบ้านครอบครัวน้องเอก็ถามตลอดว่าเมื่อไรจะแต่งงาน  อยู่มาวันหนึ่งก็พาไปน้องเอไปแต่งงานแต่บอกว่าขอยืมแหวนเพ็ชรที่น้องเอใส่ติดมือมาเป็นแหวนแต่งงานก่อน  น้องเอด้วยความที่รักสามีก็ยอมมาตลอด  หลังจากแต่งงานแล้วเรื่องราวก็กลับตาลปัตร  ตัวแฟนของน้องเอนั้นก็เริ่มมีอารมณ์รุนแรง  เมื่อไม่พอใจอะไรก็มักจะเอะอะโวยวายทำลายข้าวของ  มีครั้งหนึ่งน้องเอทำเตียงนอนเปื้อน  ผู้ชายก็เข้ามาบีบแขนน้องเอเหมือนจะทำร้าย  จนตัวน้องเอเป็นจ้ำไปหมด  แต่น้องเอก็คิดว่าเราเป็นเมียเค้าแล้วก็ต้องทน  ทำกับข้าวไม่ทัน ผู้ชายโวยวายทำร้ายข้าวของ ก็ต้องมาตามเก็บกวาด  แถมตอนที่คุณพ่อคุณแม่ของน้องเอมาเยี่ยม  ฝ่ายช่ายก็ไม่ต้อนรับดูแล แถมทำท่าทางดูถูกพ่อแม่ฝ่ายหญิงที่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้    เหตุการณ์ในเรื่องราวของน้องเอเป็นอย่างนี้มาเรื่อยๆ  โดยเฉพาะฝ่ายชายที่มีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ อันเป็นผลมาจากการใช้ยาสเตียรอยด์      เนื่องด้วยฝ่ายชายชอบผู้หญิงที่หุ่นดี หน้าอกใหญ่ ก็บังคับให้น้องเอไปทำหน้าอกและดูดไขมัน  ด้วยความที่รักแฟนมาก น้องเอก็ยอมไปทำให้ทุกอย่าง  ในระหว่างที่กลับไทยไปทำนี่เอง  ฝ่ายชายก็ได้ไปเจอผู้หญิงคนใหม่และก็ไล่น้องเอออกจากบ้าน  พอฝ่ายอยากจะมีเพศสัมพันธ์ก็เรียกน้องเอกลับมา  สร้างความทุกข์ให้กับตัวน้องเอเป็นอย่างมาก    แถมอยู่มาวันหนึ่งก็มาทราบว่าเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ แอบแทงข้างหลังโดยการแย่งแฟนตัวเองไป   ตลอดเวลาที่ผ่านมาน้องเอคิดว่า ตัวน้องเอเป็นภรรยา จำเป็นที่จะต้องทนทุกอย่าง ด้วยความรักและความเป็นภรรยาที่ดี  พอโดนไล่ออกจากบ้าน ฝ่ายชายก็มาเรียกเอาของคืนไปทุกอย่าง  น้องเอก็คิดว่าสาเหตุที่ฝ่ายชายพาตัวเองมาที่นี่ก็เพราะต้องการหาคนมาคอยรับใช้ มาทำงานให้โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินแพงๆ จ่ายค่าจ้าง ในช่วงแรกที่เกิดเหตุ น้องเอก็ผ่ายผอม หมอจำเป็นต้องจ่ายยาความดันให้ รวมถึงยานอนหลับ  น่าสงสารค่ะ

น้องเอโทรมาปรึกษากับคุณหมอวีซ่าถึงการสมัครวีซ่า เพราะทราบมาว่าสามารถขอพีอาร์ได้ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงภายในครอบครัวขึ้น  และเมื่อได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมดก็คิดว่าพอมีช่องทางที่จะช่วยน้องเอได้  จึงส่งน้องเอไปเจอผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการประเมินอาการของน้องเอ   ซึ่งเป็นบุคคลที่สามารถเขียนรายงานตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นจิตแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์  แพทย์ ตำรวจ และอื่นๆ ก็ตาม  เพื่อเอารายงานมาประกอบว่าน้องเอนั้นได้รับผลกระทบจากความรุนแรงภายในครอบครัวจริง  โดยทั่วไปแล้ว หากผู้ถูกทำร้าย โดยเฉพาะถูกทำร้ายร่างกาย คุณหมอวีซ่าก็อยากแนะนำให้ไปแจ้งความ และขอเอกสารจากศาลที่เรียกว่า Apprehended Violence Order มาเก็บไว้ ก็จะสามารถใช้เป็นเอกสารประกอบที่ดีมากเช่นกัน    และหลังจากที่ส่งเอกสารไปประกอบแล้ว  ถ้าหากทางอิมมิเกรชั่นไม่เชื่อ ก็ต้องมีการส่งตัวไปหาจิตแพทย์ที่ทางอิมมิเกรชั่นเป็นคนจัดหามา หรือที่เรียกว่า   independent person เพื่อใช้ประกอบในการพิจารณาวีซ่า เพิ่มเติมอีก ทางน้องเอก็ได้ส่งเอกสารทั้งหมดให้กับทางอิมมิเกรชั่น หลังจากที่รอเป็นเวลาเกือบ 1 ปี ทางอิมมิเกรชั่นก็เรียกขอใบรับรองความประพฤติของประเทศออสเตรเลีย (ใบตำรวจ)  หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันน้องเอก็ได้รับพีอาร์เป็นที่เรียบร้อย ก่อนจะครบกำหนด TR 2 ปีด้วยซ้ำไป  สามารถสานฝันในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ น้องเออยากสมัครไปประกวดร้องเพลง คุณหมอวีซ่าขอเป็นกำลังใจให้ความฝันเป็นความจริงนะคะ ตอนนี้ ก็ขยันทำงานเก็บเงินเพื่ออนาคตที่สดใสในออสเตรเลียค่ะ

   เรื่องราวของน้องอีกคนที่ได้พีอาร์จาก domestic violence  ก็คือเรื่องของน้องบี (นามสมมุติ) น้องบีนั้นเป็นหญิงเพศสามและเป็นลูกค้าเก่าแก่ที่คุณหมอวีซ่ารักและถนอมมานมนาน  ตั้งแต่คุณหมอวีซ่าช่วยให้ได้วีซ่านักเรียนกลับคืนมา จนถึงยื่นวีซ่า partner  และได้พีอาร์จาก domestic violence ในที่สุด  น้องบีนั้นมีความสัมพันธ์กับแฟน (แบบคู่รักเพศเดียวกัน) เป็นเวลากว่า 4 ปี ก็คิดว่าถึงเวลาที่จะยื่นวีซ่า   partner แล้ว  หลังจากที่ยื่นก็ไม่ได้รับการติดต่อจากน้องบี เลย จนกระทั่งวันหนึ่งน้องบีก็โทรมาร้องห่มร้องไห้ว่าโดนแฟนทำร้าย เนื่องจากแฟนเมายาและเหล้า  ไม่สามารถควบคุมอารมณ์สติได้  พอหากุญแจรถไม่เจอ ก็ทำเสียงข่มขู่ใส่น้องบี  พยายามจะบีบคอและไล่เตะ   โชคดีที่มีคนเดินผ่านมา ได้พยายามเข้ามาช่วยเหลือน้องบีและอยู่เป็นเพื่อนน้องบีจนตำรวจมาถึงสถานที่เกิดเหตุ  น้องบีเองนั้นก็แจ้งตำรวจไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ตำรวจตั้งใจจะส่งเรื่อง domestic violence order ต่อไปยังศาล  แต่ด้วยความที่รักแฟนมาก น้องบีก็ทน ไม่ยอมให้ตำรวจนำเรื่องนี้ส่งขึ้นศาล ได้แต่รายงานเหตุการณ์เอาไว้  ตลอดระยะเวลาความสัมพันธ์ แฟนของน้องบีก็มักจะเจ้าชู้จีบผู้หญิงไปเรื่อย สร้างความช้ำใจให้กับน้องบีมาก  พอน้องบีไม่สนใจก็เรียกร้องความสนใจ และทุกครั้งน้องบีก็จะกลับไปหาด้วยเพราะความรัก  

อยู่มาวันหนึ่งในระหว่างที่น้องบีขับรถไปเยี่ยมคุณแม่ของแฟนที่เมืองๆหนึ่ง ก็เจอแฟนเดินมากับผู้หญิงคนใหม่  จึงจอดรถและเดินไปคุยด้วย  อยู่ดีๆ ผู้ชายเก็เหมือนมีอาการโดยการเอากาแฟราดบนหัวน้องบีและหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง  จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ชุลมุน ฝ่ายชายพยายามเข้าไปทำร้ายน้องบี น้องบีเองก็ต้องป้องกันตัวกลับ  จนทำให้เล็บหัก มีรอยช้ำที่ไหล่และตรงคอ และฝ่ายชายก็เดินจากไปพร้อมกับผู้หญิงคนใหม่ ทิ้งน้องบีไว้ตรงนั้นแต่เพียงผู้เดียว  เมื่อตำรวจมาถึง  น้องบีก็เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และทางตำรวจก็ได้ออก domestic violence order อีกฉบับ โดยคราวนี้เป็นแบบ permanent หมายความว่าฝ่ายชายไม่สามารถเข้าใกล้น้องบีได้อีกต่อไป  เมื่อน้องบีเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยครั้งก็ยากที่จะทนอีกต่อไป  จึงตัดสินใจโทรหาคุณหมอวีซ่าขอคำปรึกษาเพราะตอนนั้นตัวเองก็ถือเพียงแค่ Bridging Visa A รอวีซ่า partner อยู่  แต่ว่าตัวเองไม่สามารถทนเป็นกระสอบทรายให้ฝ่ายชายซ้อมได้อีกต่อไป    คุณหมอวีซ่าและทีมงานจึงช่วยน้องบีโดยการทำเรื่องเข้าไปที่อิมมิเกรชั่น และหารายงานจากจิตแพทย์พร้อมหลักฐานอื่นๆมาประกอบในการขอพีอาร์ ผ่าน family violence ให้น้องบี   รอเพียงแค่ 3 เดือน น้องบีก็ได้รับพีอาร์เป็นคนที่นี่เรียบร้อยโดยไม่จำเป็นจะต้องถือทีอาร์ TR 2 ปีเหมือนกับคนอื่นๆ  

เรื่องราวของน้องทั้งสองคนนั้นได้รับการอนุญาตเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ  น้องทั้งสองขอให้คุณหมอวีซ่านำเรื่องราวมาเขียนบอกกล่าวคนอื่นๆเพื่อเป็นกำลังใจและสร้างความหวังให้กับคนที่กำลังจะสิ้นหวังกับชีวิตที่ทนทุกข์ทรมาณกัน โดย  ถ้าหากเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ในครอบครัวก็อย่าได้ทน เพราะทุกเหตุการณ์มีทางออกเสมอ  หรืออย่างบางคนที่มองว่าคู่เพศที่สามมักจะไม่ได้รับความเท่าเทียมกันในสังคม อิมมิเกรชั่นคงจะไม่เห็นใจ ตัวอย่างของน้องบีก็เป็นข้อพิสูจน์แล้วนะคะ  น้องๆผู้อ่านท่านไหนที่กำลังประสบเหตุการณ์เหมือนน้องทั้งสอง ก็อย่าได้เก็บไว้คนเดียว  สามารถโทรเข้ามาปรึกษากับคุณหมอวีซ่าได้เสมอ  หรือจะติดต่อไปที่สมาคม Thai Welfare ก็ได้ หรือจะเป็นสถานกงสุลไทย หรือสถานทูตไทยก็ตาม  เหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวถือเป็นเรื่องใหญ่นะคะ  ในหลายๆเคสแล้วที่เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์  ฝ่ายหญิงบางคนถึงกับฆ่าตัวตายเพราะโดยผู้ชายกระทำชำเราและไม่รู้ว่ามีทางออกได้ หรืออย่างเร็วๆนี้ที่ผู้หญิงข้ามเพศชาวอินโดนีเซียก็โดนฆ่าและนำไปต้มเป็นอาหารโดยคู่รักชาวออสเตรเลีย น่ากลัวนะคะ อย่าลืมว่าทุกปัญหามีทางออกค่ะ ขอให้ไปขอความช่วยเหลือเถอะนะ อย่าเก็บไว้เงียบๆเพียงคนเดียว


ด้วยความปรารถนาดี... จาก คุณหมอวีซ่า 

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อิมมิเกรชั่นยอมรับผลสอบ TOEFL iBT และ PTE Academic, Cambridge English: Advanced (CAE) ประกอบการยื่นวีซ่าแล้ว

สวัสดีค่ะ กลับมาพบกับคุณหมอวีซ่ากันอีกครั้ง  เผลอแป๊บเดียวก็เข้าสู่เดือนพฤศจิกายน จะเข้า Christmas และปีใหม่กันอีกครั้ง  ปีนี้วันเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ  เหลืออีกไม่ถึง 2 เดือนดีก็จะเข้าสู่ปีใหม่  มีใครวางแผนจะไปเที่ยวที่ไหนกันหรือเปล่าคะ  ช่วงนี้ทางซีพี ซิดนีย์มีกิจกรรมสนุกๆส่งท้ายสิ้นปีให้น้องๆ ผู้อ่านทั้งหลายมาสนุกกัน ปีนีซีพี ซิดนีย์จัดกิจกรรม Cherry Picking One Day Trip” พาไปเที่ยวและเก็บเชอร์รี่สดๆจากต้นที่เมือง Young  พร้อมชมพาเหรดในงาน  National Cherry Festival อีกด้วย มีทั้งชมการตัดขนแกะ  แข่งทานพายเชอร์รี่และอื่นๆอีกมากมาย  งานนี้มีวันเดียวนะคะ วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2014 นี้ รถออกจากซิดนีย์ 7 โมงเช้า  ใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถโทรมาสอบถามข้อมูลได้ที่ 02-9267-8522 ได้เลยค่ะ    

          และเมื่อถึงสิ้นปีก็หมายความว่าน้องๆ นักเรียน นักศึกษามากมายก็ใกล้จะเรียนจบ สำหรับคนที่กำลังจะเรียนจบและต้องการจะต่อวีซ่า Temporary Graduate (sc485) ต่อไป  ตลอดจนน้องๆที่ต้องการจะต่อวีซ่านักเรียน หรือกำลังจะมาเรียนต่อในออสเตรเลียก็ตาม  จำเป็นที่จะต้องมีผลสอบภาษาอังกฤษประกอบในการยื่นวีซ่าด้วย   ผลสอบภาษาอังกฤษที่เรารู้จักส่วนใหญ่ที่ใช้เพื่อประสงค์ของการขอวีซ่าก็จะเป็น IELTS กับ OET เท่านั้นมานานแสนนาน และ น้องๆส่วนใหญ่ที่เดินมาออสเตรเลียก็มักจะดิ้นรนกับการสอบ IELTS ครั้งแล้วครั้งเล่า จนหมดกำลังใจไปก็หลายรายแล้ว   อนึ่ง ที่ผ่านมา วีซ่าทุกตัวที่ต้องใช้ผลสอบภาษาอังกฤษ ก็จะถูกกำหนดให้ใช้ผลสอบ IELTS หรือ OET เท่านั้น   ข่าวดีก็คือ นับตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป (พฤษจิกายน 2014)  ทางอิมมิเกรชั่นได้เปิดรับผลสอบภาษาจาก TOEFL iBT  (the Test of English as a Foreign Language internet-based test) และ PTE Academic (the Pearson Test of English Academic)  อย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับผู้ที่ต้องการจะยื่นวีซ่าประเภท Temporary Graduate, วีซ่า Skilled (ทักษะ), Expression of Interest (EOI) , Former Resident  และ Work and Holiday visas    สำหรับ Cambridge English: Advanced (CAE)  จะเริ่มเปิดรับผลสอบในต้นปีหน้า (January 2015)     ส่วนในบางประเทศที่ต้องใช้ผลภาษาอังกฤษในการยื่นวีซ่านักเรียนนั้น ก็สามารถที่จะใช้ผลการทดสอบภาษาอังกฤษทั้งหมดดังกล่าวในการประกอบการยื่นวีซ่านักเรียนได้ตามเวลาที่ระบุไว้ข้างต้นค่ะ  

ประเภทของวีซ่าที่เขียนไว้ข้างล่างนี้คือ รายชื่อวีซ่าที่สามารถรับผลสอบ TOEFL iBT และ PTE   Academic ประกอบการยื่นวีซ่าได้แล้วนะคะ   (ดีใจไหม ที่ไม่ต้องไปนั่งสอบ IELTS ครั้งแล้วครั้งเล่า?)

Distinguished Talent (Australian support) (subclass 124)
Business Talent (subclass 132)
Former Resident (subclass 151)
Business Owner (provisional) (subclass 160)*
Senior Executive (provisional) (subclass 161)*
Investor (provisional) (subclass 162)*
State/Territory Sponsored Business Owner (provisional) (subclass 163)*
State/Territory Sponsored Senior Executive (provisional) (subclass 164)*
State/Territory Sponsored Investor (provisional) (subclass 165)*
Employer Nomination Scheme (subclass 186)
Regional Sponsored Migration Scheme (subclass 187)
Business Innovation & Investment (provisional) (subclass 188)
Skilled – Independent (subclass 189)
Skilled – Nominated (subclass 190)
Work and Holiday (temporary) (subclass 462)
Skilled – Recognised Graduate (subclass 476)
Temporary Graduate (subclass 485)
Skilled – Regional (provisional) (subclass 489)
Distinguished Talent (subclass 858)
Skilled – Regional (subclass 887)
Business Innovation and Investment (permanent) (subclass 888)
Business Owner (Residence) (subclass 890)
Investor (Residence) (subclass 891)
State/Territory Sponsored Business owner (Residence) (subclass 892)
State/Territory Sponsored Investor (Residence) (subclass 893)

*Closed to new applications, but family members can apply  วีซ่าบางประเภท (*) ไม่เปิดรับผู้สมัครรายใหม่ แต่สมาชิกครอบครัวของผู้สมัครยังสามารถส่งผลสอบประกอบได้อยู่ค่ะ 

บางวีซ่าที่ยกมาทั้งหมดก็ใช่จะเป็นที่รู้จักของคนไทยกันนะคะ   สำหรับน้องๆคนไทยแล้ว การที่อิมมิเกรชั่นมอบทางเลือกในการสอบภาษาอังกฤษนอกเหนือไปจาก IELTS ก็ถือเป็นข้อดีอย่างมาก  โดยเฉพาะในเมืองไทยที่ TOEFL   เป็นที่นิยมสอบกันมากกว่า IELTS มานานนับปี อย่างไรก็ตามแต่ละข้อสอบก็มีแนวทางในการสอบที่ต่างกันไป ตามแต่ความถนัดของแต่ละคนแล้วละค่ะว่าเจะเลือกสอบแบบไหน   ถ้าเป็นทุกข์กับการสอบ IELTS มานานปี ก็ลองสอบ TOEFL  หรือสอบ PTE Academic ได้เลย เห็นหลายท่านที่ไปสอบมาลงความเห็นว่า more practical  สำหรับคะแนนสอบภาษาอังกฤษ ทางอิมมิเกรชั่นยังไม่ได้ออกประกาศมานะคะ  ก็ต้องรอติดตามกันต่อไปว่าจะต้องสอบให้ได้เท่าไรถึงจะผ่านเกณฑ์ในการยื่นวีซ่าค่ะ     สำหรับวีซ่าทำงาน (sc457) คงต้องรอกันไปก่อนนะคะ เพราะวปัจจุบันทางอิมมิเกรชั่นยังรับเฉพาะผลสอบของ IELTS เท่านั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลง โดยรายละเอียดต่างๆเพิ่มเติมน่าจะมีมากขึ้นภายในสิ้นปีนี้ แล้วคุณหมอวีซ่าจะคอย update ให้ท่านผู้อ่านทราบนะคะ 

ตารางข้างล่างนี้เป็นการเปรียบคะแนนผลสอบภาษาอังกฤษระหว่าง TOEFL iBT, PTE Academic , OET และ IELTS ค่ะ  ลองศึกษากันไว้ จะได้รู้ว่าคะแนนสอบเราถึงไหนแล้วก่อนที่จะเข้าสู่สนามสอบจริง

English Language proficiency level
Test component
IELTS
TOEFL iBT
PTE Academic
OET
Functional
Average across test components only
4.5
32
30
n/a
Vocational
Listening
5.0
4
36
B
Reading
5.0
4
36
B
Writing
5.0
14
36
B
Speaking
5.0
14
36
B
Competent
Listening
6.0
12
50
B
Reading
6.0
13
50
B
Writing
6.0
21
50
B
Speaking
6.0
18
50
B
Proficient (for points tested Skilled visas)
Listening
7.0
24
65
B
Reading
7.0
24
65
B
Writing
7.0
27
65
B
Speaking
7.0
23
65
B
Superior (for points tested Skilled visas)
Listening
8.0
28
79
A
Reading
8.0
29
79
A
Writing
8.0
30
79
A
Speaking
8.0
26
79
A


น้องๆผู้อ่านท่านไหนอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปได้ที่ http://www.immi.gov.au/News/Pages/aelt.aspx เลยค่ะ  สำหรับวันนี้คุณหมอวีซ่าขอลาไปก่อนค่ะ
ด้วยความปรารถนาดี
จากคุณหมอวีซ่า






คุณหมอวีซ่าไปเยือน Kaplan International College ที่ Melbourne มา สถาบันใหม่โก้หรูมาก


Think Education มาแรง เปิด Campus   ใหม่ ที่ Ultimo เท่ห์สุดๆ ทันสมัยมาก

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ข้อควรระวังโดนหลอกวีซ่าทำงาน

สวัสดีค่ะ กลับมาพบกับคุณหมอวีซ่าอีกครั้ง  ฉบับนี้เป็นฉบับส่งท้ายสิ้นเดือนตุลาคม อีกแค่ไม่ถึง 2 เดือนก็จะเป็นช่วงคริสมาสต์และปีใหม่กันอีกแล้ว  ปีนี้ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆนะคะ  ช่วงนี้คุณหมอวีซ่าอยู่ประจำการที่ซิดนีย์ โดยได้บินเข้า Melbourne พบลูกค้า เยี่ยมสถาบันไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พี่น้องลูกหลานคนไหนอยากเข้ามาปรึกษาก็สามารถโทรมานัดได้เลยนะคะที่ 02-9267-8522 พร้อมตอบและหาทางออกวางแผนอนาคตให้ทุกท่านเดินทางถึงเป้าหมายตามกฎเกณฑ์และนโยบายที่อิมมิเกรชั่นวางไว้ให้อย่างถูกต้องปลอดภัยนะคะ

เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา  ทางอิมมิเกรชั่นก็ได้ออกจดหมายเตือนเกี่ยวกับเรื่อง work visa scams หรือถ้าจะแปลเป็นภาษาไทยก็คืออุบายกลโกงเกี่ยวกับวีซ่าทำงานละค่ะ     อย่างที่ทราบกันว่าวีซ่าทำงานนั้นเป็นที่ฮอตฮิตติดตลาดจริงๆ  หลายเอเย่นทุกชาติก็พากันโฆษณาชวนเชื่อในหลายรูปแบบว่าสามารถทำวีซ่าทำงานในออสเตรเลียให้ได้ เพราะถือเป็นอีกวีซ่าที่สามารถขอพีอาร์อยู่ต่อได้ โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน และไม่จำเป็นต้องพึ่งพา partner หรือแฟนเป็นสปอนเซอร์ให้ในการขอวีซ่า  สำหรับบางคนที่อาชีพโดนตัดไป  (ไม่ได้อยู่ในลิสต์พีอาร์ต่อไป) ก็ลองหันมาดูวีซ่าทำงานกันเป็นหลัก    เมื่อเป็นช่องทางในการได้วีซ่า  นายจ้างบางคนก็นำวีซ่าตัวนี้มาหากินโดยการเรียกร้องขอเงิน  ถ้าลูกจ้างไม่จ่าย ก็ไม่ได้วีซ่าไป  คุณหมอวีซ่าเลยขอยกเรื่องนี้มาบอกกล่าวเล่าให้ฟังกัน จะได้รู้ข้อเท็จจริงและสิทธิ์ของตนเองโดยไม่ไปโดนหลอกล่อจนหลายท่านแทบถอนตัวไม่ขึ้น ตกอยู่ในที่นั่งลำบากนะคะ
ลองมาอ่านข้อมูลที่อิมมิเกรชั่นลงผ่านเว๊ปไซท์ของทางกระทรวงฯเพื่อตักเตือนสาธารณชนกันก่อน ตามใจความดังนี้ :

“Work visa scams. Don’t pay the price

A scam is an attempt to intentionally mislead people to steal money, property, or personal information, or to dishonestly obtain something else of value.
We are aware that criminals around the world and in Australia use scams with false promises of work and permanent residence in Australia as a way to exploit or steal money from people.
We are committed to educating people about the correct processes for applying to live and work in Australia and to assist them to protect themselves from migration fraud and scams. It is important that you understand your rights and your employer’s obligations to ensure you are protecting yourself.
Most people follow the appropriate and lawful process in meeting visa and sponsorship requirements, a minority do not. We undertake a range of measures to identify those who are engaging in fraudulent activities and have penalties in place to deal with visa holders and sponsors who are found to be doing the wrong thing.

What are we doing to stop these scams?
We take scams very seriously and have a number of strategies in place to prevent people from becoming victims of scams but also to take action against those engaging in fraudulent behavior.
We educate people about current scams and the warning signs to look out for.
We run monitoring and educational campaigns in addition to standard sponsor audits to ensure that sponsors and visa holders are meeting their visa conditions and sponsorship obligations in accordance with migration laws.
We take action when visa holders and/or sponsors are found to be doing the wrong thing, this may include visa cancellation, administrative sanctions such as cancellation of sponsorships, issuing financial penalties, or taking court action. In 2013-14, we monitored 2,294 sponsors, resulting in 365 sanctions and 28 financial penalties. We cancelled 10,454 subclass 457 visas where visa holders were found to be in breach of their visa conditions.
We share information and work cooperatively with the Fair Work Ombudsman to monitor sponsors against their obligations. We also share information with other government agencies such as the Australian Competition and Consumer Commission (ACCC) to ensure that employment scams or exploitation are dealt with in a comprehensive manner.

What can you do to avoid being the victim of a work visa scam?
There are a number of things you can do to ensure you remain vigilant and do not become the victim of a work visa scam.
Ensure you are aware of the visa application charges and processes that apply to your situation.
Make sure you are aware of your work rights and your sponsor’s obligations.
Be cautious of any job offer requiring an upfront payment or paying back some of your salary.
Familiarise yourself with current scam warnings and be alert to the warning signs of scams.
If you use a Migration Agent, ensure you are using a Registered Migration agent. Always check with Office of the Migration Agents Registration Authority to see if an Agent is registered.

(Source: http://www.immi.gov.au/Work/Pages/work-visa-scams.aspx)

จากข้อความข้างบน คุณหมอวีซ่าขอสรุปอย่างคร่าวๆว่าปัจจุบันนี้วีซ่าทำงานถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการหาเงิน (เข้ากระเป๋า) ของบรรดานายจ้างมากขึ้น   คนทำงานหลายๆคนที่มีประสบการณ์การทำงาน และต้องการจะมาสร้างรายได้ในออสเตรเลียในยุคนี้ ก็มักจะถูกหลอกจากบรรดานายจ้าง หรือคนกลางว่าให้จ่ายเงินจำนวนเท่านี้ แล้วทางเราจะให้วีซ่าทำงานแก่คุณ   หรือหลังจากที่ให้วีซ่าแล้ว  ก็บอกลูกจ้างทั้งหลายให้ไปทำงานนอกเหนือจากอาชีพที่ยื่นไป  เช่นนายจ้างสปอนเซอร์มาในตำแหน่ง Marketing Specialist แต่โดนให้ไปทำงานในตำแหน่งเชฟซึ่งไม่ตรงกับสายที่เรียนมา บ้างก็ต้องไปทำความสะอาดบ้านของนายจ้าง ล้างสระน้ำ หรือเลี้ยงเด็กให้ด้วย แถมยังโดนให้ทำงานอาทิตย์ละมากกว่า 50 ชั่วโมง  ทั้งๆที่ชั่วโมงทำงานตามกฎหมายแรงงานคือ 38 ชั่วโมงแต่อาทิตย์ แถมยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างตามกำหนดกฎหมายอีกด้วย    หรืออย่างบางรายนายจ้างสัญญว่าจ่ายเงินมาเท่านี้ แล้วเดี๋ยวจะทำวีซ่าให้  สุดท้ายนายจ้างก็หลบหนีหายไปพร้อมเงินเลยก็มี   หลายๆกรณีที่คุณหมอวีซ่ามักจะได้ยินจากทีมงานคุณหมอวีซ่า เช่น มีน้องคนหนึ่งไปหา   recruiting agency หรือ agent ช่วยจัดหางานให้  ทางเอเจนท์บอกว่าถ้าหากจ่ายเงินให้เค้า $15,000 แล้วเค้าจะหานายจ้างช่วยสปอนเซอร์ตำแหน่งพีอาร์ให้  ซึ่งน้องคนนี้ก็ยินดีจ่ายอย่างไม่ลังเลให้กับเอเจนท์    สุดท้ายแล้วพอไปติดต่อนายจ้าง นายจ้างไม่ทราบในข้อตกลงระหว่างเอเจนท์กะน้องคนนี้ในเรื่องของสปอนเซอร์เป็นพีอาร์ เลยแม้แต่เล็กน้อย แต่นายจ้างก็ยังใจดีนะคะ อุตส่าห์สปอนเซอร์วีซ่าทำงาน  (457) ให้ รอเพียง 2 ปี ก็ได้พีอาร์แล้ว    เห็นมั้ยคะบริษัทเอเจนท์ก็ฟันเงิน หลอกเงินไป เพราะฉะนั้นถ้าหากบริษัทมาอ้างว่าสามารถหานายจ้างที่สปอนเซอร์พีอาร์ได้ก็ต้องดูดีๆ  นายจ้างดีๆที่ยินดีสปอนเซอร์ก็ยังมี  ขอเพียงแค่เรามีความสามารถ   ในอีกกรณีหนึ่งมีน้องคนหนึ่งมาหาทีมงานคุณหมอวีซ่าแล้วบอกว่านายจ้างจะทำวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ (457) ให้  ขอเพียงแค่จ่ายเงินให้เป็นจำนวน $100,000 สามารถสปอนเซอร์จนได้พีอาร์เลย    ถ้าต้องจ่ายเงินถึงจำนวนนี้ คุณหมอวีซ่าแนะนำให้แจ้งอิมมิเกรชั่นเลยนะคะ  เป็นการขูดรีดขูดเนื้อกันจริงๆ ค่ะ

ในปัจจุบัน (ช่วงปี 2013 – 2014) ทางอิมมิเกรชั่นได้แคนเซิลสปอนเซอร์ไปแล้ว 2,294 ราย และแคนเซิลผู้ถือวีซ่า 457 ไปแล้ว 10,454 คน เพราะจับได้ว่ามีการหลอกลวง ปฏิบัติผิดกฎของการสปอนเซอร์และการว่าจ้างงาน เพราะฉะนั้นในช่วงนี้  ถ้าน้องๆคนไหนที่ยื่นวีซ่าทำงานไปและพบว่าอิมมิเกรชั่นขอเอกสารเยอะแยะมากมาย  ก็ไม่ต้องตกใจไปนะคะ เพราะพอเกิดเหตุการณ์อย่างที่กล่าวมาข้างบนมากขึ้น  อิมมิเกรชั่นก็ต้องขอเอกสารเพิ่มมากขึ้นเพื่อคงไว้ซึ่งความยุติธรรมของวีซ่าค่ะ

สำหรับน้องๆ คนไหนที่กลัวว่าจะโดนหลอกเหมือนอย่างกรณีข้างบน ก็ขอให้ปฏิบัติดังนี้

- รู้รายละเอียดเรื่องค่าสมัครวีซ่า
- ในฐานะลูกจ้าง  เราควรรู้เรื่องสิทธิในการทำงานของเรา และคุณสมบัติของนายจ้าง
- ระมัดระวังในเรื่องของสัญญา โดยเฉพาะเวลาที่นายจ้างเรียกร้องให้จ่ายเงินก่อน หรือหลังจากยื่น
- ระมัดระวังในเรื่องกลโกงของวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ต่างๆ
- สิ่งสำคัญที่สุด  ถ้าหากไม่ชัวร์ ควรจะเลือกใช้เอเจนท์ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับทาง MARA  (Office of the Migration Agents Registration Authority)

เพราะฉะนั้นก่อนจะยื่นวีซ่าทำงานอย่าลืมตรวจสอบข้อมูลต่างๆก่อนนะคะ  เพื่อความแน่นอน น้องๆสามารถติดต่อได้ที่ ซีพี อินเตอร์ฯ ทุกสาขาเลยนะคะ     ปัญหาวีซ่าเป็นเรื่องใหญ่  ถ้าหากโดนปฏิเสธหรือแคนเซิลแล้ว โอกาสที่จะได้วีซ่าก็จะยิ่งยากขึ้นไปอีก   สำหรับวันนี้คุณหมอวีซ่าลาไปก่อนค่ะ
ด้วยความปรารถนาดี
คุณหมอวีซ่า