“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เรื่องราวเกี่ยวกับ Child visa

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน  กลับมาพบกับคุณหมอวีซ่าและความรู้สาระข่าวสารดีๆที่จะขอมาแบ่งปันให้ทุกท่านได้อ่านเสริมความรู้ บ้างก็สนุกสนาน บ้างก็เป็นกำลังใจให้กับหลายๆท่านที่กำลังจะสิ้นหนทางหมดความหวัง ดีใจที่วันก่อนได้พบกับแฟนคลับคุณหมอวีซ่าท่านหนึ่งที่ปัจจุบันรับราชการในตำแหน่งสำคัญพอควรเดินเข้ามาสวัสดีทักทายและขอบคุณสำหรับสาระดีที่ใช้เวลาเขียนกันมาหลายปี เพราะท่านผู้นี้บอกว่าชีวิตของเขาเปลี่ยนทิศทางอนาคตไปได้ เพราะได้อ่านบทความคุณหมอวีซ่าสมัยยังเรียนอยู่ที่ออสเตรเลียจนได้แง่คิดดีๆไปปฏิบัติตาม เรียนหนังสือจนจบกลับบ้านและได้ทำงานดีๆ  คุณหมอวีซ่าก็ขอแสดงความยินดีและดีใจกับท่านในการที่บทความที่เขียนไปมีส่วนช่วยเปลี่ยนความคิดและสร้างอนาคตที่ดีๆให้กับท่านผู้อ่านดั่งท่านที่เกริ่นถึงท่านนี้นะคะ คุณหมอวีซ่าพูดเสมอว่าคนเราหากมีจิตใจดี  คิดดี ทำดี ชีวิตก็ได้ดีเอง ช่วยลูกค้าก็ขอให้ช่วยด้วยความจริงใจ อย่าไปหลอกเขา อะไรทำได้ก็บอกตรงๆว่าทำได้ อะไรทำไม่ได้ก็บอกตรงๆเช่นกันว่าทำไม่ได้เกินความสามารถของตนเอง จะได้สบายใจทั้งสองฝ่าย งานในสายวีซ่าเป็นงานที่ทำกันไม่ง่ายนะคะ แถมเครียดทีเดียวเพราะรัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลงกฎและนโยบายตลอดเวลา และบ่อยครั้งก็ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ดังนั้น หากใครสามารถการันตีวีซ่าให้ท่านได้ก็คือผู้นั้นทำผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้มีการรับรองวีซ่าใดๆทั้งสิ้น ดังนั้น ท่านก็ต้องตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าเชื่อถือได้ไหม อีกอย่างใครชอบยึดเอกสารตัวจริง ยึดพาสปอร์ตของท่านไปเพราะกลัวท่านจะหนีไปทำที่อื่นก็ผิดกฎหมายอีกนั่นแหล่ะ  มิจฉาชีพมีมากมายคนไทยหลอกคนไทยกันเอง ก็เห็นตัวอย่างมาเยอะแล้ว ต้องระวังคนพวกนี้ให้มากๆนะคะ

ช่วงนี้ที่ออสเตรเลีย ได้ยินมาว่าฝนตกหนัก คนป่วยกันเป็นแถวๆ  ยังไงก็ขอให้ทุกท่านดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้ดีๆนะคะ  

ในช่วงนี้เรื่องราวของน้อง Gammy ก็ยังเป็นที่ฮือฮาอื้อฉ่าทั้งในสื่อไทยและสื่อออสเตรเลีย  ไหนๆฉบับที่แล้วคุณหมอวีซ่าได้กลาวถึงวีซ่าลูกๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกแท้ ลูกเลี้ยง หรือลูกบุญธรรมไปแล้ว  วันนี้ก็ขอนำเสนออีกหนึ่งวีซ่าลูก แต่เป็นวีซ่าที่ยื่นในออสเตรเลียค่ะ  

Child visa (subclass 802)

วีซ่าพีอาร์ลูกตัวนี้เป็นวีซ่าที่ใช้ยื่นในออสเตรเลีย โดยลูกนั้นจะต้องสปอนเซอร์โดยคุณพ่อหรือคุณแม่ที่เป็นพีอาร์ หรือซิติเซ่น  และลูกนั้นจะต้องอายุต่ำกว่า 25 ปี  โดยหลังจากที่ได้วีซ่าก็มีสิทธิที่จะได้เรียนและทำงานในออสเตรเลีย ได้สิทธเมดิแคร์ เฉกเช่นเดียวกับประชาชนชาวออสเตรเลียเลยค่ะ   

ลูกในความหมายของอิมมิเกรชั่นก็ยังรวมไปถึงลูกเลี้ยง และ ลูกบุญธรรม อีกด้วยนะคะ  หลายๆครั้งทีมงานของคุณหมอวีซ่ามักจะได้รับสายโทรศัพท์ โทรเข้ามาสอบถามว่ามีลูกหรือหลานอยู่ที่เมืองไทย แล้วอยากจะพามาอยู่ออสเตรเลียด้วย  ไหนๆฉบับนี้ก็พูดถึงเรื่องลูกแล้ว  ก็ขออธิบายถึงเรื่องการจะรับหลานมาอยู่ที่นี่ในฐานะลูกบุญธรรมเสียเลยนะคะ   โดยปกติแล้วในการอุปถัมภ์บุตรบุญธรรมจะต้องเกิดขึ้นในกรณีที่:

 1) ก่อนที่ผู้ปกครองจะเป็นพีอาร์หรือซิติเซ่น  หรือ

2) หลังจากที่ผู้ปกครองเป็นพีอาร์หรือซิติเซ่นแล้ว และได้ไปทำเรื่องบุตรบุญธรรมนอกออสเตรเลีย  โดยจะต้องไปอยู่อาศัยกับบุตรบุญธรรมเป็นเวลา 12 เดือนก่อนที่จะยื่นวีซ่า     ยกเว้นแต่ว่าไม่สามารถไปอยู่ข้างนอกออสเตรเลียได้เกิน 12 เดือนจริง ก็ต้องมีเหตุผลมาแสดงกับอิมมิเกรชั่นว่าทำไมถึงไม่สามารถอยู่ด้วยได้เป็นเวลา 12 เดือนจริง  ซึ่งเหตุผลที่ว่านี้ก็คือ compelling reasons  นั่นเอง  ตัวอย่างเช่นป่วยหนักเดินทางไปไทยไม่ได้  ต้องคอยดูแลพ่อแม่ที่ออสเตรเลียเป็นต้น 

เมื่อต้นปีที่ผ่านมาคุณหมอวีซ่าก็ได้มีโอกาสช่วยเหลือคุณลีและสามีในการทำ Child Visa ตัวนี้ให้กับน้อง Patrick  เด็กชายพีรพัฒน์ให้อยู่ที่ออสเตรเลียได้ถาวรกับคุณพ่อคุณแม่บุญธรรม   น้อง Patrick   นั้นเป็นหลานแท้ๆของคุณแม่ลี  คุณแม่ลีนั้นไม่สามารถมีลูกได้เพราะมีปัญหาในเรื่องของปอด ซึ่งตอนกลับไทยก็ปรับทุกข์ให้พี่สะใภ้ที่เมืองไทยฟัง พอทราบข่าวก็เห็นอกเห็นใจ  และพูดหยอกว่าเล่นพี่สะใภ้น่ะอายุเยอะมากแล้วคงไม่มีโอกาสติดลูกแล้ว แต่ถ้าฟลุ๊กติดลูกก็จะยกให้ คงเป็นพระพรจากพระเจ้าที่ตอบคำอธิษฐานให้คนดีๆอย่างคุณลี พี่สะใภ้ก็ติดลูกจริงๆอย่างอัศจรรย์ เลยอุ้มให้ 9 เดือน พอคลอดน้อง Patrick ออกมาก็ทำเรื่องยกน้องให้อยู่ในความดูแลของคุณลีตั้งแต่วันแรกที่ออกมาดูโลก ไม่ว่าจะเป็นการป้อนนม อาบน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อมและอื่นๆ   ด้วยความที่คุณลีจำเป็นจะต้องพบแพทย์ตามกำหนดนัดในออสเตรเลีย จึงทำให้ไม่สามารถอยู่ที่ไทยได้เป็นเวลานานๆ  ก็เลยต้องคอยทำวีซ่าท่องเที่ยวพาน้องมาอยู่ด้วยที่ออสเตรเลีย ไปๆกลับๆอย่างลำบากมาก เพราะถามใครต่อใครมาก็ได้รับคำตอบว่าไม่สามารถพาน้องไปอยู่ออสเตรเลียอย่างถาวรได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด บังเอิญวันหนึ่งคุณลีได้อ่าน Blog ของคุณหมอวีซ่าที่เขียนเรื่องการรับบุตรบุญธรรมตาม Hague Convention เลยเอาให้สามีดู สามีบอกรีบติดต่อคนนี้เลย เป็นคนที่รู้จริง เขาช่วยเราได้แน่ๆ และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่คุณลีได้มาพบและรู้จักกับคุณหมอวีซ่าและทีมงาน เมื่อศึกษากฎและระเบียบการของกฎหมายแล้ว เรามั่นใจว่าช่วยคุณลี ช่วยน้อง Patrick ตัวน้อยให้ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่ออสเตรเลียอย่างถาวรได้โดยไม่ต้องเดินทางไปๆกลับๆทุก 3 เดือนอย่างลำบาก   เนื่องจากทางคุณลีก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ปกครองดูแลน้องแต่เพียงผู้เดียวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนที่วีซ่าท่องเที่ยวของน้อง Patrick จะหมด  ทางคุณลีและคุณ Nick ก็ได้ติดต่อมาที่คุณหมอวีซ่าขอคำแนะนำในการยื่นวีซ่าให้น้อง Patrick    ก่อนหน้าที่จะมาพบคุณหมอวีซ่านั้น เอเจนท์คนเก่าบอกว่าคุณลีจะต้องกลับไปยื่นที่ไทยเท่านั้น เพราะว่าตามกฎพ่อแม่บุญธรรมจะต้องอยู่กับลูกบุญธรรมเป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือน   ซึ่งทางคุณหมอวีซ่าก็ได้พยายามค้นคว้าหาข้อมูลให้ และพบว่าคุณลีมีโอกาสในการยื่น Child Visa (subclass 802) ให้กับน้อง Patrick ในประเทศออสเตรเลีย โดยใช้เหตุผล compelling reasons ในการขอ waive ระยะเวลา 12 เดือนที่จะต้องอยู่ประเทศไทยกับลูกบุญธรรม ซึ่งคุณลีเองก็มีเหตุผลในเรื่องของสุขภาพที่จะต้องพบหมออยู่เป็นประจำ  หลังจากที่ยื่นวีซ่าไป รอเพียงแค่ 4 เดือนครึ่งเท่านั้น น้อง Patrick ก็ได้รับพีอาร์ เป็น Permanent Resident ได้เมดิแคร์ และได้สิทธิต่างๆเฉกเช่นคนออสเตรเลีย   คุณลีและสามีเองก็ได้เลี้ยงดูน้อง Patrick โดยไม่ต้องไปๆกลับๆไปไทยอีก ได้อยู่กันพร้อมหน้าพ่อแม่-ลูก 

คุณหมอวีซ่าภูมิใจมากที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือให้คุณลีและครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้าในออสเตรเลีย  ได้มีโอกาสเห็นน้อง Patrick เติบโตเป็นเด็กที่น่ารัก  เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจจริงๆค่ะ คุณลีเองเลยอนุญาตให้เอาเรื่องราวของตนมาบอกเล่าเพื่อเป็นกำลังใจให้กับคุณพ่อคุณแม่หลายท่านที่กำลังจะหมดหวัง หรือไม่รู้หนทางที่ถูกต้อง ฝรั่งเขามักพูดว่า “There’s light at the end of the tunnel!” จริงค่ะ หลายๆเรื่องในชีวิต ขอให้อย่าเพิ่งสิ้นหวังนะคะ อาจมีแสงสว่างรอเราอยู่ข้างหน้าคะ..

เห็นมั้ยคะทุกเรื่องมีทางแก้ไขถ้าหากเรามีเหตุผล หรือเหตุจำเป็นที่เพียงพอ อย่างเช่นในกรณีของคุณลี  สำหรับผู้อ่านท่านใดที่ต้องการจะนำลูกๆมาออสเตรเลีย ก็สามารถติดต่อเข้ามาสอบถามที่ซีพี อินเตอร์ฯ ได้ทุกสาขาเลยนะคะ  คุณหมอวีซ่าและทีมงานยินดีช่วยเหลือค่ะ 



น้อง Patrick ที่แสนจะน่ารัก



น้อง Patrick, คุณแม่ลี และคุณพ่อ Nick 


****************************************************************************

คุณหมอวีซ่ากับทีมงาน CP Bangkok ร่วมรับประทานอาหารร่วมในวันสาร์ทจีนที่ไทย


งานเลี้ยงรุ่น คุณหมอวีซ่ากับเพื่อนๆชั้นประถมที่คริสต์ธรรมศึกษา

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อยากพาลูกมาอยู่ออสเตรเลียด้วย... อ่านทางนี้


สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านที่รักของคุณหมอวีซ่าทุกท่าน  ช่วงนี้มีแต่ข่าวสะเทือนใจกันทุกวี่ทุกวันเลยนะคะ  เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีข่าวน้องหนูน้อย Gammy ชาวออสเตรเลียที่เกิดผ่านการฝากตัวอ่อนไว้ในท้องของคุณแม่หญิงไทย หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า surrogate mother หรือจะเรียกง่ายๆว่า คุณแม่อุ้มบุญ” ก็ได้  หลังจากที่คุณพ่อ-คุณแม่ชาวออสเตรเลียพบว่าหนูน้อยในท้องนั้นเป็นแฝด และหนึ่งในแฝดนั้นเป็นดาวน์ซินโดรม (Down’s Syndrome) ก็ได้สั่งคุณแม่คนไทยที่รับตั้งครรภ์ให้ไปทำแท้งซะ  แต่คุณแม่คนไทยนั้นไม่ยอม เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ การทำแท้งก็เหมือนฆ่าเด็กทิ้งถึงสองคน คงทำไม่ลงหรอก จึงบอกว่าจะเลี้ยงเอง  และจนคลอดออกมา ก็พบว่าน้อง  Gammy นั้นเป็นดาวน์ซินโดรม แต่อีกแฝดที่เป็นผู้หญิง ที่เกิดมามีอาการปกติ ทางพ่อแม่ชาวออสเตรเลียก็นำตัวกลับประเทศออสเตรเลียไป    ทิ้งไว้แต่น้อง  Gammy ให้ทางคุณแม่อุ้มบุญเลี้ยง  เงินที่ได้มาแลกกับการตั้งท้องเพียงแค่ 300,000 บาท แต่ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายพยาบาลต่างๆ ก็ดูจะไม่คุ้มกันเลย  แต่ก็ต้องขอยกย่องคุณแม่อุ้มบุญคนนี้นะคะที่ไม่ตัดสินใจทำแท้ง และตัดสินใจจะดูแลน้อง  Gammy อีกหนึ่งชีวิตบริสุทธิ์ให้ดีที่สุด  

ฝึกภาษาอังกฤษวันละนิด - ท่านผู้อ่านลองอ่านข่าวที่คุณหมอวีซ่า

คัดมาจากหนังสือพิมพ์  The Guardian  ประจำวันที่ 2 August, 2014 ตอนเป็นข่าวกันสดๆร้อนๆนะคะ:

Thai surrogate mother of abandoned Gammy pledges to care for him

Online campaign raises £88,000 after it emerges Australian couple left son with Down's syndrome but took healthy twin. A Thai woman who carried a baby with Down's syndrome as a surrogate mother has pledged to continue looking after the boy after it emerged that his natural parents had given him up.

The Australian couple, who have not been named publicly, left Gammy, who is six months old and has a heart condition, with Pattaramon Chanbua, 21, but took his healthy twin sister.

Since his plight was highlighted last week in the Thai newspaper Thairath, an online fundraising campaign, Hope for Gammy, has brought in almost A$160,000 (£88,000).

The child is being treated in hospital as concerns for his future spread across the globe. But Chanbua said she would stand by her son. "I feel sorry for him," said Chanbua, who has two other children, aged three and six, and who works on a food stall. "I chose to have him, not to hurt him. I love him. He was in my tummy for nine months; it's like my child. I treat him like my other children."

Chanbua told the ABC network that she refused the couple's request to terminate the pregnancy because in Thai culture it was considered sinful.

"It was like this is the adults' fault and who is he to have to endure something like this even thought it's not his fault?" she said.

Gammy's plight has prompted much soul-searching in Australia.

"I guess it illustrates some of the pitfalls involved in this particular business," said the country's prime minister, Tony Abbott. "It's a very, very, sad story and I hate to think that a child could be abandoned like that."

Rachel Kunde, the executive director of Surrogacy Australia, described the case as shocking.

"Someone's left a baby behind and separated it from its twin and pretty much just disregarded that it was their child, which is something that is just unfathomable for people to think about," she said.
Australia's Department of Foreign Affairs says it is concerned by the reports and is consulting with the Thai authorities.

In Australia, residents of New South Wales, Queensland and the ACT are not allowed to enter a commercial surrogacy agreement overseas.



ท่านนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย Tony Abbott เห็นใจและกล่าวข้างต้นไว้ว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่เด็กถูกทิ้งในลักษณะแบบนี้ และเท่าที่ทราบ เด็กคนนี้ก็มีสิทธิ์ได้สัญชาติออสเตรเลียด้วยนะคะ ในฐานะที่เป็น Surrogate Child แถมคนจากทั่วโลกก็ร่วมกันเข้ามาบริจาคเงินช่วยได้หลายล้านบาทมากเพื่อจุนเจือน้อง Gammy และดูแลเด็กที่เป็น  Down’s Syndrome ด้วย จะเห็นได้ว่าจากความโชคร้ายก็นำมาซึ่งความโชคดีให้กับทั้งตัวเด็กและตัวคุณแม่อุ้มบุญด้วยจากความรักและความมีเมตตาของหญิงคนหนึ่งที่เป็นแม่อุ้มท้องเด็กมาเป็นของขวัญวันแม่ปีนี้ที่คาดไม่ถึง แต่ทำดีก็ต้องได้ดีนะคะ คุณหมอวีซ่าเชื่ออย่างนั้นค่ะ แต่ที่คุณหมอวีซ่าสงสัยก็คือ แล้วพ่อแม่ชาวออสซี่ที่โดนชาวโลกประนามอยู่ในขณะนี้ คงจะมีชีวิตที่ลำบากมากหลังจากเรื่องนี้เกิดขึ้นนะคะ รัฐบาลทั่วโลกก็พากันตื่นตัวเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการอุ้มบุญกันเป็นแถวๆให้เกิดการรัดกุมมากกว่านี้เพื่อปกป้องเด็กๆที่เกิดมาอย่างไร้เดียวสา ไม่ทราบเรื่องราวครั้งนี้จะจบลงอย่างไร ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไปนะคะ

พูดถึงเรื่องลูกๆ แล้วก็ขออนุญาตพูดเรื่องวีซ่าพาคุณลูกมาอยู่ที่ออสเตรเลียเสียเลยนะคะ  บรรดาคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกๆอยู่เมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นลูกแท้ หรือลูกบุญธรรม  พอมาอยู่ออสเตรเลียได้สักพัก ก็อยากจะพาคุณลูกๆ ทั้งหลายเดินทางมาอยู่ด้วยกันที่ออสเตรเลีย  จะได้เก่งภาษาอังกฤษ ได้ทั้งเรียนฟรีและได้สิทธิเมดิแคร์อีกด้วย  แถมพอเข้ามหาวิทยาลัย ค่าเรียนก็ถูกกว่าครึ่งๆ    วีซ่าลูกที่คุณหมอวีซ่าจะหยิบยกมาพูดกันในฉบับนี้ก็คือ Child visa (subclass 101)  และ Adoption visa (subclass 102)   วีซ่าทั้งสองตัวนี้เป็นวีซ่าที่จะต้องยื่นจากเมืองไทยเท่านั้น  Child Visa (subclass 101) เป็นวีซ่าสำหรับพาลูกแท้ๆ หรือจะลูกเลี้ยงก็ได้เหมือนกันมาอยู่ด้วยกันในออสเตรเลีย  แต่สำหรับ Adoption Visa (subclass 102) – เป็นวีซ่าสำหรับลูกบุญธรรม   ซึ่งหลังจากที่วีซ่าผ่านแล้ว ตัวเด็กนั้นก็จะได้รับสิทธิเป็นพีอาร์ทันที และสามารถเรียนหนังสือตลอดจนได้สิทธิเมดิแคร์เฉกเช่นกับประชาชนชาวออสเตรเลียทั่วไป   โดยส่วนใหญ่แล้วกฎหรือขั้นตอนในการยื่นวีซ่านั้นก็เหมือนๆกันนะคะ  จะต่างกันก็แค่ในแบบวีซ่า  adoption  นั้นจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่า โดยเฉพาะถ้าหากผู้ปกครองอาศัยอยู่ในออสเตรเลีย และไม่เคยไปอยู่กับลูกบุญธรรมมาก่อน  

Child visa (subclass 101) 
วีซ่าตัวนี้ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นวีซ่าเพื่อลูกนะคะ  ลูกในความหมายของอิมมิเกรชั่นก็คือ เป็นลูกของเราที่อายุน้อยกว่า 18 ปี หรือถ้าหากเกิน 18 ปี ก็ต้องไม่เกิน 25 ปี โดยจะต้องพิสูจน์ได้ว่าลูกเรานั้นไม่เคยทำงานมาก่อน  เรียนหนังสือมาโดยตลอด และจำเป็นจะต้องพึ่งพาเราในการดำรงเลี้ยงชีพ  โดยสปอนเซอร์นั้นจะต้องเป็นพีอาร์หรือซิติเซ่น มีหน้าที่การงานที่ออสเตรเลีย หรือถ้าหากไม่มีก็ต้องให้คู่สมรสของเราเป็นคนสนับสนุนทางด้านการเงินแทน    สิ่งสำคัญที่สุดก็คือมีหลักฐานว่าสปอนเซอร์นั้น (คุณพ่อหรือคุณแม่) เป็นผู้มีสิทธิดูแลแต่เพียงผู้เดียว  หลายๆคนที่เข้ามาปรึกษาในการทำวีซ่าลูกนั้น ก็นึกว่าเป็นแม่ลูกกันก็ยื่นได้แล้ว  จริงๆแล้วไม่ง่ายอย่างที่คิดนะคะ  มีเอกสารอีกหลายๆอย่างที่ใช้ประกอบค่ะ  ทำอะไรก็ต้องให้ได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่เดี๋ยวคุณหมอวีซ่าจะมาบอกว่าต้องใช้เอกสารอะไรประกอบบ้าง 

        ในขณะเดียวกันสำหรับวีซ่าลูกบุญธรรม Adoption visa (subclass 102)  เป็นวีซ่าสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นซิติเซ่นหรือพีอาร์ที่ต้องการจะอุปถัมภ์เด็กมาเลี้ยงในประเทศออสเตรเลีย  จริงๆแล้วตัววีซ่านั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรออกไปจาก  Child Visa  เพียงแต่ขั้นตอนการอุปถัมภ์เด็กสักคนเป็นลูกนั้นจะต้องผ่านการพิจารณจากหน่วยงานของรัฐบาลที่ดูแลเรื่องสวัสดิการของเด็กๆเสียก่อน  ประเทศออสเตรเลียให้ความสำคัญในเรื่องตรงนี้มาก  เพราะเคยเกิดกรณีที่มีการอุปถัมภ์เด็กเข้ามาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ไม่ว่าจะเอามาเป็นแรงงาน หรือหลอกไปขายบริการเป็นต้น   ด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้ทางออสเตรเลียเองเข้มงวดในเรื่องนี้  การจะอุปถัมภ์เด็กสักคนจะต้องเป็นไปตามกฎหมายกำหนด  เช่นเด็กจะต้องมาจากประเทศที่มีการเซ็นสนธิสัญญา the Hague Adoption Convention หรือในประเทศที่มีการทำคู่สัญญากับประเทศออสเตรเลีย  หรือถ้าหากไม่มีทั้งสองอย่าง  ก็ยังสามารถอุปถัมภ์ได้ถ้าหากว่าการอุปถัมภ์นั้นเกิดขึ้นในระหว่างที่พ่อแม่บุญธรรมอาศัยอยู่นอกออสเตรเลีย และได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมเป็นเวลา 12 เดือนก่อนที่จะยื่นวีซ่า  นอกจากนี้จะต้องมีหนังสือแจ้งว่าพ่อแม่บุญธรรมนั้นเป็นผู้มีสิทธิในการปกครองบุตรบุญธรรมแต่เพียงผู้เดียว   ในกรณีที่พ่อแม่บุญธรรมไม่สามารถไปอยู่ที่ประเทศเกิดของบุตรบุญธรรมได้ครบ 12 เดือน  ถ้าหากอยากจะยื่นวีซ่าบุตรบุญธรรมจะต้องมีเหตุผลที่จำเป็นว่าทำไมถึงไม่สามารถอยู่ได้ครบ 12 เดือน เช่นมีเหตุจำเป็นในเรื่องของสุขภาพเป็นต้น
 
        เอกสารในการยื่นประกอบวีซ่าทั้งสองประเภทโดยส่วนใหญ่แล้วจะเน้นไปที่เอกสารของสปอนเซอร์เป็นหลัก ก็คือของคุณพ่อคุณแม่นะคะ  เช่นหลักฐานการทำงาน หลักฐานการเงิน  โดยเฉพาะหลักฐานที่สำคัญมากก็คือเอกสารยืนยันว่าบุตรนั้นจะต้องพึ่งพาเราอย่างไร  ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเงิน จิตใจ สังคม และอื่นๆ  ถ้าหากไม่สามารถพิสูจน์ตรงนี้ได้  ทางอิมมิเกรชั่นอาจจะพิจารณาปฏิเสธวีซ่าก็เป็นได้   เพราะฉะนั้นก่อนจะยื่น จะต้องตรวจสอบเสมอว่าเอกสารนั้นตรงตามที่อิมมิเกรชั่นต้องการหรือเปล่าค่ะ  เพื่อความชัวร์ สามารถโทรเข้ามาปรึกษากับทางซีพีฯได้ทุกสาขาเลยค่ะ    สำหรับผู้อ่านท่านไหนที่อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บอิมฯโดยตรงก็สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ http://www.immi.gov.au/Visas/Pages/102.aspx และ http://www.immi.gov.au/Visas/Pages/101.aspx 

ช่วงนี้คุณหมอวีซ่าหนีหนาวไปอยู่ประจำการที่กรุงเทพฯ ท่านผู้อ่านท่านไหนอยากพาลูกๆมาอยู่ต่อออสเตรเลียถาวรก็สามารถโทรเข้ามาปรึกษาได้เลยที่โทร: +662 278 1236 หรือ email: visa2.bkk@cpinter.co.th นะคะ  สำหรับฉบับนี้ลาไปก่อน สวีสดีค่ะ




คุณหมอวีซ่ามีโอกาสไปร่วมรับประทานอาหารกับเพื่อนๆรุ่นน้องชั้นประถมจากโรงเรียนคริสต์ธรรมศึกษา-รักคุณครูอาภาณีมาก