“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ออสเตรเลีย เต็มแล้วจริงๆเหรอ? ทำไมนักเรียนที่โดนเอเจนต์จับเปลี่ยนคอร์สบ่อยๆ ถึงโดนยกเลิกวีซ่ากลับกันเป็นแถวๆ?

วันนี้คุณหมอวีซ่าขอเริ่มบทความด้วยการอ้างอิงถึงข่าวสารที่น่าสนใจที่เพิ่งได้มีโอกาสอ่านสดๆร้อนๆมาจากนิตยสารข่าวเกี่ยวกับไมเกรชั่นฉบับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2015 ที่ส่งมา update สมาชิกทั้งหลายอยู่เป็นประจำ ฉบับนี้พาดหัวข่าวเป็น Immigration department head hints that 'Australia is full’ แปลกันตรงๆก็คือ หัวหน้าอิมมิเกรชั่นใบ้ว่า ‘ออสเตรเลียเต็มแล้วตามความเห็นต่างๆนานาที่วิพากวิจารณ์คำแถลงการณ์จากท่านรัฐมนตรีอิมมิเกรชั่นท่านใหม่คือ ท่าน Michael Pezzullo ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งแทนท่าน Scott Morrison ที่ขึ้นชื่อว่าเคี่ยวสุดๆ ที่เคยกวดขัน ทั้งเปลี่ยนกฎเกณฑ์ ทั้งจัดระบบระเบียบออกกฎเกณฑ์อิมมิเกรชั่น ทั้งการปราบปรามให้ทุกอย่างเข้าที่ทั้งการปลดพนักงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับทางกระทรวงฯ ผลงานท่าน Morrison นั้นกระจ่างชัดจนกระทั่งตอนนี้ ทางรัฐบาลออสเตรเลียได้ส่งท่านย้ายราชการไปปราบกระทรวงสวัสดิการณ์สังคมต่อแทนค่ะ ข่าวแว่วๆมาว่า คราวนี้ผู้ที่รับเงินฟรีจากสวัสดิการรัฐบาลทั้งหลายต้องอยู่กันแบบหนาวๆร้อนๆ เพราะกลัวก็จะถูกตรวจสอบกวดขันยิ่งขึ้นตามสไตล์ของท่าน ขนาดว่าท่าน Morrison ที่ว่าเคี่ยวแล้ว เห็นบางกระแสบอกว่าท่าน Pezzullo เคี่ยวกว่าอีกหลายเท่าตัว เพราะท่านได้แถลงตั้งแต่รับตำแหน่งใหม่ๆเลยว่า ออสเตรเลียจะเข้มงวดและทำให้นโยบายอิมมิเกรชั่นกวดขันรัดกุมยิ่งขึ้น ออกกฎเกณฑ์ให้ยากขึ้นสำหรับชาวต่างชาติในการขอใบถิ่นฐานถาวรอยู่ในออสเตรเลีย หรือเป็นที่รู้จักทั่วไปว่า Permanent Residence (PR)”

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ท่าน Pezzullo ได้ส่งเสริมเสี้ยมสอนให้เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นทั้งหลายภายใต้บังคับบัญชาของท่าน ให้เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับบทบาทของตนเองเสียใหม่ โดยให้ตั้งคำถามว่าประเทศออสเตรเลียยังควรยึดตามแนวทางเดิมๆในการรับผู้ที่จะอพยพมาตั้งถิ่นฐานถาวรที่ประเทศของเราอีกหรือไม่ ท่านได้ออกแถลงต่อพนักงานของท่านเป็นครั้งแรกหลังรับตำแหน่งว่า

 “…we should increasingly reframe our national self-understanding and speak more of ­engaging with the world, and not just settling our land. The vestiges of insularity and living ensconced in our sheltered land, far from our ‘home’, have passed away…”
“More than settlement, we should look to become Australia’s gateway to the world, and the world’s gateway to Australia. On occasions, at times of heightened threat such as caused by terrorism or pandemics, we will need to act as the gatekeepers and, as necessary, man the ramparts and protect our borders
ตีความและแปลให้อ่านกันตามภาษาชาวบ้านง่ายๆ ก็คือ ท่านต้องการให้เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นที่ทำงานใต้บังคับบัญชาของท่านช่วยกันปกป้องประเทศ ทำหน้าที่เป็นเสมือนยามเฝ้าประตูคอยสอดส่องเข้มงวดกวดขันสำหรับผู้ที่จะเข้ามาในประเทศออสเตรเลีย อย่าเที่ยวไปเปิดประตูรับใครต่อใครสุ่มสี่สุ่มห้าให้เข้ามาอยู่ในออสเตรเลียได้ง่ายๆ โดยเฉพาะผู้ที่ดูแล้วสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นบุคคลที่จะเข้ามาสร้างความวุ่นวายหรือก่อการร้ายในบ้านเมืองของเรา
ซึ่งศาสตราจารย์ Emeritus Fellow Tony Kevin จาก Australian National University ได้วิเคราะห์และถอดความตามนโยบายของท่านว่า เป็นนโยบายที่เปลี่ยนความคิดดั้งเดิมในการเพิ่มจำนวนประชากรให้กับประเทศที่เป็นนโยบายเก่าแก่ที่ใช้ปฏิบัติกันมาตั้งแต่ครั้ง ค.. 1945 ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้สำเร็จลุล่วงไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ออสเตรเลียจะต้องหันไปจดจ่อกับการควบคุมคนเข้าออกประเทศเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติมาเป็นหลัก คุณหมอวีซ่าขอ quote คำพูดของศาสตราจารย์ Tony Kevin ดังนี้:
“The ‘original mission of 1945 to build the population base’ has been accomplished. Now the focus is on short-term in-and-out flows as the national interest demands.

ยิ่งเรื่องผู้ลี้ภัยหรือพวกค้ามนุษย์ล่องเรือมาปล่อยชายฝั่งออสเตรเลีย พวกทำกิจกรรมเถื่อน ทั้งหลายอย่างที่ไม่ถูกกฎหมาย ก็ยิ่งจะถูกเพ่งเล็งเป็นเป้าหลัก หน้าที่ของอิมมิเกรชั่น
คงมีการเปลี่ยนทิศเปลี่ยนแนวการปฏิบัติและลงงบประมาณไปให้กับการปกป้องชายแดนของประเทศมากขึ้น ลดการใช้ทรัพยากรและเจ้าหน้าที่ของทางกระทรวงฯแล้วนำไปลงกับการพิจารณาเคสเพื่อรับคนเข้ามาอยู่เพิ่มเยี่ยงสมัยก่อน ท่าน ศจ. เตือนว่านโยบายใหม่นี้จะมีบทบาทสร้างความเปลี่ยนแปลงในการรับคนเข้าเมืองของออสเตรเลียครั้งใหญ่อย่างเห็นได้ชัดเจนอย่างแน่นอน

เมื่ออ่านเจอเช่นนี้แล้ว และหากตรงตามคำเตือนจากการวิเคราะห์ของท่าน ศจ. ท่านนี้ เรื่องของการทำวีซ่าก็คงจะยากขึ้นอย่างแน่นอน เป็นเงาตามตัวกฎหมายและนโยบายของกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลียที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยและนโยบายของท่านรัฐมนตรีฯ แต่ก็ท้าทายดีนะคะเพราะคุณหมอวีซ่าเองก็ชอบงานและเคสที่ท้าทายอยู่ละ ยิ่งเอาชนะเคสยากๆ ได้วีซ่าผ่านให้ลูกค้าได้ ความรู้สึกและความสุขนั้น มันบรรยายไม่ถูกจริงๆค่ะ ปลื้มมากเลยทีเดียว...

อารัมภบทมายาวตามประสาคุณหมอวีซ่า ที่ชอบคุยเรื่องสนุกแปลกใหม่ให้ฟัง รู้อะไรมาก็มาถ่ายทอดให้แฟนคลับได้อ่านได้เรียนรู้กัน คราวนี้ก็ขอเข้าเรื่องวีซ่านะคะ...

มาอีกคนละ...นี่ก็วีซ่าเพิ่งโดนยกเลิก...โน่นก็โดนปฎิเสธ...

พักนี้ใกล้ 15 March จึงมีน้องๆที่ถือวีซ่านักเรียนมาปรึกษาคุณหมอวีซ่ากันมาก คิวเต็มเกือบทุกวันเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษาแบบต่อหน้า face to face หรือผ่าน Skype จากต่างมุมเมืองและต่างประเทศ ที่เข้ามาปรึกษากันในระยะนี้ก็ส่วนใหญ่จะโดนปฏิเสธหรือโดนเพิกถอนวีซ่านักเรียนกันมาเกือบทั้งนั้นจนต้องเรียกประชุมพนักงานเพื่อเตือนให้ทราบว่าชักจะมีเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยขึ้นมาก จึงอย่าชะล่าใจ ต้องคอยตักเตือนนักเรียน ซีพีฯ ของเราว่าอย่าไปหลงเชื่อใครง่ายๆ หรือโดนเพื่อนชักนำให้ไปเปลี่ยนคอร์สตามคำเชื้อเชิญของเอเจนต์การศึกษาปากหวานหลายๆรายที่ไร้จรรยาบรรณโดยสิ้นเชิง เอเจนต์เหล่านี้ไม่มีใบทะเบียนเป็น Migration Agents ที่รับรองโดย MARA หากจะเรียกว่าเป็นแค่นายหน้าขายคอร์สถูกๆ ก็คงจะไม่ผิดจากความจริงมาก เพราะขายด้วยวิธีลดราคาอย่างเดียว อนาคตเด็กเรื่องวีซ่าจะเป็นอย่างไร เด็กจะเจ๊งโดนทำลายวีซ่า ทำลายอนาคตอย่างไรก็ไม่สน ไม่รับผิดชอบ สนแต่มีเงินค่าคอมมิชชั่นกินไปวันๆก็พอใจแล้ว เอเจนต์เหล่านี้มีอยู่กลาดเกลื่อนในออสเตรเลียโดยเฉพาะในซิดนีย์จะเยอะเป็นพิเศษ บ้างก็ประกอบการด้วยโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว ขายคอร์สกันเป็นตุเป็นตะ และการที่เอเจนต์เหล่านี้อยู่รอดได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะคนไทยเชื่อคนง่าย หลอกง่าย ใครปากหวานพูดตะล่อมหลอกล่อ ลดราคาค่าเรียนให้หน่อย ก็ตกลงทันที หารู้ไม่ว่าโดนส่งไปลงนรกเลย ถ้าจะให้พูดตามภาษาชาวบ้านพื้นๆนะคะ

คุณหมอวีซ่าขอใช้ตัวอย่างเคสจริงอธิบายเลยนะคะ จะได้เข้าใจกันง่ายขึ้นค่ะ ทั้งนี้ไม่ได้ระบุชื่อจริงทั้งของนักเรียนผู้รับเคราะห์และเอเจนต์ผู้กระทำที่ไร้จรรยาบรรณมุ่งหวังแต่ผลประโยชน์การเงินเข้ากระเป๋าตนเองแต่เพียงอย่างเดียวเหล่านั้นที่คงจะมีคติการประกอบการประจำใจว่า กินค่าคอมฯเข้ากระเป๋าแล้ว อนาคตนักเรียนจะเป็นอย่างไร not my concerns!” โดยสิ้นเชิงน่าเศร้าค่ะ!

คุณดวง (นามสมมุติ) เป็นภรรยาถือวีซ่าติดตามนักเรียนสามีชื่อ คุณดี (นามสมมุติ) ที่อายุก็ไม่น้อยกันแล้วทั้งคู่   เพียงแต่หน้าอ่อน ดูไม่ออกว่าเป็นผู้ใหญ่เกินวัยเรียนแล้วก็ว่าได้ ทั้งสองคนไปพบเอเจนต์เจ้าหนึ่งที่เมืองไทยทำวีซ่านักเรียนมาเรียนที่ออสเตรเลียกัน คุณดีเป็นผู้ถือวีซ่านักเรียนหลัก คุณดวงเป็นผู้ติดตาม โดยกฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนได้เปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่ 5 November 2011 โดยที่รัฐบาลออสเตรเลียประกาศใช้นโยบาย Genuine Temporary Entry (GTE) สามสิบกว่าข้อในการพิจารณาการผ่านหรือไม่ผ่านวีซ่านักเรียน โดยนำเอากฎเกณฑ์และข้อมูลเกี่ยวกับประวัติวีซ่า สถานการณ์ทางการเงิน การงาน การเรียน ประวัติการศึกษา เป็นต้นเข้ามาร่วมพิจารณาการอนุมัติหรือไม่อนุมัติวีซ่า รายการที่มาพร้อมกับ GTE ก็คือ Streamlined Visa Processing (SVP) โดยรัฐบาลได้แต่งตั้งให้มหาวิทยาลัยและสถาบันต่างๆที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้วให้ถือสถานภาพที่เรียกว่า SVP institutions และผู้ยื่นขอวีซ่านักเรียนที่ลงเรียนกับสถาบันเหล่านี้ จะมีโอกาสได้วีซ่านักเรียนง่ายกว่าสถาบันที่ไม่มีสถานภาพเป็น SVP institutions ดังนั้นจะเห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ที่อยากให้วีซ่าผ่านมาจากนอกประเทศออสเตรเลียง่ายหน่อย ก็ต้องยอมเอาเงินไปลงเรียนคอร์สที่สอนในสถาบัน SVP ซึ่งทั่วไปจะเป็นระดับปริญญา (higher education) ที่แน่นอนว่าต้องมีราคาค่าเล่าเรียนที่แพงกว่า เพราะเป็นหลักสูตรที่ดีกว่า วุฒิก็สูงกว่า โดยที่เอเจนต์จากต่างประเทศมักจะลงคอร์สภาษาอังกฤษ + คอร์สปริญญาตรีหรือโทให้ พอได้วีซ่ามาแล้ว เดินทางมาถึงออสเตรเลียก็มาเจอดีที่นี่ทันที เพราะมีเพื่อนที่คอยรับค่าจ้างจากเอเจนต์เล็กเอเจนต์น้อยพาไปหาเอเจนต์เหล่านี้ที่ตั้งอยู่กระจัดกระจายทั่วหัวเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะที่ Sydney ที่เป็นแหล่งชุกชุมของเอเจนต์ลักษณะแบบนี้เยอะเป็นพิเศษ ไม่เฉพาะเป็นคนไทยหลอกคนไทยกันเอง หากแต่คนไทยที่ทำงานร่วมกับเอเจนต์ชาวจีน อินโดฯ เกาหลี สารพัดชาติช่วยกันมาหลอกเด็กไทยที่หลอกง่ายมากด้วยการเอาเงินส่วนลดค่าเล่าเรียนไปล่อล้วนๆ โดยเอเจนต์เหล่านี้จะพูดเก่ง เป็นนักขายตัวยง ฟังแล้วปากหวานเหมือนจะหวังดีกับน้องดวงน้องดี โดยชักจูงให้เปลี่ยนโรงเรียนไปในระดับที่ต่ำกว่าถูกกว่า ทั้งๆที่วีซ่าน้องดีผูกติดกับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ทำให้ทั้งน้องดวงและน้องดีได้วีซ่าดีๆ subclass 573 ที่ต้องลงเรียนในระดับปริญญาเข้ามา แต่เอเจนต์ปากหวานใจโหดเจ้านี้ กลับจับน้องไปเปลี่ยนคอร์สถึง 6 ครั้ง รวม COEs เรียนภาษาเพิ่มบ้าง เรียน certificate บ้าง diploma บ้าง ก็ประมาณ 6 ใบ ภายในเวลา 3 ปีเศษที่ได้วีซ่ามา

ท่านผู้อ่านคะ อย่าลืมว่าเอเจนต์ทำเงินจากการลงคอร์สนะคะ ทุกครั้งที่น้องจ่ายค่าเทอมเอเจนต์เหล่านี้ก็กินไป 10-40% แล้วแต่ต่อรองกับทางโรงเรียน แต่หลักสูตรปริญญาให้น้องวีซ่าที่สูงกว่า คือ subclass 573 มา พอเปลี่ยนไปเรียน certificate หรือ diploma ตามกฎคือ น้องต้องไปทำวีซ่าใหม่ เปลี่ยนจาก 573 มาเป็น 572 โดยต้องขอจดหมายปล่อยตัวมาจากมหาวิทยาลัยดั้งเดิมที่น้องสมัครมาจากเมืองไทย แทนที่เอเจนต์จะช่วยเปลี่ยนวีซ่าให้ก่อนเปลี่ยนโรงเรียน ทั้งๆที่รู้แต่ไม่ทำเพราะรู้ว่าถึงไปขอ release letter จากมหาวิทยาลัยก็ไม่มีทางได้อยู่แล้ว แถมหากไปยื่นวีซ่าเปลี่ยนเป็น 572 ก็ยากที่จะผ่านอยู่แล้วตามนโยบายของ GTE เลยไปบอกน้องดวงน้องดี ว่า “ไม่เป็นไร น้องเพิ่งได้วีซ่ามากัน เรียนที่ไหนก็ได้ เดี๋ยวพี่เปลี่ยนให้ไปเรียนที่ง่ายกว่า ถูกกว่า เปิดโอกาสให้น้องไปทำงาน หาเงิน เก็บเงินดีกว่า พอใกล้ๆวีซ่าหมด พี่ค่อยต่อวีซ่าให้การกระทำเช่นนี้ คุณหมอวีซ่าบอกได้เลยว่าโหดมาก เพราะทั้งๆที่รู้แก่ใจว่าวีซ่าน้องเป็นอันตรายแน่ๆ เพราะน้องต้องโดนมหาวิทยาลัยที่ลงทะเบียนมาแต่ดั้งเดิมตามตัวแน่ๆ เนื่องจากไม่ได้ไปเรียนกับเขาทั้งๆที่ถือ COE ของเขาเข้ามา เขาก็ต้องแจ้งยกเลิกวีซ่ากับทางอิมฯตามหน้าที่ของเขา น้องดวงน้องดีเลยโดนจดหมายแจ้งเจตนาจะเพิกถอนวีซ่าของน้อง เอเจนต์เจ้านี้ก็ใจดีช่วยเกลาจดหมายเข้าข้างตัวเองหมด (อ่านแล้ว เด็กกลับแน่ว่างั้นเหอะ) และแล้วในที่สุด ทั้งน้องดวงน้องดีก็โดน แคนเซิลวีซ่าทั้งสองคน อิมฯให้ทางเลือกไปยื่นอุทธรณ์ ซึ่งในจดหมายก็เขียนอย่างชัดเจนว่าต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 7 วันทำการ แต่เอเจนต์กลับบอกเด็กใจเย็นๆยื่นใน 28 วันได้ แสบจริงๆค่ะ

ที่แสบกว่านั้น คือไม่ช่วยเด็กเลย ไล่ให้ไปยื่น Migration Review Tribunal (MRT) หรืออนุญาโตตุลาการอุทธรณ์เอง ต้องจ่ายเพิ่มอีก $1,604 ทั้งที่รู้ว่าอุทธรณ์ไปก็ไม่มีทางผ่าน และให้ลงทะเบียนเรียนเพิ่ม ฟันน้องดวงน้องดีต่อไปอีก โหดไหมคะ? ส่วนค่าเล่าเรียนก็ไม่ช่วยตามคืนให้ แถมไปเอี่ยวกับทางโรงเรียนไม่ให้คืนค่าเรียนให้เด็กอีก น่าสงสารน่าเห็นใจมาก คนไทยทำคนไทยกันเองได้อย่างไร? คุณหมอวีซ่าก็ขอให้น้องๆดวงดีกว่านี้ในอนาคตนะคะ ขอให้เจอคนดีๆบ้างเถอะ สาธุ

จากเรื่องจริงที่เกิดมานี้ คุณหมอวีซ่าก็เล่าให้ฟังเป็นอุทาหรณ์ว่าอย่าไปเชื่อใครง่ายๆ โตๆกันแล้ว จะทำอะไร เดินสายไหน ก็ตรวจเช็คข้อมูลให้ละเอียดเสียก่อน พอโดนแคนเซิลวีซ่า ผลที่ตามมาคือโดน ban 3 ปี กลับเข้าออสเตรเลียไม่ได้เลย ขนาดพ้นสามปีไปแล้ว ก็ยังขอวีซ่ายากเลยค่ะ (ยกเว้นจะมีกรณีพิเศษเท่านั้น) ส่วนเอเจนต์เจ้านั้น ก็เดินลอยนวลหลอกเหยื่อรายใหม่ต่อไปนอนตาหลับได้ไงก็ไม่ทราบนะคะ!

วันนี้คุณหมอวีซ่าขอลาไปพักผ่อนก่อนนะคะ เหนื่อยมากๆเลยสำหรับอาทิตย์นี้ แล้วจะกลับมาเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ความรู้เกี่ยวกับวีซ่าให้ฟังอีกนะคะ...ลาละค่ะ

ด้วยความปรารถนาดี


คุณหมอวีซ่าTop of FormBottom of Form



คุณเอ็ม ผู้จัดการฝ่ายการตลาด CP Bangkok ฉลอง  Australia Day ร่วมกับคุณบุศรินทร์ กับคุณเงาะจากฝ่ายการศึกษาที่สถานทูตออสเตรเลีย


คุณปิ๊ปจาก CP Inter ถ่ายรูแร่วมกับคุณ Jason ในงานเปิดสาขาของ ILSC ที่ดังมาจาก Canada ตอนนี้มีสาขาที่ Sydney and Brisbane แล้ว