“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558

ข่าวดี... อิมมิเกรชั่นเปลี่ยนแปลงเรื่องกฎภาษาอังกฤษสำหรับวีซ่า Graduate (sc485) และวีซ่าทำงาน (457)

                  สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน  กลับมาพบกันอีกครั้งกับคุณหมอวีซ่า  ตามที่ได้แจ้งไปในฉบับที่แล้วว่าฉบับนี้คุณหมอวีซ่าจะนำเรื่องราวข่าวอัพเดทมานำเสนอ   เชื่อว่าหลายๆท่านคงจะใจจดใจจ่อรอกันอยู่แล้ว  และข่าวดีที่ว่านี้ก็คงจะทำให้ทุกคน โดยเฉพาะน้องๆ เด็กไทยทั้งหลาย มีกำลังใจในการสมัครวีซ่ากันมากขึ้น    แต่ก่อนจะมาเจอข่าวดี  ทางซิดนีย์ก็ฝนตกหนักเป็นเวลา 3 วันติดกัน แถมลมแรงสุดๆเลยนะคะ  โดยเฉพาะวันอังคารที่ทางออฟฟิศซิดนีย์ต้องปิดทำการก่อน เพราะเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัยของทีมงาน  น้องๆที่อยู่ในซิดนีย์ก็เช่นเดียวกันนะคะ  หวังว่าไม่มีใครประสบอุบัติเหตุใดๆนะคะ   เวลาเจอเหตุการณ์อย่างนี้ขอให้ทุกคนคอยติดตามข่าวกันให้มากนะคะ ไม่ว่าจะเป็นจากเว็บไซท์ Facebook หรือแม้กระทั่งจากเว็บพยากรณ์อากาศก็ตาม  ถือว่าเป็นการกันไว้ดีกว่าแก้ค่ะ    

                   กลับมาเข้าสู่ข่าวเด่น ข่าวดังประจำปีของเรากันดีกว่า  อย่างที่เกริ่นไว้แล้วว่าข่าวนี้จะต้องเป็นข่าวดีของน้องๆ นักเรียนทุกคน  หลายคนก็สอบ IELTS มาหลายรอบแล้วก็ยังไม่ได้คะแนนตามที่อิมกำหนดสักที  ได้ 5 มั่ง ได้ 5.5 มั่ง  ทำให้พลาดโอกาสในการสมัครวีซ่าไปอย่างน่าเสียดาย   แต่เมื่อวันที่ 18 เมษายนเป็นต้นไป  ทางอิมมิเกรชั่นได้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของภาษาขั้นต่ำที่จะใช้ยื่นสมัครวีซ่าทำงาน (sc457) และวีซ่า 485  ดังนี้ค่ะ


Changes to minimum English language test scores for subclasses 476 and 485
​ ​​​
​​
From 18 April 2015, minimum English language test scores for the Skilled Recognised Graduate (subclass 476) and Temporary Graduate (subclass 485) visas will change.

If you lodge an application for either of these visas on or after 18 April, you must provide evidence of having achieved one of the following in a test taken in the three years immediately prior to lodging your visa application:

an  overall score of at least 6, with nothing below 5 in each of the four test components (speaking, reading, listening and writing) in an International English Language Testing System (IELTS) test

a score of at least 'B' in each of the four test components (speaking, reading, listening and writing) of an Occupational English Test (OET)

a total score of at least 64, with nothing below 4 for listening, 4 for reading, 14 for writing and 14 for speaking, in a Test of English as a Foreign Language internet-based test (TOEFL iBT)

an overall score of at least 50 with nothing below 36 in each of the four test components (listening, reading, writing and speaking) in a Pearson Test of English Academic

an overall score of at least 169 with nothing below 154 in each of the four test components (listening, reading, w​​​​riting and speaking) in a Cambridge English: Advanced (CAE) test taken on or after 1 January 2015.

This change means the competent Englishrequirement no longer applies to subclasses 476 and 485.

Only minimum English test scores will change. Applicants will still meet the English requirement if they hold a valid passport issued by the United Kingdom, the United States of America, Canada, New Zealand or the Republic of Ireland.

จากในข่าวก็แปลอย่างย่อๆ ได้ว่าต่อไปนี้ใครก็ตามที่ต้องการยื่นวีซ่า 476 กับ 485 ก็ไม่จำเป็นจะต้องมีผลสอบภาษาอังกฤษระดับสูง หรือที่เรียกว่า competent English ตามที่อิมฯกำหนด  จากแต่เดิมที่จะต้องสอบให้ได้ผล IELTS อย่างน้อย 6 ทุกแบนด์ แต่ในปัจจุบันจะต้องได้ทั้งหมด 6 แต่ในแต่ละแบนด์ห้ามต่ำกว่า 5  อ่านมาถึงตรงนี้หลายๆ คนคงจะสงสัยว่าวีซ่า 476 คืออะไร  วีซ่า 476 ก็ คือวีซ่าที่อนุญาต
ให้นักเรียนที่เรียนมาในสายวิศวะสามารถขอวีซ่าอยู่ต่อออสเตรเลียได้ 18 เดือน โดยจะต้องเรียนในสถาบันที่ทางอิมฯรับรองเท่านั้น น่าเสียดายที่นักศึกษาจบวิศวะจากประเทศไทยมาเก่งๆทั้งนั้น แต่สถาบันจากทางประเทศไทยไม่ได้มีรายชื่ออยู่ในลิสต์สถาบันที่ช่วยให้เรายื่นวีซ่า 476 ได้  แต่ถ้าน้องๆคนไหนเรียนและจบวิศวะในประเทศอื่นๆ ที่เป็นที่รับรอง ก็สามารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บอิมมิเกรชั่นเลยค่ะ   

นอกจากนี้ทางอิมมิเกรชั่นเองก็ดูจะเปิดรับผลสอบภาษาจากที่ต่างๆมากขึ้น โดยไม่ได้จำกัดรับแต่เฉพาะ IELTS แต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว ดังเช่น  PTE, TOEFL iBT, CAE เป็นต้น ใครอยากสอบอันไหนถนัดแนวสอบแบบใด ก็เลือกได้ตามใจชอบเลยค่ะ     แต่การที่อิมมิเกรชั่นหันมาปรับผลภาษาให้เคร่งครัดน้อยลง ก็นับว่าเป็นการเอื้อผลประโยชน์ต่อนักเรียนต่างชาติมากขึ้นค่ะ  โดยเฉพาะนักศึกษาจากเมืองไทย  แต่พึงเช๊ค English requirement ที่แต่ละองค์กรรับให้ละเอียดถี่ถ้วนด้วย อย่างเช่น ผู้ที่เรียนมาในสายบัญชีก็ยังคงต้องให้ได้ IELTS 6 ขั้นต่ำทุกแบนด์เพื่อยื่นขอใบประเมินคุณวุฒิวิชาชีพก่อนนะคะ   ดังนั้น หากน้องๆคนไหนที่เพิ่งเรียนจบไปเมื่อเดือนธันวาฯที่ผ่านมา แล้วสอบได้คะแนน IELTS ถึงแล้ว ก็ลองเข้ามาปรึกษากับทางซีพี อินเตอร์ฯ ได้นะคะ น้องๆ ทุกคนยังสามารถยื่นวีซ่า 485 ได้ค่ะ ถ้าหากเรียนจบหลักสูตรเก่ายังไม่ถึง 6 เดือน  

อีกข่าวฮอตสุดๆ สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครวีซ่าทำงาน หรือนายจ้างสปอนเซอร์ (457) ก็ได้มีการปรับภาษาแล้วเช่นเดียวกัน ดังนี้ค่ะ

English language proficiency

It is important that you can speak, write and understand a sufficient level of English while you are in Australia. We use the following tests to determine your level of English language proficiency:

International English Language Testing System (IELTS)
Occupational English Test (OET)
Test of English as a Foreign Language internet-based test (TOEFL iBT)
Pearson Test of English (PTE) Academic test
Cambridge English: Advanced (CAE) test (which was conducted on or after 1 January 2015)

If you are sponsored by a party to a labour agreement, you must meet the English language ability specified in the agreement.

Required test scores

Most primary applicants who are sponsored by a standard business sponsor must demonstrate that their level of English proficiency is equivalent to one of the following scores:

an International English Language Testing System (IELTS) overall test score of at least 5.0 with a score of at least 4.5 in each of the four test components

an Occupational English Test (OET) score of at least ‘Bin each of the four components

a Test of English as a Foreign Language internet-based test (TOEFL iBT) total score of at least 36 with a score of at least 3 for each of the test components of listening and reading, and a score of at least 12 for each of the test components of writing and speaking

a Pearson Test of English (PTE) Academic overall test score of at least 36 with a score of at least 30 in each of the four test components

a Cambridge English: Advanced (CAE) overall test score of at least 154 with a score of at least 147 in each of the four test components.


ช่างเป็นข่าวดีจริงๆ เลยนะคะ ที่ตอนนี้ผลสอบ IELTS  จากปกติจะได้ต้อง  5 ทุกแบนด์  แต่ในปัจจุบันขอเพียงสอบ overall ได้ 5 แต่ขั้นต่ำคือ 4.5 ทุกแบนด์  ซึ่งถือเป็นการอะลุ่มอะล่วยให้กับผู้สมัครทั้งหลายที่อาจจะประสบปัญหาในการเขียน writing หรือ speaking ก็ตาม  แต่ถ้าใครคิดว่าอยากลองสอบข้อสอบภาษาอังกฤษประเภทอื่นดู ก็ทำได้เช่นเดียวกันตามข้อมูลที่ให้ประกอบไว้ข้างบนค่ะ 

ส่วนใครที่อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ก็สามารถมาร่วมงาน Migration Seminar กับทางซีพี ซิดนีย์ได้นะคะ ในวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน เวลา 14.00 - 17.00 . และวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม เวลา 11.00 - 14.00 . ค่ะ  ที่นั่งมีจำกัดเพียงแค่ 12 ที่นั่งต่อรอบเท่านั้นนะคะ  ที่ออฟฟิศซีพี ซิดนีย์ ชั้น 6 ห้อง 1 Labor Council Building 377-383 Sussex Street ค่ะ  สำรองที่นั่งได้ที่ 02-9267-8522  หรือทาง Line: CPSYDNEY2 ค่ะ   เรื่องวีซ่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ มาร่วมกันอัพเดทข่าวสารเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของตัวท่านกันเองดีกว่าค่ะ

สำหรับวันนี้คุณหมอวีซ่าขอลาไปก่อนค่ะ 

********************************************************************************************************



ควันหลงจากงาน CP World Study English Fair ที่จัดโดย CP Bangkok ปรากฎว่าหนุ่มหล่อแกรมมี่ น้อง Kikey ได้รับทุนไปเรียนภาษาอังกฤษที่ Browns English ที่ Queensland คุณแม่คนสวยเลยให้น้องตามไปคุมอีกสองหนุ่มหล่อ


วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558

อุธาหรณ์สอนใจผู้อ่าน... ก่อนอัพเดทเรื่องการเปลี่ยนแปลงวีซ่า


สวัสดีค่ะแฟนคลับคุณหมอวีซ่าทุกท่าน  ผ่านพ้นกลับเทศกาลอีสเตอร์ไปไม่นาน ก็เข้าสู่เทศกาลปีใหม่ไทยหรือวันสงกรานต์กันอีกแล้ว  สำหรับใครที่ตั้งแต่ปีใหม่ยังไม่ได้ทำตามปณิธานที่ตั้งไว้ ตอนนี้ก็ยังไม่สายอยู่นะคะ เข้าปีใหม่ไทย ก็ขอให้เริ่มต้นใหม่  ใครที่กลับไทยช่วงนี้ หรืออยู่เมืองไทย ก็ขอให้ท่องเที่ยวอย่างสนุกสนานและปลอดภัย อย่าลืมไปไหว้คุณพ่อคุณแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ที่ถือเป็นพระภายในบ้านด้วยนะคะ  สำหรับใครที่อยู่ออสเตรเลีย ก็อย่าลืมโทรไปหาคุณพ่อคุณแม่ กราบสวัสดีปีใหม่ท่านด้วยหล่ะ

ช่วงอีสเตอร์ที่ผ่านมา ก็ถือเป็นฤกษ์ดีสำหรับหนึ่งในสมาชิกที่ทั้งสวยทั้งเก่งของทีมงานประจำซีพี ซิดนีย์ นั่นก็คือคุณแนนซี่ ที่ปรึกษาด้านนักเรียนของซีพีฯ ได้เข้าสู่พิธีสมรสกับหนุุ่มฟงที่โชคดีได้หัวใจแนนซี่ไปครอบครอง  ต้องถือว่าเป็นงานแต่งงานที่อบอุ่นและน่ารักมากๆ  เจ้าสาวและเจ้าบ่าวก็สวย-หล่อสุดๆ  คุณพ่อคุณแม่รวมถึงน้องชายและเพื่อนๆก็บินตรงมาจากเมืองไทย  เพื่อมาร่วมงานนี้โดยเฉพาะ  เป็นงานที่น่าประทับใจมากๆค่ะ  พวกเราชาวซีพีฯทุกคนขอแสดงความยินดีด้วยเป็นอย่างยิ่ง

ว่าแล้วก็มาเข้าเรื่องวีซ่าของเรากันดีกว่านะคะ  ตอนนี้อาจจะยังไม่มีเรื่องราวข่าวดังตูมตามในวงการวีซ่าอะไรมากมายจากอิมมิเกรชั่นมาเล่าสู่กันฟังมากมายนัก เพราะในวันที่ 18  เมษายนนี้ กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เกี่ยวกับกฎหมายอิมมิเกรชั่น โดยเฉพาะในเรื่องของวีซ่าทำงาน (sc457) วีซ่าธุรกิจ (sc188) วีซ่า Temporary graduate (sc485) และอื่นๆ  สำหรับในฉบับหน้า คุณหมอวีซ่าถึงจะนำข่าวคราวเรื่องการเปลี่ยนแปลงมาบอกกันอีกครั้งนะคะ   

ถึงแม้จะไม่มีข่าวคราวให้อัพเดทในฉบับนี้ แต่คุณหมอวีซ่าและทีมงานก็ยังมีลูกค้าเข้ามาปรึกษาในเรื่องของวีซ่าอยู่แทบตลอดเวลา  โดยเฉพาะช่วงนี้มีลูกค้าหลายท่านเข้ามาปรึกษาในเรื่องของการจะนำลูกเข้ามาพ่วงตามวีซ่าที่ตนกำลังจะขอ หรือขออยู่แล้วครึ่งๆก็ตาม  ไม่ว่าจะเป็นวีซ่าลูก วีซ่าแต่งงาน วีซ่าติดตามและอื่นๆ   ยกตัวอย่าง กรณีของ คุณเอ (นามสมมุติ) ที่ตอนแรกได้ยื่นวีซ่าแต่งงานไปโดยไม่ทราบว่าตนสามารถนำลูกมาพ่วงมาได้ เพราะลูกของคุณเอนั้นอายุเกิน 18 ปีแล้ว  แต่เมื่อคุณเอได้เข้ามาปรึกษาคุณหมอวีซ่า สอบถามรายละเอียดทั้งแม่และลูกแล้ว ก็สรุปว่าสามารถนำลูกเข้ามาเป็นผู้ติดตามวีซ่าได้เลย  ถึงแม้ว่าลูกของคุณเอนั้นจะอายุเกิน 18 ปีแล้ว แต่ว่ายังไม่เกิน 25 ปีและก็ได้เรียนหนังสือมาโดยตลอด  คุณหมอวีซ่าเห็นช่องทางช่วยให้ลูกได้วีซ่าที่จะนำสู่ช่องทาง PR ตามแม่ได้ เพื่อลูกจะได้สิทธิ์เรียนฟรี ได้เมดิแคร์ และช่วยแม่ทำงานได้ด้วย โดยไม่ต้องถือวีซ่านักเรียนจ่ายค่าเทอมเป็นหมื่นๆทุกปี แถมโดนจำกัดสิทธิ์ชั่วโมงการทำงานอีกด้วย ก็เลยติดต่อไปต่อรองกับทางเจ้าหน้าที่เพื่อปรับเปลี่ยนขั้นตอนการยื่นวีซ่าให้อนุมัติพ่วงลูกทั้งๆที่เคสกำลังดำเนินอยู่กลางๆยังไม่เรียบร้อย เนื่องจากตอนที่คุณเอยื่นเคสครั้งแรก ได้ไปเดินเรื่องเอง และไม่ทราบกฎหมายว่าลูกของตนมีสิทธิ์พ่วงได้ จนลูกเกือบจะเสียโอกาสไปเลย แถมเอกสารที่จัดเข้าไปก็ไม่ครบ ดีที่ได้เจ้าหน้าที่ที่ค่อนข้างใจดี อลุ่มอล่วย ตอนนี้ก็เตรียมทำเอกสารยื่นเพิ่มเติมตามที่ทางอิมมิเกรชั่นขอมา เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ออกวีซ่าให้ทั้งคุณแม่และคุณลูกพร้อมกัน  พอถึงเวลาพีอาร์ก็จะได้พีอาร์พร้อมๆกันไปเลย  เห็นมั้ยคะ เพียงแค่เข้ามาปรึกษารับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้กับคุณเอและลูกๆได้มาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาในออสเตรเลีย   ถ้าหากไม่เข้ามาปรึกษาแต่เนิ่นๆ ลูกก็อาจจะหมดโอกาสที่จะได้มาอยู่ด้วยกันกับคุณแม่ที่นี่ 

อีกเคสหนึ่งที่เพิ่งจะมาปรึกษากับคุณหมอวีซ่าสดๆร้อนๆ  เคสนี้ก็ถือว่าเป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกคนนะคะ  น้องบี (นามสมมุติ) เดินทางกลับไปประเทศไทยเพื่อไปเยี่ยมครอบครัวในระหว่างที่ตัวเองกำลังรอวีซ่า partner (sc820) อยู่  ก่อนเดินทาง น้องบีได้ทำเรื่องขอ Bridging Visa B ซึ่งเป็นวีซ่าที่อนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศในระหว่างที่รอผลวีซ่าอยู่ในออสเตรเลีย (สำหรับผู้ที่ยื่นวีซ่าในออสเตรเลีย)  ซึ่งใน Bridging Visa B ก็มีการระบุวันที่หมดอายุของวีซ่าไว้อย่างชัดเจน  ถ้าหากเดินทางหลังจากวันที่วีซ่าหมดอายุ ก็จะไม่สามารถเข้าออสเตรเลียได้  น้องบีนั้นอ่านวันที่ผิดไปอย่างไรก็ไม่ทราบ พอถึงวันเดินทาง ก็ไปโดนกั๊กที่สนามบินสุวรรณภูมิ ขึ้นเครื่องไม่ได้ ทุกวันนี้ก็ยังติดอยู่ที่เมืองไทย และเอเจนท์ที่ทำวีซ่าให้ก็บอกเขาว่าไม่สามารถช่วยอะไรน้องบีได้ แค่บอกว่าต้องรอเจ้าหน้าที่ลูกเดียว ไม่มีทางแก้ไข น้องบีเลยโทรเข้ามาปรึกษากับคุณหมอวีซ่าว่าไม่สามารถเดินทางกลับมาออสเตรเลียได้ ด้วยสาเหตุที่ไม่ได้สังเกตวันที่หมดอายุของวีซ่าให้ดี  ปรากฏว่าอยู่เกินวันหมดอายุของวีซ่า Bridging Visa B ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับเข้ามาในออสเตรเลีย   ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมากนะคะ ไม่ว่าท่านผู้อ่านจะยื่นวีซ่าด้วยตัวเองหรือกับทางเอเจนท์ ทุกครั้งที่ได้เอกสารมา จะต้องคอยอ่านและตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างให้ถูกต้อง  เช่นในกรณีนี้ควรจะตรวจสอบข้อมูลเรื่องวันหมดอายุวีซ่าให้ดีๆ   สำหรับวีซ่าที่ยื่นไปที่ออสเตรเลียจะแกรนท์ก็แกรนท์ไม่ได้ เพราะตัวผู้สมัครไม่ได้อยู่ในออสเตรเลีย  อาจจะทำเรื่องวีซ่าท่องเที่ยวกลับเข้ามา แต่ก็ไม่มีใครการันตีได้ว่าจะติดคอนดิชั่น No Further Stay หรือไม่   คุณหมอวีซ่าก็ได้ให้คำแนะนำและหาทางออกให้แฟนฝรั่งของน้องบีไปอย่างชัดเจนเรียบร้อย ก็หวังว่าน้องบีจะโชคดี ได้รีบกลับมาในออสเตรเลียเร็วๆนี้นะคะ  

        อีกเหตุการณ์หนี่งที่คุณหมอวีซ่าอยากนำมาบอกกล่าวไว้สอนใจ เป็นเรื่องราวของน้องซี (นามสมมุติ) น้องซีนั้นได้เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง  เสร็จแล้วมีเหตุจำเป็นที่จะต้องเดินทางกลับไปประเทศไทย ในระหว่างที่เรียนอยู่ที่นี่ ก็ไม่รู้ว่าทางโรงเรียนได้แคนเซิล
CoE ไปแล้วเรียบร้อย  เพราะจะกลับมาในออสเตรเลียก็โดนเจ้าหน้าที่ๆสนามบินกักตัวไว้ เพราะมีประวัติว่าโดนแคนเซิล CoE มาก่อน  ทางเจ้าหน้าที่ก็สัมภาษณ์ว่าทำไมมาออสเตรเลีย  แล้วไปเรียนวันไหนบ้าง เรียนวิชาอะไร และอื่นๆ  ซึ่งน้องซีก็ตอบได้ไม่ดีนัก แต่ทางเจ้าหน้าที่สนามบินก็ให้ผ่านเข้าประเทศตามปกติ โดยหลังจากนั้นทางอิมมิเกรชั่นได้ส่งจดหมายทำเรื่องแคนเซิลวีซ่านักเรียนตามมา  อาจจะด้วยภาษาอังกฤษไม่ดี ทำให้น้องซีไม่ทราบว่าตัวเองถูกเรียกให้ไปพบในเรื่องของทางอิมมิเกรชั่นต้องการจะยกเลิกวีซ่านักเรียน  เพราะโดนยกเลิกก็ยังเข้าใจว่าตัวเองมีวีซ่านักเรียน แถมเอเจนท์นักเรียนเก่าที่ใช้ยังแนะนำให้ไปเรียนตามปกติ จนกระทั่งวันหนึ่งจะไปสมัครงาน แล้วพบว่าวีซ่าตัวเองนั้นได้ถูกยกเลิกไปแล้ว  ทางเอเจนท์นักเรียนก็ไม่ได้สนใจในเรื่องของวีซ่า สักแต่จะคอยเปลี่ยนที่เรียนใหม่ให้น้องเขาเลี้ยงไข้ไปเรื่อยๆเพื่อจะกินค่าคอมมิชชั่นไปเรื่อยๆโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของนักเรียนต้องมาก่อนผลประโยชน์กระเป๋าตน  เคสกว่าจะมาถึงมือคุณหมอวีซ่าก็สายไปเสียแล้ว เพราะว่าทางอิมมิเกรชั่นได้ตัดสินใจยกเลิกวีซ่าไปเรียบร้อยแล้วเพราะเหตุผลโรงเรียนเก่าแจ้งว่าไม่ไปเรียนหนังสือ attendance ไม่ถึง  ส่วนตัวน้องนั้นก็ทำตามที่เอเจนท์คนนี้บอกให้ย้ายไปเรียนที่ใหม่เฉยเลยโดยไม่เคลียร์เรื่องกับโรงเรียนเก่าให้ ไม่แจ้งทางอิมฯเดินเรื่องให้ถูกต้องตามกฎหมายให้ อย่างนี้ อันตรายมากค่ะ เพราะวีซ่าโดนแคนเซิลได้ค่ะ ถ้าหากว่ามาหาคุณหมอวีซ่าแต่เนิ่นๆ เหตุการณ์อาจจะไม่ร้ายเท่านี้ก็เป็นได้ อยากเตือนว่า การที่เอเจนท์ขยันเปลี่ยนโรงเรียนให้นั้นต้องระวังให้มากๆ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดี และไม่ใช่เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีเลยนะคะ ปัจจุบันกฎหมายเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนตามนโยบายของ  Genuine Temporary Entry หรือ GTE นั้นเข้มงวดมากๆ เด็กโดนเพิกถอนและปฏิเสธวีซ่านักเรียนมามากต่อมากแล้วโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป คล้ายๆกรณีของน้องซีนี่แหล่ะค่ะ very unfortunate นะคะ
       
        หลายๆครั้ง ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจว่าทนาย Immigration Lawyers หรือ Migration Agents ที่เก่งๆและมีประสบการณ์มามากนานปี ก็จะมีเวลาจำกัด เพราะมีเคสลูกค้าต้องดูแลเยอะ การจะขอนัดคุย นอกจากจะนัดยากแล้ว แถมมีค่าปรึกษาเรื่องอีก คุณหมอวีซ่าขอยกตัวอย่างจากสามเคสข้างต้นให้เห็นชัดๆเลยว่าคุ้มที่ได้เข้าไปคุยกับผู้ที่รู้กฎหมายจริงค่ะ เพราะหลายครั้งก็ช่วยอนาคตลูกค้าไว้ได้ จึงไม่อยากให้ท่านเป็นคนหนึ่งที่ เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” เสียซ้ำเสียซ้อนโดนหลอกซ้ำซาก ได้ข้อมูลผิดแล้วผิดเล่า พอมาถึงคุณหมอวีซ่า ก็มาบ่นว่าเสียตังไปกับที่อื่นมามากแล้ว บ้างก็จะให้ช่วยไปทวงเงินคืนให้หน่อย เอออย่างนี้ แล้วคุณหมอวีซ่าจะช่วยเขาอย่างไรดี แล้วน่าช่วยไหมเนี๊ยะ ? เห็นมั้ยคะว่าการเลือกใช้เอเจนท์ที่ดีย่อมส่งผลที่ดีต่อวีซ่า  โดยเฉพาะควรตรวจดูว่าเอเจนท์ที่คุยด้วยนั้น มีใบทะเบียนปัจจุบันที่ขึ้นกับทาง MARA (Office of the Migration Agents Registration Authority) ที่ยังไม่หมดอายุหรือไม่ บ้างก็ไปเอาของคนอื่นมาใช้มาอ้างก็มี ท่านผู้อ่านก็ต้องรู้จักดูแลผลประโยชน์ของตนเอง อย่าไปเชื่อใครเชื่ออะไรง่ายๆ หัด research หาข้อมูลเองบ้างก็ดีค่ะ ก็เหมือนกับการไปหาหมอก็มีค่าหมอ  ถ้าหากเราอยากจะไปหาหมอให้โรคหาย  ก็ต้องเลือกไปหาหมอที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือที่เชี่ยวชาญในโรคที่เราเป็นอยู่ ไม่ใช่เพราะหมอคนนี้มีราคาถูกกว่า  จริงไหมคะ เพราะสุดท้ายแล้วอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกมากมาย เพราะการแก้ปัญหาที่เอเจนท์คนเดิมก่อไว้นั้น ยากกว่าการได้เริ่มต้นทำเคสให้ถูกต้องเสียแต่แรกจริงๆค่ะ     สำหรับวันนี้คุณหมอวีซ่าต้องลาไปก่อนเพราะมีเคสด่วนต้องยื่นภายในวันนี้  กลับมาพบกันใหม่ฉบับหน้านะคะ ซึ่งในคราวหน้าคุณหมอวีซ่าจะมาสรุปถึงกฎเกณฑ์วีซ่าบางตัวที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงในเร็วๆนี้ค่ะ 

 สุขสันต์วันสงกรานต์ทุกๆคนค่ะ


*******************************************************************************



ผู้บริหารCP International ร่วมทานอาหารกลางวันกับ The University of Sydney





 ยินดีด้วยกับคุณแนนซี่ CP Sydney ที่เพิ่งแต่งงานไปเมื่อไม่นานนี้