“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ประกาศขึ้นค่าสมัครวีซ่า... มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 July 2015 เป็นต้นไป


สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน กลับมาพบกับคุณหมอวีซ่าเจ้าเก่าเวลาเดิมอีกครั้งกับปักษ์ส่งท้ายเดือนพฤษภาคมต้อนรับเดือนมิถุนายนกันนะคะ หลังจากที่ซิดนีย์โดนมรสุมพายุลูกเห็บ (hailstorms) กระหน่ำถาโถมเข้ามากันอย่างเนืองแน่นเมื่อในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าอากาศน่าจะเข้ารูปเข้ารอยตามสภาพฤดูกาลหน้าหนาวอย่างที่มันควรจะเป็นเสียทีนะคะ แต่ยังไงท่านผู้อ่านก็ยังต้องรักษาสุขภาพให้ดีนะคะ เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอากาศที่ซิดนีย์นั้นเดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อน  แล้วปีนี้ก็เจอลูกเห็บด้วย ช่วงนี้คุณหมอวีซ่าก็เลยอพยพหนีหนาวไปพึ่งร้อนที่ประเทศไทยบ้านเรากันสักพัก นอกจากนี้ก็มาช่วยทีมงานกรุงเทพฯในการจัดงาน  CP Australia Education Fair” ประจำปี 2015 ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 4 July 2015 นี้ ที่โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส ที่ มาบุญครองเยี่ยงทุกปีอีกด้วย  โดยคุณหมอวีซ่าจะเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องที่เราถนัด ก็คือเรื่อง วีซ่ากับช่องทางการขอวีซ่าทำงานในออสเตรเลีย เพื่อสร้างโอกาสและประสบการณ์ให้กับตนเอง” ซึ่งเป็นหัวข้อที่นักศึกษาจากทั่วโลกที่เข้าไปศึกษาต่อ หรือกำลังวางแผนจะไปศึกษาต่อในประเทศออสเตรเลียให้ความสนใจกันมาก เพราะนักเรียนนักศึกษายุคใหม่ในสมัยนี้ จะไม่มองเพียงไปเรียนต่อนอกเท่านั้น หากแต่มองเลยเถิดไปอีกหนึ่งขั้น ก็คือหลังเรียนจบหลักสูตร (ซึ่งต้องลงมาให้ถูกหลักสูตรเสียตั้งแต่ต้นก่อนเข้าออสเตรเลีย เพราะการลงผิดคอร์สแล้วไปตามแก้ทีหลังเป็นสิ่งที่ทำได้ยากพอควร ด้วยนโยบายตามตัวบทกฎหมายของเมืองเขา)  นักศึกษาสามารถขอวีซ่าทำงานเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ในการเพิ่มคุณค่าให้กับตนเองในตลาดงานที่มีการแข่งขันอย่างสูงในปัจจุบันได้อย่างไร ในวันงาน คุณหมอวีซ่าก็จะให้ความรู้ตรงนี้นะคะ อย่างไรก็ขอให้ติดตามรายละเอียดงานได้จากเว๊ปไซท์ของ   CP International   ได้เลยค่ะ สำหรับใครที่อยากจะเข้ามาปรึกษากับคุณหมอวีซ่าที่ CP Bangkok ช่วงนี้ ก็สามารถโทรมาเข้านัดได้เลยนะคะ ที่ +66 2 278 1236 หรือ ผ่านน้องฟิวที่ visa1.bkk@cpinter.co.th โดยตรงได้เลยค่ะ ส่วนลูกค้าที่ออสเตรเลีย ก็สามารถนัดปรึกษาเคสกับคุณหมอวีซ่าผ่านทาง Skype หรือ Line ได้เช่นกัน โดยจองผ่านคุณป๊อปที่ base อยู่ที่  CP Sydney, email: pop@cpinter.com.au หรือผ่านน้อง Maris ที่ CP Melbourne, email: consult1.mel@cpinter.com.au ถึงตัวจะห่าง แต่ใจเราไม่ห่างกันนะคะ!

มาเข้าเรื่องตามหัวข้อที่คุณหมอวีซ่าพาดหัวข้อของบทความกันเลยดีกว่าค่ะ หากท่านผู้อ่านยังจำกันได้ว่าทางอิมมิเกรชั่นได้ให้ของขวัญต้อนรับปี ค.ศ. 2015 โดยการประกาศขึ้นค่าสมัครวีซ่าคู่ครอง (ทุกประเภท) ทั้งแบบยื่นในออสเตรเลียและนอกออสเตรเลีย มา 50 % จากจำนวนค่าวีซ่าเดิม  ในตอนนั้นทีมงานซีพี อินเตอร์ฯ แทบจะอยู่ทำงานข้ามปีกันเลยทีเดียวค่ะ เพราะมีหลายคู่รักที่ไม่อยากจะเสียค่าวีซ่าเพิ่มอีก 2 พันกว่าเหรียญ   ผ่านมายังไม่ทันจะครึ่งปีดีทางอิมมิเกรชั่นก็มีประกาศอีกแล้วค่ะ  อันนี้เป็นผลพวงมาจาก Federal Budget Report หรือรายงานงบประมาณของรัฐบาลประจำปี 2015 – 2016 ที่จะมีการปรับตรงนั้น เพิ่มตรงนี้  พูดง่ายๆก็คือรัฐบาลจำเป็นต้องจะหาเงินเข้าประเทศ  การขึ้นค่าสมัครวีซ่าก็มีเพื่อจุดประสงค์ตรงนี้ละค่ะ   เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาล อิมมิเกรชั่นก็เลยประกาศขึ้นค่าวีซ่าเพื่อหาเงินมาช่วยรัฐบาล ค่าสมัครวีซ่ามีการปรับขึ้นตั้งแต่ 2.3 % ไปจนถึง 50 % และมีการปรับราคาวีซ่าให้เท่ากันทั้งในออสเตรเลียและนอกออสเตรเลียด้วย  การขึ้นค่าสมัครวีซ่านี้รวมไปถึงคนติดตามด้วยนะคะ  คราวนี้มาดูกันดีกว่าค่ะว่ามีวีซ่ายอดฮิตตัวไหนบ้างที่ท่านผู้อ่านชาวไทยทั้งหลายนิยมสมัคร และถูกทางอิมมิเกรชั่นประกาศขึ้นราคาค่าสมัครวีซ่าในรอบนี้กันบ้าง

  • วีซ่านักเรียน และวีซ่าผู้ดูแล (subclass 570-575 และ 580) จากเดิม $535 ถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น $550
  • วีซ่าทำงานหรือนายจ้างสปอนเซอร์ (subclass 457) จากเดิม $1,035 ถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น $1,060
  • วีซ่า Graduate (subclass 485) จากเดิม $1,440 ถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น $1,470
  • วีซ่าท่องเที่ยว (ยื่นในออสเตรเลีย) (subclass 600) จากเดิม $335 ถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น $340
  • วีซ่าท่องเที่ยว (ยื่นนอกออสเตรเลีย) (subclass 600) จากเดิม $130 ถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น $135
  • วีซ่าคู่หมั้นและคู่ครอง (ยื่นนอกออสเตรเลีย) (Partner Visa and Fiance Visa) (subclass 309 และ 300)  จากเดิม $4,630 ถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น $6,865  เพื่อให้เท่ากับค่าวีซ่าคู่ครองในออสเตรเลียค่ะ 
เอาพอหอมปากหอมคอเฉพาะวีซ่าที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมของผู้อ่านชาวไทยกันก่อนนะคะ วีซ่าบางตัวก็ไม่ได้ปรับขึ้นมาก  แต่ในวีซ่าบางตัวเช่นวีซ่าธุรกิจที่ขึ้นมาถึง 50 จะดีหน่อยก็ผู้ที่ต้องการจะยื่นวีซ่าลูกในออสเตรเลียที่มีการปรับราคาลงเหลือ $2,370 ค่ะ ราคาใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2015 เป็นต้นไปค่ะ  ตามตารางข้างล่างนี้เลยค่ะ



            เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว ท่านผู้อ่านที่กำลังมีแผนจะยื่นวีซ่าทั้งหลาย โดยเฉพาะวีซ่านักเรียน วีซ่าคุณพ่อคุณแม่ และวีซ่าคู่ครอง (ที่ยื่นจากไทย) ก็ขอให้รีบยื่นก่อนวันที่ 30 มิถุนายนนี้นะคะ  มิฉะนั้นจะต้องเสียค่าวีซ่าเพิ่มโดยใช่เหตุค่ะ   หากท่านผู้อ่านไม่มั่นใจในเอกสารที่จะยื่น หรือมัวแต่ลังเล ก็ขอให้รีบสอบถามเข้ามาที่ CP Inter ทุกสาขา โดยด่วนที่ CP Sydney- tel: +61 2 92678522 หรือ CP Melbourne - tel: +61 3 9602 5355, CP Bangkok -  tel: +66 2 278 1236 or CP Chiang Mai – tel: +66 53 328 234   ตอนนี้ยังพอมีเวลายื่นวีซ่าได้ทันค่ะ  อย่าปล่อยไว้เป็นนาทีสุดท้าย เพราะมิฉะนั้นอาจจะต้องเสียค่าวีซ่าเพิ่มโดยเฉพาะวีซ่าคู่ครองที่ยื่นจากเมืองไทยยิ่งเพิ่มเยอะเลยนะคะ 

ก่อนจะโบกมือลาเดือนพฤษภาคมไปในฉบับนี้  คุณหมอวีซ่าก็ขอฝากท่านผู้อ่านที่น่ารักทุกท่านไว้เรื่องสองเรื่องนะคะ...เป็นประจำทุกปีที่ทางซีพี ซิดนีย์จะมีการจัดสัมมนา update ภายหลังทราบการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของกฏต่างๆที่ถูกกำหนดขึ้นมาใหม่จากทางอิมมิเกรชั่น  ซึ่งโดยปกติอิมมิเกรชั่นจะประกาศก่อนหน้าสัก 1 อาทิตย์ก่อนวันประกาศใช้ (ก็คือ 1 กรกฎาคม) ซึ่งปีนี้แอบกระซิบกันก่อนได้เลยว่ามีการเปลี่ยนแปลงพอสมควรกันเลยทีเดียวค่ะ ส่วนรายละเอียดการจัดงานสัมมนาจะเป็นอย่างไร จัดวันไหน ที่ไหน อย่างไร ถ้าทุกอย่างลงตัวแล้วคุณหมอวีซ่าจะมาแจ้งให้ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่านได้ทราบโดยทั่วกันค่ะ หรือหากท่านใดสนใจอยากจะทราบรายละเอียดเกี่ยวกับงานสัมมนาดังกล่าวก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ของเราที่ CP Sydney ได้โดยตรงเลยค่ะ
เรื่องที่สองนะคะ สำหรับน้องๆที่สนใจจะสมัครเรียนในระดับปริญญาขึ้นไป ทางซีพีฯมีโปรโมชั่นดีๆมานำเสนอ สมัครเรียนกับซีพี ซิดนีย์วันนี้ ได้รับทุนการศึกษาทันทีมูลค่าสูงสุดถึง $400 โชคชั้นที่สองรายชื่อของนักเรียนที่สมัครเรียนในระดับปริญญาตรีขึ้นไปกับทางซีพี ซิดนีย์ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมาจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายนทั้งหมด จะถูกนำมาจับฉลากหาผู้โชคดีรับรางวัลส่วนลดตั๋วเครื่องบินมูลค่า $599 จากทางซีพี ซิดนีย์และ Jumpee Travel ค่ะ Promotion ดีๆอย่างนี้ นานๆมีที อย่าพลาดนะคะ

สุดท้ายนี้หากท่านผู้อ่านท่านใด มีข้อสงสัยเพิ่มเติม หรืออยากสอบถามเกี่ยวกับเรื่องวีซ่า หรือคอร์สเรียนต่างๆที่ตรงเป้าหมายเพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับตนเอง แบบไม่เดินผิดหรือหลงทาง ก็สามารถติดต่อ CP Inter ได้ทุกสาขา ตาม contact แต่ละสาขา ใน website www.cpinter.co.th ส่วนท่านที่จะเข้ามาร่วมฟัง update สัมมนาหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ CP Sydney ก็ขอย้ำอีกทีที่เบอร์ 02-9267-8522 ได้เลยนะคะ หรือใครที่เล่น Facebook แต่ละสาขาก็มี Facebook  ให้ร่วมสนุกไปกับ Social Media อยู่แล้ว แถมยังสามารถกด LIKE เพจของทาง CP Inter เช่นที่เพจของ CP Sydney ก็เข้าไปที่ www.facebook.com/cpsyd เพื่อรับข้อมูลข่าวสารดีๆ และเอาไว้เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการติดต่อทีมงานของเราได้เช่นกันค่ะ สำหรับวันนี้คุณหมอวีซ่าขอลาไปก่อนค่ะ

ด้วยความปรารถนาดี.... จากคุณหมอวีซ่า



*******************************************************************************************



 คุณ Mio จาก Greenwich กับคุณ Sandy จาก AIT นำ คุณ Tiara, Marketing Manager คนสวยคนใหม่มาแนะนำตัวที่ CP Sydney




ขอแสดงความยินดีกับน้อง B - PR ผ่าน CP Inter - ดาวรุ่ง เพิ่งได้โปรโมทเป็นหัวหน้างาน 





วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ความสัมพันธ์ de-facto คืออะไร แล้วต้องเก็บเอกสารอย่างไร?



สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน  กลับมาพบกับคุณหมอวีซ่าอีกครั้งประจำฉบับกลางเดือนพฤษภาคมนี้  ตอนนี้อากาศที่ซิดนีย์ก็หนาวขึ้นเรื่อยๆนะคะ เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา Sydney ก็โดนพายุลูกเห็บกระหน่ำ จนหลายเขตขาวเหมือนหิมะตก เด็กๆออกมาเล่นปั้นก้อนลูกเห็บกันซะสนุกสนานไปเลย จะเรียกว่า “Winter is here” ก็ได้นะคะ ช่วงนี้มีแต่คนไม่สบาย  ยังไงก็ระวังรักษาสุขภาพบ้างนะคะ คุณหมอวีซ่าเป็นห่วงทุกคนค่ะ
เมื่อวานนี้คุณหมอวีซ่าได้มีโอกาสไปร่วมพิธีเปิดตัว Macquarie Univeristy International College (MUIC) ภายในบริเวณวิทยาเขตอันร่มรื่นสวยงามของมหาวิทยาลัย Macquarie University ใน Sydney มา ซึ่งสมัยก่อนมีชื่อเรียกว่า Sydney Institute of Business and Technology (SIBT) และดำเนินการโดย NAVITAS มาก่อน ตั้งแต่ปี คศ 2016  เป็นต้นไป ทางมหาวิทยาลัย Macquarie ได้เปลี่ยนการบริหารของทางวิทยาลัย SIBT โดยรับกลับมาดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยเองและตั้งชื่อใหม่เป็น MUIC ซึ่งเปิดสอนหลักสูตรเตรียมอุดมศึกษา หรือที่เรียกว่า Foundation Studies สำหรับนักเรียนที่จบระดับมัธยมปลายจากทั่วโลก รวมที่จบ ม.6 จากไทย เพื่อมาเรียนภาษา + Foundation 1 ปีก่อนเข้าเรียนในหลักสูตรปริญญาตรีปี 1 ใน Macquarie University นอกจากนี้ที่ MUIC ยังเปิดสอนหลักสูตร Diploma ที่เมื่อเรียนจบแล้ว นักเรียนสามารถเข้าเรียนต่อปี 2 ของระดับปริญญาตรีใน Macquarie University ได้โดยตรงเลย คุณหมอวีซ่าเห็นว่าเป็นช่องทางช่วยเด็กไทยให้มีโอกาสฝึกทักษะทางภาษา อีกอย่าง นักเรียนที่จบ ม.6 มาจากไทยทั่วไปจะไม่สามารถเข้าปี 1 ในมหาวิทยาลัยของออสเตรเลียโดยตรงเลยได้ การเรียนหลักสูตรเตรียมอุดมฯตรงนี้จึงเป็นสะพานเชื่อมให้นักเรียนสามารถเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชื่อดังที่มีคุณภาพการศึกษาเป็นเยี่ยมได้ จึงอยากนำข่าวดีตรงนี้มาบอกเล่าให้ฟังกันนะคะ

ช่วงนี้สถาบันการศึกษาในออสเตรเลียแข่งกันเน้นเรื่องคุณภาพการศึกษามาเป็นหลัก หากท่านผู้อ่านท่านใดมีโอกาสดูรายกายสารคดี Four Corner ในช่อง ABC ของรัฐฯ เมื่อสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ก็จะเข้าใจว่าทำไมรัฐบาลออสเตรเลียถึงมีนโยบายให้สถาบันการศึกษาเน้นคุณภาพทางการศึกษา และ ไม่ให้ไปเน้นเรื่องราคากับการจ่ายคอมมิชชั่นสูงๆให้กับเอเย่นการศึกษาจนกลายเป็นธุรกิจอย่างโจ่งแจ้งจนเปิดช่องทางให้เกิดการคอรัปชั่นขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่สถาบันกับเอเย่นในประเทศต่างๆ ขึ้นมากมาย โดยเฉพาะเอเย่นในประเทศจีนที่ถูกเอ่ยนามหลายเจ้าที่รายการ Four Corner  ไปแอบเป็นนักสืบมา เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้เข้า ตอนนี้ทางสถาบันและมหาวิทยาลัยทุกแห่งก็ต้องเริ่มตื่นตัว ควบคุมเอเย่นที่ตนแต่งตั้งไปให้ทำงานอย่างซื่อตรง และทำเพื่อผลประโยชน์ของนักเรียน ไม่ใช่เพื่อกระเป๋าตัวเองมาเป็นหลัก ทั้งนี้และทั้งนั้น ที่น่าเป็นห่วง ก็คือในเมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ก็ไม่ทราบว่าจะมีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์วีซ่านักเรียนกันให้ยากขึ้นอีกไหม อันนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไปนะคะ

  เนื่องจากวีซ่านักเรียนต่อกันยากขึ้น ช่วงนี้วีซ่าทำงานที่เรียกว่า sc457 จึงเป็นที่ฮอตฮิต นับตั้งแต่อิมมิเกรชั่นประกาศลดระดับผล IELTS  วีซ่าทำงานทำยากและซับซ้อนกว่าวีซ่านักเรียนเยอะ ดังนั้น ใครที่อยากสอบถามเรื่องวีซ่าทำงานหรือนายจ้างสปอนเซอร์ก็เป็นโอกาสแล้ว สามารถโทรมาสอบถามที่ซีพี อินเตอร์ฯ ได้ทุกสาขาเลยนะคะ

 นอกจากวีซ่าทำงานแล้ว อีกหนึ่งวีซ่าที่มีคนสอบถามผ่านทีมงานคุณหมอวีซ่ามาบ่อยมากในช่วงนี้ก็คือ วีซ่าคู่ครอง หลายๆคนมักจะขอวีซ่ามาเป็นคู่ ซึ่งบ้างก็รวมครอบครัวลูกๆ  สำหรับคู่สามี-ภรรยาก็ง่ายหน่อยในการขอเอกสาร เพราะอย่างน้อยก็มีทะเบียนสมรสในการประกอบยื่นวีซ่า  แต่สำหรับคู่ de-facto นั้นหลายคนยังงงอยู่เพราะต้องใช้หลักฐานหลายอย่างในการประกอบการยื่นวีซ่า  ซึ่งๆหลายคู่คิดว่าแค่รูปถ่ายอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว  หรือบางคนแค่คิดว่าจดทะเบียนความสัมพันธ์บวกเก็บเอกสารอีก 2 เดือนก็ยื่นวีซ่าได้แล้ว  คุณหมอวีซ่าขอบอกว่านี่เป็นความเชื่อที่ผิดและทำให้  application ของผู้ยื่นมีความเสี่ยงสูงต่อการโดนปฏิเสธ   ในวันนี้คุณหมอวีซ่าจึงอยากขออธิบายถึงความสัมพันธ์   de-facto และวิธีการเก็บเอกสารสำหรับยื่นวีซ่าให้เข้าใจกันค่ะ

De-facto relationship คืออะไร
พูดง่ายๆ ก็คือความสัมพันธ์ฉันท์สามาภรรยาของคู่รักทั้งหลาย ทั้งคู่ต่างเพศและคู่เพศเดียวกันที่อยู่ด้วยกันในบ้านหลังเดียวกัน ใช้เงินร่วมกัน ใช้ขีวิตร่วมกันฉันท์สามี-ภรรยา โดยไม่ได้มีทะเบียนสมรสมาเป็นตัวบอกสถานะความสัมพันธ์เหมือนคู่สามีภรรยา  เช่นคู่แฟนทั้งหลายที่อยากลองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันก่อนจะแต่งงาน หรือในบางคู่ที่ยังไม่พร้อมจะแต่งก็อยู่ด้วยกันก่อน หรือในคู่เพศเดียวกันที่ยังไม่มีกฎหมายมารองรับก็ต้องถือเป็นความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยา หรือที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า    de-facto” นั่นเอง
ท่านผู้อ่านทั้งหลายจะเห็นว่ากฎหมายออสเตรเลียอนุญาตให้ผู้ที่มีความสัมพันธ์ฉันท์สามี-ภรรยาสามารถยื่นวีซ่าติดตามกันได้ ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าทำงาน วีซ่าพีอาร์ทั้งหลาย รวมทั้งวีซ่าคู่รัก  หรืออีกนัยหนึ่ง คือ   คนที่มีความสัมพันธ์แบบ de-facto นี้ สามารถยื่นติดตามผู้ถือวีซ่าหลักได้ทุกประเภท ทั้งวีซ่านักเรียน วีซ่าทำงาน หรือ ยื่นเป็น Partner Visa ที่มี PR หรือ Australian Citizen สปอนเซอร์ก็ได้

การเก็บหลักฐานความสัมพันธ์

เนื่องจากความสัมพันธ์แบบ   de-facto ไม่ได้มีทะเบียนสมรสมาเป็นหลักฐานสำคัญในการประกอบยื่นวีซ่า เพราะฉะนั้นการจะพิสูจน์ความสัมพันธ์จึงจำเป็นจะต้องใช้เอกสารต่างๆ ประกอบ  ซึ่งหลักๆ จะเป็นเอกสารที่แสดงถึงความสัมพันธ์ทางด้านการเงิน (financial aspect) สังคม (social aspect) สภาพทางบ้าน (nature of household) และพันธะระหว่างกัน (commitment)    ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบัญชีร่วมกัน เช่าบ้านด้วยกัน  มีสัญญาเงินกู้ ทำบัตรประกันสุขภาพ หรือประกันชีวิตเป็นชื่อคู่ มีเอกสารส่งมาที่อยู่เดียวกัน  มีการแจ้งกรมภาษีว่าคนนี้เป็นคู่รักเรา  มีการทำกิจกรรมร่วมกันทั้งกับครอบครัวและเพื่อนๆ มีบินไปประเทศหรือเมืองต่างๆ และอื่นๆ มีแผนในอนาคตร่วมกัน และที่สำคัญความสัมพันธ์เป็นที่ยอมรับจากคนภายนอก 

มีเอกสารมากมายที่สามารถใช้ประกอบความสัมพันธ์ de-facto นะคะ  แต่หลายคนคิดแค่ว่ามีรูปถ่ายประกอบก็เพียงพอแล้ว  ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่นะคะ   หากมีเพียงแค่รูปถ่ายหรือจดหมายส่งไปบ้านเดียวกันฉบับเดียว อย่างนี้หลักฐานอ่อนมาก อาจไม่สามารถพิสูจน์ความสัมพันธ์แบบ de-facto ได้ผ่านการพิจารณาของเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นได้นะคะ อย่างนี้ถือเป็นความสัมพันธ์แบบคู่รักซะมากกว่า ทำนองเดียวกับเวลาเราไม่สบาย เราก็ไปให้หมอผู้เชี่ยวชาญตรวจรักษาให้ถูกวิธี จะได้ไม่เกิดโรคซับซ้อนตามมาภายหลัง การทำวีซ่าก็เหมือนกัน หากไม่รู้กฎจริงจัดเอกสารผิดๆถูกๆโดนปฏิเสธมาครั้งหนึ่ง เป็นสิ่งที่แก้กันลำบากในอนาคต เพื่อความชัวร์ สามารถเข้ามาปรึกษา ทีมงานซีพีฯเพื่อข้อมูลที่ถูกต้องจะดีกว่านะคะ 

บ่อยครั้งทีมงานคุณหมอวีซ่าจะได้รับสายโทรศัพท์ โทรมาสอบถามการยื่นวีซ่าโดยใช้ความสัมพันธ์   de-facto บางคนบอกมีเอกสารร่วมกัน 1-2 เดือนยื่นได้มั้ยคะ  บางคนโทรมาถามว่าแฟนอยู่เพิร์ธ แต่ตัวเองอยู่ซิดนีย์ยื่นได้มั้ยคะ  หลายๆคนสงสัยตรงนี้มาก ซึ่งคุณหมอวีซ่าขอตอบตรงนี้เลยว่า ความสัมพันธ์   de-facto หมายถึงคน 2 คนอยู่ด้วยกันฉันท์สามี-ภรรยาแทบจะตลอด 24/7  หรือถ้าห่างกันก็เป็นเพียงแค่ชั่วคราว เช่นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปเที่ยวเมืองไทย 2 อาทิตย์แล้วบินกลับมา  แต่ในกรณีของน้องคนนี้ที่อยู่ห่างกันแทบจะตลอดเวลา อย่างนี้ไม่ถือเป็นความสัมพันธ์   de-facto อย่างนี้เรียกว่าความสัมพันธ์แบบคู่รักค่ะ  และการเก็บเอกสารเพียงแค่ 2 เดือน ถือว่าไม่เพียงพอเช่นเดียวกันค่ะ

หลายๆคนสงสัยในเรื่องของหลักฐานการกินอยู่ว่าจะต้องเก็บเป็นเวลานานเท่าไรถึงจะยื่นเรื่องได้ แล้วเราต้องใช้เอกสารอะไรเวลายื่น 

ขอชี้แจงว่าสำหรับคู่ De-facto นั้นจะต้องมีหลักฐานการกินอยู่ร่วมกัน 12 เดือนขึ้นไปถึงจะสามารถยื่นได้  หากความสัมพันธ์ไม่ถึง 12 เดือนก็สามารถที่จะไปจดรับรองความสัมพันธ์ยังสำนักทะเบียนในรัฐนั้นๆเพื่อประกอบการยื่นแบบความสัมพันธ์ de-facto  นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีนะคะที่อิมมิเกรชั่นอนุญาตให้ผู้ที่มีทะเบียนความสัมพันธ์ยื่นขอ waive ความสัมพันธ์ 12 เดือน  ตามกฎหมายที่ระบุใน Registered Relationships Regulations 2008 หรือระเบียบเรื่องการจดทะเบียนความสัมพันธ์ ค.ศ. 2008

  ถ้าหากท่านผู้อ่านที่อาศัยอยู่ในซิดนีย์อยากจะจดรับรองความสัมพันธ์ ก็ต้องไปจดที่ Registry of Births, Deaths and Marriages   ยกเว้นแต่ผู้ที่อาศัยอยู่ใน Western Australia และ Northern Territory ที่ยังไม่มีกฎหมายนี้ค่ะ   แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่ามีทะเบียนความสัมพันธ์แล้วจะยื่นได้เลยนะคะ  ทะเบียนความสัมพันธ์มีไว้ช่วยในกรณีผู้ที่เก็บเอกสารไม่ถึง 12 เดือน แต่อย่างไรก็ยังต้องมีการเก็บเอกสารความสัมพันธ์ประกอบด้วยอีกอย่างน้อย 6 – 9 เดือนค่ะ 

เพราะฉะนั้นเมื่อท่านผู้อ่านทราบอย่างนี้แล้ว ก็คงพอจะทราบวิธีในการเก็บเอกสารความสัมพันธ์นะคะ  ท่านผู้สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.immi.gov.au/media/fact-sheets/35relationship.htm#c    การเก็บเอกสารความสัมพันธ์ควรจะเริ่มเก็บแต่เนิ่นๆ  ไม่ใช่ว่าวีซ่ากำลังจะหมดอีก 3 เดือน หรือ 2 อาทิตย์แล้วเพิ่งจะมาหา  ต่อให้เป็นคุณหมอวีซ่าก็อาจจะช่วยไม่ไหวนะคะ  หากสงสัยถึงวีธีการเก็บเอกสาร  สามารถโทรมาที่ 02-9267 8522 ได้เลยค่ะ ทีมงานซีพี อินเตอร์ฯ ยินดีช่วยเหลือทุกท่านค่ะ

        สำหรับวันนี้คุณหมอวีซ่ามีเวลาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์เพียงแค่นี้ก่อนนะคะ เพราะถามกันเข้ามามากเหลือเกิน (สงสัยคนสมัยนี้เขาจะไม่ชอบจดทะเบียนสมรสกันแล้วหรือไงก็ไม่ทราบนะคะ หรือว่าเป็น trend?) เลยชี้แจงผ่านสื่อให้เลยทีเดียว จะได้เข้าใจให้ถูกต้องกันและไม่ยื่นเอกสารเข้าไปกันผิดๆเป็นอันตรายกับ application ของตนเองเปล่าๆ  สวัสดีค่ะ

********************************************************************************************************



คุณหมอวีซ่าไปให้สัมมนาที่ CP Melbourne มาเมื่อเร็วๆนี้ หลงใหลในความสวยงามของเมืองนี้มาก เก็บภาพมาฝาก