“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ข่าวดี…วีซ่ารุ่นใหม่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ของผู้ที่ถือ PR หรือ Citizenship ของออสเตรเลีย (Temporary visa for Parents)


สวัสดีค่ะ แฟนคลับของคุณหมอวีซ่าทุกท่าน สำหรับบทความดีๆในเดือนพฤศจิกายนนี้ คุณหมอวีซ่าก็มีข่าวดี
อยากจะมาแบ่งปันกับท่านผู้อ่านหลายเรื่อง เรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับคุณพ่อคุณแม่ของผู้ที่ถือ
ใบตั้งถิ่นฐานถาวรหรือเป็นซิติเซ่นของประเทศออสเตรเลียก็คือวีซ่าพ่อแม่รุ่นใหม่ที่กำลังจะประกาศใช้โดย
รัฐบาลมีนโยบายอำนวยความสะดวกในการขยายอายุวีซ่าพ่อแม่ให้ยาวขึ้น -  เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทางรัฐบาลออสเตรเลียได้มีการออกข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องวีซ่าชั่วคราวของคุณพ่อคุณแม่
ของผู้ที่ถือพีอาร์หรือ citizenship ของ Australia จากระบบเก่าให้เป็นระบบใหม่ที่มีระยะเวลายาวขึ้น
เพื่อสร้างความสะดวกให้กับครอบครัวในการที่คุณพ่อคุณแม่จะได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนบุตรหลานที่ตั้ง
หลักแหล่งอยู่ในประเทศออสเตรเลีย โดยมีการกำหนดเงื่อนไขบางประการ และเมื่อทุกอย่างผ่านรัฐสภา เราก็จะเห็นการประกาศใช้ในอีกไม่ช้านานนี้

แต่ก่อนที่จะเข้าเรื่องของวีซ่าชั่วคราวสำหรับพ่อแม่ หรือ Temporary Parents Visa คุณหมอวีซ่า
อยากจะขอเกริ่นถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงของวีซ่าชั่วคราว 4 ตัวที่กำลังจะประกาศใช้ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2016 นี้ก่อน เพื่อเป็นความรู้ให้แก่ท่านผู้อ่าน ได้แก่ วีซ่าในกลุ่มที่ขอเข้ามาเยือนออสเตรเลียเพื่อประกอบ
กิจกรรมชั่วคราว หรือที่เรียกชื่อรวมๆว่าเป็น “Temporary Activity Visa” นั่นเอง วีซ่าที่เกริ่นถึงกลุ่มนี้ ได้แก่

- Temporary work (Short Stay Specialist) (subclass 400) visa;
- Temporary Work (International Relations) (subclass 403) visa;
- Training (subclass 407) visa; และ
- Temporary Activity (subclass 408) visa

วีซ่าชั่วคราวใหม่ทั้งสี่ประเภทนี้จะเข้ามาทดแทนวีซ่าชั่วคราวรุ่นปัจจุบันประเภทต่างๆดังต่อไปนี้ที่กำลังจะถูก
เพิกถอนไป ได้แก่ :
      วีซ่า 5 ประเภท ที่จะถูกเพิกถอนไป คือ - Temporary Work (Long Stay Activity) (subclass 401);
Training and Research (subclass 402); Special Program (subclass 416); Temporary Work (Entertainment) (subclass 420) and Superyacht Crew (subclass 488);
      วีซ่าสองประเภทที่จะได้รับการปรับโครงสร้าง คือ - Temporary Work (Short Stay Activity)
(subclass 400) and Temporary Work (International Relations) (subclass 403); and
      สร้างวีซ่าขึ้นใหม่อีกสองประเภท คือ - Temporary Activity (subclass 408) and Training
(subclass 407).

โดยสรุป วีซ่าชั่วคราวที่ต้องผ่านการสปอนเซอร์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทั้ง 6 ประเภท จะถูกทดแทนด้วย วีซ่าประกอบกิจกรรมชั่วคราว คือ Temporary Activities sponsor class เพียงประเภทเดียวเท่านั้น

ติดตามข้อมูลของการเปลี่ยนแปลงวีซ่าชั่วคราวต่างๆเหล่านี้ได้จาก : http://www.border.gov.au/Trav/Work/temporary-activity-visa-changes

ทางกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองฯ ได้สรุปการเปลี่ยนแปลงของวีซ่ากิจกรรมชั่วคราวออกมาเป็น diagram ซึ่งคุณหมอวีซ่าเห็นว่าอ่านเข้าใจง่าย เลยก๊อปมาให้ดู ดังนี้นะคะ

 

 วีซ่าชั่วคราวรุ่นใหม่สำหรับพ่อแม่ (Temporary Parents Visa)

คราวนี้ ก็มาเข้าเรื่องของวีซ่าพ่อแม่ ที่ท่านผู้อ่านหลายท่านสนใจถามไถ่กันเข้ามามากมายกันดีกว่านะคะ

ก่อนอื่น ขอเท้าความนิดนึงว่า ปัจจุบันนี้ วีซ่าชั่วคราวทั้วไปของประเทศออสเตรเลียนั้น มีขอบข่ายค่อนข้างกว้างขวาง วีซ่าชั่วคราวบางประเภทอนุมัติให้คนเข้ามาเยี่ยมเยือนป็นระยะเวลาเพียงสั้นๆ เพื่อจุดประสงค์ของการท่องเที่ยว หรือเยี่ยมครอบครัว หรือเยี่ยมเพื่อน เป็นต้น วีซ่าชั่วคราวบางประเภท
ก็ยังอนุมัติให้คนเข้ามาอาศัยอยู่ในออสเตรเลียเป็นระยะเวลานานขึ้น แต่จำกัดสิทธิในเรื่องของการเรียน
หรือการทำงาน สำหรับวีซ่าครอบครัวนั้น ปีที่ผ่านมารัฐบาลออสฯ ได้กำหนดให้อนุมัติวีซ่าสูงถึง 57,400 ตัว เพื่อช่วยให้สมาชิกในครอบครัวได้มีโอกาสเจอและใช้เวลาด้วยกัน  อย่างเช่น ในปีงบประมาณ ค.ศ. 2016 ถึง 2017 รัฐบาลออสฯ ได้กำหนดปล่อยวีซ่าพ่อแม่ให้เพียง 8675 ที่ แต่พ่อแม่ที่อยากเข้ามาเยี่ยมลูกหลานนั้น
มีจำนวนมากกว่าจำนวนที่ที่รัฐบาลกำหนดไว้ให้ในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก  จึงทำให้รัฐบาลตระหนักถึง
ความจำเป็นในการอำนวยวีซ่าให้พ่อแม่ได้เข้ามาอยู่กับลูกหลานมากขึ้น เพื่อเพิ่มคุณค่าชีวิตให้กับสมาชิกใน
ครอบครัวให้ได้อยู่ร่วมกัน เพื่อพ่อแม่จะได้มีส่วนช่วยสอนให้ลูกหลานรู้จักการรักษาวัฒนธรรมประเพณีที่ดีๆ
จากประเทศดั้งเดิม ให้กับลูกหลาน และมีส่วนอุทิศในการช่วยเหลือลูกๆ อย่างเช่น ในยามที่ลูกมีการคลอด
หลานออกมา  และต้องการให้พ่อแม่มาอยู่ใกล้ๆในการต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวร่วมกัน  และได้มาใช้
เวลาอยู่กับลูกหลานนานขึ้น เป็นต้น

แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ตรงที่ พ่อแม่ของผู้ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรอยู่ในประเทศออสเตรเลียนั้น ส่วนใหญ่ก็จะ
อยู่ในวัยที่ต้องการความช่วยเหลือสำหรับผู้สูงวัยเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการดูแลสุขภาพ หรือความ
ช่วยเหลือทางสวัสดิการทางสังคมก็ตาม โดยรัฐบาลออสเตรเลียถือหลักเกณฑ์ว่า หากจะพูดถึงความยุติธรรมแล้ว โดยทั่วไป บุคคลคนหนึ่งที่ได้อาศัยอยู่และทำงาน จ่ายภาษี ค่า Medicare Levy ในประเทศออสเตรเลีย ตลอด
ช่วงระยะเวลาของการทำงานของเขา พอถึงยามแก่เฒ่า เกษียณวัย  ก็เป็นการสมควรแล้ว ที่รัฐบาลจะช่วยดูแล
เขากลับบ้าง แต่ในขณะเดียวกัน ทางรัฐบาลออสเตรเลียถือว่า พ่อแม่ที่จะอพยพตามลูกหลานมาอยู่ในประเทศ
ออสเตรเลียในช่วงสูงวัยแล้วนั้น ยังไม่เคยทำงาน หรือทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศออสเตรเลีย ไม่เคย
จ่ายภาษี หรือจ่ายค่า Medicare Levy เยี่ยงหน้าที่ของราษฎรของที่นี่ทุกคนเพื่อช่วยอุ้มชูเศรษฐกิจของ
ประเทศนี้เลย  จึงเป็นการสมควรที่จะต้องมีการจำกัดงบประมาณค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในส่วนที่ต้องนำมาใช้
เลี้ยงดูพ่อแม่ที่เพิ่งอพยพเข้าใหม่อยู่ที่ประเทศออสเตรเลียใหมๆ ซึ่งทางคณะกรรมการผลิตผล หรือ Productivity  Commission ได้ทำสถิติตัวเลขถึงค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลออสเตรเลียต้องใช้เลี้ยงดูผู้ที่ถือ
วีซ่าพ่อแม่ในปี 2015-2016 สูงถึง $335,000 และ $410,000 ดอลล่าร์ต่อคุณพ่อหรือคุณแม่หนึ่งท่าน และด้วยเหตุผลของงบประมาณที่มีจำกัดนี่เอง ทางรัฐบาลจึงได้เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนโยบายในการออกวีซ่า
พ่อแม่แบบชั่วคราวใหม่ โดยนัยนึงก็กำหนดให้มีการยืดหยุ่นยิ่งขึ้น อีกนัยหนึ่ง ก็เข้มงวดเรื่องงบประมาณ
โดยปัดความรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูพ่อแม่ไปให้กับลูกๆที่เป็นสปอนเซอร์ นั่นเอง

ในปัจจุบันนี้ คุณพ่อคุณแม่หลายท่านที่มาเยี่ยมลูกหลานในประเทศออสเตรเลีย มักจะจะอาศัยวีซ่าท่องเที่ยว (subclass 600) กัน เพราะเป็นวีซ่าที่ขอได้ไม่ยากนัก  แต่ข้อจำกัดของวีซ่าตัวนี้ก็คืออยู่ได้สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน และเมื่อครบ 12 เดือนแล้ว ก็ต้องกลับไปพักที่ประเทศของตนอีกอย่างน้อย 6 เดือน ถึงจะมีสิทธิ์
ยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวตัวใหม่ได้  แต่บ่อยครั้ง สำหรับประเทศไทย พ่อแม่ก็จะได้รับอนุมัติวีซ่าท่องเที่ยว
ที่ให้อยู่ได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น ยกเว้นในกรณีของพ่อแม่ที่ได้มีการยื่นขอวีซ่าพ่อแม่อย่างถาวรไว้แล้ว
ก็อาจจะได้รับอนุมัติวีซ่าท่องเที่ยวยาวพิเศษถึง  5 ปีในระหว่างที่รออยู่ในคิวโควต้าของวีซ่าถาวรสำหรับพ่อแม่ ซึ่งวีซ่าประเภทนี้ อนุมัติให้พ่อแม่เดินทางเข้าๆออกๆออสเตรเลียได้โดยไม่ต้องไปยื่นฟอร์มใหม่ในช่วง 5 ปีของวีซ่าประเภทนี้  หรือสำหรับพ่อแม่บางท่านที่ยังไม่ได้ยื่นวีซ่าถาวร ก็อาจจะมีโอกาสได้วีซ่าท่องเที่ยว
แบบชั่วคราวได้ถึง 3 ปี แต่นโยบายข้อนี้ไม่ค่อยเห็นอนุมัติกันที่ประเทศไทยนะคะ แต่จะเห็นจากพ่อแม่ที่มา
จากประเทศอื่นๆที่มีโอกาสได้วีซ่ายาวประเภทนี้มากกว่า กระทั่งประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เป็นต้น โดยอาจมี
การเรียกค่าวางเงินมัดจำ การซื้อประกันสุขภาพให้พ่อแม่ในระหว่างที่อยู่ยาวที่ประเทศออสเตรเลียด้วย

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาวีซ่าพ่อแม่ถาวรที่มีคิวยาวเหยียดถึง 20 ปีก็ว่าได้ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2016 ที่ผ่านมาทางรัฐบาลออสเตรเลียจึงได้มีการกำหนดนโยบายใหม่ของวีซ่าชั่วคราวพ่อแม่แบบใหม่ขึ้นมา ดังนี้

จะอนุมัติให้ออกวีซ่าชั่วคราวระยะยาว 1, 3 หรือ 5 ปีให้กับพ่อแม่ได้ แต่

-       จะต้องไม่กระทบกระเทือน หรือสร้างพันธะให้กับระบบสุขภาพของประเทศออสเตรเลีย
กล่าวคือจะมีการกำหนดให้ซื้อประกันสุขภาพของตนเอง เป็นต้น
-     จะต้องมีคนเป็นสปอนเซอร์ให้ โดยผู้ที่เป็น sponsor จะต้องมีการวางเงินประกันผ่านระบบของ AoS
-     พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องมีการยื่นวีซ่าถาวรทิ้งไว้ ถึงจะมีสิทธิ์ได้วีซ่าตัวนี้
-     วีซ่าตัวนี้ หากผู้ยื่นมีคุณสมบัติครบถ้วน ก็สามารถขอวีซ่าพ่อแม่ชั่วคราวแบบนี้ได้ถึง
ครั้งละห้าปี และเมื่อวีซ่าใกล้หมด ก็มีสิทธิ์ต่อได้อีก 5 ปีต่อครั้ง
-     ผู้ยื่นขอวีซ่าจะต้องผ่านการตรวจร่างกาย และผลการตรวจสุขภาพก็ต้องเป็นที่พึงพอใจ โดยจะต้องไม่เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสาธารณสุขของชุมชนในประเทศออสเตรเลีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรควัณโรค หรือโรคติดต่อร้ายแรงอื่นๆที่เป็นภัยต่อสังคม
-     ลูกๆที่เป็นสปอนเซอร์ให้กับพ่อแม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อการเลี้ยงดูพ่อแม่ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน
การเงิน หรือทางด้านสุขภาพ หรือสังคม การสื่อสาร เนื่องจากฐบาลไม่สามารถรับภาระตรงนี้แทน
ลูกลูกได้
อนึ่ง ลูกที่สามารถเป็นสปอนเซอร์ได้ จะต้องมีประวัติอาศัยอยู่ในออสเตรเลียมานานพอควร  ทำงาน และมีส่วน
อุทิศตนเองให้กับสังคมที่นี่ หรือชุมชนที่นี่ มาแล้วเป็นเวลาหลายปี ทั้งนี้ ราษฎรที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียมาแล้ว
ยิ่งนาน ก็จะยิ่งมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นสปอนเซอร์ให้กับพ่อแม่มาอยู่ที่นี่สูงขึ้น นอกจากนี้ สปอนเซอร์ยังต้องผ่านการตรวจประวัติอาชญากรรม และยินดีเซ็นรับข้อกำหนดบางอย่างก่อนที่วีซ่าจะผ่านออก
มาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบทั้งด้านการดูแลสุขภาพของพ่อแม่
ในระหว่างที่อยู่ออสเตรเลีย โดยจะไม่ปัดให้เป็นความรับผิดชอบของชุมชนในออสเตรเลีย เป็นต้น

วีซ่าระยะยาวสำหรับพ่อแม่ของผู้ที่เป็นพีอาร์หรือ citizen ของประเทศออสเตรเลียดังกล่าวนี้ สามารถออกให้
ยาวเป็นระยะเวลา 1, 3 หรือ 5 ปี แต่ การจะออกให้เป็นเวลา กี่ปีนั้นย่อมขึ้นอยู่กับศักยภาพ กับสถานการณ์ของ
สปอนเซอร์ กับความต้องการและความจำเป็น อย่างเช่น ต้องการพ่อแม่มาช่วยเลี้ยงหลาน แต่พอหลานเติบโต
ขึ้นแล้ว จนสามารถช่วยตัวเองได้แล้ว วีซ่าของพ่อแม่ยังจำเป็นต้องอยู่ยาวนานถึง 5 ปีไหม เป็นต้น อนึ่ง ทางกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองฯ ก็ยังจะนำสถานการณ์กับสภาวะสุขภาพของพ่อแม่ รวมทั้งประวัติ อิมมิเกรชั่นของพ่อแม่ในอดีตที่ผ่าน มาเข้าร่วมพิจารณาในการอนุมัติวีซ่าด้วย

ในระหว่างที่ถือวีซ่าชั่วคราวนั้น พ่อแม่สามารถยื่นวีซ่าถาวรได้ถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วน และในระหว่าง
ที่ถือวีซ่าชั่วคราว ก็สามารถต่อได้อีกเรื่อยๆ ยาวถึงสูงสุด 5 ปี หากมีคุณสมบัติครบถ้วน เป็นต้น
สำหรับกฎในปัจจุบันที่ออกวีซ่าพ่อแม่ให้ครั้งละ 18 เดือน และหลังวีซ่าหมด พ่อแม่จะต้องใช้เวลาอยู่นอก
ประเทศออสเตรเลียเป็นเวลา 6 เดือน ก่อนจะมีสิทธิ์ยื่นขอวีซ่า ท่องเที่ยวตัวใหม่นั้น ก็จะไม่มีการใช้กฎข้อนี้อีก
ต่อไปตามนโยบายใหม่  และที่แน่นอนวีซ่าพ่อแม่ชั่วคราวตัวใหม่นี้จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมงวดสอง
ที่นอกเหนือจากค่ายื่นวีซ่า ที่เรียกว่า  VAC เพื่อรัฐบาลจะได้นำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับพ่อแม่ที่ไม่ได้ทำงาน
ไม่สามารถจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลได้ อย่างเช่น จ่ายเป็นค่าเรียนภาษาอังกฤษให้กับพ่อแม่ เพื่อที่จะเรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตในประเทศออสเตรเลียได้คล่องแคล่วขึ้น หรือค่ารถรับส่งผู้สูงอายุในชุมชน เป็นต้น

ที่คุณหมอวีซ่าเขียนมาทั้งหมดข้างต้นนั้น ในขั้นนี้ เป็นเพียงนโยบายซึ่งยังไม่ได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
นะคะ  เมื่อผ่านรัฐสภาได้ ประกาศใช้เมื่อไหร่ ซึ่งอีกไม่น่านานเกินรอ ก็เรียกได้ว่าเป็นทางออกที่ดีสำหรับ
คุณพ่อคุณแม่ที่อยากเข้ามาอยู่กับลูกลูกๆที่ออสเตรเลียได้สะดวกง่ายดายขึ้น ดูๆแล้ว ก็น่าจะเป็นข่าวดีนะคะ

หากพ่อแม่ของลูกลูกท่านใดที่ถือใบตั้งถิ่นฐานถาวร หรือพีอาร์ หรือเป็นพลเรือนของออสเตรเลียแล้ว
สนใจอยากจะทราบเรื่องของวีซ่าสำหรับคุณพ่อคุณแม่ตัวใดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของท่านเพิ่มเติม ก็สามารถนัดเข้ามาปรึกษากับคุณหมอวีซ่าโดยตรง เพื่อจะได้ทางออกกับคำแนะนำที่ถูกต้องตามกฎหมาย และตรงตามนโยบายของรัฐบาลออสเตรเลียที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่องๆอย่างไม่หยุดยั้ง 

สำหรับตัวคุณหมอวีซ่าเอง เมื่ออายุเยอะขึ้น ช่วงหน้าหนาวในออสเตรเลียก็กลับไปอยู่เมืองไทย และพออากาศอุ่นขึ้นที่นี่ก็กลับมา enjoy life style กับความสงบเงียบ พร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ออสเตรเลีย ไปๆมาๆเช่นนี้ ก็ใช้ชีวิตคุ้มดีและมีความสุขดีนะคะ เปลี่ยนบรรยากาศไม่น่าเบื่อค่ะ



ก่อนจะจากกันไปในวันนี้ คุณหมอวีซ่าก็ขอฝากกิจกรรมดีๆ ของทาง CP สาขากรุงเทพ Study Hospitality in Australia Information Day สำหรับท่านผู้อ่านท่านไหนที่สนใจเรียนต่อด้านงานบริการ การโรงแรม การท่องเที่ยวหรือจะเรียนทำอาหารและขนมที่ออสเตรเลีย สามารถมาร่วมฟังข้อมูลได้ในงานนี้เลยค่ะ วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายนนี้ เวลา 16.00-18.00 . ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง website, Facebook กับบทความของคุณหมอวีซ่าได้เลยนะคะ สวัสดีค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Case Study - วีซ่านักเรียนออสเตรเลีย ถูกปฏิเสธกันถี่ๆแบบนี้ แก้ไขได้ไหม?

สวัสดีค่ะ แฟนคลับคุณหมอวีซ่าทุกท่าน ต้องขออภัยที่วางการเขียนบทความไปเกือบเดือน พอดีคุณหมอวีซ่าอยู่ระหว่างการเดินทาง ตอนนี้กลับถึง Sydney ออสเตรเลียแล้ว สองวันก่อนก็เพิ่งไปเยือนมหาวิทยาลัย The University of Sydney พร้อมคุณเอ็ม (M) ที่เป็น Marketing Manager จาก CP Bangkok ที่มาเยือน Sydney โดยเป็นแขกรับเชิญของ มหาวิทยาลัย Macquarie University  จึงได้ถ่ายรูปกับ Dr. Vic Naidoo ที่เป็น ผอ.ใหญ่ใน International Office ของ The University of Sydney เป็นที่ระลึก ท่านผอ.เป็นหนุ่มร่างสูงโปร่งหล่อเฟี๊ยว แถมเฉลียวฉลาด พูดจาคล่องแคล่ว เป็นมิตรและเก่งฝุดๆ  จุดหนึ่งที่ทำให้คุณหมอวีซ่ารักประเทศออสเตรเลียมาก ก็คือเป็นประเทศที่ให้โอกาสกับคนทุกเชื้อชาติ ศาสนา ไม่กีดกันกระทั่งเรื่องเพศและอายุ ไม่ได้ถือเป็นอุปสรรคในการหาความก้าวหน้า หรือประกอบอาชีพทำงานดีๆของคนที่นี่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะฝรั่งหัวแดงถึงจะได้งานดีๆ เยี่ยงนี้เป็นต้น กฎหมายกีดกันการเลือกปฏิบัติของประเทศออสเตรเลียศักดิ์สิทธิ์มาก และมีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายค่อนข้างรุนแรง แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีค่ะ เพราะทำให้ราษฎรสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้ในสังคมหลายเชื้อชาติ ที่เรียกว่า multicultural society อย่างสันติสุข เรียกได้ว่าทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันก็ว่าได้นะคะ สังคมแบบนี้ ยิ่งเจอคนที่ทั้งเก่งทั้งขยัน ก็ย่อมทำเงินและก้าวหน้าประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วอย่างแน่นอนค่ะ


ช่วงนี้ ได้มีผู้ที่สมัครขอวีซ่านักเรียนเพื่อประสงค์ของการมาเรียนหนังสือ
ที่ออสเตรเลีย แล้วถูกปฏิเสธมาขอพบคุณหมอวีซ่าหลายต่อหลายคน เพื่อมาขอคำแนะนำ และคำปรึกษาจากคุณหมอวีซ่า ในบางกรณีที่คุณหมอวีซ่าสามารถช่วยกู้วีซ่ากลับคืนมาได้โดยการยื่นเรื่องใหม่ก็ได้พยายามทำอย่างดีที่สุด เพื่อให้นักเรียนได้มาเรียนที่ออสเตรเลีย และสำหรับบางท่านที่สามารถยื่นวีซ่าตัวใหม่ตัวอื่นที่ผู้ยื่นมีคุณสมบัติยื่นได้ อย่างเช่น วีซ่าทำงาน วีซ่าคู่รัก เป็นต้น คุณวีซ่าก็จะแนะนำให้ไปตามแต่ที่เห็นสมควร เป้าหมายหลักก็คือให้เขาได้วีซ่าเข้าออสเตรเลีย ด้วยวีซ่าที่เหมาะสมตามกรณีแต่ละกรณีไป แต่บางกรณีก็ไม่สามารถยื่นใหม่ได้ ย่อมแล้วแต่เหตุผลและกรณีที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน คุณหมอวีซ่าก็จะบอกตรงๆแฟร์ๆ เพื่อให้เขาได้ไปวางแนวทางชีวิตใหม่ โดยไม่ตั้งความหวังอยู่กับแค่วีซ่าเข้าออสเตรเลียเพียงอย่างเดียว

จากอัตราการปฎิเสธวิชานักเรียนที่สูงมากมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ.2016 คุณหมอวีซ่า (และมั่นใจว่ามีตัวแทนทางการศึกษา หลายท่านจากประเทศไทย) ได้ช่วยกันทำจดหมายร้องทุกข์เข้าไปที่สถานทูตออสเตรเลีย เพื่อร้องทุกข์ถึงเรื่องอัตราการปฏิเสธวีซ่านักเรียนที่สูงลิ่วครั้งนี้ โดยประมาณเมื่อต้นเดือนของเดือนตุลาคม 2016 ก็ได้รับคำตอบกลับมาจากทางสถานทูตอย่างกว้างๆว่า ทางกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองฯตระหนักถึงคุณค่าของผลงานที่ทางเหล่าที่ ปรึกษาทางการศึกษาที่สนับสนุนอุตสาหกรรมทางการศึกษาของประเทศออสเตรเลียด้วยดีมาโดยตลอด แต่เนื่องจากทางรัฐบาลออสเตรเลียต้องการจะคัดสรรและออกวีซ่าให้เฉพาะแก่ผู้ที่มีเจตนาอย่างแท้จริงในการไปศึกษาต่อในประเทศออสเตรเลียเท่านั้น ส่วนผู้ที่มีเจตนาจะใช้วีซ่านักเรียนเพื่อประสงค์ของการไปสรรหาทำงานหาเงินในประเทศออสเตรเลียก็จะได้รับการปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ ดังนั้นถึงแม้ว่า นักเรียนหรือนักศึกษาได้เลือกสมัครเข้าเรียนในสถาบันที่เป็นระดับ S ที่ย่อมาจากคำว่า Streamlined คือผ่านการคัดเลือกมาแล้วว่าน่าจะง่ายต่อการออกวีซ่าก็จริง ทางสถานทูตฯก็แจ้งว่า ก็ยังคงแล้วแต่ความอำเภอใจของเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาวีซ่า ว่าจะให้ ผ่านหรือไม่ แต่ทั้งนี้ข่าวดีก็คือทางกระทรวงฯพยายามที่จะเคลื่อนหน้าไปสู่ระบบการทำงานในระดับสากลเพื่อช่วยให้การออกวีซ่านักเรียนของอิมมิเกรชั่นออสเตรเลียนั้นมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนน้อยที่สุดและราบรื่นมากที่สุด และมีความเชื่อว่าเมื่อระบบเข้าที่แล้ว การตัดสินใจเรื่องวีซ่านักเรียนก็จะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยใช้ระยะเวลาพิจารณาสั้นลงด้วย

บอกตรงๆคุณหมอวีซ่าทุกวันนี้ก็ยังรอข่าวดีอันนี้ให้เกิดขึ้นอยู่ นะคะ และจากการสังเกตก็เห็นว่าตัวแทนทางการศึกษาต่างๆในประเทศไทยช่วงนี้ก็หันไปส่งประเทศอื่น เช่น ส่งไปเรียนภาษากันที่ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นต้น ทุกครั้งที่รัฐบาลออสเตรเลียมีการเปลี่ยนแปลงกฎการออกวีซ่านักเรียนก็มักมีผลกระทบถึงดุลย์การค้า และรายได้เข้าประเทศอย่างแน่นอน แต่ประเทศออสเตรเลียคงจะรวยมาก ไม่สนใจเรื่องเสียดุลย์การค้ากระมั้ง อย่างไรก็ตามคุณหมอวีซ่าก็หวังว่าเรื่องนี้จะได้รับการสรุปในเร็ววันนี้นะคะ

สำหรับวันนี้คุณหมอวีซ่าขอยกตัวอย่างเรื่องราวสักสองสามเรื่องของนักเรียนที่ถูกปฏิเสธวีซ่ามา เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ที่กำลังจะยื่นวีซ่านักเรียนเข้าประเทศออสเตรเลียอย่าได้ไปทำเหมือนกันให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เพื่อป้องกันไม่ให้วีซ่าถูกปฏิเสธนะคะ

เรื่องที่ 1: เรื่องของ น้องเอ (นามสมมุติ)
เป็นเรื่องที่เกิดบ่อยกับนักเรียนที่ได้วีซ่านักเรียนมาเรียนที่ออสเตรเลียแล้ว และไปทำการต่อวีซ่าใหม่ที่ออสฯ (onshore) และถูกปฏิเสธวีซ่ากลับมา - เรื่องของเรื่องก็คือน้องเอได้สมัครเรียนมาเป็น package กับตัวแทนการศึกษาที่เมืองไทย เป็นเรียนภาษา + หลักสูตรปริญญาตรี และได้เข้าเรียนที่โรงเรียนศูนย์ภาษาอังกฤษแห่งหนึ่ง โดยไปโรงเรียนเกินกว่า 80% เรียนภาษาอังกฤษมาได้สามเดือนก็จบ ปรากฏว่าทางโรงเรียนบอกกับน้องเอว่าให้ น้องเขาไปพัก holiday ได้ เป็นเวลา 2 เดือน เนื่องจากหลักสูตรปริญญาตรีที่เค้าลงมาเป็น Package นั้น ไม่แน่ใจว่าจะมีที่ให้เข้าเรียนได้หรือเปล่า

จากที่น้องเอ หมดความมั่นใจในสถาบันนี้ จึงตรงไปพบกับเอเจ้นท์เจ้าหนึ่งในซิดนีย์ที่ link กับเอเจ้นท์ที่เมืองไทยของเขา เพื่อขอย้ายสถาบัน ทางเอเจ้นท์ก็บอกว่า ไม่มีปัญหา และได้จัดให้นักเรียนย้ายไปเรียนหลักสูตร Commercial Cookery ที่สถาบันใหม่อีกแห่งหนึ่งใน Sydney  โดยบอกนะว่าได้แจ้งการย้ายให้กับทางโรงเรียนเก่าเรียบร้อยแล้ว และจะทำการยื่นวีซ่าตัวใหม่ให้ เพราะมีการลดระดับการเรียน  และเพื่อแจ้งให้อีมิเกรชั่นทราบถึงความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

จู่ๆ สัปดาห์ต่อมา ท่านเอเจ้นท์ก็โทรศัพท์มาหาน้องเอว่า วีซ่าของเค้าถูกปฏิเสธและเค้าต้องไปพบกับทนายเพื่อเริ่มขบวนการยื่นเรื่องเข้าศาลอุทธรณ์ ซึ่งก็หมายถึงค่าใช้จ่ายอีกเป็นจำนวนมากมาย ทั้งค่าทนายและค่ายื่นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์อีก - จากบทเรียนครั้งนี้คุณหมอวีซ่าก็ขอเตือนทั้งน้องเอและผู้ที่อ่านข้อความในวันนี้ว่า การย้ายโรงเรียนในประเทศออสเตรเลียนั้น จะต้องมีการขอความยินยอมจากโรงเรียนเก่า โดยทำเป็นลายลักษณ์อักษร ที่เราต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานว่าทางสถาบันเก่าได้ยินยอมให้เราลาออกโดยไม่เรียนหลักสูตรที่เราได้สมัครมาเป็น package จากเมืองไทย แต่คุณหมอวีซ่าก็ไม่แนะนำเนื่องจากหลายๆเอเจ้นท์ที่เมืองไทยได้ทำให้นักเรียนมาเรียนในหลักสูตรปริญญาเพื่อให้ง่ายต่อการออกวีซ่า แต่พอเดินทางมาถึงที่ประเทศออสเตรเลียแล้ว เอเจ้นที่ประเทศออสเตรเลียก็กลับเปลี่ยนเด็กไปเรียนในหลักสูตรที่ต่ำลงเป็นระดับ certificate กับ diploma เพื่อจะได้กินค่าคอมมิชชั่นงวดใหม่  แบบนี้คุณหมอวีซ่าขอเตือนเลยว่าจะไม่เข้าข่าย GTE หรือ Genuine Temporary Entry ที่ถือเป็นนโยบายการออกหรือไม่ออกวีซ่านักเรียนใหม่หลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2016 นะคะ หลายๆ เอเจ้นท์ช่วยนักเรียนเปลี่ยน บ้างอาจทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่บ้างก็ทำทั้งๆที่รู้ว่าทำไปแล้วเด็กจะไม่ผ่านวีซ่า ก็ยังทำเพื่อประสงค์อะไร คุณหมอวีซ่าก็ไม่อาจจะหยั่งรู้ได้ นอกจากผลประโยชน์ทางการเงิน?

เรื่องที 2: เป็นเรื่องของน้องบี (นามสมมุติ)
น้องบีอายุเกิน 30 ปีแล้ว มีแฟนเป็นชาวออสเตรเลียพบกันที่เมืองไทยและได้จีบกันมาสักพักแล้ว น้องบีอยากจะไปเยี่ยมแฟนที่ประเทศออสเตรเลีย จึงไปพบเอเจ้นท์เจ้าหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าเป็นอาจารย์ ด้วยความไว้วางใจที่เขาเป็นอาจารย์   เมื่อทางอาจารย์แนะนำให้น้องบีทำเป็นวีซ่านักเรียน เค้าก็โอเค หวังเพียงได้วีซ่าอะไรก็ได้ให้ได้ไปอยู่กับแฟน  น้องบีจึงได้ตกลงโดยทางอาจารย์เองก็ได้คิดค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง รวมๆแล้วค่าบริการก็ตกประมาณ 100,000 กว่าบาท ปรากฏว่า ทางอาจารย์ก็ไม่ได้ทำเรื่องสมัครเรียนหรือทำวีซ่าเอง เพราะอาจารย์เองก็ทำงาน link กับอีกหนึ่งเอเจ้นเล็กๆที่ Sydney และฝั่ง  Sydney ก็เป็นคนยื่นวีซ่านักเรียนเข้าไป โดยเขียน Statement of Purpose สั้นๆให้ ซึ่งก็แน่นอน ถูกปฏิเสธกลับมา จากการไปลงทะเบียนหลักสูตรราคาถูกๆเอาไว้ให้ และไม่ได้เขียนคำอธิบายดีพอถึงประสงค์ของการจะไปศึกษาต่อที่ออสเตรเลียครั้งนี้

ในกรณีอย่างนี้ วีซ่านักเรียนนั้นไม่ถูกประสงค์ของการขอวีซ่าเสียแล้ว เนื่องจากน้องบีไม่ได้มีเจตนาอยากจะเข้าไปเรียนหนังสือ เพียงแต่อยากจะไปเยี่ยมเยียนหรือไปอยู่กับแฟน ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ควรจะทำวีซ่าท่องเที่ยวหรือไม่ก็เป็นวีซ่าคู่รักไปซะ หากหลักฐานความสัมพันธ์เพียงพอ วีซ่านักเรียนไม่ใช่ทางออกค่ะ คุณหมอวีซ่าอยากจะเตือนว่าวีซ่านักเรียนเข้าประเทศออสเตรเลียนั้น ไม่ใช่เป็นวีซ่าที่ใช้เป็นทางออกสำหรับทุกกรณีทุกรูปแบบ วีซ่านักเรียนมีไว้เพื่อประสงค์ของคนที่มีเจตนาจะเข้าไปหนังสือที่ประเทศออสเตรเลียอย่างแท้จริง ไม่ใช่ใช้วีซ่านักเรียนเข้าไปเพื่อประสงค์อย่างอื่น และอย่าคิดว่าอีมิเกรชั่นรู้ไม่ทันเรานะคะ  
อนึ่ง การถูกปฏิเสธวีซ่าไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากจะทำให้เราติดประวัติเสีย (adverse immigration history) ซึ่งย่อมจะส่งผลไปถึงการขอวีซ่าของเราในอนาคตข้างหน้า เพราะประวัติการถูกปฏิเสธวีซ่านั้น จะติดอยู่กับเราไปตลอดชีวิต จึงไม่ใช่สิ่งที่ดี
ในกรณีเช่นนี้ จำไว้ว่าหากวีซ่านักเรียนถูกปฏิเสธลงมาแล้ว นักเรียนย่อมมีสิทธิ์และพึงไปขอเงินคืนโดยเฉพาะค่าเล่าเรียน ค่าประกันสุขภาพ ควรจะได้รับคืนเสียเกือบเต็ม น้องบีบอกว่าที่น่าเจ็บใจคือค่าบริการเกือบ 100,000 บาท นั้นถูกริบไปหมดเลย

เรื่องที่ 3 - เป็นเรื่องของน้องซี (นามสมมุติ)
น้องซี ได้วีซ่านักเรียนเข้าไปเรียนหนังสือที่ออสเตรเลียโดยลงทะเบียนเรียนในหลักสูตร Diploma of Hospitality ที่สถาบันเอกชนแห่งหนึ่งในเมลเบิร์น โดยไปพร้อมแฟนซึ่งก็ถือวีซ่านักเรียนเหมือนกัน หลังจากเรียนจบ โดยประวัติการเรียนก็ดีเด่น ไม่มีการขาดเรียนและสอบผ่านทุกวิชา แต่การต่อวีซ่านักเรียน ไม่สามารถต่อที่ออสเตรเลียได้ เนื่องจากติดเงื่อนไข  No Further Stay 8534 อีกทั้งทางเอเจนซี่ได้เปลี่ยนแนวการเรียนของนักเรียนคนนี้โดยสิ้นเชิง โดยไปลงให้เป็น package ยาวเหยียด ตั้งแต่ Certificate III in Business Administration  ต่อด้วย Certificate IV in Marketing + Diploma of Marketing and Communication + Advanced Diploma in Marketing and Communication เนื่องจากเอเจ้นท์เจ้านี้บอกว่าจะได้วีซ่ายาว น้องก็เลยเชื่อ แต่ปรากฏว่าทางเอเจนซี่ได้ช่วยเขียน SoP Statement of Purpose ให้เพียงสั้นๆหน้าเดียวในการแจ้งวัตถุประสงค์ของการขอต่อวีซ่านักเรียนเพื่อศึกษาต่อในประเทศออสเตรเลียครั้งนี้
และเหตุผลที่ถูกปฏิเสธวีซ่าทางอิมิกเรชั่นก็แจ้งว่า วัตถุประสงค์เขียนกว้างจนเกินไป โดยไม่มีเหตุผลอื่นๆประกอบการตัดสินใจใดๆทั้งสิ้น

กรณีนี้น้องไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ เพราะวีซ่าตัวเก่าที่น้องได้มา ติดเงื่อนไข 8534 ซึ่งแปลว่าไม่สามารถยื่นวีซ่าใดๆต่อที่ออสเตรเลียได้ โดยจะต้องกลับไปยื่นที่เมืองไทยทางเดียวเท่านั้น ในตอนนั้นน้องซีเองก็หมดความรู้สึกอยากเรียนต่อแล้ว แต่อยากจะขอวีซ่ากลับมาเพื่อเก็บข้าวเก็บของเท่านั้น ตามความเห็นของคุณหมอวีซ่าก็เห็นว่าน่าเสียดาย เนื่องจากการถูกปฏิเสธวีซ่าครั้งนี้  ทำให้ประวัติของน้องเสียไปแล้ว วันหลัง กระทั่งน้องอยากจะขอวีซ่าท่องเที่ยวเข้าออสฯ ก็จะเป็นสิ่งที่ยากเป็นอย่างยิ่ง จึงแนะนำน้องว่าให้เพื่อนช่วยเก็บของให้ส่งกลับบ้านก็แล้วกัน

มีอีกหลายตัวอย่างมากมายที่นักเรียนถูกปฏิเสธวีซ่า เหตุผลหลักก็คือ การไม่เข้าข่าย GTE และจุด ที่ยากนักยากหนาก็คือ จะต้องเขียน SoP อย่างไรเพื่อให้ Immigration เชื่อว่าเรานั้นเป็นนักเรียนที่มีเจตนาจะไปเรียนหนังสือ และเข้าข่าย GTE จริง ทั้งนี้คุณหมอวีซ่าบอกได้เลยว่ายุคนี้ เป็นยุคยากของวีซ่านักเรียนเข้าออสเตรเลียค่ะ คนทำวีซ่าเองคุณสมบัติก็ต้องถึงด้วย นอกจากจะต้องเก่งภาษาอังกฤษขั้นเทพแล้ว ยังจะต้องรู้กฎหมายและเข้าใจในนโยบายของรัฐบาลออสเตรเลีย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎเกณฑ์ GTE ครั้งนี้เป็นอย่างดี ไม่อย่างนั้น เราก็จะกลายเป็นผู้รับเคราะห์ที่เสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธวีซ่า ครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งแน่นอน จะทำให้ประวัติของเราเสีย ไม่ดีต่ออนาคตถ้าเรายังอยากจะเข้าประเทศอื่น อย่างเช่น อยากไปเรียนต่อที่อังกฤษ สหรัฐอเมริกา หรือประเทศอื่นๆก็ตาม ก็จะต้องขึ้นชื่อว่าเราได้ติดประวัติการถูกปฏิเสธวีซ่ามาแล้ว การที่ประเทศเหล่านั้นจะออกหรือไม่ออกวีซ่าให้ ก็ยังจะเอาจุดนี้เข้า ได้พิจารณาร่วมด้วยอย่างแน่นอน

โดยสรุปแล้ว คุณหมอวีซ่าขอบอกได้เลยว่ายุคของวีซ่านักเรียนเข้าออสเตรเลียในยุคนี้ จะต้องผ่านการสกรีนอย่างละเอียดถึงเป้าหมายและวัตถุประสงค์อันแท้จริงของผู้ยื่นที่จะขอวีซ่านักเรียนเข้าประเทศออสเตรเลีย ขอย้ำว่า หมดยุคแล้ว ตามสมัยที่คนไทยเราเคยได้รับความสะดวกสบายจากการได้วีซ่านักเรียนมาอย่างง่ายๆ และได้ใช้อาศัยเหตุผลของวีซ่านักเรียนเพื่อเข้าไปทำมาหากิน เพื่อไปทำงานทำเงินในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งตอนนี้เรียกได้ว่า หมดยุคแล้วจริงๆค่ะ ดังนั้นผู้ที่จะยื่นขอวีซ่านักเรียน คุณหมอวีซ่าก็คอยตักเตือนว่า จะต้องมีประสงค์และมีความจริงใจ มีเจตนาแท้จริงที่จะเข้าไปเรียนจริง ๆ ทั้งนี้ราคาของหลักสูตรและสถาบันที่เลือก ก็ล้วนมีผลทั้งสิ้น อนึ่ง สถานการณ์ทางบ้านของเราเองหรือประวัติ Immigration ของแต่ละคนรวมทั้งสถานการณ์การเงิน ศักยภาพทางภาษาอังกฤษของเรา ตลอดจนประวัติการทำงานทุกอย่าง ก็จะถูกเอาเข้าไปใช้ร่วมพิจารณาทั้งสิ้น วีซ่านักเรียนจะไม่สามารถผ่านด้วยการเขียน SoP ส่งเดชไปง่ายๆเพียงหน้าเดียว แล้วก็คิดว่าวีซ่าจะผ่านได้อีกต่อไปแล้วค่ะ (หรือถ้าผ่าน ก็ถือได้ว่าดวงดีมากๆนะคะ) แต่การทำวีซ่าก็ไม่สมควรที่จะต้องมีการวัดดวงกัน ที่ปรึกษาทางการศึกษาทั้งหลายควรจะพิจารณาอย่างถ่องแท้ว่า นักเรียนคนนี้เข้าข่ายตามกฎ GTE ที่สมควรได้วีซ่านักเรียนหรือไม่ หากไม่มีความเป็นไปได้เลย ก็ไม่สมควรจะรับยื่นเรื่อง เพราะจะทำให้นักเรียนคนนี้มีประวัติเสีย ส่งผลให้อนาคตของเขาอาจมีปัญหาตามมา บอกตรงๆในสายของการทำวีซ่านั้น ไม่มีใครสามารถการันตีได้หรอกว่า จะต้องมีการผ่านวีซ่าแน่นอน แต่ขอให้ทุกคนช่วยกันคัดกรองให้ดีที่สุด หากนักเรียนไม่สามารถผ่านวีซ่าเข้าประเทศออสเตรเลียได้ ก็ลองดูประเทศอื่นซะ น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่านะคะ

ใกล้สิ้นปีเต็มทน ปีหน้า 2017 ทางบริษัท CP International เตรียมฉลองครบรอบ 20 ปีแห่งความสำเร็จ คุณหมอวีซ่าก็คงมีข่าวดี ทั้งที่เกี่ยวกับงานฉลอง ทั้งเรื่องแจกทุนการศึกษา มาบอกต่อกันได้เรื่อยๆนะคะ เอาไว้คุณหมอวีซ่าจะคอยส่งข่าวให้แฟนๆทั้งหลาย แล้วอย่าลืมค่อยติดตามใน Blog Dr. Visa ของคุณหมอวีซ่านะคะ

สำหรับวันนี้ดึกแล้ว ขอลาไปก่อน ขอให้ทุกคนนอนหลับฝันดีนะคะ สวัสดีค่ะ
Good night ka…

ด้วยความปราถนาดี...จากคุณหมอวีซ่า