“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ปัญหาวีซ่าใครว่าแก้ยาก อย่าท้อแท้ใจไป ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญก่อน วางแผนดีๆมีชัยไปกว่าครึ่งค่ะ


สวัสดีค่ะ แฟนๆคลับของคุณหมอวีซ่าทุกท่าน พบกันอีกครั้งสำหรับบทความในปักษ์เดือนกุมภาพันธ์ ปิดท้ายเดือนแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความรักไปหมาดๆด้วยสัมมนาวีซ่าคู่รัก 2 งานติดๆกัน ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2017 ที่เชียงใหม่  โดยทีมงาน  CP Chiang Mai กับเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2017 โดยทีมงาน CP Bangkok  อย่างสดๆร้อนๆ (ตามที่เห็นในภาพประกอบข้างล่างนี้เลยนะคะ)


 


โดยทั้งสองงานประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด มีหลายๆคู่รัก ทั้งฝรั่ง-ทั้งไทยจูงมือกัน บ้างก็อุ้มลูกน้อยเบบี๋สุดแสนจะน่ารักติดมาร่วมฟังสัมมนาที่นำเสนอโดยหมอวีซ่าในเทศกาลแห่งวันวาเลนไทน์ปีนี้ คุณหมอวีซ่า ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สาระข้อมูลที่ได้นำเสนอไปนั้น เป็นประโยชน์ต่อท่านผู้ฟัง ทุกๆท่าน และสามารถนำไปใช้ประกอบการยื่นวีซ่าของท่านได้ไม่มากก็น้อยนะคะ และขออวยพรให้ทุกท่านสามารถผ่านวีซ่าคู่รักกันไปได้อย่างราบรื่นทุกกรณี และย้ายถิ่นฐานไปอยู่กับคนที่เรารักที่ประเทศออสเตรเลียร่วมกันได้อย่างมีความสุขสมหวังกันทุกท่านเลยนะคะ




สำหรับท่านที่พลาดโอกาสครั้งนี้ไป ก็ไม่ต้องเสียใจนะคะ พยายามติดตามข่าวการจัดสัมมนา กับกิจกรรมดีๆที่ทีมงานของคุณหมอวีซ่ามอบให้บ่อยๆ จากเว็บไซต์ www.cpinter.co.th หรือจาก Facebook cpinternational ของเรา จะได้ไม่พลาดข้อมูล กับโปรโมชั่นดีๆที่นำเสนอในครั้งหน้าอีกนะคะ หรือในกรณีเร่งด่วน ก็สามารถติดต่อทีมงานของคุณหมอวีซ่าเพื่อเข้ามาพบขอคำปรึกษาเคสของท่านโดยเฉพาะเลยก็ได้นะคะ โดยสามารถโทรหา น้องโอ๋ หรือ น้องเมย์ ที่ CP Bangkok (Tel: +662 278 1236) หรือ น้อง Kiwi ที่ CP Chiang Mai (+66 53 328 234) ในช่วงที่คุณหมอวีซ่าอยู่เมืองไทยจนถึง วันที่ 6 มีนาคม  2017 นี้นะคะ

และมีข่าวดีสำหรับชาวเมลเบิร์น เนื่องจากคุณหมอวีซ่าจะเดินทางมาเยือนพร้อมทำงานที่ออฟฟิศ Melbourne ตั้งแต่วันที่ 20-24 มีนาคม ศกนี้ หากมีผู้ใดประสงค์จะเข้าพบ ก็ขอให้ติดต่อจองนัดกับ คุณเปีย ที่สำนักงาน Melbourne (Tel: +613 9602 5355) ล่วงหน้าได้เช่นกันค่ะ

ส่วนช่วงเวลานอกเหนือจากที่ระบุนี้ คุณหมอวีซ่าก็จะสามารถให้คำปรึกษาได้ที่สำนักงานซิดนีย์ โดยสามารถติดต่อผ่านคุณศิระ (Sira) ที่หมายเลข +61 2 9267 8522 ได้เช่นกันค่ะ

คุณหมอวีซ่าพูดเสมอว่า การยื่นวีซ่านั้นควรได้รับคำปรึกษาที่ดีและถูกต้อง กับควรปรึกษากับผู้ที่รู้จริง ไม่ใช่ไปฟังคนโน้นพูดทีคนนี้พูดหน่อย จนตัวเองก็เขว  พอยิ่งวีซ่าถูกปฏิเสธกลับมา การแก้ไขก็เป็นงานที่ทำกันได้ไม่ง่ายเลย ทั้งนี้ ท่านผู้อ่านก็ต้องตระหนักว่า ตามกฎหมายแล้ว การทำวีซ่าทุกตัวนั้นไม่มีใครสามารถการันตีผลของวีซ่าได้ทั้งสิ้น แต่การที่ได้ผ่านการศึกษา  ปรึกษาหาข้อมูลให้ถูกต้องก่อน ก็จะช่วยให้โอกาสการผ่านวีซ่าสูงขึ้น ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับประวัติของผู้ที่ยื่นวีซ่าด้วย ว่าไปมาอย่างไร เคยมีประวัติเสียมาก่อนหรือไม่ เป็นต้น

วันนี้จึงขอยกตัวอย่างเคสของ น้องใบหยก (นามสมมุติ) ที่ไปจ้างเอเจนท์ที่ไม่ผ่านการขึ้นทะเบียน ช่วยยื่นวีซ่าคู่รัก (partner visa) ที่เกือบจะโชคร้ายเนื่องจากเอเจนท์ที่ตนเคยจ้างไว้เป็นหลักแสนบาทได้หนีหายตัวไปและติดต่อไม่ได้ในระหว่างการยื่นวีซ่า อยู่ๆเมื่อถึงคิวพิจารณา อิมมิเกรชั่นก็ได้ติดต่อให้เข้าไปสัมภาษณ์ โดยทางคุณใบหยกก็ไม่ได้เตรียมตัวอะไรไปสัมภาษณ์ และไม่มีข้อมูลที่จะตอบทางสถานทูตแต่อย่างใด แถมไม่ทราบว่าทางเอเจนท์เก่าได้ยื่นหรือกรอกอะไรเข้าไปบ้าง เพราะเอเจนท์เก่าเป็นผู้ดำเนินเรื่องให้ทั้งหมดโดยไม่ได้ปรึกษากับคุณใบหยกเลย จึงทำให้ข้อมูลที่ยื่นไปกับข้อมูลที่ให้สัมภาษณ์ขัดแย้งกันอย่างแรง ซึ่งอันตรายมากๆนะคะ เพราะการให้ข้อมูลเท็จอาจส่งผลให้ผู้ยืนถูกปฏิเสธวีซ่า แถมอาจโดน Banไม่มีสิทธิ์ได้วีซ่าได้ถึง 10 ปีเลยทีเดียว ภายใต้กฏ Public Interest Criteria หรือ PIC4020 ด้วย ตามที่คุณหมอวีซ่าเคยอธิบายไปใน Blog ของเดือนที่แล้ว ซึ่งทางสถานทูตฯก็แจ้งมาในหนังสือขอข้อมูลเพิ่มเติมว่าให้ทางคุณใบหยก “Comment on the discrepancies in your relationship history provided on the application and at the phone interview”  โดยในจดหมายมีเนื้อความเปรียบเทียบการสัมภาษณ์ กับข้อมูลที่เคยยื่นไปที่ขัดแย้งกัน โดยแจ้งว่า

“Based on the information currently available, it appears that you have provided inconsistent information to the department about history of your relationship with you application for the visa. You may therefore fail to satisfy PIC4020, with the result that this visa application may be refused.”

ยังไม่พอ หนังสือขอข้อมูลเพิ่มเติมนั้นมักจะให้ deadline ภายใน 28 วันที่จะต้องตอบกลับ ไม่งั้นเขาจะตัดสินตามเอกสารและข้อมูลที่ได้ไป โดยวีซ่ามีความเสี่ยงอาจโดนเสธได้เฉยเลยค่ะ ซึ่งทำให้คุณใบหยกเครียดเอามากๆ และเร่งรีบจองตั๋วจากต่างจังหวัดมาพบคุณหมอวีซ่าทันที เพื่อขอปรึกษาหารือและหาทางแก้ไขโดยด่วน ทางทีมงานก็ได้เร่งประสานงานกันอย่างเต็มที่ จนวีซ่า คุณใบหยกได้ผ่านไปอย่างเรียบร้อย หลังจากที่เรายื่นแก้เคสไปให้ภายใน 1 เดือน ( ตามจดหมายผ่านวีซ่าที่เห็นข้างล่างนี้แหล่ะค่ะ)



แต่ต้องขอแจ้งไว้ก่อนนะคะว่า คุณใบหยก ได้ยื่นวีซ่าผ่านเอเจนท์เก่าเข้าไปตั้งแต่ 21 April 2015 แต่เนื่องจากการพิจารณาที่สถานทูตเกิดความล่าช้า อาจเป็นไปได้เนื่องจากทางสถานทูตไม่สามารถติดต่อลูกค้า  ไม่สามารถติดต่อเอเจนท์ได้ด้วยค่ะ  กว่าทางคุณใบหยกจะหาข้อมูลแล้วมาพบคุณหมอวีซ่าให้แก้ไขเคสโดยด่วนนั้น ก็ต้นเดือนสิงหาคม 2016 ไปแล้ว โดยทางเรายื่นแก้เคสภายในเดือนเดียวกันนั้นให้เลย  และก็ได้วีซ่าผ่านออกมาในวันที่ 27 September 2016 รวมๆแล้วเคสนี้รอผลมาปีกว่าเกือบสองปีกว่าจะได้บินไปเลยทีเลยที่เดียวค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วหากเคสคุณใบหยกไม่ติดปัญหาอะไร เป็นไปได้ที่ผลวีซ่าของเขาน่าจะออกตั้งแต่กลางปี 2016 ไปนานแล้ว เพราะช่วงนั้นคิวยังอยู่ที่ประมาณ 1 ปี แต่ปัจจุบันนี้ processing time ที่สถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยในภาคปฎิบัติ หลายๆเคสก็ใช้เวลาถึง 14-16 เดือนเลยนะคะถึงแม้ใน website ของอิมฯจะแจ้งว่าเป็น 12 เดือนอยู่ก็ตามค่ะ แฟนๆคุณหมอวีซ่าหลายท่านถามว่าทำไมถึงนานจัง จะเร่งผลได้ไหมถ้าหากว่าคิดถึงแฟนมาก อยากจะบินไปหาแฟนไวๆ คุณหมอขอบอกเลยค่ะว่าเราจะสามารถขอให้พิจารณาด่วนได้ถ้าหากเรามีเหตุผลที่น่าสงสารและน่าเห็นใจโดยมีผลกระทบชีวิตอย่างรุนแรงจริงๆ เช่น มีลูกเล็กกับชาวออสซี่ และไม่สามารถพาลูกไปหาคุณพ่อ เป็นต้นค่ะ (ท้องก็ไม่นับนะคะ) โดยทางอิมฯจะตอบกับทางผู้สมัครเป็นอาจิณว่า ทุกเคสนั้นมีความน่าสงสารหมดและทุกๆคนก็ต้องรอคิวตามช่วงเวลาที่ยื่นเข้าไป แต่ทางอิมฯจะต้องคัดเลือกว่ามีผลกระทบรุนแรงจริงๆเท่านั้นจึงจะยอมลัดคิวให้ค่ะ

ดังนั้น เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็น case study ที่ดีเกี่ยวกับการคัดเลือกเอเจนท์ที่น่าไว้วางใจค่ะ คุณหมอวีซ่าแนะนำให้แฟนๆ ศึกษาข้อมูลด้วยตัวเองจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือให้ละเอียดที่ออกมาโดยรัฐบาลออสเตรเลียอย่างถี่ถ้วนก่อน โดยแหล่งที่มาควรจะมาจากอิมมิเกรชั่นหรือสถานทูตโดยตรง อย่าไปเชื่อใครง่ายๆ บางทีคุณหมอวีซ่าพบว่าบางท่านเข้ามาสอบถามโดยอ้างอิงข้อมูลจาก Web board เก่าๆแล้วเกิดความเข้าใจผิดหลายอย่างเนื่องจากสิ่งที่ถูก โพสท์ลงไปนั้นไม่อัพเดตมานานแล้ว และไม่ใช่แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือนัก จึงอยากเน้นย้ำให้ครุ่นคิดพิจารณาด้วยความระมัดระวังกันค่ะ  หากจะใช้เอเจนท์ ก็ลองเช็คดูว่าเขามีขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องไว้กับองค์กรของรัฐฯที่ชื่อว่า Office of the Migration Agents Registration Authority หรือย่อว่า OMARA หรือไม่ โดยตรวจตรงจาก website นี้: https://www.mara.gov.au/using-an-agent/using-a-registered-migration-agent/  ได้เลยค่ะ

ก่อนจบวันนี้ คุณหมอวีซ่าใคร่ขอแจ้งข่าวที่น่าปลิ้มปิติยินดีด้วยกับ เคส Student visa ของน้องพอล (นามสมมุติ) ที่คุณหมอวีซ่าดูแลอยู่ได้ผ่านเรียบร้อยแล้วค่ะ  เคสนี้ถือว่าเป็นเคสดีเด่นอีกเคสหนึ่งที่แสดงให้เราเห็นว่า หากคุณมีเจตนาที่ต้องการจะไปเรียนที่แท้จริง ปัญหาวีซ่านักเรียนก็อาจจะเปลี่ยนจากเรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็กได้ค่ะ แถมอายุก็ไม่ใช่อุปสรรคในการจะไปเรียนต่อด้วยนะคะหากคุณต้องการจะไปเรียนจริงๆ  

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า  น้องพอล เป็นนักเรียนทุนปริญญาตรี มีผลการเรียนดีเด่นคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยที่ดังที่สุดในไทยมาก่อน และได้มีประสบการณ์ทำงานเป็นนักเศรษฐศาสตร์ในองค์กรการเงินที่หนึ่ง และได้ทุนไปเรียนต่อที่ยุโรปสาย Finance ซึ่งได้เรียนจบปริญญาทางยุโรปมาทำงานต่อเรียบร้อย แต่พอทำงานไปสักพัก ก็ยังรู้สึกว่าทักษะทางเศรษฐศาสตร์ยังไม่แน่นพออยู่โดยทางน้องพอลนั้น เป็นคนที่ใฝ่เรียนรู้อยู่เสมอและทราบว่าจุดอ่อนของตนคืออะไร และทราบดีว่าต้องการจะเพิ่มเติมเสริมความรู้ตรงไหน จึงตัดสินใจจะไปเรียนโทต่อที่ยุโรปในสายเศรษฐศาสตร์ แต่เมื่อยื่นวีซ่าแล้วกลับเจอกฏของประเทศนั้นว่าทางอิมฯจะให้โอกาสกับผู้สมัครที่มีอายุต่ำกว่า 30  ปีมาเรียนต่อเท่านั้น จึงถูกปฏิเสธวีซ่ากลับมา ซึ่งน่าประหลาดใจมากเพราะทางน้องพอลเองนั้น ก็มีประวัติการเรียน การทำงานที่ดีเด่นมาโดยตลอด ทางน้องเองก็ไม่ท้อใจ มาปรึกษากับทางทีมงาน CP Bangkok แต่อยากเปลี่ยนประเทศไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียแทน และทางเราก็ได้ให้ข้อมูลในการเตรียมการสมัครวีซ่าไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียเป็นอย่างดี ส่วยตัวน้องเองก็ช่วยให้ข้อมูลที่ดีมากในการประกอบเหตุผลแสดงเจตนาที่แท้จริงที่จะไปเรียนต่อโทที่ออสเตรเลีย โดยไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงแต่อย่างใด ซ้ำยังได้แจ้งข้อมูลประวัติของตนโดยละเอียด จนตอนนี้ได้วีซ่ามาครอบครองอย่างรวดเร็วทันใจ จึงได้อนุญาตให้นำเรื่องราวดีๆมาแชร์ให้ผู้อ่านทราบกัน ซึ่งคุณหมอวีซ่าก็ขอแสดงความยินดีกับน้องพอลด้วยนะคะ ความพยายามไม่ย่อท้อก็จะนำมาซึ่งความสำเร็จเองสักวันค่ะ คุณหมอวีซ่าเชื่ออย่างนั้นค่ะ

หากได้พบเอเจนท์ที่ดีและซื่อสัตย์จริงใจกับเรา ก็มีชัยไปกว่าครึ่งนะคะ คุณหมอวีซ่าอยากให้กำลังใจผู้ที่อาจจะประสบปัญหาคล้ายๆกันว่าอย่าเพิ่งหมดหวังนะคะ การยื่นวีซ่านั้นไม่ได้น่ากลัวน่าตึงเครียดขนาดนั้นหากมีการเตรียมการวางแผนที่ดีโดยผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่เริ่มต้นค่ะ กันไว้ก่อนแก้ดีกว่าเสมอนะคะ

สุดท้ายนี้คุณหมอวีซ่าขอประชาสัมพันธ์ข่าวสารสำหรับผู้ที่มองหาบริการการแปลแบบ National Accreditation Authority for Translators and Interpreters (NAATI) โดยการแปลด้วย NAATI นั้นถือว่าเป็นที่รับรองในออสเตรเลียและสามารถนำไปใช้ในการยื่นวีซ่า การสมัครงาน หรือการดำเนินการต่างๆในออสเตรเลีย โดยปกติแล้ว องค์กรนี้จะออกหมายเลข  Accreditation ให้สำหรับล่ามหรือนักแปลสายอาชีพเท่านั้น และสามารถตรวจสอบใบอนุญาตด้วยการกรอก NAATI No. 6173 ได้ที่ https://www.naati.com.au/ ค่ะ นอกเหนือจากนี้ ทางบริษัท CP International ยังบริการทางด้านการรับรองเอกสารตัวจริงโดย Justice of the Peace (JP) หรือผู้พิพากษาสมทบ และการเป็นพยานในการเซ็นเอกสารให้ด้วยนะคะ หากท่านใดสนใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดในเว็บไซต์ http://www.cpinter.co.th/translation.php  ได้เลยค่ะ

สำหรับวันนี้ คุณหมอวีซ่ากับทีมงานขอลาไปก่อนนะคะ บ๊าย บายค่ะ

ด้วยความปรารถนาดี
คุณหมอวีซ่า