“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (RMA 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันพุธที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Hot News: อัพเดทการเปลี่ยนแปลงกฏวีซ่า 457 ณ วันที่ 19 เมษายน 2017 แถมเรื่องน่าสนใจ: Case Study วีซ่านักเรียนประเทศนิวซีแลนด์ ใครว่าถูกปฏิเสธแล้วจะหมดหวังไปตลอด เพียงอย่าท้อแท้ ทุกปัญหามีทางแก้!

สวัสดีค่ะแฟนๆคลับของคุณหมอวีซ่า ความจริง ท่านนายกรัฐมนตรี  Malcolm Turnbull ของออสเตรเลียมีการออกสื่อประกาศข่าวร้อนๆสดๆเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและนโยบายของ วีซ่าทำงานแบบมีนายจ้างเป็นสปอนเซอร์ให้มาตั้งแต่วันที่ 18 April 2017 และเริ่มใช้กันมาในวันรุ่งขึ้นทันที คือ วันที่  19 April 2017 คุณหมอวีซ่าเองก็อยากเขียนบทความชี้แจงความกระจ่างให้แก่ท่านผู้อ่านมาตั้งแต่ตอนประกาศใหม่ๆ แต่ผลปรากฏว่าในวงการวีซ่า ทั้งลูกค้า นายจ้าง ทนาย  migration agents ก็งงกับการเปลี่ยนแปลงที่ก็ยังมีการชี้แจงต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ ไม่นิ่งสักที คุณหมอวีซ่าจึงตัดสินใจรอให้เรื่องมันนิ่งและแน่นอนสักหน่อย ถึงมาเขียน article อัพเดทข้อมูลที่ถูกต้องตามที่ตีความกฎหมายมาให้ท่านผู้อ่านที่สนใจและติดตามวีซ่าสำคัญตัวนี้อยู่ได้ความกระจ่างกัน จึงเกิดการล่าช้า ต้องขอโทษแฟนๆที่อดทนและคอยติดตามมาทางทีมงานคุณหมอวีซ่านะคะ

เมื่อมาวิเคราะห์ดู ท่านนายกฯเองก็ช่างเลือกวันประกาศเปลี่ยนกฎซะจริงๆเลย ในขณะที่ทุกคนเพิ่งจะกลับมาจากวันหยุดยาว ซึ่งปีนี้ วันหยุด Easter ของเมืองฝรั่ง ก็ตรงกับเทศกาลสงกรานต์ของไทยพอดี ทุกคนก็เพิ่งจะผ่านการสนุกสนานในการเฉลิมฉลองเทศกาลวันหยุดกันมาหมาดๆ พอกลับมา เจอข่าวนี้ หลายคนที่ได้รับผลกระทบก็ถึงกับสะอึกไปเหมือนกันค่ะ และที่คุณหมอวีซ่าคิดว่าไม่ fair ก็คือ อิมมิเกรชั่นของออสเตรเลีย เวลามีการประกาศเปลี่ยนกฎทีไร ก็จะให้เริ่มใช้กฎใหม่ทันที โดยไม่คำนึงถึงและไม่ให้โอกาสเคสที่ได้ผ่านการยื่นเข้าไปตามกฎเก่าแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตัดสิน หรือวีซ่ายังไม่ออก อย่างบางท่านที่เสนออาชีพใน list ที่ถูกเขี่ยออก (ขอใช้คำนี้เฮอะ)ไปแล้ว ก็เท่ากับต้องโดนบังคับให้ถอนเคส หรือไม่ก็จะถูกปฏิเสธกลับมาเป็นต้น ทั้งๆที่เงินก็เสียไปแล้วมากมายทั้งค่าทนาย ค่ายื่น เท่ากับสูญหมด แล้วอย่างนี้ จะเรียกว่ายุติธรรมได้ไงคะ ท่านนายกฯ?

เอาเป็นว่า เรื่องการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับวีซ่า 457 ที่ถูกประกาศไปเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2017 และให้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2017 ทันทีในครั้งนี้ กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวที่สร้างความไม่พึงพอใจให้กับหลายฝ่ายมาก โดยเฉพาะ บรรดานายจ้างกับลูกจ้างร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ อย่างเช่นจากการวางแผนสปอนเซอร์ Cook มาได้  4 ปี พอพ้น 2 ปี ก็คาดว่าจะได้ยื่นข้ามฝั่งให้ไปเป็นวีซ่าถาวร (Permanent Resident or PR) นายจ้างจะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะขาดคนทำงานในระยะยาว พอเกิดการเปลี่ยนแปลงของกฏหมายใหม่ครั้งใหญ่ครั้งนี้ ผลกระทบจึงเกิดกับผู้ที่กำลังจะยื่นขอวีซ่าโดยเฉพาะคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนแล้วตามกฎหมาย และกำลังทำเรื่องยื่น หรือ คนที่ยื่นไปแล้วและกำลังรอผลอยู่ คนกลุ่มเหล่านี้อาจจะโดนผลกระทบกับการเปลี่ยนกฎหมายครั้งนี้โดยตรงเลยก็ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นเราจะจึงต้องตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่มาของข้อมูลหรือเว็บไซต์ Immigration ให้ถูกต้องก่อนเพื่อที่จะป้องกันการถูกปฏิเสธโดยไม่คาดคิดสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนกฎครั้งนี้นะคะ หากไม่แน่ใจในกฎข้อใด คุณหมอวีซ่าก็ขอแนะนำให้ไปปรึกษา ขอคำแนะนำจากผู้ที่รู้จริง อย่างเช่นพวก  migration agents หรือ ทนายที่เชี่ยวชาญกฎหมายเข้าเมืองออสเตรเลีย เป็นต้น

โดยสรุปอย่างคร่าวๆ กฎหมายที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับวีซ่า 457 นี้ ไม่ได้ยากต่อการเข้าใจเลย ได้แก่:

1. มีการเปลี่ยนแปลงของลิสต์อาชีพ จากลิสต์เก่าที่เรียกว่า CSOL (Consolidated Sponsored Occupation List) ที่ระบุอาชีพที่เป็นที่ต้องการของประเทศออสเตรเลียโดยอนุญาตให้นายจ้างเป็นสปอนเซอร์ให้ชาวต่างชาติมาทำงานให้ธุรกิจของตนได้เพียงชั่วคราวเป็นระยะ 1-4 ปี ได้ภายใต้วีซ่า 457 โดยเปิดช่องทางให้ลูกจ้างสามารถข้ามฝั่งไปเป็นผู้ถือวีซ่าถาวร (PR) ได้หลังจากที่ถือวีซ่า 457 มาครบ 2 ปีนั้น  - กฎใหม่ให้มีการเพิกถอน 216 สายอาชีพออกจากลิสต์นี้ที่แต่ก่อนเคยกำหนดไว้มากถึง 651 อาชีพ โดยตอนนี้เหลือเพียงแค่ 435 อาชีพ ในขณะที่อีก 59 อาชีพที่ยังเก็บอยู่ในลิสต์ใหม่นั้น ก็จะถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขต่างๆในการยื่น

2. มีการยกเลิกวีซ่า 457 ในเดือนมีนาคม 2018 โดยจะเปลี่ยนให้เป็นวีซ่าตัวใหม่ที่เรียกว่า Temporary Skill Shortage (TSS) แต่ยังไม่ได้กำหนดตัวเลขว่าเรียกเป็นวีซ่า subclass อะไร
คุณหมอวีซ่าวิเคราะห์:

เมื่อพูดถึงลิสต์อาชีพที่เปลี่ยนไปนั้น แต่ก่อน CSOL นั้นจะประกอบไปด้วยหลากหลายอาชีพที่สามารถให้นายจ้างสปอนเซอร์ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในอาชีพสายต่างๆเหล่านี้ที่หาคนทำงานยากภายในประเทศออสเตรเลีย เช่น Cook ในร้านอาหารไทย เข้ามาสมัครวีซ่า 457 ได้ แต่ในปัจจุบันลิสต์นี้ได้ถูกแตกออกเป็น สอง ลิสต์ คือ:

- Short-Term Skilled Occupations List (STSOL) ซึ่งได้แก่ list อาชีพที่ขาดแคลนชั่วคราว สำหรับลูกจ้างที่ถูกสปอนเซอร์ในสายอาชีพที่อยู่ใน  list นี้ จะได้วีซ่าทำงานเพียงแค่ 2 ปี และมีโอกาสต้อวีซ่าได้เพียงหนึ่งครั้ง คืออีก 2 ปี และไม่มีช่องทางสมัครเป็น PR ต่อได้

- Medium and Long-Term Strategic Skills List (MLTSSL) ซึ่งได้แก่ List อาชีพที่ถูกประเมินว่าเป็นอาชีพที่ขาดแคลนในระยะยาว และเป็นสายอาชีพมีค่าต่อเศรษฐกิจของประเทศออสเตรเลียเป็นอย่างมาก สำหรับลูกจ้างที่ถูกสปอนเซอร์ในสายอาชีพที่อยู่ใน  list นี้ จะได้วีซ่าทำงานระยะยาว 4 ปี และหลังจากถือวีซ่าไป 3 ปี และสอบภาษาอังกฤษ PTE (Pearson Test) ได้คะแนน 50 , TOEFLiBT ได้คะแนน 73  ซึ่งเทียบเท่ากับ IELTS 6 และผ่านคุณสมบัติอื่นครบถ้วน ก็จะสามารถข้ามฝั่งไปเป็น PR ได้
นอกจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายนครั้งนี้ ยังจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในวันที่ 1 กรกฎาคม 2017  ซึ่ง ก็จะมีการ Review ลิสต์อาชีพทั้งสองนี้อีกครั้ง ซึ่งคาดคะเนได้ว่าบางอาชีพจะถูกลบเพิ่มเติมออกจาก Medium and Long-Term Strategic Skills List (MLTSSL) โดยต้องรออิมฯประกาศอีกครั้งค่ะ และเท่าที่ทราบมา การเปลี่ยนแปลง ในวันที่ 1 July 2017 ก็ยังไม่สุดท้ายนะคะ การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับวีซ่า 457 ครั้งนี้ ยังจะต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนถึง วันที่ 1 March 2018 ถึงจะพอสรุปได้ค่ะ
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งนี้มีเหตุเนื่องมาจากประเทศออสเตรเลียต้องการที่จะให้สิทธิ์การทำงานให้กับประชากรของเขาก่อนที่จะให้งานกับคนต่างชาติ และพยายามที่จะปรับปรุงระบบการว่าจ้างแรงงานต่างชาติให้ตอบสนองกับความต้องการของตลาดแรงงานจริงของประเทศออสเตรเลีย

นอกเหนือจากนั้น ในอนาคตผู้สมัครวีซ่า 457 จะต้องมีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 2 ปีด้วยโดยมีสถาบันวิจัยและมหา วิทยาลัยชั้นนำหลายที่เกิดข้อกังวลต่อกฎข้อนี้ เพราะว่ามีนักวิชาการที่จบปริญญาเอกอีกหลายท่านที่ถูกจ้างมาให้ทำวิจัยทันทีหลังเรียนจบโดยไม่มีประสบการณ์การทำงาน โดยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ผ่านการลงทุนไปด้วยเงินจำนวนมหาศาล และกลุ่มนักวิจัยที่เดินทางมาจากรอบโลกนั้นหลายๆคนก็กำลังถือวีซ่า 457 อยู่ โดยสถิติแล้วผู้ที่ถือวีซ่า 457 ในประเทศออสเตรเลียนั้นมีจำนวนมาก ข้อมูลจากเว็บไซติข่าวในออสเตรเลียแจ้งว่า As at September 30, 2016 there were 95,757 workers in Australia on primary 457 visas and 76,430 secondary visa holders (members of their family). < http://www.news.com.au/finance/work/what-you-need-to-know-about-the-457-visa-changes/news-story/3894724396a5c7f99491c961ae9b8088 > รวมๆแล้วเป็นหลักแสนคน จึงทำให้ข่าวนี้สร้างความกังวลให้กับหลายๆคนที่กำลังถือวีซ่าประเภทนี้อยู่ ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
จบเรื่องเครียด 457 คุณหมอวีซ่าอยากขอแถมเรื่องเล่าที่เป็นเรื่องจริงให้ท่านผู้อ่านคลายเครียดสักเรื่องก่อนจากกันไปวันนี้ โดยเล่าเรื่องของน้องคนหนึ่งที่พวกเรารักมากและช่วยกันดูแลเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ให้ฟัง:

เอาเป็นว่า หลังจากอัพเดทเรื่องเครียดๆกันแล้วเรามาแสดงความยินดีกับน้องนักเรียนคนหนึ่งที่เพิ่งได้วีซ่านิวซีแลนด์ไปครอบครอง แม้จะมีอุปสรรคมาขัดขวางตลอดเวลาและเคยถูกปฏิเสธมาสองครั้ง ครั้งหนึ่งจากประเทศออสเตรเลีย และครั้งที่สองจากประเทศนิวซีแลนด์แล้วก็ตาม แถมก่อนหน้านี้ ยังเคยไปเรียนที่ออสเตรเลีย และโดนยกเลิกวีซ่านักเรียนกลับมา โดนทัณบณฑ์ ban ไม่ให้กลับเข้าออสเตรเลียด้วยวีซ่าชั่วคราวใดๆเป็นเวลา 3 ปีเต็ม ฟังดูแล้ว ประวัติอย่างนี้ จะมีใครกล้ารับทำวีซ่าให้ไหมเนี๊ยะ แต่ดีที่น้องไม่ละความพยายาม และเชื่อมือทีมงานคุณหมอวีซ่า จนในที่สุด ความฝันน้องก็เป็นจริง เพราะทำตามคำแนะนำของคุณหมอวีซ่ากับทีมงาน ฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยกัน จนได้วีซ่าไปเรียนที่นิวซีแลนด์ สมหวังตามคาดหวัง

เรื่องมีอยู่ว่า น้องเอ นามสมมุติเคยยื่นวีซ่านักเรียนประเทศออสเตรเลีย โดยคุณแม่มีเงื่อนไขกับน้องว่าถ้าต้องการไปเรียนจะต้องไปอยู่กับคุณลุงที่เป็นพ่อหม้ายออสซี่ลูกสาม โดยน้องควรจะแบ่งเบาภาระให้คุณลุงและช่วยน้องๆเท่าที่ทำได้ในขณะที่เรียนอยู่ แต่เมื่อเขาไปถึงที่ออสเตรเลีย เขากลับโดนครอบครัวนี้เอาเปรียบถูกใช้งานหนักจนไม่สามารถโฟกัสเรื่องเรียนได้ แถมคุณลุงป่วยหนักและไม่มีใครดูน้องน้องทั้งสามคน แต่ด้วยสัญญาที่ให้คุณแม่ให้ไว้ว่าจะต้องตอบแทนคุณลุง ตนเองจึงไม่มีทางเลือกและช่วยดูแลครอบครัวนี้ พาคุณลุงส่งโรงพยาบาล admit เป็นเดือน แถมยังต้องดูแลเด็กๆอายุน้อยๆ หลังเลิกเรียนอีก ทำให้น้องต้องขาดเรียน และโดนทางโรงเรียนเพิกถอน CoE ซึ่งส่งผลให้วีซ่านักเรียนโดนยกเลิก โดน Ban 3 ปีกลับเข้าออสเตรเลียไม่ได้

หลังจากนั้นก็เหมือนโชคชะตาเล่นตลกที่น้องจะต้องกลับมาไทยอย่างกระทันหันเนื่องจากคุณตา ผู้ที่น้องรักดั่งคุณพ่อของน้องเอง ต้องเข้าผ่าตัดใหญ่ โดยที่น้องเองก็เรียนที่ออสเตรเลียยังไม่จบ คุณตานอนอยู่ที่โรงพยาบาลหลายเดือน จึงตัดสินใจอยู่ดูแลคุณตาจนลมหายใจสุดท้ายที่ไทย โดยตามประวัติการเรียนที่ออสฯแล้ว น้องได้มีเปลี่ยนคอร์สเรียนซึ่งเป็นทั้ง Business และสาย IT แต่ก็ไม่สามารถเรียนให้จบตามความตั้งใจได้เนื่องจากมีเรื่องครอบครัวเข้ามาถาโถมชีวิตน้องโดยตลอด
เมื่อคุณตาได้จากไปน้องก็เริ่มรู้สึกว่า เค้าเริ่มตามเพื่อนรุ่นเดียวกันไม่ทัน เพราะหลายคนได้เรียนจบไปแล้ว น้องจึงมาขอให้ทาง CP International ยื่นวีซ่าให้กลับไปเรียนที่ออสฯใหม่ ทีมงานก็อธิบายว่าทำไม่ได้ ทำไปก็จะโดนปฏิเสธ เพราะน้องโดน ban 3 ปีอยู่ แถมประวัติการเรียนที่ออสฯที่ผ่านมาก็ไม่ดีเลย แต่น้องดื้อมาก ตื้อบ่อยมากว่ายังไงก็ขอลองดูก่อน ในที่สุด เราก็ทนคำตื๊อไม่ไหว ยื่นให้ ก็โดนปฏิเสธมาจริงๆตามที่แจ้งไว้ แต่น้องก็ไม่ยอมรอ 3 ปี คราวนี้ให้ลองไปยื่นวีซ่าไปเรียนที่นิวซีแลนด์แทนโดยน้องแจ้งว่าน้องอยากเรียนสาย Hospitality ซึ่งน้องบอกว่าเป็นตน enjoy มากกว่า และน้องอยากเรียนคอร์ส International Cuisine แต่เนื่องจากน้องไม่มีวุฒิเก่าที่เกี่ยวข้องกับสายนี้ และเราก็แนะนำให้น้องไปเรียนในเมืองไทยในสายที่ตนอยากเรียนมาก่อน น้องก็ไม่เชื่ออีกแระ จึงถูกปฏิเสธวีซ่าจากนิวซีแลนด์ โดยจากหนังสือปฏิเสธนั้น แจ้งไว้ด้วยว่าการปฏิเสธครั้งนี้ยังไม่นับถึงเรื่องที่น้องมีประวัติ non-compliance หรือการไม่ปฏิบัติตามกฏของออสเตรเลีย ทางคุณหมอวีซ่าจึงแนะนำน้องว่าหากน้องต้องการเรียนสายนี้จริงๆ ก็ให้น้องพิสูจน์ด้วยการไม่ยอมแพ้ที่จะเรียนสายนี้ไม่ว่านิวซีแลนด์จะปฏิเสธมา แต่ให้น้องเรียนที่ไทยไปก็ยังได้เพื่อแสดงความตั้งใจจริงและสร้าง profile ที่ดีในการมีพื้นฐานการเรียนที่ไทยก่อนและหลังจากนั้นก็ให้ทำงานที่ไทย

หลังจากนั้น น้องก็หายหน้าไป 1 ปีครึ่ง โดยกลับมาพร้อมกับใบจบคอร์สเรียนการทำอาหารที่วิทยาลัยสายอาชีวะที่รับรองโดยกระทรวงการศึกษาธิการ แถมยังประสบการณ์การทำงานโรงแรมอีก 1 ปี  จึงยื่นวีซ่าอีกครั้งหนึ่งและในที่สุดวีซ่าน้องก็ได้รับการอนุมัติให้น้องครอบครองอย่างเรียบร้อย ได้ข่าวว่าปัจจุบัน น้องผลการเรียนดี เป็นหนึ่งในนักเรียนดีเด่นที่สถาบันในนิวซีแลนด์ด้วย และคุณหมอวีซ่าก็แนะแนวน้องต่อเนื่องไปจนกระทั่งหลังเรียนจบ ให้ทำวีซ่าทำงานต่อที่ นิวซีแลนด์ และพยายามไปให้ถึง PR และ Citizen ของ New Zealand ในที่สุด เพราะสองประเทศนี้ คือ Australia and New Zealand เป็นประเทศพี่น้อง การได้สัญชาติที่ประเทศหนึ่งจะช่วยให้สามารถข้ามฝั่งไปทำงานอีกที่หนึ่งได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า ขอให้มีความตั้งใจและพยายาม ก็มีอนาคตที่สดใสได้ค่ะ  ทีมงานเราก็ดีใจแทนผู้ปกครองด้วยนะคะ
ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ว่าการมีอุปสรรคหรือการถูกปฏิเสธวีซ่านั้นหากไม่ยอมแพ้และมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ ยังมีทางออกและความเป็นไปได้อยู่เสมอแต่สิ่งที่สำคัญก็คือการวางแผนอนาคตให้ดีและมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำตามแผนให้สำเร็จจริงๆ แค่นี้ก็จะชนะอุปสรรคที่เข้ามาขัดขวางความใฝ่ฝันตั้งใจแล้วค่ะ  คุณหมอวีซ่าเป็นกำลังใจน้องๆทุกคนนะคะ

สุดท้ายนี้ ทาง CP International สาขากรุงเทพฯและเชียงใหม่กำลังจะมีกิจกรรมแนะแนวดีๆฟรีสำหรับผู้ต้องการไปเรียนต่อโทที่ออสเตรเลีย ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ หากสนใจก็เข้ามาร่วมฟังสัมนาได้เลยนะคะ



วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560

ความฝันที่ล่มสลาย หลังแต่งงานกับฝรั่งมาอยู่เมืองนอก - เกิดความรุนแรงในครอบครัว โดนสปอนเซอร์ข่มเหงรังแก ไม่ได้รับการดูแล - จำเป็นต้องทน เพื่อ PR เพื่ออนาคตของลูกไหม?

สวัสดีค่ะ แฟนคลับของคุณหมอวีซ่าทุกท่าน พบกันอีกครั้งสำหรับบทความฉบับพิเศษที่น่าสนใจ ที่อยากนำมาแชร์โดยทีมงานของคุณหมอวีซ่า ช่วงเดือน เมษายน นี้ มีวันหยุดเยอะมากทั้งที่ไทยฉลองวันหยุดสงกรานต์ ปีใหม่ไทยกันหลายวัน และปีนี้ ก็ประจวบชนกับวันหยุด Easter ของที่ออสเตรเลีย ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยที่ถือโอกาสมาเยี่ยมญาติโยมพงศาในออสเตรเลีย หรือคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังจะเดินทางมาเยี่ยมลูกที่เรียนหนังสือหาความรู้อยู่ในออสเตรเลีย หรือ ชาวออสฯ ที่กำลังจะเดินทางไปเยี่ยมคนรัก หรือเพื่อนฝูงสนุกกับสงกรานต์ที่ไทย ก็ขอให้มีความสุขกับการเดินทางเยี่ยมญาติมิตร เที่ยวให้เต็มที่เลยนะคะ Motto ของคุณหมอวีซ่าก็คือ เวลาทำงานก็ทำเต็มที่ (อย่างสุดเหวี่ยงเลยก็ว่าได้)  แต่เวลาพักชาร์ตแบตฯ ก็เต็มที่เช่นกันค่ะ

สำหรับวันนี้คุณหมอวีซ่าดีใจที่มีข่าวดีมาแชร์บอกต่อกัน เนื่องจากลูกค้าที่น่ารักมากท่านหนึ่งจากสำนักงาน CP Melbourne ของเราได้รับวีซ่าถาวร เป็น Permanent Resident (PR) ผ่านลงมาเร็วมาก ทั้งๆ ที่เป็นเคสที่ทำยากมากอันเกิดจากความรุนแรงในครอบครัว จากการที่หญิงไทยเราไม่ได้รับความยุติธรรม และตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงของสปอนเซอร์ที่ถือสัญชาติที่นี่ คุณหมอวีซ่าเห็นใจมาก และอยากขอบอกว่า หากท่านเกิดตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัว ไม่ว่าจะด้วยความทารุณทรมานทางร่างกาย ทางจิตใจ ทางการเงิน หรืออื่นๆก็ตาม ในหลายๆ กรณีมีทางออก ท่านสามารถข้ามฝั่งไปเป็น  PR ได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องทนให้ sponsor ทำทรมานอย่างต่อเนื่อง เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่ง PR และหลายท่านน่าสงสารมาก ยอมทนทุกอย่าง ก็เพื่อจะได้เอาลูกมาให้ได้ มาเรียนหนังสือ มาใช้ชีวิตที่ดีขึ้นที่นี่ เป็นต้น เรื่องแบบนี้ มีหลายท่านไม่ทราบถึงสิทธิ์ของตนเอง ก็ยอมปล่อยให้คู่ครองรังแกอยู่นั่นแหละ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น ชาย หญิง คู่เพศเดียวกัน หรือต่างเพศก็ตาม กฎหมายก็คุ้มครองเหมือนกันค่ะ

จริงๆ แล้ว ใน 20 ปีที่ผ่านมาของการทำงาน คุณหมอวีซ่าได้ช่วยเหลือหญิงไทย ชายไทย ให้พ้นจากห่วงทุกข์ในลักษณะแบบนี้มามากต่อมากแล้ว และผู้รับเคราะห์ก็มาจากทั่วทุกทิศในออสเตรเลีย ตั้งแต่รัฐ Queensland, Tasmania, Perth ที่ Western Australia, Adelaide ที่ South Australia, NSW, Melbourne ที่ Victoria, กระทั่งจาก Darwin ที่ Northern Territory ก็มีเช่นกัน แต่ละกรณี เรื่องราวก็แตกต่างกันออกไป ทุกครั้งที่เคสผ่าน คุณหมอวีซ่ากับทีมงานจะรู้สึกปลื้มใจ และโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก เหมือนได้ช่วยให้ผู้รับเคราะห์คนหนึ่งให้พ้นทุกข์ ไม่ต้องโดนทรมานอีกต่อไป ดีใจค่ะ

น้องแพรของเรา เพิ่งส่ง email ฉบับนี้มาให้วันนี้ และได้อนุญาตให้นำมาลงในบทความของคุณหมอวีซ่าได้ เพื่อช่วยเป็นอุทาหรณ์เตือนใจเพื่อนๆ คนไทยด้วยกันว่า เวลาตกเป็นเหยื่อ ไม่ได้รับความยุติธรรม ก็อย่าเพิ่งสิ้นหวัง มีทางออกเสมอนะคะ พอ PR แม่แพรผ่าน ตอนนี้ทางคุณหมอวีซ่ากับทีมงาน ก็กำลังเตรียมเคสทำเรื่องให้แพรพาลูกๆ อีกสามคนมาอยู่ร่วมกับคุณแม่ที่นี่ ขอขอบคุณน้องแพรมากที่ให้ความไว้วางใจ และให้ความร่วมมือในการจัดเอกสารให้อย่างเพียบพร้อมและรวดเร็ว ขอบคุณสำหรับทุกคำชมและกำลังใจ ทีมงานของคุณหมอวีซ่า ก็จะยืนหยัดกับการทำงานให้ดีที่สุด เพื่อช่วยเหลือคนไทยต่อไปอย่างไม่ย่อท้อค่ะ

On 8 Apr 2017, at 11:33 pm, น้องแพร wrote:

Dear   พี่ปี๊ป และ พี่น้ำฝน

         แพรขอขอบคุณพี่ทั้งสองมากๆเลยนะคะ ที่ทำเคสนี้ให้แพรอย่างเต็มที่จนแพรได้PRมาภายในเดือนเดียว มันเกินความคาดหมายมากๆเลยค่ะ แพรรู้สึกซาบซึ้งมากในการได้รับความดูแลจากพี่ๆเป็นอย่างดี ตั้งแต่แพรเริ่มที่จะขอคำปรึกษากับพี่ปี๊ปในครั้งแรก เพราะเคสของแพรเป็นไปได้ยากมากที่จะได้รับพิจารณาในการให้PR  เพราะแทบจะไม่มีอะไรอยู่ในเงื่อนไขข้อปฏิบัติตั้งแต่ได้รับวีซ่าตัวนี้มาเลย ก่อนที่แพรจะเลือกทำเคสกับทาง CP แพรเครียดมากและได้พยายามค้นหาข้อมูลต่างๆ และไปปรึกษากับMigration agent และlawyer หลายๆที่ เพื่อที่จะเลือกที่ดีที่สุดที่จะมั่นใจได้ว่า เป็นมืออาชีพจริงๆ และจะทำเคสให้แพรอย่างเต็มที่เพราะมันสำคัญมาก ซึ่งหมายถึงอนาคตของชีวิตแพรและครอบครัวด้วยเลยก็ว่าได้ จนสุดท้ายแพรก็เลือกที่จะทำเคสนี้กับทาง CP ตั้งแต่แพรได้เริ่มขอคำปรึกษาจากพี่ปี๊ปมา แพรประทับใจทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลแบบไม่มีกั๊กเลย เรียกได้ว่าเต็มที่จริงๆ รวมทั้งไมตรีจิต รู้สึกได้เลยถึงความจริงใจ และความเป็นมืออาชีพ   พอได้เริ่มทำเคสแพรก็ได้ติดต่อประสานงานกับพี่น้ำฝนทำเคสให้แพร พี่เป็นคนละเอียด และตั้งใจมาก คอยตามเอกสารตลอด  แพรต้องขอขอบคุณพี่น้ำฝนมากๆ ด้วยค่ะ พี่ได้เรียบเรียงทำเอกสารต่างๆ ให้อย่างรอบคอบมากๆ และแพรก็ได้รบกวนพี่หลายครั้งในการสอบถามเรื่องต่างๆ และพี่ก็เต็มที่มาก ตอบตอนนั้นไม่ได้ก็หาข้อมูลตามมาให้จนได้ แพรไม่ผิดหวังเลยกับการเลือกใช้บริการของ CP ทีมงานมีความเป็นมืออาชีพตามที่คาดหวังไว้จริงๆ ค่ะ ที่ช่วยให้แพรและครอบครัวได้มีวันนี้ ได้มองเห็นอนาคตที่สดใสขึ้นที่ออสเตรเลีย ขอขอบคุณมากๆ อีกครั้งค่ะ 


ขอแสดงความนับถือ

น้องแพร”





พอดีช่วงวันหยุด คุณหมอวีซ่าได้อ่านเจอบทความที่เห็นว่ามีประโยชน์และเกี่ยวโยงกับเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งอิมมิเกรชั่นได้ลงไว้ในเว๊ปท์ของอิมฯ เป็นภาษาไทย จึงได้คัดมาให้ท่านผู้อ่านได้อ่านเสริมความรู้ในช่วงวันหยุดยาว ดังนี้:


ความโหดร้ายทารุณในครอบครัวและวีซ่าของท่าน

บทบัญญัติว่าด้วยความโหดร้ายทารุณในครอบครัวหมายความว่า ท่านและครอบครัวของท่านไม่จำเป็นต้องทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่โหดร้ายทารุณ เพื่อที่จะได้อยู่ในออสเตรเลีย บทบัญญัติเหล่านี้เป็นประโยชน์แก่ท่าน ถ้า:

• ท่านถือวีซ่าพาร์ตเนอร์ชั่วคราว หรือท่านได้สมรสกับคู่ครองของท่านในระหว่างที่ท่านถือวีซ่าเพื่อการสมรสในอนาคต (Prospective Marriage)
• ท่านหรือผู้ที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของท่านมีประสบการณ์เกี่ยวกับความโหดร้ายทารุณในครอบครัว และ
• ความสัมพันธ์ของท่านได้ยุติลงแล้ว
บทบัญญัติเหล่านี้อนุมัติให้ท่านดำเนินการยื่นขอวีซ่าเพื่อการพำนักอยู่ในออสเตรเลียอย่างถาวร ได้ต่อไป

ในแง่ของวีซ่า ความโหดร้ายทารุณในครอบครัวหมายถึงการกระทำ ที่ทำให้ท่านต้องรู้สึกหวั่นเกรงในความปลอดภัยหรือ สวัสดิภาพของท่าน ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ ที่เกิดขึ้นจริงๆ หรือเป็นการคุกคาม การกระทำ ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นกับท่านเอง กับผู้อยู่ในความอุปถัมภ์ของท่าน หรือต่อทรัพย์สินของท่าน

ความโหดร้ายทารุณในครอบครัวอาจรวมถึงความโหดร้ายทารุณหรือการทำร้ายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ การถูกบังคับให้มีความสัมพันธ์ทางเพศ การถูกบังคับให้อยู่โดดเดี่ยว หรือการถูกตัดสิทธิในเรื่องเกี่ยวกับการเงิน ในประเทศออสเตรเลีย ความโหดร้ายทารุณในครอบครัวเป็นอาชญากรรม

กระทรวงฯ จะต้องแน่ใจว่าความสัมพันธ์ของท่านสุจริตจนกระทั่งถึงวาระที่สิ้นสุดลง และความโหดร้ายทารุณในครอบครัวเกิดขึ้นระหว่างที่ท่านกับคู่ครองยังมีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน

จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่ามีความโหดร้ายทารุณเกิดขึ้นในครอบครัว

การหาหลักฐานมายืนยันว่ามีความโหดร้ายทารุณเกิดขึ้นในครอบครัวทำ ได้สองวิธี ซึ่งเรียกว่าหลักฐานทางศาล และหลักฐานที่มิใช่ทางศาล

หลักฐานทางศาลหมายถึงท่านให้หลักฐานจากศาล

หลักฐานที่มิใช่ทางศาลหมายถึงท่านให้หลักฐานด้วยตัวท่านเอง พร้อมด้วยหลักฐานจากผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของท่าน

หลักฐานทางศาล
ท่านสามารถให้หลักฐานทางศาลอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้:
• คำสั่งศาลภายใต้พ.ร.บ. กฎหมายครอบครัว 1975 (Family Law Act 1975) อันเป็นปฏิปักษ์ต่อคู่ครองของท่าน
• คำสั่งศาลอันเป็นปฏิปักษ์ต่อคู่ครองของท่านที่กระทำ ภายใต้กฎหมายของรัฐหรือมณฑล
• หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าศาลได้ตัดสินลงโทษคู่ครองของท่านฐานทำร้ายท่านหรือผู้อยู่ในความอุปถัมภ์ของท่าน (หรือได้บันทึกคำตัดสินว่าคู่ครองของท่านมีความผิด)

หลักฐานที่มิใช่ทางศาล
ท่านต้องจัดทำ คำปฏิญญาตามกฎหมายหนึ่งฉบับ และหลักฐานที่มิใช่ทางศาลอย่างน้อยที่สุดอีกสองฉบับ

ท่านจะต้องเป็นผู้ให้คำปฏิญญาตามกฎหมาย และให้รายละเอียดเกี่ยวกับความโหดร้ายทารุณในครอบครัว – ท่านสามารถใช้ แบบฟอร์ม -1410 คำ ปฏิญญาตามกฎหมายสำ หรับคำฟ้องเกี่ยวกับความโหดร้ายทารุณในครอบครัว (Form-1410 Statutory declaration for family violence claim) ขอรับแบบฟอร์มนี้ได้ที่ www.immi.gov.au หากผู้อยู่ในความอุปถัมภ์ของท่านคน หนึ่งคนใดเป็นผู้รับเคราะห์ท่าน (ในฐานะผู้ยื่นคำฟ้อง) จะต้องให้คำปฏิญญาตามกฎหมายแทนบุคคลผู้นั้น

อนึ่ง ท่านจะต้องจัดเสนอหลักฐานอย่างน้อยที่สุดสองฉบับจากแหล่งต่างๆ ต่อไปนี้:
• แพทย์หรือพยาบาล
• ตำรวจ หรือ พยานหนึ่งคนที่ให้การกับตำรวจระหว่างการสอบสวน
• เจ้าหน้าที่ขององค์กรสวัสดิการเด็ก หรือ องค์กรพิทักษ์เด็ก
• เจ้าหน้าที่ของบ้านลี้ภัยสตรี หรือ เจ้าหน้าที่ของศูนย์ความโหดร้ายทารุณในครอบครัวฉุกเฉิน
• นักสังคมสงเคราะห์
• นักจิตวิทยา
• ที่ปรึกษาของศูนย์ความสัมพันธ์ครอบครัว (Family Relationship Centre) หรือ ที่ปรึกษาครอบครัว
• ที่ปรึกษาของโรงเรียน หรือ ครูใหญ่ของโรงเรียน

คำปฏิญญาตามกฎหมายหรือจดหมายเป็นทางการจากผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพหรือองค์กรต่างๆ ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ควรรวมถึง:
• รายละเอียดเกี่ยวกับความโหดร้ายทารุณในครอบครัวที่เกี่ยวเนื่อง และบุคคลทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง
• หลักฐานหรือเหตุผลสำหรับความเห็นหรือการประเมินนี้
• รายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้านวิชาชีพของผู้เชี่ยวชาญกับท่านหรือกับครอบครัวของท่าน
• ข้อมูลเกี่ยวกับบริการหรือความช่วยเหลือใดๆ ที่บริการเหล่านี้จัดให้ท่านหรือครอบครัวของท่าน

ข้อมูลนี้ระบุอยู่ในตราสารนิติบัญญัติ IMMI12/116 ดูข้อมูลนี้ได้ที่www.comlaw.gov.au

หากกระทรวงฯ ไม่พอใจกับน้ำหนักคำฟ้องของท่าน กระทรวงฯ อาจส่งหลักฐานทั้งหมดไปให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระทำการประเมิน

ความช่วยเหลือและความสนับสนุนสำหรับผู้รับเคราะห์จากความโหดร้ายทารุณใน ครอบครัว

เราไม่สามารถให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินหรือความสนับสนุนด้านสังคมแก่ผู้ที่ได้รับเคราะห์จากความโหดร้ายทารุณในครอบครัว ท่านควรแสวงหาความช่วยเหลือมืออาชีพเอง

หากท่านหรือครอบครัวของท่านตกอยู่ในอันตราย โปรดโทรศัพท์ถึงตำรวจที่หมายเลข 000

ขอรับคำปรึกษาและความสนับสนุนมืออาชีพได้วันละ 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละเจ็ดวัน โดยติดต่อทางออนไลน์ไปที่บริการให้คำ ปรึกษาเกี่ยวกับการทำ ร้ายทางเพศและความโหดร้ายทารุณในครอบครัวแห่งชาติ (National Sexual Assault, Domestic and Family Violence Counselling Service) ที่1800RESPECT.org.au หรือโทรศัพท์ไปที่ 1800RESPECT (1800 737 732)

หากท่านต้องการล่าม โปรดโทรศัพท์ไปที่องค์การล่ามแห่งชาติ (TIS National) ที่หมายเลข 131 450 วันละ 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละเจ็ดวัน

หนังสือคู่มือชื่อ การเริ่มต้นชีวิตในออสเตรเลีย (Beginning a life in Australia) บรรจุข้อมูลที่มีประโยชน์เกี่ยวกับบริการและ ความช่วยเหลือนานาประการ หนังสือคู่มือนี้อยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงฯ เป็นภาษาต่างๆ หลายภาษา

สำหรับการสอบถามเกี่ยวกับวีซ่า โปรดไปที่เว็บไซต์ของกระทรวงฯ ที่ www.immi.gov.au หรือโทรศัพท์ไปที่ 131 881 จันทร์ถึงศุกร์ จาก8.30น. ถึง 16.30น”


หวังว่าบทความพิเศษที่คุณหมอวีซ่าเอามาลงให้อ่านเล่นกันในวันหยุดยาวครั้งนี้ จะมีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน ไม่มากก็น้อยนะคะ จำไว้นะคะว่าท่านไม่ต้องตกเป็นเหยื่อแห่งความทารุณเคราะห์ร้าย ยอมโดนกระทำชำเรา หรือทารุณกรรมใดๆ เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่ง พีอาร์ ไม่ว่า ท่านจะเป็นชาย หรือหญิง เป็นเกย์ หรือสาวประเภทสอง รักต่างเพศหรือร่วมเพศก็ตาม ไม่มีใครควรตกเป็นเหยื่อของการถูกกระทำทารุณกรรมเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย จิตใจ หรือการเงินก็ตามนะคะ กฎหมายออสเตรเลียให้ความยุติธรรมและคุ้มครองผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเหล่านั้นเสมอค่ะ หากไม่แน่ใจในกรณีของท่าน ก็ติดต่อทีมงานคุณหมอวีซ่าได้เลยนะคะ พวกเราทุกคนยินดีให้คำแนะนำที่ถูกต้อง และช่วยให้ท่านให้ข้ามฝั่งอย่างปลอดภัยตามที่กฎหมายอำนวยค่ะ

ท้ายที่สุดนี้ คุณหมอวีซ่าขอฝากเรื่องประชาสัมพันธ์ งานดีๆ ของ CP International ที่จะเกิดขึ้นในเดือน April  นี้นั่นคือ Study English Abroad Application Days สำหรับท่านที่สนใจไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ หรืออเมริกา วันที่ 20-21 เมษายนนี้เข้ามาสอบถามและสมัครเรียนที่ออฟฟิศสาขากรุงเทพและเชียงใหม่ ท่านจะได้รับโปรโมชั่นเรียนภาษาราคาพิเศษจากสถาบันภาษาชั้นนำมากมาย อีกทั้งยังได้ cash back คืนคนละ 3,000 บาท เมื่อชวนเพื่อนหรือแฟนมาสมัครเรียนเป็นคู่ตั้งแต่ 20 สัปดาห์ขึ้นไป อย่ารอช้า ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้เลยที่ http://www.cpinter.co.th/event_detail.php?id=21  



ขอให้ทุกท่านมีความสุขในวันหยุดพักผ่อนเดือนเมษายนนี้ค่ะ สำหรับวันนี้ คุณหมอวีซ่าต้องขอลาไปพักผ่อนบ้างละ แล้วพบกับเรื่องราววีซ่าที่น่าสนใจในเดือนหน้านะคะ Happy Holidays, Everyone!!

ด้วยความปรารณาดี

คุณหมอวีซ่า

วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560

Update วีซ่านักเรียนสำหรับเด็กไทย - เลือกปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อผลลัพธ์วีซ่าหลังถูกปฏิเสธที่ดีเกินคาด!

สวัสดีค่ะ แฟนคลับที่น่ารักของคุณหมอวีซ่าทุกท่าน พบกันอีกครั้งสำหรับบทความในเดือนเมษายนต้อนรับซัมเมอร์นี้นะคะ เริ่มต้นเลย คุณหมอวีซ่า มีข่าวสดๆ ร้อนๆ เกี่ยวกับวีซ่านักเรียนมา update ทุกท่านนะคะ เนื่องจากรัฐบาลออสเตรเลีย มีการประกาศเปลี่ยนระดับความเสี่ยงของประเทศไทย ตกลงไปเป็นอันดับที่ 3 ซึ่งจัดเป็นระดับความเสี่ยงสูงสุดในการขอวีซ่านักเรียนมาศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือนักเรียนนักศึกษาที่สมัครวีซ่านักเรียนมาเรียนต่อในประเทศออสเตรเลีย ตั้งแต่วันที่ 31 March 2017 เป็นต้นไป จะต้องมีการแสดงหลักฐานสถานะทางการเงินที่เพียงพอ กับผลสอบภาษาอังกฤษ (จะเป็นผล PTE, TOEFL, IELTS, Cambridge Advance ก็ได้ทั้งนั้น) ควบคู่กันไปแล้ว  แสดงว่า ยากขึ้นกว่าเก่าแล้วนะคะ  การยื่นวีซ่านักเรียนในสมัยนี้จึงต้องทำด้วยความระมัดระวัง ตรงตามที่กฎหมายและนโยบายของรัฐบาลเรียกร้องมา ถึงจะมีโอกาสผ่านวีซ่านักเรียน   ทั้งนี้และทั้งนั้น เท่าที่คุณหมอวีซ่าเข้าใจ ในเรื่องของการจัดระดับความเสี่ยงของแต่ละประเทศนั้น จะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของราษฎรที่เป็นผู้สมัครวีซ่าของแต่ละประเทศนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น หากตามสถิติแล้วนักเรียนไทยมีการใช้เอกสารปลอม หรือสร้างเรื่องปลอม เช่น ไปเชื่อตามคำแนะนำของเอเย่นท์ที่มักชอบให้ผู้สมัครไปทำเรื่องจดทะเบียนสมรสปลอม  ทำเป็นวีซ่าติดตามนักเรียนให้ ทั้งๆที่ความสัมพันธ์ไม่เป็นจริง ซึ่งเป็นที่นิยมทำกันมากในหมู่นักเรียนไทยที่เลือกไปเรียนสถาบันในราคาถูกๆทั้งหลาย โดยไม่ได้มีเจตนาจะมาเรียนหนังสือที่ประเทศออสเตรเลียอย่างแท้จริง แต่กลับมีเจตนาที่จะมาทำงานที่นี่ จึงไปเชื่อและทำตามคำแนะนำของเอเย่นท์เหล่านั้นในการทำเรื่องแต่งงานปลอม และใช้เอกสารเท็จเหล่านั้นไปหลอกเจ้าหน้าที่เพื่อให้ได้มาซึ่งวีซ่า  นานๆ เข้าทางรัฐบาล ได้รวบรวมสถิติตัวเลขเหล่านี้ มากๆ เข้าก็จะมีการออกกฎให้เข้มงวดขึ้นสำหรับวีซ่าแต่ละตัวเหล่านั้นที่สร้างปัญหาให้ประเทศเขา และจะประกาศให้มีการเปลี่ยนกฎเกิดขึ้นให้ยากขึ้น แต่สำหรับราษฎรในประเทศที่ทำอะไรตรงไปตรงมา  จะสังเกตว่าจะไม่เคยตกจากอันดับ 1 เลย ทำให้การขอวีซ่าสำหรับประชากรในประเทศเหล่านั้น ได้มาอย่างง่ายๆ อย่างสม่ำเสมอ

ขอยกตัวอย่างที่ได้ลองตรวจเอกสารจาก website ของ อิมมิเกรชั่นของประเทศออสเตรเลีย  นักเรียนไทยคนนึงที่สมัครไปเรียนที่ University of Wollongong จะถูกเรียกทั้งเอกสารแสดงฐานะทางการเงินพร้อมเอกสารทักษะทางภาษาภาษาอังกฤษ ดังนี้





จึงอยากให้ผู้สมัครวีซ่านักเรียนทั้งหลาย ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญครั้งนี้ และอย่าไปโทษ
เอเย่นท์ดีๆ ที่เขาเริ่มเรียกเอกสารเพิ่มเติมมากมาย บ้างก็จำเป็นต้องเริ่มเรียกเก็บค่าบริการเพื่อชดเชยกับเวลาในการเตรียมเอกสารที่ต้องทำมากขึ้น ยากขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งวีซ่าและลดอัตราการถูกปฏิเสธวีซ่านะคะ

ในช่วงวันหยุดยาวเดือนนี้คาดว่าบรรดาแฟนคลับส่วนใหญ่ของคุณหมอวีซ่าต้องมีแพลนท่องเที่ยวไว้ในใจแล้วแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นทั้งในประเทศก็ดีหรือต่างประเทศก็ดีนะคะ แต่สำหรับใครที่ยังไม่มีแพลนบวกกับต้องการหลบอากาศร้อนอบอ้าวในไทยช่วงนี้ก็อาจเลือกเดินทางไปเที่ยวต่างแดน หรือไปเรียนภาษาระยะสั้นๆ เสริมทักษะ เปิดประสบการณ์ใหม่ๆให้กับตนเอง พร้อมกับเรียนรู้วัฒนธรรมชาติอื่นเพิ่มขึ้น เปิดโอกาสการเรียนรู้โลกกว้างให้กับตนเอง พร้อมได้พักผ่อนหย่อนใจกับครอบครัวหรือคนรักในช่วงหยุดยาวของเดือนนี้ก็น่าสนใจดีเหมือนกันนะคะ

ณ ขณะนี้ตัวคุณหมอวีซ่าเองประจำอยู่ที่สำนักงานซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เห็นนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาเที่ยวออสเตรเลียจากทั่วโลกกันอย่างไม่ขาดสาย สำหรับประเทศออสเตรเลียเองการท่องเที่ยวช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมเองจัดว่าเป็นช่วง peak period  เลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะอากาศกำลังสบายๆ ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป และเป็นช่วงที่ไม่ติดช่วงปิดเทอมซัมเมอร์ของนักเรียนที่นี่ ถนนจึงโล่งและเหมาะกับการเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตได้อย่างสะดวกสบายค่ะ ด้วยเหตุนี้นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาเที่ยวออสเตรเลียในช่วงนี้เป็นพิเศษ เพราะจะได้ลุยทำกิจกรรมได้หลากหลายให้คุ้มค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พักและค่าวีซ่าท่องเที่ยวที่เสียไปค่ะ ส่วนนักเรียนนักศึกษาจากไทย ก็ประจวบตรงกับช่วงปิดเทอมซัมเมอร์ยาวที่ไทยพอดี คุณพ่อคุณแม่ก็เลยถือโอกาสส่งมาเรียนภาษาอังกฤษช่วงปิดเทอม ณ ประเทศที่เป็นที่นิยมมากในช่วงนี้ ก็คือ ออสเตรเลีย กับ นิวซีแลนด์ ด้วยสภาพแวดล้อมที่สะอาดปลอดภัย การเมืองสงบ ไม่วุ่นวาย ที่มาควบคู่กับคุณภาพทางการศึกษาที่ดีเป็นเลิศ คุณพ่อคุณแม่หลายท่านก็ตามมาท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตาและถือโอกาสพักผ่อนไปในตัวด้วยพร้อมๆ ลูกไปเลย การเดินทางมาเรียนภาษาพร้อมการท่องเที่ยวในระยะสั้นไม่เกิน 3 เดือนเช่นนี้ หรือสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากเดินทางมาท่องเที่ยวหรือมาเยี่ยมเยียนลูกๆ ที่เรียนหนังสือที่นี่อยู่แล้ว ก็สามารถมาโดยการขอวีซ่าท่องเที่ยวได้ค่ะ

หลายท่านอาจคิดว่าการสมัครวีซ่าท่องเที่ยวไปออสเตรเลียเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ จริงไหมคะ จริงอยู่สำหรับคนที่ไม่เคยมีประวัติเสียทางวีซ่ามาก่อนและมีคุณสมบัติครบตามที่ระบุไว้ในเงื่อนไขของการขอวีซ่าท่องเที่ยว ก็จะมีโอกาสผ่านวีซ่าได้ค่ะ แต่สำหรับใครก็ตามที่เคยมีประวัติเสียทางวีซ่ามาก่อน เช่น เคยถูก ban หรือถูกปฏิเสธวีซ่าตัวใดตัวหนึ่งมาก่อน และไม่มั่นใจว่าตนเองจะเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธวีซ่าซ้ำไหมก็ควรมาพบและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายวีซ่าอย่างคุณหมอวีซ่าเพื่อประเมินสถานการณ์ว่ามีโอกาสผ่านวีซ่าได้มากน้อยแค่ไหนก่อนยื่นวีซ่าน่าจะดีกว่าค่ะ คุณหมอวีซ่าว่าทำวีซ่าทั้งทีทำครั้งเดียวให้ผ่านฉลุยไปเลยดีกว่าค่ะจะได้ไม่ต้องเสียเงิน เสียเวลา เสียประวัติวีซ่า และที่สำคัญพลาดโอกาสได้ใช้เวลาท่องเที่ยวกับครอบครัวอีก แบบนี้ไม่คุ้มกันเลยค่ะ

พอพูดถึงเรื่องวีซ่าท่องเที่ยวก็ทำให้คุณหมอวีซ่านึกถึงเรื่องราวลูกค้าของเราท่านหนึ่งชื่อว่า คุณน่ารัก (นามสมมติ) คุณน่ารักเป็นลูกค้าที่ไว้วางใจให้ซีพีฯดูแลเรื่องวีซ่ามาโดยตลอดตั้งแต่สมัยถือ Student Guardian Visa เพื่ออยู่ดูแลลูกทั้งสองที่เรียน High School ที่เมลเบิร์น เนื่องจากวีซ่าประเภทนี้ไม่อนุญาตให้ทำงาน แต่สามารถเรียนหนังสือได้ คุณน่ารักเองก็ยังใช้บริการกับฝ่ายการศึกษาของเราและลงเรียนคอร์สถ่ายรูปกับสถาบันชื่อดังแห่งหนึ่งในเมลเบิร์น เรียกว่าเป็นลูกค้าขาประจำของซีพีฯเลยนะคะ ทีมงานทราบดีว่าคุณน่ารักเป็นคนซื่อสัตย์และทำตามกฎวีซ่าออสเตรเลียอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอดไม่งั้นคงไม่ได้อยู่เมลเบิร์นดูแลลูกๆ ได้นานขนาดนี้ แต่ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมาคุณน่ารักร้อนใจติดต่อซีพีฯ อย่างด่วนให้ช่วยแก้วีซ่าท่องเที่ยวที่ไปยื่นเองและถูกปฏิเสธติดต่อกันถึง 2 ครั้ง ทางเราตกใจมากและคิดว่าต้องคุยกันโดยละเอียดว่าสถานการณ์เป็นมาอย่างไรถึงได้โดนปฏิเสธวีซ่ามา

เมื่อคุยแล้วได้ความว่า คุณน่ารักลับมาไทยและยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวเองผ่านระบบออนไลน์ตามปกติเพราะอยากไปร่วมงานรับปริญญาลูกชายและลูกสาวที่กำลังจะมาถึง ต้องบอกเลยนะคะว่าลูกชายลูกสาวของคุณน่ารักเป็นเด็กขยันและตั้งใจเรียนจนกระทั่งได้จบมหาวิทยาลัยดังที่ติดอันดับ Group of 8 อย่าง University of Melbourne และ Monash University ไม่แปลกใจเลยค่ะว่าทำไมคุณน่ารักถึงร้อนอกร้อนใจรีบติดต่อนัดปรึกษากับคุณหมอวีซ่าหลังโดนปฏิเสธวีซ่าด่วนขนาดนั้น เพราะว่าต้องการวีซ่าท่องเที่ยวไปร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของลูกทั้งสองที่ตนเองบากบั่นเลี้ยงดูส่งเสียมาจนจบปริญญาตรี อ่านดูแล้วก็ไม่น่ามีเหตุผลอะไรที่คุณน่ารักจะโดนปฏิเสธวีซ่าจริงไหมคะ พอเรามาดูรายละเอียดแล้ว ก็พบว่ามีเรื่องติดขัดเพียงเล็กน้อยที่สร้างความเข้าใจผิดให้กับสถานทูตฯ ในขณะที่คุณน่ารักถือ Student Guardian Visa อยู่ที่ออสเตรเลีย บวกกับตอนนั้นมหาวิทยาลัยยังไม่ได้กำหนดวันและมีจดหมายอย่างเป็นทางการ คุณน่ารักเลยไม่ได้แนบหลักฐานนี้เข้าไปมากมาย และคิดว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิดและผ่านวีซ่าท่องเที่ยว ประวัติดีมาโดยตลอด จึงไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไร พอโดนปฏิเสธครั้งแรกยังลองยื่นขอวีซ่าอีกแต่ก็โดนปฏิเสธกลับมาอีกเช่นเดิม คุณหมอวีซ่าจำได้ว่า เนื่องจากเป็นเคสเร่งด่วน ตอนนั้นทีมงานของเรารีบเตรียมเอกสาร เขียนอธิบายเหตุผลที่ขอวีซ่าท่องเที่ยวพร้อมแนบหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้เคสปฏิเสธวีซ่าท่องเที่ยวให้คุณน่ารักกัน ใช้เวลาเพียงแค่สัปดาห์เดียวซึ่งถือว่าทำงานกันเร็วมากกับเคสที่ถูกปฏิเสธมาถึง 2 ครั้งเพราะไม่อยากให้คุณน่ารักพลาดงานสำคัญของลูกรักทั้งสองไป ในที่สุดคุณน่ารักก็ได้วีซ่าท่องเที่ยวออสเตรเลียชั่วคราว 3 เดือน พอได้วีซ่าปุ๊บคุณน่ารักดีใจมากๆ รีบคอนเฟิร์มตั๋วเครื่องบินและบินไปร่วมงานรับปริญญาลูกชายในวันถัดไปพอดิบพอดี ส่วนงานรับปริญญาลูกสาวก็อยู่ใกล้วันหมดอายุวีซ่าของคุณน่ารัก คุณน่ารักก็รีบบินกลับทันทีหลังเสร็จธุระทั้งหมดในออสเตรเลียโดยไม่ผิดกฎวีซ่าแม้แต่นิดเดียว นับเป็นเคสวีซ่าที่ลุ้นตื่นเต้นกันสุดๆ เลยค่ะ

เมื่อต้นปี 2017 คุณน่ารักติดต่อกับซีพีฯอีกครั้งเพื่อขอวีซ่าท่องเที่ยว เพราะกลัวโดนปฏิเสธวีซ่าแบบครั้งก่อนจึงให้คุณหมอวีซ่าและทีมงานช่วยดูแลจะชัวร์กว่า ครั้งนี้คุณน่ารักคิดถึงลูกสาวที่กำลังเรียนต่อปริญญาโท และได้ข่าวว่าลูกสาวเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์จนรถพังเสียหาย โชคยังดีที่ตัวน้องเองไม่ได้เป็นอะไร แต่ความเป็นแม่ของคุณน่ารักอดห่วงไม่ได้ ต้องรีบบินไปหา จึงมาหาคุณหมอวีซ่าให้ขอวีซ่าท่องเที่ยวให้อีกครั้งโดยได้แจ้งว่าปลายปีอาจจะต้องไปงานรับปริญญาลูกสาวอีกครั้งนึง และอยู่ที่ออสเตรเลียนานไม่ได้เพราะมีพันธะธุรกิจที่ไทย ทางเราจึงพยายามเขียนเหตุผลและแนบเอกสารพร้อมเพื่อลองขอ Multiple Entry visa ให้คุณน่ารัก ก่อนทำวีซ่าคุณหมอวีซ่าเองก็เรียนคุณน่ารักตามตรงนะคะว่า ไม่สัญญาว่าจะได้ Multiple Entry visa หรือเปล่าเพราะคุณน่ารักเคยถูกปฏิเสธวีซ่ามาก่อน และตามจรรยาบรรณของ Registered Migration Agent (RMA) ไม่อนุญาตให้เราการันตีผลวีซ่าอยู่แล้ว เพราะการพิจารณาผลขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่สถานทูตเท่านั้นค่ะ แต่เราก็เตรียมเอกสารให้ดีที่สุดเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเหมือนเดิมค่ะ พอเรายื่นวีซ่าท่องเที่ยวให้คุณน่ารักไปไม่นานผลก็ออกและในที่สุดคุณน่ารักก็ได้วีซ่าท่องเที่ยว แถมได้แบบ Multiple Entry ไปเยี่ยมลูกสาวได้บ่อยๆ สมใจหายคิดถึงลูกกันไปเลยค่ะ เมื่อคุณน่ารักทราบข่าวดี ก็ดีใจยกใหญ่จนอีเมล์มาชื่นชมทีมงานอย่างที่เห็นกันด้านล่าง ทางเราก็ขอขอบคุณกับความร่วมมือและความไว้ใจที่คุณน่ารักมีให้กับทีมงานซีพีฯต้นเสมอปลายมาโดยตลอดนะคะ





ท้ายที่สุดนี้ คุณหมอวีซ่าก็อยากฝากเรื่องราวของคุณน่ารักไว้เป็นอุทาหรณ์ สำหรับใครที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองมีประวัติวีซ่าเสีย ร้ายแรงแค่ไหน มีทางแก้ไหม อย่าให้เรื่องไม่ผ่านวีซ่ามาทำให้แฟนคลับคุณหมอวีซ่าต้องปวดหัวและพลาดโอกาสสำคัญ หรือพลาดไม่ได้ไปท่องเที่ยวที่ออสเตรเลียกับครอบครัวหรือคนรักของเราเลยนะคะ หลายๆ ครั้ง ก็เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ เพียงต้องใช้เวลาเขียนคำอธิบายให้ดีๆ อิงตามนโยบายของกฎหมาย ก็มีโอกาสผ่านค่ะ

ขอให้ทุกท่านมีความสุขในวันหยุดพักผ่อนเดือนเมษายนนี้ค่ะ คุณหมอวีซ่าต้องขอลาไปก่อน แล้วพบกับเรื่องราววีซ่าที่น่าสนใจในเดือนหน้านะคะ Happy Holidays Everyone!!

ด้วยความปรารณาดี


คุณหมอวีซ่า