“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

สามารถถือสัญชาติออสเตรเลีย กับสัญชาติไทยไปพร้อมๆกันได้ไหมเอ่ย??

"Can I become an Australian citizen and hold dual citizenships -Thai and Australian, at the same time?”

สวัสดีค่ะ แฟนๆคุณหมอวีซ่าทุกท่านคะ วันนี้ขอเชิญชวนให้สมาชิกแฟนคลับมาเกาะเข่าคุยกันเรื่องของ Global Citizens หรือการเป็นประชากรชาวโลกของเด็กยุคนี้กันดีกว่าค่ะ หัวข้อวันนี้เป็นที่ติดตามอย่างใกล้ชิดและเป็นที่สนใจของคนสมัยนี้กันมาก บางครั้งไม่ใช่เฉพาะแต่ชนรุ่นใหม่ที่สอบถามเข้ามาเท่านั้น หากแต่เป็นคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ที่ให้การเอาใจใส่ วางแผนให้ลูกถือสัญชาติต่างประเทศเพิ่มอีก 1-2 สัญชาติโดยไม่ทิ้งสัญชาติไทย นอกจากจะเพื่อความสะดวกในการเดินทาง เรียนต่อของพวกเขาโดยไม่ต้องยื่นขอวีซ่าเข้าออกต่างประเทศนั้นๆยุ่งยากทุกครั้งที่จะเดินทางไปเที่ยวหรือทำวีซ่านักเรียนเมื่อถึงวัยเติบโตเข้าเรียน หากแต่ ที่สำคัญยังเพื่อประสงค์ของการให้ลูกได้มีโอกาสอาศัยอยู่ในต่างประเทศที่มีการพัฒนาสูงแล้ว เพื่อสวัสดิการที่ดีกว่า การแพทย์ที่เจริญรุดหน้ากว่า คุณภาพทางการศึกษาและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า สังคมที่เป็นระเบียบกว่า ท่ามกลางประชาชนที่รู้จักเคารพกฎหมายและสิทธิของกันและกัน ท่ามกลางเสียงที่เงียบกว่า หรือแม้กระทั่งเพื่อให้ลูกได้สูดอากาศที่ไม่เป็นพิษอยู่ทุกวันของความเป็นอยู่ ซึ่งบางสิ่งเหล่านี้ ถึงจะมีเงินก็ซื้อกันไม่ได้ นั่นเอง.... อ่านต่อเหอะ คุ้มค่ะ

เอาเป็นว่า ไม่ต้องเล๊งถึง 3 สัญชาติหรอก วันนี้คุณหมอวีซ่าขอพูดถึงเรื่อง Dual-Citizenship แค่สองสัญชาติ เอาให้ได้ก่อนนะคะ และจากการที่ตนเองได้ถือทั้งสัญชาติไทย (Thai) กับสัญชาติออสเตรเลีย (Australian) มาก็เกิน 36 ปีแล้ว และก่อนบินกลับ Sydney เที่ยวนี้ ก็ได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่เจอกันที่ Gym ที่กรุงเทพฯ ซึ่งได้แต่งงานกับสามีชาวมาเลย์เซีย มีบุตรสาววัยรุ่นเรียนอยู่โรงเรียนอินเตอร์ที่เมืองไทย คุณพ่อคุณแม่เองเคยทำเรื่องอพยพโยกย้ายถิ่นฐานไปตั้งหลักแหล่งที่ประเทศ Canada ในเขตปริมณฑลทางภาคเหนือของแคนนาดามาก่อน แต่ทนอากาศอันหนาวเยือกเย็นเป็นยิ่งไม่ไหว เลยขอมาอยู่ที่ประเทศไทย โดยคุณพ่อได้งานและทำเรื่องโอนสัญชาติเป็นคนไทยได้เรียบร้อยโดยยอมทิ้งสัญชาติมาเลย์ไป ส่วนคุณแม่ก็ยังรักชาติ ถือสัญชาติญี่ปุ่นไปโดยไม่โอนเป็นคนไทย สำหรับลูกสาวนั้น ก็เลยได้ถือสัญชาติญี่ปุ่นไปด้วย แต่ตอนนี้ คุณพ่อคุณแม่ได้ไปเยือนออสเตรเลียมา และชอบมากๆ จึงสนใจจะให้ลูกได้ไปเรียนไปอาศัยอยู่ที่ออสเตรเลียจนได้สัญชาติที่นั่น

อีกรายหนึ่งที่จู่ๆก็เดินเข้ามาออฟฟิศคุณหมอวีซ่าที่อาคารพหลโยธินเพลส ทำงานเป็นผู้บริหารทางการเงินชั้นสูงของธนาคารดังแห่งหนึ่งในประเทศไทย เป็นผู้มีความรู้ความสามารถมาก จบมาจากอเมริกามา และได้เริ่มเดินเรื่องว่าอยากจะอพยพโยกย้ายถิ่นฐานไปอยู่แคนนาดาเช่นกัน แต่พอดีพาลูกเมียไปเที่ยวเมลเบิร์นที่ออสเตรเลียมา เกิดหลงสเน่ห์รักชอบเมืองนี้ที่ได้รับโหวตเป็นนครที่น่าอยู่ที่สุดในโลกมาเกือบ 10 ปีซ้อนแห่งนี้เข้าเสียแล้ว เลยหันเข็มวางแผนจะโยกย้ายไปอยู่ออสเตรเลียกันทั้งครอบครัว ทั้งนี้ ท่านว่าเพื่ออนาคตชีวิตที่ดีกว่าของลูกๆ กับความสะดวกที่ถือสองสัญชาติ เดินทางไปมาเมืองไทย-ออสเตรเลียได้อย่างสะดวกสบาย ระยะการบินก็ไม่ไกลเท่ายุโรปหรืออเมริกา บินกัน 6-8 ชั่วโมงก็ถึงกันได้ แถมที่ออสเตรเลียอากาศไม่หนาวเยือกเย็นมากเท่าทางแคนนาดา หรือยุโรป ทั้งๆที่เทียบเรื่องสวัสดิการสังคมกับการรักษาทางการแพทย์แล้ว ระบบของแคนนาดากับออสเตรเลียก็สูสีกัน คนไทยเราจะทนไม่ได้ก็ตรงที่ต้องเดินลุยหิมะในฤดูหนาว จนมือไม้แข็งขาเย็นชาไปหมด การทำกิจกรรมธุรกิจธุรกรรมนอกบ้านก็ไม่สะดวกเอาซะเลย เอาตามที่ท่านเล่ามานะคะ

เพื่อนๆของลูกๆคุณหมอวีซ่าสมัยนี้ที่เกิดที่ออสเตรเลีย บางคนก็ถือตั้งสามสัญชาติ อย่างเพื่อนชาวฮ่องกงที่มาตั้งหลักแหล่งที่ออสเตรเลีย ก็ถือทั้งสัญชาติฮ่องกง ออสเตรเลีย กับแคนนาดา ส่วนพี่ชายเขาแต่งกับภรรยาชาวอเมริกัน ก็ถืออเมริกันเพิ่มอีกหนึ่งสัญชาติ เห็นแล้วยังคะว่าคนสมัยนี้มีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลมาก การเป็นประชากรของโลก หรือ global citizen นั้นหมายถึง ทั้งโลกนี้เป็นบ้านของเขา ไม่ใช่แต่เพียงประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น การเดินทางข้ามไปๆมาๆระหว่างประเทศก็เป็นการเรียนรู้ ทำให้เด็กเป็นคนฉลาด ทันคน ปรับตัวเข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อมก็ว่าได้

แต่ด้วยความที่คุณหมอวีซ่าเป็นที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญเรื่องวีซ่ากฎหมายเข้าเมืองของประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากเป็น Australian Registered Migration Agent หรือ RMA ที่ขึ้นทะเบียนมากว่า 20 ปีแล้ว จึงขอพูดเรื่องของการขอสัญชาติออสเตรเลียให้แฟนๆท่านผู้อ่านฟังนะคะ ก่อนอื่นคุณหมออยากจะขอเกริ่นก่อนว่า การถือสองสัญชาติทั้งไทยและออสเตรเลียนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใดนะคะ อย่างตัวคุณหมอวีซ่าเอง ก็ถือพาสปอร์ตสองเล่มไปพร้อมๆกัน ไม่เคยปล่อยให้เล่มใดเล่มหนึ่งขาดค่ะ บัตรประชนไทยก็ต่ออายุก่อนหมดอายุทุกครั้ง ใบขับขี่ออสเตรเลีย (ที่แทบจะเรียกว่าใช้แทนบัตรประชนของออสเตรเลียก็ว่าได้) ก็ไม่เคยปล่อยให้ขาด เวลาออกจากสนามบินออสเตรเลีย ก็ออกด้วยพาสปอร์ตออสฯ เวลาเข้าไทย ก็เข้าด้วยพาสปอร์ตไทยโดยจะอยู่กี่นานก็ไม่ต้องขอวีซ่า ขาออกประเทศไทย ก็ออกด้วยพาสปอร์ตไทย ขาเข้าออสเตรเลีย ก็เข้าด้วยพาสปอร์ตออสฯ ทำอย่างนี้มาโดยตลอด จึงยืนยันด้วยตนเองได้ว่าปลอดภัยทำได้แน่นอนค่ะ

การขอสัญชาติออสเตรเลีย (Australian Citizenship) นั้น มีหลายวิธีมากๆ หากไม่แน่ใจ พึงปรึกษาผู้รู้กฎหมายจะได้ไม่เดินผิดทางจนพลาดนะคะ อย่างอาทิตย์ที่แล้ว คุณหมอวีซ่าดีใจมากที่มีโอกาสช่วยเซ็นสลักหลังรูปในฐานะเป็นผู้พิพากษาสมทบ หรือ Justice of the Peace (JP) ที่ได้เห็นหน้าน้องแอปเปิ้ล (นามสมมุติ) มากว่าปีแล้ว เพื่อช่วยน้องยื่นขอพาสปอร์ตออสเตรเลียให้หลังจากที่ยื่นขอสัญชาติออสเตรเลียให้น้องจนสำเร็จ ทั้งๆที่เคสน้องไม่ธรรมดาเลย เนื่องจากน้องมาคลอดที่เมืองไทย และอยู่กับคุณแม่ที่ถือเพียงสัญชาติไทย ไม่ได้เป็น PR หรือผู้ถือถิ่นฐานถาวรของออสเตรเลียแต่อย่างใด ส่วนเจ้าคุณพ่อของน้อง ท่านก็ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่น้องยังเด็กมากแล้ว เป็นเคสที่ไม่มีคุณพ่อที่ถือสัญชาติออสเตรเลียเซ็นเป็นสปอนเซอร์ให้น้อง คุณแม่เองเผอิญได้พบกับเพื่อนคนไทยใจดีตอนไปเที่ยวซิดนีย์ที่แนะนำให้มาพบกับคุณหมอวีซ่าเพื่อหาทางออกให้ลูก และแน่นอน คุณหมอวีซ่าก็ได้อ้างอิงตัวบทกฎหมายที่เรียนอ่านมา ทำเรื่องจนน้องได้เป็น Aussie น้อยเรียบร้อย ตอนนี้ ก็กำลังจะเดินทางไปเรียนหนังสือที่โน่นแระ ขอแสดงความยินดีกับน้องและคุณแม่ด้วยนะคะ อันดับต่อไป คุณหมอวีซ่าก็จะช่วยให้ คุณแม่ได้ไปอยู่ถาวรกับลูกที่นั้นด้วยอีกคนแล้วค่ะ คุณหมอวีซ่าชอบ happy ending ค่ะ

สำหรับเด็กรุ่นเล็กนั้น วิธีการได้มาซึ่งสัญชาติออสเตรเลียอย่างเช่นของน้องแอปเปิ้ลนั้น ก็ด้วยขบวนการทางกฎหมายที่เรียกว่า Citizenship by Descent ก็คือมีพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งถือสัญชาติออสเตรเลีย ซึ่งเด็กที่เกิดมาตอนอยู่นอกประเทศออสเตรเลียก็จะมีสิทธิได้รับสัญชาตินั้นโดยอัตโนมัติ แต่ต้องทำเรื่องยื่นขอพิสูจน์กันเข้าไปอย่างถูกต้อง ในบางกรณีก็อาจต้องมีการทำ DNA แล้วแต่สถานทูตจะพิจารณาและเห็นสมควร

อีกวิธีหนึ่งคือ Citizenship by adoption หรือการรับบุตรบุญธรรม แต่วิธีนี้จะค่อนข้างซับซ้อนและยุ่งยากเนื่องจากต้องทำตามสนธิสัญญาที่เรียกว่า The Hague Convention หรือ Intercountry Adoption

ส่วนวิธีที่ผู้คนได้สัญชาติออสเตรเลียกันโดยวิธีปกติทั่วไป ก็เห็นจะไม่พ้น การข้ามฝั่งจากการขอโยกย้ายถิ่นฐานด้วยวีซ่าถาวรที่เรียกว่า apply เป็น Permanent Resident หรือ PR ก่อน แล้วจึงข้ามฝั่งไปขอเพิ่มอีกหนึ่งสัญชาติ คือ สัญชาติออสเตรเลียหลังอยู่ออสเตรเลียครบตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด ที่เรียกว่า Migration with Permanent Residence ซึ่งก่อนวันที่ 1 July 2018 มีผู้เข้ามาให้ทีมงานคุณหมอวีซ่าจากทุกออฟฟิศช่วยยื่น citizenship ให้กันมาก โดยเฉพาะที่ CP Melbourne Office รับทำเคส Australian citizenship กันอยู่แทบทุกวันก็ว่าได้ เพราะปัจจุบัน กฎหมายใหม่ที่กำหนดให้ผู้ถือวีซ่าถาวรที่จะขอ Australian Citizenship ได้นั้น จะต้องถือ PR อยู่ในประเทศออสเตรเลียมาเป็นเวลา 4 ปี และไม่ได้อยู่นอกออสเตรเลียเกิน 12 เดือนในช่วงเวลา 4 ปีนั้น อีกทั้งห้ามออกนอกประเทศออสเตรเลียเกิน 90 วันภายใน12 เดือนก่อนยื่นเรื่อง แถมมีการเข้มงวดเรื่องต้องได้ผลสอบภาษาอังกฤษให้ได้ระดับเทียบเท่า IELTS 6 อีก จึงเรียกว่ากฎหมายโน้มเอียงไปในแนวที่ยากขึ้น หากท่านผู้อ่านอยากอ่านเพิ่มเติม ก็คลิกเข้าไปที่นี่เลยนะคะ https://www.homeaffairs.gov.au/trav/citi/curr/even/why-/quick-guide-to-australian-citizenship

การข้ามฝั่งในลักษณะแบบนี้ ก็รวมผู้ถือ PR ที่เป็นคู่ครองของชาวออสเตรเลียด้วยเช่นกัน

ย้ำอีกครั้งว่า เมื่อมาถึงขั้นตอนที่จะขอ Citizenship หากหลายคนยังอาจจสงสัยว่าเอ๊ะ เราสามารถถือ 2 สัญชาติในเวลาเดียวกันได้ไหม ซึ่งคำตอบก็คือ ได้ค่ะ ทางกฏหมายของประเทศออสเตรเลียอนุญาตให้ประชาชนถือ 2 สัญชาติพร้อมกันได้ ซึ่งกฎนี้พึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนเมื่อวันที่ 2 เมษายน คศ. 2002 ซึ่งหมายความว่า ตอนก่อนวันที่ 2 เมษายน ค.ศ.2002 ประชากรชาวออสเตรเลียจะไม่สามารถถือ 2 สัญชาติพร้อมกันได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศอื่นๆว่าเค้ากำหนดให้ถือสองสัญชาติได้ไหม เช่น ประเทศจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลย์เซีย ไม่อนุญาตให้ราษฎรของเขาถือสองสัญชาติ ต้องเลือกเอาเพียงหนึ่งสัญชาติเท่านั้น เรียกว่าคนไทยเราโชคดีนะคะ

การได้รับ Australian Citizenship เป็นผลกำไรของชีวิตอย่างฝุดๆ เนื่องจากเราสามารถใช้สิทธิต่างๆของรัฐ เช่น ค่ารักษาพยาบาลฟรีโดยการได้บัตร Medicare มา และสามารถถือพาสปอร์ตของออสเตรเลียได้อีกเล่มหนึ่ง พาสปอร์ตออสเตรเลียมีข้อดีตรงที่เราสามารถเข้าออกประเทศหลายประเทศได้โดยที่ไม่ต้องขอวีซ่าเลยยุ่งยากเท่าพาสปอร์ตไทย อย่างเช่นไป USA, EU เป็นต้น

ก่อนจากกันไปวันนี้ คุณหมอก็มีข่าว update มาบอกว่า ตอนนี้คุณหมอวีซ่าได้บินกลับมาถึงที่ออสเตรเลียเรียบร้อยแล้วนะคะ ใครที่อยากจะจองเข้ามา consult กับคุณหมอวีซ่าที่ Sydney ก็ต้องรีบๆกันหน่อย ตอนนี้คิวแน่นกันไปยาวๆ ทั้งแบบเข้ามาปรึกษาหรือผ่าน VDO ก็ได้เลยค่ะ จองกันล่วงหน้าตั้งแต่คุณหมอวีซ่ายังอยู่ไทยแหน่ะ ส่วนคนที่อยู่ประเทศไทยก็ไม่ต้องกังวลนะคะ เราสามารถทำ VDO consultation กันได้เสมอ เทคโนโลยีสมัยนี้ดีจริงๆค่ะ ช่วยให้เราไม่รู้สึกว่าอยู่ห่างจากกันเลยค่ะ

สำหรับวันนี้ก็ขอลากันไปตรงนี้ก่อนนะคะ ก่อนจบ คุณหมอวีซ่าขอนำข่าวดีๆจากทีม Marketing ของเรามาฝาก กิจกรรมดีๆที่จัดโดย CP International อย่าลืมมาร่วมกันสนับสนุนเพื่อนาคตที่ดีของเราเองนะคะ และอย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ยิ่งช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยมากๆ ลมเย็นๆของฤดูหนาวก็เริ่มมาแล้ว ไว้เจอกันเดือนหน้านะคะ บ๊ายบายค่ะ


สำหรับน้องๆคนไหนที่สนใจอยากไปเรียนที่วิทยาลัย TAFE ที่รัฐQueensland น้องๆสามารถมาเข้าร่วมงานสัมมนา พูดคุยหรือสอบถามข้อมูลกับเจ้าหน้าที่จากสถาบันโดยตรงได้เลย ในวันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายนนี้ เวลา 13:00-15:00น. อย่าลืมลงทะเบียนกันมาล่วงหน้าตามลิงค์ด้านล่างนี้นะคะ
https://zurl.co/L1e9

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับงาน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-278-1236
หรือแอดไลน์ @cpinter มากันได้เลย พี่ๆเจ้าหน้าที่ใจดีกันทุกคนค่ะ






วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

วีซ่าถูกปฏิเสธ (refusal) กับวีซ่าถูกเพิกถอน ( cancellation) ต่างกันยังไง?

สวัสดีค่ะแฟนๆคุณหมอวีซ่าทุกท่าน กลับมาเจอกันอีกแล้วนะคะ ครั้งนี้มาเร็ว มาไว ชดเชยที่เคยเงียบหายไปนานนะคะ ตามที่สัญญากันไว้ใน blog ก่อนหน้านี้ว่าคุณหมอวีซ่าจะมาอธิบายเรื่องวีซ่าถูกปฏิเสธ (refusal) กับวีซ่าถูกเพิกถอน ( cancellation) ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมถึงจะมาอธิบายเรื่องกฎหมายยุ่งยากซับซ้อนอย่าง Public Interest Criterion 4019 ให้ดูเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น จะได้ช่วยให้แฟนๆของคุณหมอได้ระวังตัวและเตรียมตัวกันไว้ล่วงหน้าทั้งสำหรับคนที่กำลังจะยื่นวีซ่าหรือคนที่ถือวีซ่าอยู่ในมือแล้วก็ตาม

ก่อนอื่นเลยตัวคุณหมอต้องขอไขความกระจ่างเรื่องความแตกต่างระหว่างวีซ่าถูกปฏิเสธ (refusal) และวีซ่าถูกเพิกถอน ( cancellation) ก่อนนะคะ เพราะลูกค้าของคุณหมอหลายคนก็สับสนมึนงงกันเป็นแถวว่า เอ๊ะ มันต่างกันยังไงน้า? วีซ่าถูกปฏิเสธคือเวลาที่ผู้สมัครยื่นขอวีซ่าเข้าไปที่อิมมิเกรชั่นแล้ว แต่ผลออกมาว่าคุณไม่ผ่าน ซึ่งนั่นก็คือการที่วีซ่าของคุณถูกปฏิเสธนั่นเอง ในกรณีที่วีซ่าถูกปฏิเสธนั้น ผู้สมัครสามารถยื่นขอวีซ่าใหม่ได้ก็ต่อเมื่อผู้สมัครมีคุณสมบัติครบถ้วนมากขึ้น หรือถ้าคิดว่าตนเองมีคุณสมบัติครบถ้วนอยู่แล้วแต่กลับโดนปฏิเสธเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือพบข้อผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ ก็สามารถยื่น visa application เข้าไปขอวีซ่าใหม่ได้ทันทีเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น นายเอยื่นขอวีซ่านักเรียนเพื่อไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย แต่ไม่ได้แนบผลสอบภาษาอังกฤษ IELTS หรือ PTE เข้าไป ทั้งๆที่ตามระดับความเสี่ยงของตนจะต้องแนบผลภาษาอังกฤษเข้าไปด้วยพร้อมกันตอนยื่นวีซ่านักเรียน ผลที่ตามมาก็คือวีซ่าถูกปฏิเสธเพราะมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามนโยบายของกฎหมายนั่นเอง ในกรณีนี้นายเอสามารถยื่นวีซ่าเข้าไปใหม่พร้อมแนบผลภาษาอังกฤษไปด้วยในครั้งใหม่นี้ ก็มีโอกาสผ่านได้ แต่บางครั้งก็น่าเห็นใจ เพราะมีนักเรียนหลายคนมาให้คุณหมอวีซ่าแก้เคสให้หลังถูกปฏิเสธมา อ่านจดหมายปฏิเสธแล้ว ส่วนใหญ่จะพบว่าเอเจนท์บางรายไม่รู้กฎดีพอ บ้างก็ทำงานสะเพร่า รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยื่นเข้าไปโดยทำงานไม่รอบคอบ ทำให้เด็กโดนปฏิเสธวีซ่ามาทั้งๆที่ควรจะผ่านอย่างน่าเสียดาย  และที่อยากแนะนำก็คือ การยื่นเคสเข้าไปใหม่นั้น ต้องแก้จุดบกพร่องที่เจ้าหน้าที่ติงมาให้ได้ ก็จะช่วยให้น้องๆมีโอกาสผ่านวีซ่าในครั้งใหม่ที่ยื่นเข้าไป สำหรับทีมงานคุณหมอวีซ่า เวลาแก้เคสให้ผู้ที่ถูกปฏิเสธวีซ่ามา เราจะมีทีมงาน Migration Agent คอยเขียนเคสแก้ต่างให้ โดยอ้างอิงนโยบายของกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง จะได้ช่วยให้มีโอกาสผ่านวีซ่ามากยิ่งขึ้น

สำหรับวีซ่าถูกเพิกถอน หรือโดนแคนเซิลมา ก็คือกรณีที่ผู้ที่ถือวีซ่าอยู่ในมือแล้ว แต่ทำผิดกฎหมายหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งของวีซ่าที่อิมมิเกรชั่นกำหนดมา ซึ่งในกรณีเช่นนี้ ผู้ที่ถือวีซ่าอยู่ก็จะโดนเพิกถอนวีซ่าและวีซ่าที่ถืออยู่ก็จะกลายเป็นโมฆะทันทีที่พ้นเวลาที่อิมฯกำหนดมาให้ อย่างเช่นภายใน 28 วันเป็นต้น การที่วีซ่าถูกปฏิเสธ กับโดนเพิกถอนนั้นมีความแตกต่างกันมาก โดยผู้ที่ถูกปฏิเสธวีซ่า สามารถยื่นขอใหม่ได้ทันที แต่ผู้ที่ถูกเพิกถอนวีซ่าจะโดนทำโทษโดยมีการกำหนดช่วงทัณฑ์บน หรือ ban 3 ปี หรืออธิบายง่ายๆก็คือในระหว่าง 3 ปีนี้จะไม่สามารถกลับเข้าไปในออสเตรเลียได้ด้วย temporary visas ใดๆ ยกตัวอย่างเช่น นายเออยู่ออสเตรเลียโดยถือวีซ่านักเรียนไปเรียนภาษาอังกฤษ 6 เดือน โดยที่วีซ่านักเรียนนั้นมีเงื่อนไขตามที่หลายๆคนรู้อยู่แล้วว่าตัวนักเรียนต้องเข้าเรียนให้ครบ 80 เปอร์เซ็นต์ของเวลาเรียนทั้งหมด ซึ่งนายเอก็รู้เงื่อนไขข้อนี้ดีจึงขาดเรียนน้อยมาก ถ้าไม่จำเป็นจริงๆก็จะไม่หยุดเรียน แต่ที่นายเอไม่รู้คือการเข้าเรียนสายก็มีผลต่อการเช็ค attendance เช่นกัน ถึงแม้นายเอจะขาดเรียนน้อยแต่เขาไปสายบ่อยมากจนแทบจะเรียกว่าเป็นกิจวัตรประจำวันเลยก็ว่าได้ เพราะอากาศที่ออสเตรเลียเย็นสบาย หน้าหนาวก็หนาวเย็น ทำให้นายเอตื่นไปเรียนไม่ทันทุกเช้า ด้วยเหตุนี้ทำให้นายเอได้รับจดหมายเตือนจากทางสถาบันเรื่อง attendance ไม่ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ การได้จดหมายเตือนครั้งแรกนี้ถือว่าทางสถาบันยังให้โอกาสนายเออยู่โดยที่ไม่รายงานเรื่องไปถึงอิมมิเกรชั่น (โดยส่วนมากแล้วสถาบันจะให้โอกาสเพียง 3 ครั้งเท่านั้น โดยแต่ละครั้งที่โดนเตือน นักเรียนต้องเข้าไปพบ supervisor เพื่ออธิบายเหตุผลที่ฟังขึ้นและปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น) แต่ถ้าหลังจากโดนเตือนแล้วตัวนายเอก็ยังไม่แก้ไขปรับปรุงใดๆทั้งสิ้น จุดจบของนายเอคนนี้ก็คือจะถูกเพิกถอน CoE โดยทางสถาบัน และตามด้วยวีซ่านักเรียนโดยเพิกถอนโดยอิมมิเกรชั่น และตามมาด้วยการโดน ban ห้ามเข้าออสเตรเลียอีกเป็นเวลา 3 ปี นับเป็นโทษที่รุนแรงพอควรเลยทีเดียวค่ะ

ทั้งวีซ่าถูกปฏิเสธและวีซ่าถูกเพิกถอนนั้นมีทางแก้ไขทั้งคู่ แต่การแก้ไขวีซ่าที่ถูกเพิกถอนนั้นยุ่งยากและลำบากกว่ามากตามที่คุณหมอได้เกริ่นไปนิดๆหน่อยๆในบทความก่อนหน้านี้ เพราะวีซ่าถูกเพิกถอนจะมีเรื่องของ Public Interest Criterion 4019 หรือที่เรียกันย่อๆว่า PIC4019 เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ใจความหลักๆของ PIC4019 คือผู้ที่ถือวีซ่าต้องให้เกียรติและเคารพในค่านิยมของชาวออสซี่ รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศออสเตรเลียด้วย ถ้าไม่ทำตามก็จะถือว่าขัดต่อ PIC4019 ดังนั้นผู้ที่โดนเพิกถอนวีซ่าจึงถือว่าเป็นผู้ที่ขัดต่อเงื่อนไข PIC4019 ด้วยเช่นกัน อีกทั้งข้อที่ยากก็คือ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า การที่รัฐบาลออสเตรเลียจะคืนวีซ่าให้ใหม่ในระหว่างที่โดน ban 3 ปีอยู่นั้น มีการส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของชาวออสเตรเลีย หรือประเทศออสเตรเลียอย่างใด ซึ่งการที่จะแก้ไขเหตุการณ์นั้น คุณหมอวีซ่าและทีมงานต้องขุดสารพัดเหตุผล ซึ่งต้องเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น แสดงถึงความจำเป็นและความน่าเห็นใจจริงๆเท่านั้น รวมถึงข้อโต้แย้งทางกฎหมายต่างๆนานาส่งให้อิมมิเกรชั่นเพื่อชุบชีวิตลูกค้าของคุณหมอวีซ่า ทางคุณหมอวีซ่าและทีมงานเราสู้กันเต็มที่ค่ะเพื่ออนาคตลูกค้า และที่ผ่านๆมา ทีมงานเราก็ได้ช่วยให้น้องๆกลับไปเรียนต่อจนจบภายในระยะเวลาที่โดน ban 3 ปีมามากต่อมากแล้ว ดีใจที่เห็นน้องๆรับปริญญาในที่สุด อย่าลืมส่งรูปมาให้ทีมงานเราชื่อชมด้วยนะคะ

หลังจากอ่านบทความนี้แล้วคุณหมอวีซ่าขอฝากแฟนๆของคุณหมอฯทุกคน รวมทั้งน้องๆหนูๆทั้งหลายที่คิดว่าตัวเองกำลังเสี่ยงต่อการทำผิดกฎวีซ่า ก็รีบกลับตัวกลับใจกันนะคะก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ สำหรับใครที่ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ก็สามารถติดต่อสอบถามเข้ามาขอคำปรึกษาจากทีมงานคุณหมอวีซ่าได้ที่ CP International Education and Migration Centre 408/35 ชั้น 9 อาคารพหลโยธินเพลส ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม 10400 เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์: 9.00-18.00น. 
เบอร์โทรติดต่อ: 02-278-1236 
CP International Official Line:@cpinter  
ทางคุณหมอวีซ่าและทีมงานยินดีช่วยเหลือเต็มที่ค่ะ

ก่อนจากกันไป คุณหมอก็มี 2 โปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับเดือนตุลาคมมาฝากกันค่า





x

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561

วีซ่านักเรียน ยังผ่านยากอยู่รึ?


สวัสดีค่ะแฟนๆของคุณหมอวีซ่าทุกท่าน หายหน้าหายตากันไปนาน 
ตอนนี้เราก็มีบทความใหม่ที่มาพร้อมกับฤดูฝนที่ถึงแม้อากาศจะดูซึมเซา 
ขมุกขมัวทั้งวัน แต่ทางเราก็ยังมีข่าวคราวที่น่าสนใจมาอัพเดทให้แฟนๆได้
ตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า ไม่เงียบเหงาหม่นหมองเหมือนอากาศประเทศไทย
ในตอนนี้นะคะ
เรามาเริ่มกันด้วยข่าวใหญ่ข่าวดังจากทางฝั่งออสเตรเลียกันก่อนเลยดีกว่า ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาทางออสเตรเลียได้มีการแต่งตั้ง  ฯพณฯท่าน Hon Scott Morrison ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งภูมิหลังของท่าน Scott Morrison เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลียมาก่อน ด้วยเหตุนี้น่าจะมีส่วนทำให้รัฐบาลมองเห็นศักยภาพของการอพยพเข้าประเทศออสเตรเลียได้มากยิ่งขึ้น ต้องคอยจับตามองแล้วล่ะค่ะว่าปีนี้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของออสเตรเลียจะมีผลอย่างไรกับกฎเกณฑ์ของอิมมิเกรชั่นค่ะ แล้วจะมาอัพเดทกับผู้อ่านอีกทีค่ะ
ข่าวดี Partner visa ทำเอาหลายๆคู่รักดีอกดีใจชื่นมื่นกันทั้งครอบครัว ทีมงานเราก็ดีใจค่ะที่ทำให้คู่รักได้อยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะคู่รักที่มีเด็กๆ ติดตามไปด้วย ยิ่งสร้างความสดใสให้กับครอบครัวในออสเตรเลียได้อยู่กันอย่างมีความสุขสนุกสนาน ดังจะเห็นได้จากรูปที่ลูกค้าเราท่านนี้ใจดีแบ่งปันความสุขความสมหวัง เป็นกำลังใจให้ท่านที่ยังไม่ได้ยื่นวีซ่า หรือกำลังจะยื่นวีซ่าอพยพไปอยู่ออสเตรเลีย ว่าหนทางข้างหน้ารอคอยท่านอยู่ หากมีอุปสรรคใดๆ ก็กริ๊งกร๊างติดต่อไปหาทีมงานคุณหมอวีซ่าได้เลยค่ะ ทีมเก่งน้ำใจดีของเราจะมีทางออก ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้เสมอด้วยความรู้ทางกฎหมายอันแน่นแฟ้นที่มาพร้อมประสบการณ์งานอันยาวนานนับกว่าสองทศวรรษแล้ว  เพื่อนำท่านสู่แฮปปี้ เอ็นดิ้ง ค่ะ

คุณเมย์ให้ลูกๆกราบคุณยายที่ออสเตรเลีย ตอนเดินทางไปถึง น่ารักฝุดๆ
วันนี้คุณหมอวีซ่าก็ไม่ได้มีข่าวมาอัพเดทเฉพาะแต่เรื่องคู่รักเท่านั้นนะคะ ยังมีข่าวมาเผื่อน้องๆคนไหน ที่อยากไปเริ่มเรียนคอร์สปริญญา ดิ๊พโพลม่า ที่ออสเตรเลียในช่วง intake ของเดือน Feb 2019 ปีหน้า จะรอช้ากันไม่ได้แล้วนะคะ ต้องรีบเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะวีซ่านักเรียนช่วงนี้ ผีเข้าผีออกก็ว่าได้ บ้างก็เร็ว บ้างก็ช้ามากจนรับไม่ได้ อีกหนำซ้ำ หลายๆคนต้องยื่นซ้ำถึงสองสามรอบกว่าจะผ่าน เป็นยุคแห่งความไม่แน่นอนจริงๆเลยค่ะ บางเอเย่นโดนถึงกับ comment  ว่า ขึ้นอยู่กับ ดวง เลยค่ะ แต่ทาง CP International เราโชคดี เพราะเรามี consultants ที่เก่งๆและเชี่ยวชาญในสายแนะแนวการเรียน กับทำวีซ่าคอยช่วยเหลือน้องๆ ทั้งเรื่องการสมัครเรียนให้ตรงเป้าหมายชีวิต การขอวีซ่า พี่ๆของเราทุกคนมีทีเด็ดไว้คอยช่วยเหลือน้องๆทุกคน เพื่อช่วยให้น้องๆทุกคนได้ประสบกับความสำเร็จและสมหวังอย่างดีที่สุดเท่าที่ทำได้อย่างแน่นอนเลยค่ะ
ด้วยความที่ช่วงนี้ มีน้องๆ กับผู้ปกครองหลายท่านเข้ามาปรึกษากับคุณหมอวีซ่า เรื่องวีซ่าถูกปฎิเสธ (refusal) หรือถูกเพิกถอน (cancellation) คุณหมอวีซ่าเลยคิดว่า คงต้องเขียนเรื่องนี้ให้ความกระจ่างกับท่านผู้อ่านให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะการถูกปฏิเสธวีซ่า ก็สามารถยื่น visa application ตัวใหม่เข้าไปได้ทันทีหากมีคุณสมบัติครบถ้วน หรือคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ แต่ถ้าโดนเพิกถอนวีซ่ากลับมานั้น จะต่างกันมาก เพราะจะโดนช่วงทัณฑ์บณ หรือ ban 3 ปี กลับเข้าไปออสเตรเลียไม่ได้ อันนี้ถึงจะมีทางแก้ไข ก็จะยุ่งยากกว่า เพราะมีเรื่องของ Public Interest Criteria 4019 เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงต้องเขียนใบโต้แย้งที่ดีๆส่งเรื่องเข้าสถานทูตฯในการช่วยชุบชีวิตให้อนาคตของเด็กคนนึงค่ะ ฉบับหน้าในเร็วๆนี้ ทีมคุณหมอวีซ่าจะเขียนชี้แจงเรื่องนี้ให้เข้าใจกันนะคะ น้องๆจะได้ไม่ทำผิดกฎ หรือตกหลุมถูกเอเย่นที่ไม่รู้เรื่องจับเปลี่ยนคอร์สเป็นว่าเล่นส่งผลให้วีซ่าถูกยกเลิกกลับมานะคะ กันไว้ดีกว่าแก้ค่ะ
ก่อนจากบทความวันนี้ไป คุณหมอวีซ่าก็ขอฝากสัมมนามาดีๆไว้เช่นเคยกับงานสัมมนาเรียนต่อออสเตรเลีย CQUniversity ตัวแทนสถาบันก็มาให้คำแนะนำและสัมภาษณ์นักเรียนโดยตรง นอกจากนี้ยังมีการทดสอบภาษาอังกฤษฟรี!!! และถ้าสมัครเรียนปริญญาที่ CQUniversity เรายังมีทุนสนับสนุนให้ถึง 10,000 บาท  ภายในงานด้วย โดยงานจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 22 กันยายนนี้ เวลา 13.00-15.00 น.  ที่บริษัท CP International สาขากรุงเทพ เดินทางมาพบกับตัวแทนสถาบัน  CQU ได้เลยตามแผนที่ด้านล่างค่ะ




ด้วยความปรารถนาดี
คุณหมอวีซ่า และ ทีมงาน


วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ทำไมถึงเลือก Australia? คนไทยถือสองสัญชาติได้ไหม?


-->
ออสเตรเลีย เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและมีทั้งความมั่นคงกับความมั่งคั่งมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP สูงถึง AUD$1.69 ล้านล้านเหรียญในปี ค.ศ. 2017 ที่เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆ จัดเป็นประเทศที่มีอัตราความร่ำรวยต่อราษฎรผู้ใหญ่หนึ่งคนสูงเป็นอันดับที่สองของโลกรองจากประเทศ Switzerland ทรัพย์สินแห่งชาติของประเทศออสเตรเลียมีมูลค่าสูงถึง AUD$8.9 ล้านล้านเหรียญซึ่งเป็นตัวเลขที่คำนวณไว้เมื่อเดือนมิถุนายน 2016 นับเป็นเศรษฐกิจระดับชาติระหว่างประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 14 ของโลกโดย nominal GDP แถมยังเป็นประเทศที่มีการเติบโตของ GDP อย่างสม่ำเสมอด้วยดีมาโดยตลอด 26 ปีที่ผ่านมา ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และถึงแม้จะมีการถดถอยทางอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในระยะปีหลังๆนี้ลงไปบ้าง แต่เศรษฐกิจของประเทศออสเตรเลียก็ไม่ได้รับผลกระทบกระเทือน กลับยังความยืดหยุ่น นำความเฟื่องฟู และคงความมั่นคงไว้ด้วยการค้าทางธุรกิจสายบริการและอื่นๆ จนสามารถรักษาระดับเศรษฐกิจให้ยั่งยืนนมนานมาตั้งหลายปีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 จนปัจจุบัน ราษฎรจึงได้อยู่ดีกินดี ประเทศทวีปในขั้วโลกใต้แห่งนี้ จึงได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศระดับแนวหน้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  

ยิ่งกว่านั้น ออสเตรเลียยังเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์มากมาย มีทิวทัศน์ที่สวยงาม มีสภาพแวดล้อมที่สะอาดตระการตาเป็นระเบียบ สภาพภูมิอากาศอากาศที่เย็นสบาย ไม่มีหิมะตกให้ลำบากต่อการกินอยู่หรือสัญจร ประกอบกับอำนวยคุณภาพชีวิตที่ดีมากให้กับพลเมือง ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ การศึกษา การงาน การทำธูรกิจ ความเสรีทางเศรษฐกิจ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและทางการเมือง เมืองต่างๆหลายเมืองในออสเตรเลีย เช่น นครเมลเบิร์น (Melbourne) ได้รับการจัดติดอันดับให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกมาแล้ว 7 ปีซ้อน และที่ติดอันดับใน 10 เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกก็โดนออสเตรเลียคว้าเพิ่มไปอีก 2 เมือง คือ นคร Adelaide กับ Perth
จากการที่รัฐบาลออสเตรเลียมีนโยบายสนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษานานาชาติจากทั่วโลกให้เข้าไปทำการศึกษาต่อในประเทศออสเตรเลีย กับยินดีต้อนรับผู้ที่มีทักษะ มีวุฒิและความสามารถในวิชาชีพสายต่างๆให้สามารถเข้าไปตั้งหลักแหล่งอย่างถาวร เพื่อทำงาน สร้างครอบครัว และเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยกันสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญรุดหน้า และด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่ดีเยี่ยม การบริการสวัสดิการสังคมที่หาประเทศอิ่นเทียบเคียงได้ยาก กับเศรษฐกิจที่เติบโตรุดหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง จึงทำให้ประเทศออสเตรเลีย กลายเป็นประเทศที่ดึงดูดให้นักเรียนนักศึกษาจากทั่วโลกอยากเข้ามาศึกษาต่อที่นี่ และนักลงทุน นักธุรกิจ กับผู้มีทักษะและความสามารถจากทั่วโลกก็อยากอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินและสำราญกับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดียิ่งของที่นี่
หลายท่านพูดถึงออสเตรเลียว่าเป็น ดินแดนแห่งโอกาสทองสำหรับผู้คนที่อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีเยี่ยมทั้งกับการสร้างฐานะสร้างอนาคตให้ไม่แต่เฉพาะกับตนเอง หากแต่กับครอบครัวลูกหลานไปอีกหลายชั่วคน ด้วยสิทธิและผลประโยชน์ที่จะได้รับจากรัฐบาลของประเทศที่ยิ่งใหญ่ เงียบสงบ และน่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกแห่งนี้ จากการได้ถือวีซ่าถาวร (Permanent Residence หรือเรียกย่อๆว่า PR) ของประเทศนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิพิเศษต่างๆในฐานะที่เป็น PR ของออสเตรเลีย ยกตัวอย่าง เช่น
1.    สิทธิในการได้พักอาศัยอยู่ ทำงาน หรือเรียนหนังสือในประเทศออสเตรเลียได้อย่างถาวร สามารถเดินทางเข้าออกประเทศได้โดยรัฐบาลจะออกวีซ่าเดินทางที่เรียกว่า Resident Return Visa (RRV) ให้ครั้งละ 5 ปี ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และเมื่อ RRV หมดอายุไป ผู้ที่ถือ PR ก็สามารถอาศัยอยู่ในออสเตรเลียต่ออย่างถาวรไปได้เรื่อยๆ จนกว่ามีความจำเป็นจะต้องเดินทาง ก็ไปยื่นขอ RRV ตัวใหม่ได้อีกเพื่อใช้เดินทางเข้าๆออกๆต่อไปอีก 5 ปีไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะได้สิทธิ์ขอสัญชาติออสเตรเลียได้
2.    จาก PR เราสามารถขอเป็น Australian Citizen ได้ในเวลาต่อมาหลังจากถือ PR ครบกำหนดตามจำนวนปีและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของกฎหมายว่าด้วยการขอซิติเซ่น สำหรับคนไทยเรานั้นโชคดีมาก เพราะเรามีสิทธิ์ถือได้สองสัญชาติ เป็น dual citizens ถือพาสปอร์ตได้สองเล่ม สร้างความสะดวกให้กับการเดินทางไปไหนมาไหนทั่วโลกเป็นอย่างมาก หลายคนบอกว่า พาสปอร์ตออสเตรเลีย มีค่ายิ่งกว่าทองแท่ง เนื่องจากสามารถใช้เดินทางเข้าออกประเทศต่างๆทั่วโลกได้ถึง 169 ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า จึงจัดเป็นพาสปอร์ตที่ติดอันดับหนึ่งในสิบพาสปอร์ตที่ดีที่สุดในโลก
3.    ผู้ถือ PR สามารถทำงานได้เต็มเวลา ไม่ว่าจะทำให้กับนายจ้างคนใด ในงานสาขางานใดก็ตามที่ตนถนัด แต่ยังไม่สามารถรับราชการทหารหรือเล่นการเมืองได้จนกว่าจะขอสัญชาติเป็น Australian citizen เสียก่อน
4.    ได้สิทธิ์ถือบัตรสุขภาพที่เรียกว่า Medicare ซึ่งใช้หาหมอรักษาโรคได้โดยไม่ต้องเสียค่ารักษาสำหรับแพทย์ที่มีระบบ bulk bill อีกทั้งผู้ที่เลือกซื้อประกันสุขภาพ ก็จะซื้อได้ในราคาที่ถูกลงในฐานะที่เป็น PR ของออสเตรเลีย เช่นกัน
5.    สิทธิประโยชน์ทางสวัสดิการทางสังคม ที่เรียกว่า Social Welfare โดยผู้ที่ถือ PR ของออสเตรเลียสามารถใช้บริการจากหน่วยงานบริการสวัสดิการทางสังคมที่ชื่อว่า Centrelink ได้ อย่างเช่น นักเรียนที่ยังเรียนหนังสืออยู่ ผู้อยู่ในยามตกงาน เจ็บไข้ได้ป่วยจนทำงานไม่ได้ คนชรา ผู้ที่เกษียณแล้ว หรือผู้มีอาการทุพพลภาพ เป็นต้น ก็สามารถรับเงินช่วยค่าครองชีพจากรัฐบาลได้ฟรี หรือบางส่วนตามแต่กรณีต่างๆ
6.    เรียนหนังสือฟรีตั้งแต่อนุบาลไปจนจบชั้นมัธยมตอนปลายในโรงเรียนของรัฐ พอเข้ามหาวิยาลัยก็สามารถเรียนโดยรัฐบาลจะให้เงินยืมให้เรียนฟรีไปก่อน ที่เรียกชื่อว่าระบบ HELP พอจบออกไปทำงาน ค่อยมาใช้คืนรัฐในรูปแบบของภาษีหักคืนทีละนิด แถมยังได้เรียนฟรีในวิทยาลัยอาชีวะของรัฐที่มีชื่อเรียกว่า TAFE ตามรัฐต่างๆทั่วทุกรัฐ
7.    เดินทางเข้าออกประเทศพี่น้อง คือ New Zealand โดยไม่ต้องขอวีซ่า
8.    สามารถเป็นสปอนเซอร์ให้กับครอบครัวให้มาร่วมถือ PR ที่ออสเตรเลียได้ เช่น คู่ครอง พ่อแม่ ลูก
9.    หากซื้อบ้านหลังแรก PR สามารถรับสิทธิประโยชน์ในฐานะที่ First Home Owner Grant เป็นจำนวนถึง AUD10,000 ได้ รวมยกเว้นค่าอากรซื้อบ้านเป็นหลังแรกในออสเตรเลียเพื่อการอาศัยอยู่ จึงไม่ต้องตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์การควบคุมของ Foreign Investment Review Board สำหรับชาวต่างชาติที่ประสงค์จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ในออสเตรเลีย เพราะถือว่าเราป็นผู้ถือถิ่นฐานถาวร หรือเป็น PR แล้ว
10.  สิทธิ์ในการเป็น PR นั้น ยังเอื้อประโยชน์ให้กับลูกที่เกิดภายในประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากลูกจะได้สัญชาติออสเตรเลียทันทีที่เกิด ซึ่งก็หมายถึงลูกก็จะได้ใช้สิทธิ์ต่างๆทั้งทางการศึกษา สุขภาพ สวัสดิการสังคมต่างๆในฐานะที่เป็นซิติเซ่นของออสเตรเลียคนหนึ่ง
11. การได้มาซึ่งสัญชาติออสเตรเลีย ยังช่วยให้เราได้ Credit rating ได้ง่ายขึ้นมากในการขอยืมเงินซื้อบ้าน ซื้อรถ กับการขอบัตรเครดิตทั้งปวง เป็นต้น
“Australia” เป็นประเทศที่ให้โอกาสกับคนทั่วโลก จึงเห็นได้ว่า คนหนุ่มคนสาวจากทั่วโลกในยุคปัจจุบัน จึงมักเลือกออสเตรเลียเป็น Study Destination ของพวกเขามาเป็นอันดับแรก เพราะเขารู้ว่าหลังเรียนจบแล้ว เขาสามารถขอวีซ่า Temporary Graduate ให้เขาได้สิทธิ์ทำงานในออสเตรเลียได้ 2 ปีด้วยวีซ่า 485 จากนั้นยังมีวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์รองรับ กับวีซ่าทักษะประเภทต่างๆที่สามารถช่วยเขาให้ข้ามฝั่งไปเป็น Australian PR จนกลายเป็น Australian citizen ในวันหนึ่งข้างหน้า และเป็น dual citizens ในที่สุด
แต่หนทางการได้มาซึ่งวีซ่าถาวร (Permanent Residence หรือ PR) จนกลายเป็น Australian citizen นั้นเป็นกระบวนการขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา และต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายและคล้องจองตามนโยบายของรัฐบาลออสเตรเลีย ณ เวลาที่สมัครวีซ่า ไม่ว่าจะผ่านช่องทางของการลงทุน การเปิดธุรกิจ การเรียน การใช้ทักษะจากวุฒิบัตรและประสบการณ์ทำงาน ทักษะทางภาษา เป็นต้น หากคุณต้องการทราบว่า คุณมีสิทธิ์ที่จะยื่นขอวีซ่านักเรียนเพื่อไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย หรือขอวีซ่าถาวร เพื่อไปอาศัยอยู่ และทำงานได้หรือไม่นั้น ขอแนะนำว่า นัดเข้ามาให้ Registered Migration Agent (RMA) ของเราประเมินดู อาจเป็นการคุยที่เปลี่ยนเข็มชีวิตของคุณในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับอนาคตของตัวคุณเองก็ได้ ติดต่อที่:
คุณเมย์ 081-3596190

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดอัปเดทกฎอิมมิเกรชั่น อย่าลืมมาเจอคุณหมอวีซ่าในงาน CP Australian Education Fair 2018 วันเสาร์นี้ ห้ามพลาดค่าา ลงทะเบียนโทรเบอร์ตรง 02-2781236 ต่อ 15


เรื่องเรียนและวีซ่า ต้องยกให้ CP International Education & Migration Centre - ก้าวทันตามโลก เที่ยงแท้แน่นอน คุณภาพมาเป็นเลิศ!!

CP International - Globally Connected, Locally Talented!