“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ขึ้นปีใหม่แล้ว จงมาช่วยกันทำแต่สิ่งดีๆเถิด

คุณหมอวีซ่า (31/12/2010)


ฉบับส่งท้ายปีเก่า คุณหมอวีซ่าอยากเขียนเรื่องของตัวอย่างกรณีเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในวงการวีซ่าเมื่อไม่นานมานี้ ตั้งแต่ปีใหม่ 2011 นี้เป็นต้นไป กระทรวงตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติ (Department of Immigration & Citizenship - DIAC) ของออสเตรเลียเอาจริงเอาจังและตั้งกระบวนการปราบปรามผู้ที่ไปรับทำวีซ่า ไปเที่ยวให้คำแนะนำหรือให้ความช่วยเหลือทางด้านวีซ่าในออสเตรเลียโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือถือใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือไม่ได้ถือใบอนุญาตประกอบการเป็น Registered Migration Agent ที่ออกให้โดย Office of the MARA ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของทางกระทรวงโดยตรง

http://www.youtube.com/user/ImmiTV?feature=mhum#p/c/F4EFEEE1C3DD40C2/1/y7gpgMpHXgQ.
(Source: Pier Online dated 14 December 2010)

ตามมาติดๆ ก็เป็นกระบวนการปราบปรามโรงเรียนและเอเย่นทางการศึกษาที่ทำอะไรไม่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายของรัฐบาลออสเตรเลีย ท่านผู้อ่านคงจะจำได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ คุณหมอวีซ่าเคยเขียนเรื่องในทำนองที่เกี่ยวกับรัฐบาลออสเตรเลียได้ทำการกวาดล้างสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะสถาบันเอกชนทั้งหลายที่ไม่ได้มาตรฐาน และทำการฟ้องร้องเอเย่นที่ใช้เอกสารปลอมแปลงไปหลอกลวงรัฐบาล และผลที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็สะท้อนออกมาในรูปแบบของอัตราการปฏิเสธวีซ่านักเรียนด้วยตัวเลขที่สูงลิบลิ่ว จนสถาบันการศึกษาพากันโวยวายว่าทำให้จำนวนนักเรียนนานาชาติที่เข้ามาเรียนที่ออสเตรเลียน้อยลงกว่า 30% ส่งผลสะท้อนให้ประเทศเสียรายได้เมื่อเทียบกับคู่แข่งโลกเช่นประเทศ UK, USA, Canada หรือกระทั่งเพื่อนบ้านเราคือ New Zealand เป็นต้น

อนึ่ง จากผลตรงนี้ ยังทำให้ประชากรชาวออสเตรเลียพากันตกงานกันเป็นแถวๆ ยิ่งกว่านั้น ยังมีการประกาศตัดวีซ่าทักษะ และการแยกความเกี่ยวข้องทางด้านการศึกษา (education) ให้ออกจากการทำวีซ่าอพยพ (migration) ให้เห็นได้อย่างชัดเจนด้วยระบบนับแต้มที่เปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า จนทุกฝ่ายต่างก็งงกันไปตามๆกัน ส่วน eVisa agents เท่าที่คุณหมอวีซ่าทราบมาก็โดนตัดออกอย่างมหาศาล ยกตัวอย่างที่เมืองไทย เท่าที่ทราบมาทางสถานทูตฯได้ตัดจำนวน eVisa agents ลงจาก 200 กว่าเจ้าเหลือเพียง 8 เจ้าอย่างน่าตกใจ เงื่อนไขสำคัญอย่างหนึ่งของการเป็น eVisa agents ก็คือการที่จะต้องรักษาอัตราการผ่านวีซ่าให้สูงเกิน 90% อยู่ตลอดเวลา และที่คุณหมอวีซ่าสามารถยืนยันการเอาจริงของรัฐบาลชุดนี้ได้ ก็เพราะสำนักงาน CP ที่กรุงเทพฯเพิ่งจะได้รับสัญญา eVisa agent ฉบับใหม่ล่าสุดจากทางสถานทูตฯมาเมื่อเดือนที่ผ่านมานี้เอง โดยอ่านดูเงื่อนไขแล้ว ถึงตำแหน่งนี้จะเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ และได้รับการอำนวยความสะดวกในการทำวีซ่าจากอิมมิเกรชั่นมาอย่างมากก็จริง แต่งานก็หนัก เพราะความรับผิดชอบสูงมาก แถมเจ้าหน้าที่ยังบอกว่าจะแวะมาเยือนออฟฟิศเราทุกๆ 6 เดือนเพื่อมาตรวจดูว่าเราได้ปฏิบัติตามกฎที่กำหนดไว้หรือไม่

คุณหมอวีซ่าจึงถามทีมงานว่าหนักใจไหม ก็ได้คำตอบที่น่าภูมิใจนะคะว่า ตั้งแต่ที่ CP ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Trial eVisa Agent จำนวน 1 ใน 6 เจ้าแรกที่เมืองไทยเมื่อครั้งที่อิมมิเกรชั่นริเริ่มโครงการนี้เป็นครั้งแรกในปี 2004 ทีมงานเราก็ปฏิบัติตามกฎอย่างถูกต้องและรักษาคุณภาพมาอย่างเสมอต้นเสมอปลายด้วยดีมาโดยตลอด ตอนนี้ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสำหรับเราเลยไม่ใช่เหรอ ก็ถูกนะคะ หากเราทำแต่ในสิ่งที่ถูกต้องและทำดีมาโดยตลอด มาตรฐานก็จะคงตัว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดอย่างที่ทีมงานบอกมา มีแต่จะดีขึ้นด้วยประสบการณ์อันแน่นแฟ้นที่สร้างสมกันมากว่า 10 ปี

จากคำประกาศข้างล่าง ที่เกี่ยวกับบทบัญญัติว่าด้วยการดูแลนักศึกษานานาชาติของออสเตรเลีย (ESOS Act) ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษาชั้นสูง ฯพณฯ Chris Evans ประกาศไปเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2010 สดๆร้อนๆ ให้ยกระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศออสเตรเลียโดยเน้นคุณภาพมาเป็นหลัก (และก็อย่างว่าคุณภาพก็มาพร้อมกับราคา) ดังนั้น คุณหมอวีซ่าจึงไม่จะแปลกใจเลยที่โรงเรียนต่างๆอาจต้องทำการปรับหลักสูตรให้เป็นระดับการศึกษาชั้นสูงและ charge ราคาแพงขึ้น แทนที่จะเป็นเพียงระดับ certificates หรือ diplomas ระดับราคาถูกๆ ที่สอนโดยโรงเรียนเอกชนโดยทั่วไป โดยที่นักเรียน ก็ไปเรียนบ้าง ไม่ไปบ้าง ตามมาด้วยปัญหา attendance อย่างไม่หยุดยั้ง

หลัง update ข้อมูล คุณหมอวีซ่าก็อยากจะหยิบยกเรื่องจริงที่เกี่ยวกับวีซ่ามาเล่าสู่กันฟัง เพื่อสนับสนุนให้พวกเราทำแต่ในสิ่งดีๆต้อนรับปีใหม่นี้นะคะ

เรื่องที่ 1 : คุณปูกับคุณกุ้ง (นามสมมุติ) เป็น Australian citizens และเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก เปิดร้านอาหารไทยทำงานหามรุ่งหามค่ำกันมาก็ร่วม 10 ปี จนไม่มีเวลาทำลูกกัน ว่างั้นเถอะ พออายุเริ่มมากเข้า ก็เริ่มคิดว่าอยากมีเด็กน้อยมาเพิ่มสีสันให้กับชีวิต แต่ลองกันมาหลายปีก็ไม่ติดสักที ทำกิ๊ฟมาก็ตั้งไม่ทราบกี่ครั้งหมดเงินไปก็มากมาย อีกอย่างสร้างมรดกมามากมาย ก็อยากหาเชื้อสายตนมารับช่วง คุยกับคุณหมอวีซ่าทุกครั้ง ก็บ่นเครียดเรื่องนี้ทุกรอบจนไปกระทบความสัมพันธ์คู่สามีภรรยากัน จนเมื่อเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา คุณหมอวีซ่ามีโอกาสคุยกับคุณแม่ของคุณปูที่เมืองไทย ท่านบ่นเหงา ลูกไปอยู่นอกกันหมด แก่ตัวลงทุกวันไม่มีคนใกล้ชิดดูแล คุณหมอวีซ่าก็ได้ถ่ายทอดความรู้สึกตรงนี้ของคุณแม่ให้คุณปูฟัง คุณปูจึงโทรไปคุยกับคุณแม่ และในที่สุดก็ได้มาพบคุณหมอวีซ่าให้ยื่นเรื่อง Contributory Parents visa ให้คุณแม่มาอยู่ร่วมที่ออสเตรเลียด้วย เสียเงินให้รัฐบาลออสฯไป 3 หมื่นกว่าดอลล่าห์เป็นค่าสมทบค่าเลี้ยงดูคุณแม่ให้รัฐฯไป เจอคุณปูอีกที ยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะวีซ่าคุณแม่ก็ผ่านมาด้วยดี และข่าวใหญ่ที่ตามมาก็คือคุณกุ้งตั้งท้องใกล้คลอด โดยมีคุณแม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ดีใจสมหวัง happy ทั้งครัวเรือน คุณหมอวีซ่าขอแสดงความยินดีด้วย ความกตัญญูส่งบุญกลับให้เห็นได้อย่างทันตาจริงๆนะคะ

เรื่องที่ 2: คุณจอห์นกับคุณก้อย (นามสมมุติ) - คุณก้อยเป็น PR ของออสเตรเลีย เป็นสาวเปรี้ยว ทำงานให้กับบริษัท professional firm แห่งหนึ่งในออสเตรเลียที่ขาย intelligent information ให้กับบริษัททำการตลาดในออสเตรเลีย ช่วงที่ทำงาน ก็ได้มีโอกาสรู้จักกับคุณจอห์น หนุ่มรูปหล่อถือวีซ่าชั่วคราวรายหนึ่งที่มาติดต่อธุรการกับบริษัทที่คุณก้อยทำงานอยู่ ทำไปทำมาก็เป็นแฟนคบกันมาสักพัก คุณจอห์นก็มาให้คุณหมอวีซ่าทำวีซ่าคู่ครองให้โดยมีคุณก้อยเป็นสปอนเซอร์ให้ สัมภาษณ์ดูเอกสารทุกอย่างก็ดูดี เคสไม่น่ามีปัญหา ส่วนทางบ้านที่เมืองไทยของคุณก้อยก็ดีใจลูกสาวได้แฟนฝรั่ง หม่าม้าโดยเฉพาะเตรียมจัดงานต้อนรับลูกเขย แถมซื้อคอนโดให้ลูกสาวเพื่อไม่ให้น้อยหน้าชาวต่างชาติ ทุกอย่างก็ดูจะลงเอยด้วยดี จนวันหนึ่งคุณจอห์นเดินมาพบคุณหมอวีซ่าหน้าตกมาเลย เพราะมาขอถอนเคส ไม่อยากอยู่ภายใต้สปอนเซอร์ของคุณก้อยอีกต่อไป ถามไปถามมา ปรากฎว่าฝ่ายชายไปมีแฟนใหม่ และขอเปลี่ยนคนสปอนเซอร์ ผู้หญิงคนใหม่หน้าตาก็ไม่สวยเท่าคุณก้อย งานก็ไม่ดีเท่า แต่ความซื่อสัตย์ กับความเป็นแม่บ้านเป็นเลิศ คุยไปคุยมาปรากฎว่ามีปัญหาทะเลาะกันด้วยเรื่องอุดมการณ์ที่ไม่ตรงกัน ฝ่ายชายเลยเผยความในใจออกมาว่า เขาเองก็มีญาติสนิททำงานในธุรกิจสายเดียวกับบริษัทที่คุณก้อยทำงานแล้วก็เป็นคู่แข่งทางการค้าด้วยกัน เขาเคยใช้ให้คุณก้อยในฐานะที่เป็นแฟนกันดึงข้อมูลบางอย่างจากทางบริษัทไปให้ญาติสนิทของตน คุณก้อยก็ยอมละเมิดจรรยาบรรณในวิชาชีพของตนและไปขโมยข้อมูลเหล่านั้นมาให้เพราะความรักแฟน แต่แทนที่ฝรั่งเขาจะ appreciate เขากลับคิดต่างจากคนไทยเรามาก เขากลับบอกว่า หากคุณก้อยสามารถหักหลัง ทรยศได้กระทั่งกับเจ้านายที่ให้งานและเลี้ยงดูสอนงานคุณก้อยมาตั้งหลายปี หักหลังเพื่อนร่วมงาน แล้วอะไรจะทำให้คุณก้อยไม่สามารถหักหลังแกได้หละ แกเลยไม่ไว้ใจผู้หญิงคนนี้ จึงขอเลิก แล้วก็ไปมีคนใหม่ คุณหมอวีซ่างงมากเลย อาจมีเรื่องอะไรเกิดมากกว่านี้ เราก็ไม่กล้าถามเพิ่มเติม เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวเขา เพียงแต่เสียดายที่เคสก็ดำเนินไปจนเกือบขั้นสุดท้ายแล้ว

ขอส่งข่าวก่อนจบและเปิดต้อนรับปีใหม่นี้ด้วยการขอเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านและน้องๆนักศึกษานานาชาติ มาร่วมฟังสัมมนาที่เกี่ยวกับการนับแต้ม 65 คะแนนในงาน “CP Skilled Visas Seminar” ระบบใหม่สุดของวีซ่าทักษะ (General Skilled Migration - GSM) ที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 July 2011 นี้ จัดโดยทีมงาน CP Sydney ในวันเสาร์ที่ 22 มกราคม 2011 ตั้งแต่เวลา 13.00 - 16.00 น. ที่ Ground Floor ของสำนักงาน CP Sydney มาทำความกระจ่างให้รู้เรื่องซักทีว่าเราจะเข้าข่ายตามกฎใหม่ไหมหรือจะตามกฎเก่า ถ้าไม่ ต้องทำอย่างไรให้เข้าข่าย อย่ามัวแต่ไปฟังคนโน้นพูดนิดคนนี้พูดหน่อยให้สับสนเปล่าๆ มางานสัมมนาที่ CP งานเดียว กระจ่างทันที

ตามติดๆด้วยงานสัมมนา “วีซ่าคู่รัก” ในงาน “CP Valentine Partner Visas Seminar” ประจำปี 2011 ซึ่งทาง CP ได้รับเกียรติจัดร่วมกับสถานกงสุลประจำนครซิดนีย์ทุกปีในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ ซึ่งปีนี้วัน Valentine ตรงกับวันจันทร์ที่ 14 February 2011 ตั้งแต่เวลา 13.00 – 16.00 น. ที่ Ground Floor ของสำนักงาน CP Sydney โดยคู่รักสามารถจูงมือกันมาจดทะเบียนสมรสแบบไทยได้ในวันงาน พร้อมได้ใบทะเบียนสมรสกลับไปทันทีในวันเดียวกัน ภายใต้การสนับสนุนงานของชุมชนชาวไทยจากทางสถานกงสุลใหญ่ประจำนครซิดนีย์ มาฟังความกระจ่างถึงข้อแตกต่างระหว่างการสมรสแบบไทยกับแบบออสฯว่ามีผลกระทบต่อเราและต่อการยื่นวีซ่า

ทุกอย่างฟรีค่ะ แถมมีของชำรวยแจกในวันงานอย่างเป็นกันเองและสนุกสนาน แล้วไว้พบกันในวันงานปีใหม่นี้นะคะ ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆ สมหวังเรื่องวีซ่ากันทุกคนเลยค่ะ...

ด้วยความปรารถนาดี Merry Christmas and Happy New Year... จากคุณหมอวีซ่าค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

คุณหมอวีซ่า 01/12/2010

มองย้อนหลังปี 2010 - ในโลกของการศึกษาต่อต่างประเทศ

ส่วนในโลกของการศึกษาต่อต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศออสเตรเลียก็เกิดการเปลี่ยนแปลงและเหตุการณ์อลหม่านที่ไม่เคยคาดการณ์กันมาก่อนตั้งแต่เปิดฉากต้นปี 2010 เลยทีเดียว ด้วยการประกาศล้มละลายของโรงเรียนหลายแห่ง กระทั่งโรงเรียนชื่อดังเช่น GEOS Australia ที่มีถึง 8 สาขาทั่วออสเตรเลีย ส่งผลให้นักเรียนกว่า 2,300 คนต่างหาที่เรียนใหม่หรือกลับประเทศ ตามกันติดๆ ด้วยการปิดของโรงเรียนอาชีวศึกษาอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะในรัฐ Victoria ที่เกิดจากการปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่ทางรัฐบาลกำหนดบ้าง ล้มละลายบ้าง ประกอบกับการที่อิมมิเกรชั่นออกนโยบายใหม่เข้มงวดในเรื่องกฎเกณฑ์ของวีซ่านักเรียนขึ้นอีกมาก และที่เห็นชัดๆ ก็คือ การประกาศแยกเรื่องการเรียนกับการอพยพเข้าเมืองออกจากกันทั้งสองสาขาอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะกับการเรียนในสายอาชีวศึกษา (เช่น Cookery, Hairdressing) ที่เคย link กับเรื่องการอพยพข้ามฝั่งอนุมัติให้ข้ามฝั่งไปถือวีซ่าถาวรของออสเตรเลียได้อย่างง่ายๆในอดีตมาเป็นเวลาหลายปี จนรัฐบาลเพิ่งจะมาพบว่าไม่ใช่วิธีที่ดี เพราะทำให้ประเทศได้แต่ผู้อพยพที่ไม่มีคุณภาพ จึงได้พยายามทำการแก้ไขและเปลี่ยนกฎเกี่ยวกับวีซ่าทักษะ (Skilled Visa) ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อแก้ปัญหาจุดนี้ ส่งผลให้จำนวนนักเรียนที่เคยเลือกมาเรียนต่อในประเทศออสเตรเลียลดลงไปถึง 30% กระทบต่อรายได้ร่วม $18 พันล้านเหรียญของประเทศอย่างมหาศาล ประชากรก็พากันตกงาน จวบกับเงินดอลลาห์ออสเตรเลียก็แข็งตัวขึ้นอีก สถาบันต่างๆจึงรวมตัวกันขึ้นมาต่อต้านให้รัฐบาลผ่อนกฎเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนลงบ้าง แต่รัฐบาลออสเตรเลียก็ยืนกรานว่าที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อกู้สถานการณ์และชื่อเสียงทางการศึกษาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษาทั่วโลกว่าออสเตรเลียสามารถให้คุณภาพการศึกษาที่ดียิ่งต่อชาวโลกได้ จะสังเกตว่าสถาบันยิ่งต่อต้าน รัฐฯก็ยิ่งเคี่ยวขึ้น และเมื่อวันที่ 25 November 2010 ที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้ประกาศเปลี่ยนกฎเพิ่มเติมอีกในการแยกหลักสูตร Diploma กับ Advanced Diploma ออกเป็นระดับอาชีวะ (Vocational) กับเป็นระดับการศึกษาชั้นสูง (Higher Education) จนโรงเรียนอาชีวะระดับเอกชนซึ่งขายแต่หลักสูตรภายใต้วีซ่า subclass 572 ต่างเกิดความไม่พึงพอใจที่รัฐบาลออสเตรเลียมีนโยบายกีดกันหลักสูตรกันถึงขั้นนี้ เห็นแหล่งข่าวสื่อกันมาว่า สถาบันเอกชนหลายแห่งกำลังรวมตัวเพื่อฟ้องร้องท่านรัฐมนตรีตรวจคนเข้าเมืองคือ ท่าน Chris Bowen MP เห็นว่าจะเอาท่านไปขึ้นศาล ด้วยเหตุผลที่ว่านโยบายของรัฐบาลออสเตรเลียแสดงให้เห็นถึงการแบ่งแยกและกีดกันระหว่างหลักสูตรโดยเฉพาะของสถาบันของรัฐบาล หรือกลุ่มที่เชื่อมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ กับสถาบันเอกชนอย่างไม่ยุติธรรม การทำเช่นนี้ ก็เท่ากับทำให้สถาบันเอกชนอาจอยู่รอดไม่ได้ และต้องปิดประตูตามๆกันไป และถ้าเป็นเช่นนั้น ก็จะส่งผลให้ประชากรชาวออสเตรเลียตกงานกันเป็นแถวๆ อย่างเช่นตามที่คุณ Natasha Muyrseidl ประธานของ Kelly Colleges ที่ Brisbane ได้ยืนขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลกับการให้ข้อมูลผ่านสื่อโดยให้ความเห็นว่า ถ้าโรงเรียนของเขาต้องปิดประตู ก็จะมีชาวออสซี่ตกงานถึง 50 คน และถ้าอีกหลายๆ colleges ก็ต้องโดนบังคับให้ปิดธุรกิจเพราะอยู่รอดไม่ได้ เนื่องจากจะไม่มีจำนวนนักเรียนเพียงพอเข้ามาเรียนในออสเตรเลียอีกแล้ว เพราะวีซ่าเคี่ยวขึ้นมาก ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ลองนึกดูว่าจะมีชาวออสซี่ตกงานกันอีกกี่คน คุณ Natasha กล่าวว่าตอนนี้ มันเป็นเรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องความอยู่รอดของประชากรชาวออสซี่ ไม่ใช่เป็นเรื่องทางการเมืองเสียแล้ว…

แต่ทางรัฐบาลออสเตรเลียชุดปัจจุบันที่นำโดยท่านนายกหญิง Julia Gillard ก็ยืนยันว่าตัวเลขนักเรียนเข้าออสเตรเลียตกนั้น ก็มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องค่าเงิน dollars ที่แข็งตัวขึ้น การแข่งขันในตลาดโลกที่ดุเดือด และการเปลี่ยนกฎวีซ่านักเรียนที่เข้มงวดขึ้น โดยรัฐบาลมีนโยบายจะคัดเฉพาะแต่ประเภทนักเรียนที่มีเจตนาจะมาเรียนอย่างแท้งจริง และมีเงินมากพอที่จะกินอยู่และเรียนในออสเตรเลียได้จริงๆ ถึงจะมีโอกาสผ่านวีซ่าได้ ซึ่งหมายถึงการเน้นทางด้านคุณภาพสูงโดยตรง และการเน้นคุณภาพนี้ ก็รวมไปถึงการควบคุมคุณภาพของเอเย่นการศึกษาจากทั่วโลกด้วย โดยเมื่อปลายเดือน November 2010 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นชั้นสูงจากสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย 3 ท่านก็เพิ่งจะมาเยือนสำนักงาน CP สาขากรุงเทพ เพื่อมาส่งข่าวการอนุมัติให้ CP ต่ออายุการเป็น eVisa agent 1 ใน 10 เจ้าของประเทศไทยที่หลงเหลืออยู่ พร้อมส่งสัญญาฉบับใหม่ที่เข้มงวดขึ้นกว่าเดิมอีกมาให้เซ็น และให้การอบรมพนักงาน CP คร่าวๆ (ซึ่งเข้าใจว่าตอนช่วงที่รัฐบาลออสเตรเลียปล่อยวีซ่าและออกวีซ่านักเรียนอย่างง่ายดาย อิมฯได้นำระบบ eVisa เข้ามาใช้กับประเทศไทย จีน อินเดียสำหรับการยื่นวีซ่านักเรียนในระดับ Assessment Level 2 – 4 เป็นครั้งแรก ในช่วงต้นๆอิมฯเคยแต่งตั้ง eVisa agents ถึง 50 กว่าเจ้า แต่ด้วยการที่เอเย่นไม่รักษาคุณภาพ โดยเฉพาะมีหลายแห่งก็ทำเอกสารปลอมแปลงไปหลอกทางสถานทูตจนเขาเข็ด จึงมีการตัดเอเย่น eVisa ออกจาก list สถานทูตไปมาก)

ในขณะที่ประเทศออสเตรเลียกำลังเกิดความวุ่นวายในวงการการศึกษา ประเทศอื่นๆอย่างเช่นอังกฤษ (UK) ก็มีการเคี่ยวเรื่องวีซ่านักเรียนเช่นกันโดยบังคับให้นักเรียนนอกกลุ่ม EU จะต้องสอบภาษาอังกฤษให้ผ่านระดับพื้นฐาน จึงจะออกวีซ่าให้เข้าไปเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศอังกฤษได้ ช่วงนั้นก็เป็นช่วงเลือกตั้งที่โน่นพอดี ทางสถาบันสอนภาษาที่อังกฤษเกิดความไม่พอใจ และรวมตัวขึ้นมาต่อต้านกัน โดยทางสมาพันธ์ English UK ได้ยื่นอุทธรณทำเรื่องผ่าน Judicial Review แล้วก็ชนะคดี กฎข้อนี้ก็เลยพับไป ทางประเทศอังกฤษจึงไม่ได้รับผลกระทบกับจำนวนนักเรียนที่ตกฮวบฮาบเหมือนที่เกิดขึ้นในออสเตรเลีย

ส่วนที่ประเทศ Canada ขณะที่ประเทศออสเตรเลียและอังกฤษขึ้นมาเคี่ยวเรื่องวีซ่านักเรียนกัน Canada กลับผ่อนลงโดยการเสนอโครงการใหม่ๆ อย่างเช่น Dual Intent และ Study and Work programs ในการอนุมัติให้นักเรียนที่เลือกไปเรียนที่ประเทศแคนนาดาสามารถได้วีซ่าทำงานได้เท่ากับเวลาที่ลงเรียน อย่างเช่น เรียน 1 ปีก็ได้วีซ่าทำงาน 1 ปี เรียน 2 ปี ก็ได้วีซ่าทำงานต่ออีก 2 ปี เป็นต้น ยิ่งกว่านั้น เด็กที่จบ 2 ปี และทำงาน 1 ปีในแคนนาดา ยังสามารถขอวีซ่าอาศัยอยู่อย่างถาวรภายใต้โครงการ Canadian Experience Class ได้อีกด้วย คล้ายๆกับที่ออสเตรเลียเคยประสบความสำเร็จในแง่ของการดึงดูดนักศึกษานานาชาติให้เข้าเมืองตนเพื่อเรียนหนังสือ ทำรายได้ให้กับประเทศนั่นเอง นอกจากนี้ แคนนาดายังอนุมัติการต่ออายุโครงการ Student Contest Program ในการคัดเลือกสมาชิกในกลุ่ม AACC ให้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับอิมมิเกรชั่นของ Canada (Citizenship and Immigration Canada – CIC) เพื่ออำนวยความสะดวกให้วีซ่านักเรียนผ่านได้ว่องไวง่ายขึ้น คล้ายๆกับโปรแกรมแต่งตั้ง eVisa agents ของออสเตรเลียนั่นเอง ต่างกันตรงที่ในขณะที่ Canada เพิ่มจำนวนเอเย่น ออสเตรเลียตอนนี้ตัดจำนวนลงเหลือน้อยมากๆ อีกอย่างก็คือในขณะที่ Australia หยุดเรื่องการรับผู้อพยพถาวร (Permanent Resident) โดยผ่านช่องทางทางการศึกษา รัฐบาล Canada กลับ offer ทางลัด (fast – track) ให้นักเรียนได้ Citizenship ของ Canada เร็วขึ้นหากเรียนจบระดับมหาวิทยาลัยในมณฑล Quebec เป็นต้น

ส่วนที่อเมริกา (USA) ก็มีการแต่งตั้งเอเย่น 8 เจ้าแรกให้ได้รับใบรับรองที่เรียกว่า American International Recruitment Council (AIRC) ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2009 ที่ผ่านมา ด้วยความที่เป็นประเทศที่ได้รับความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่งของนักเรียนจากทั่วโลก สมัยก่อนที่จะมีเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกคู่ฟ้าในนิวยอร์ก สหรัฐฯ ไม่เคยต้องอาศัยระบบเอเย่น หรือระบบจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้เอเย่นในการหานักเรียนให้เลย เด็กเลือกที่จะไปเองอยู่แล้ว การจัดตั้งสมาคมดังกล่าว จึงนับเป็นก้าวแรกของการแนะนำระบบเอเย่น โดยเจาะตรงเข้าตลาดโลกในการแข่งขันเชิงรุกอย่างแท้จริง


ประเทศอื่นๆเช่น Singapore ก็เข้ามาแข่งขันกับตลาดโลก โดยมีจุดเด่นตรงที่นักเรียนจะได้เรียนทั้งภาษาอังกฤษและจีนภายใต้สภาพแวดล้อมที่สะอาดปลอดภัย และสำหรับนักเรียนไทย ก็อยู่ไม่ไกลบ้าน สำหรับน้องๆที่ budget ต่ำ ปัจจุบันก็มี Malaysia เข้ามาให้เป็นทางเลือก โดยเด็กไทยโดยเฉพาะจากภาคใต้ คุณพ่อคุณแม่ก็นิยมส่งไปเรียนที่ปีนังและกัวลาลัมเปอร์ มาเป็นเวลาช้านานแล้ว

ปัจจุบัน ตลาดจีนก็มาแรง เพราะเด็กจากทั่วโลกจะชอบไปเรียนภาษาจีนและท่องเที่ยวประเทศจีนไปในตัว ยิ่งเศรษฐกิจจีนเติบโตเร็วมากเช่นนี้ ยิ่งเป็นจุดดึงดูดให้คุณพ่อคุณแม่อยากส่งเด็กๆไปเรียนรู้กัน