“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ระบบ EOI มีผลต่อแนวโน้มของวีซ่านักเรียนออสเตรเลียอย่างไร

จากการไปร่วมฟังสัมมนาที่จัดขึ้นที่ Wesley Centre, Sydney เมื่อวันที่ 26 May 2011 ที่ผ่านมา นำเสนอโดยแผนกวางนโยบายของอิมมิเกรชั่นจากกรุงแคนเบอรร่า คุณ Michael Willard จาก DIAC ฝ่าย Policy ได้บรรยายถึงแนวโน้มจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบการคัด skilled migrants หรือผู้อพยพที่ขอโยกย้ายมาตั้งหลักแหล่งในออสเตรเลียโดยอาศัยทักษะและความสามารถของตนเอง โดยรัฐบาลจะนำเอาระบบที่คุณหมอวีซ่าเคยเขียนไว้ในฉบับที่แล้วที่เรียกว่า “Expression of Interest Module - EOI” ที่มีชื่อสั้นๆว่า “SkillSelect” มาใช้ตั้งแต่วันที่ 1 July 2012 เป็นต้นไป

โดยการสัมมนาครั้งนี้ ยังมีพูดถึงการที่รัฐบาลพยายามที่จะส่งเสริมให้ผู้สมัครโยกย้ายไปอยู่ในเขตปริมณฑล (regional Australia) กันมากขึ้นภายใต้การอำนวยความสะดวกในการผ่านวีซ่าเร็วขึ้นจากรัฐบาลออสเตรเลีย สำหรับน้องๆที่รอคิววีซ่าทักษะทั้งหลาย เช่น วีซ่า subclass 485, 885, 886 เป็นต้น

คุณ David Stewart ผู้อำนวยการดูแล case processing สำหรับ GSM วีซ่าก็ได้มาชี้แจงถึงคิววีซ่าทักษะประเภทต่างๆเหล่านั้นว่าทำกันอย่างไร ใครมีสิทธิได้รับการพิจารณาก่อนหลังใครเป็นต้น ด้วยความที่รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายให้ความสำคัญต่อผู้สมัครขอวีซ่าที่มีนายจ้างเป็นสปอนเซอร์ให้ก่อน จึงได้ให้ความสำคัญกับวีซ่าในสกุล 457, 856/112 ที่มีนายจ้างสปอนเซอร์มาเป็นหลัก หลายเคสที่เตรียมเข้าไปดีๆ วีซ่าสามารถผ่านได้ภายใน 2 สัปดาห์ก็มี ส่วนเนื้อหาสัมมนา top hit ครั้งนี้ก็เห็นจะได้แก่ EOI เพราะเป็นโครงสร้างใหม่ของการคัดเลือกผู้อพยพที่มีคุณภาพสูงเข้ามาตั้งหลักแหล่งในออสเตรเลีย ระบบนี้จะเปิดอกาสให้คนจากทั่วโลกที่สนใจแสดงเจตจำนงเข้ามา พร้อมรวมแต้มให้กับตนเองว่าสามารถผ่านเกณฑ์ได้ รัฐบาลจะคัดผู้สมัครที่มีคะแนนสูงสุดไล่ลงมาตามลำดับเรื่อยๆ แล้วออกจดหมายเชิญให้ยื่นเรื่องสมัครเข้าไป โดยถ้าปราศจากจดหมายเชิญ ก็ไม่สามารถสมัครได้นั่นเอง ดังนั้นจะได้หรือไม่ได้วีซ่า ก็จะอยู่ในความควบคุมของรัฐบาลโดยสิ้นเชิง ต่างกับระบบปัจจุบันที่พอรวมคะแนนถึง และผ่านตรวจสุขภาพกับสันติบาลก็สามารถผ่านวีซ่าได้เลย

จากการสัมมนาครั้งนี้ คุณ Michael Willard ยังได้แสดง chart ต่างๆให้ดูว่า ผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงในวีซ่าทักษะครั้งนี้ จะเป็นผลให้จำนวนวีซ่านักเรียนเข้าออสเตรเลียก็ลดลงไปโดยปริยายในอีก 3-4 ปีข้างหน้า ดูจาก chart แล้วก็น่าตกใจ ลดลงเหลือเพียง ¼ ของสมัยปี 2008-09 ที่เคยรุ่งกันมาก็ว่าได้ ปัจจุบันจึงจะเห็นว่ามีหลายคนต้องผิดหวังอกหักกับการขอวีซ่านักเรียนมายังประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากอัตราการปฏิเสธวีซ่านักเรียนที่สูงลิ่วนั่นเอง หลายๆฝ่ายโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยต่างออกมาต่อต้าน จนรัฐบาลต้องแต่งตั้งให้ MP Michael Knight ทำวิจัยเพื่อค้นหาระบบวีซ่านักเรียนที่ดีขึ้นสำหรับประเทศออสเตรเลีย คุณหมอวีซ่าฉบับนี้ จึงอยากคุยกันถึงแนวโน้มของวีซ่านักเรียนออสเตรเลียเพื่อให้กำลังใจกับน้องๆ และนักเรียน นักศึกษากันนะคะ

นหลายๆรายงานไม่ว่าจะเป็นจาก The Australian (May 25, 2011) Campus Review (Ross, J., May 23, 2011) ต่างก็แสดงจำนวนตัวเลขที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดของ student visa’s applicants โดยเฉพาะในประเทศอินเดียที่ตัวเลขของนักเรียนที่สมัคร offshore ลดลงถึง 90 % แต่ในขณะที่วีซ่านักเรียนส่วนใหญ่มาจากนักเรียน onshore ทั้งนั้น แม้กระทั่งประเทศจีนต่างก็ประสบปัญหานี้เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ท่านรัฐมนตรี Chris Bowen จากกระทรวง Immigration and Citizenship และท่านรัฐมนตรี Christopher Evans จากกระทรวง Tertiary Education, Skills, Jobs and Workplace Relations ได้แต่งตั้ง the Hon Michael Knight AO ให้จัดทำ Strategic Review of the Student Visa Program 2011 หรือที่เรียกว่า “the Knight Paper” เพื่อศึกษาและหาข้อสรุปเกี่ยวกับวีซ่านักเรียน ว่าจะทำอย่างไรที่จะนำมาซึ่งประโยชน์อันสูงสุดแก่ international education sector และในขณะเดียวกันก็คงไว้ซึ่งเสถียรภาพของระบบการย้ายถิ่นฐาน (migration)

ในรายงานข่าวของ The Australian เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2011 กล่าวว่าด้วยค่าเงินที่แข็งขึ้น ทำให้นักเรียนเลือกที่จะไปศึกษาต่อยังประเทศอื่นมากกว่าที่จะเลือกมาที่ออสเตรเลีย และอีกสิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ การศึกษาถือเป็นสินค้าส่งออกอันดับสามของประเทศนี้ ถ้าหากเกิดผลกระทบใดขึ้น แน่นอนว่ามันย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของออสเตรเลียไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้น the Knight Paper จึงจัดทำขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

สิ่งที่รายงานฉบับนี้เน้นก็คือการหานิยามของคำว่า “genuine students” คือนักเรียนที่มีความประสงค์จะเข้ามาศึกษายังประเทษออสเตรเลียมากกว่าที่จะเข้ามาทำงาน แต่ในปัจจุบันนี้มีนักเรียนจำนวนมากที่ไม่ใช่ genuine แต่อาศัยเข้ามายังประเทศเพื่อขอวีซ่าถาวร หรือเข้ามาทำงาน ซึ่งในรายงานได้กล่าวว่าการกระทำเช่นนี้ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อระบบการศึกษาของนักเรียนต่างชาติ และการย้ายถิ่นฐาน นอกจากประเด็นเหล่านี้ ปัญหาในเรื่องของค่าเงินดอลล่าร์ที่สูงขึ้น นโยบายไมเกรชั่นที่เปลี่ยนไปก็ล้วนส่งผลกระทบถึงจำนวนนักเรียนที่เลือกจะเดินทางมาศึกษาต่อยังประเทศออสเตรเลีย

ในขณะเดียวกัน สภามหาวิทยาลัยออสเตรเลีย หรือ Universities Australia ซึ่งเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยในประเทศออสเตรเลียก็ได้จัดทำรายงานเพื่อเสนอไปยัง the Knight Paper ถึงข้อสรุปและแนวโน้มที่ทางสภาคิดว่าเหมาะสมกับการจัดการวีซ่านักเรียน

ทั้งนี้สองประเด็นหลักที่ทางสภาคิดว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญคือ

1. การเปลี่ยนแปลงการประเมินหลักฐานทางการเงินของกลุ่มเด็กนักเรียนที่มาจากประเทศ Assessment Level 3 และ 4

2. ความไม่มีเสถียรภาพของสิทธิการทำงานของเด็กนักเรียนต่างชาติภายหลังจากศึกษาจบ

ทั้งสองประเด็นนี้ ทางสภามองว่าเป็นประเด็นที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญอย่างมากในการแก้ไขปรับปรุงในวีซ่านักเรียน

นอกจากสองประเด็นหลักนี้ มีอีกหลายประเด็นมากมายที่ทางสภาได้กล่าวถึง แต่ด้วยเนื้อที่จำกัดของคอลัมน์นี้ ประเด็นหลักๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของเด็กนักเรียน หรือน้องๆนักศึกษาที่ต้องการมาเรียนต่อที่ออสเตรเลียจะนำมาพูดถึงเป็นหลัก

-เรียกร้องให้ทบทวนระบบประเมินวีซ่า -

ปัจจุบันนี้ ระบบวีซ่านักเรียนของออสเตรเลียนั้น แบ่งเป็นหลายประเภท และหลายระดับ ตัวอย่างเช่นในประเทศจีน ที่ปัจจุบันอยู่ที่ลำดับที่ 4 ทั้งนี้หลายๆประเทศเช่นจีน หรืออินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่ ทางสภามหาวิทยาลัยแห่งประเทศออสเตรเลียมองว่า ควรมีการจัดการโดยแบ่งเป็นเขตหรือภูมิภาคมากกว่าทั้งประเทศ ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มสิทธิและผลประโยชน์แก่นักเรียน

-เรียกร้องให้มีการย่นระยะเวลาในการพิจารณาวีซ่า-

ในปกติกว่าจะขอวีซ่านีกเรียนนั้นใช้เวลาค่อนข้างนาน บางครั้งใช้เวลามากกว่าสามเดือนกว่าเจ้าหน้าที่จะแจ้งผลวีซ่า ทั้งนี้สภามหาวิทยาลัยมองว่า ระยะเวลาในการพิจารณาควรเป็นไปตามการแข่งขันในระดับนานาชาติ เพื่อดึงดูดให้นักเรียนหรือนักศึกษาต่างชาติเข้ามายังประเทศมากขึ้น

-ค่าวีซ่า

จากการศึกษา ทางสภาพบว่าค่าวีซ่านั้นค่อนข้างแพงมากกว่าประเทศอื่นๆ เช่นในประเทศอเมริกา นักเรียนต้องจ่ายค่าสมัครวีซ่าเป็นจำนวน $140 แต่ถ้าหากสมัครวีซ่านักเรียนของออสเตรเลีย นักเรียนจะต้องจ่ายถึง $550 ทั้งนี้สภามีควาามเห็นว่าทางรัฐบาลควรลดค่าสมัครวีซ่าลง โดยให้เป็นไปในระดับเดียวกันกับนานาชาติ เพื่อดูงดึดให้นักเรียนต่างชาติเข้ามาเรียนต่อยังออสเตรเลีย โดยอาจจะหักค่าใช้จ่ายในส่วนที่ต้องนำไปบำรุง DEEWR และนำค่าใช้จ่ายตรงนี้เพื่อไปสนับสนุนสวัสดิการของนักเรียนต่างชาติในออสเตรเลีย

-ชั่วโมงทำงานในออสเตรเลีย

ทางสภามีความเห็นว่าควรจัดตั้ง “The Bank Hour” หรือธนาคารชั่วโมงทำงาน ในปกตินักเรียนต่างชาติสามารถทำงานได้อาทิตย์ละ 20 ชั่วโมง จุดประสงค์เพื่อหางานพิเศษเสริมรายได้ในระหว่างพำนักศึกษา หรือก็เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมหรือการดำรงชีพของประชากรออสเตรเลีย อย่างไรก็ตามนักเรียนบางคนทำงานมากกว่า 20 ชั่วโมง โดยเลือกที่จะรับเป็นเงินสด หรือเลือกที่จะทำงานโดยไม่มีประกันครอบคลุมก็เพื่อที่จะได้ทำงานมากกว่าที่รัฐบาลกำหนด ประเด็นปัญหาที่ทางสภามีความเห็นว่าควรจัดตั้ง The Bank Hour ขึ้นมาเพื่อเก็บสะสมชั่วโมงการทำงาน ถ้าหากเป็นช่วงสอบ นักเรียนหลายๆคนก็มักจะไม่อยากทำงาน ทำให้ต้องเสีย 20 ชั่วโมงไปโดยปริยาย โครงการนี้อนุญาติให้นักเรียนได้เก็บชั่วโมงทำงานไว้และสามารถทำงานเพิ่มได้อาจจะเป็นช่วงปิดเรียนหรือช่วงเปิดภาคการศึกษา นอกจากนี้นักเรียนที่ต้องฝึกงานก็สามารถทำงานได้เกินชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งถ้าหากโครงการนี้เกิดขึ้นจริงก็นับว่าส่งผลดีต่อนักเรียนต่างชาติ โดยที่นักเรียนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องไปทำงานที่ไม่มีสวัสดิการ หรือโดนกดขี่จากเจ้านาย

-โอกาสการทำงานหลักจากสำเร็จการศึกษา

ในปัจจุบันรัฐบาลออสเตรเลียมีวีซ่า 485 Graduate (Temporary) Visa ที่อนุญาติให้นักเรียนได้ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในออสเตรเลียหลังจากจบการศึกษาเป็นเวลา 18 เดือน ซึ่งทางสภามหาวิทยาลัยมีความคิดเห็นว่าทางรัฐบาลควรเพิ่มระยะเวลาในการทำงานให้กับนักเรียนหลังจากจบการศึกษา โดยทางสภาได้เสนอโมเดลที่ปัจจุบันประเทศแคนาดาได้ใช้อยู่ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง นั่นก็คือชั่วโมงการทำงานควรสอดคล้องกับจำนวนปีที่นักเรียนศึกษา เช่นถ้าหากนักเรียนศึกษาน้อยกว่า 8 เดือน นักเรียนก็ไม่มีสิทธิที่จะขอทำงานหลังจากเรียนจบ ในขณะเดียวกันนักเรียนที่ศึกษามากกว่า 2 ปีก็มีโอกาสที่จะทำงานได้ถึงสามปีหลังจากจบการศึกษา ทั้งนี้ก็เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ให้กับนักเรียนได้อยู่ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศออสเตรเลีย

-หลักฐานทางการเงิน -

ทางสภามหาวิทยาลัยเสนอประเด็นในเรื่องของการประเมินสถานะทางการเงินว่าควรพิจารณาถึง ช่องทางๆการเงินที่นักเรียนมี มากกว่าที่จะประเมินจาก จำนวนเงินที่เด็กมี นอกจากนี้สภามีความเห็นว่าการแสดงหลักฐานทางการเงินควรประเมินว่า เด็กนักเรียนมีเงินครอบคลุมค่าใช้จ่ายตลอด 1 ปี และมีหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่าพวกเขามีเงินอย่างเพียงพอที่จะอาศัยในประเทศออสเตรเลีย

ประเทศออสเตรเลียจำต้องพึ่งนักวิจัยจากนานาประเทศอยู่มาก ดังนั้นในกรณีที่นักศึกษา เช่นนักศึกษา

ปริญญาโท หรือนักศึกษาปริญญาเอกตัดสินใจเข้ามาศึกษาต่อยังประเทศออสเตรเลีย ทางสภาเห็นว่ารัฐบาลความเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆให้เท่าเทียมกับเด็กในประเทศ เช่นลดหย่อนค่าโดยสาร หรือแม้กระทั่งยกเลิกค่าสมัครวีซ่าให้กับนักเรียน

จากข้อเสนอที่สภามหาวิทยาลัยได้ยื่นให้กับคณะกรรมาธิการของ the Knight Review จะพบว่ามีสิทธิ

ประโยชน์มากมายแก่เด็กนักเรียน นักศึกษาที่ต้องการมาเรียนในระดับมหาวิทยาลัย หรือระดับวิจัยในประเทศออสเตรเลีย จริงอยู่ว่าค่าเงินออสเตรเลียในปัจจุบันมีมูลค่าสูงมาก เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ของอเมริกา แต่ถ้าหากประเด็นข้อเสนอของสภามหาวิทยาลัยเป็นที่ยอมรับ นักเรียนต่างชาติที่เข้ามาศึกษาต่อก็จะได้รับผลประโยชน์ตรงนี้

ม้ในปัจจุบันตลาดการศึกษาของออสเตรเลียอาจจะซบเซา อันเนื่องมาจากค่าเงินที่สูงขึ้น อัตราการปฏิเสธวีซ่าสูง รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากรายงานฉบับนี้ผ่านร่าง คนที่ได้รับผลประโยชน์ตรงส่วนนี้ย่อมไม่ใช่ใครที่ไหน หากเป็นเด็กนักเรียน นักศึกษาที่ต้องการเข้ามาเรียนต่อยังประเทศออสเตรเลีย เพราะทางรัฐบาลออสเตรเลียเองก็ต้องการบุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามาทำงาน ดังนั้นในอนาคตต่อไปการเข้ามาเรียนต่อออสเตรเลียในระดับอุดมศึกษาคงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะการเรียนการสอนที่นี่ก็ไม่แพ้ประเทศในระดับนานาชาติๆ อีกทั้งใกล้บ้าน และสามารถเดินทางไปมาสะดวก

ดังนั้นหากน้องๆนักศึกษาคนใดสนใจที่จะมาเรียนต่อยังประเทศออสเตรเลียก็สามาถติดต่อมาได้ที่สำนักงานของ CP International ทุกสาขา


email: info@cpinter.co.th
www.cpinter.com.au

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ออสเตรเลียมีงาน...แต่ขาดวิศวกร

เมื่อไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ The Australian ได้พาดหัวข่าวว่า ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ขาดแคลนบุคลากรในสายวิศวกรเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งต้องไปแข่งขันแก่งแย่งวิศวกรกับประเทศอื่นๆในตลาดโลกด้วยการจ่ายค่าแรงที่สูงกว่าตามที่หน่วยงานปฏิบัติการวิศวกรรมเฉพาะกิจแห่งชาติออสเตรเลีย (The Australian National Engineering Taskforce) ได้รายงานไว้ ในขณะที่ตัวเลขจากกระทรวงศึกษาธิการการว่าจ้างงานและที่ทำงานสัมพันธ์ (DEEWR) ได้แสดงให้เห็นถึงจำนวนบัณฑิตที่จบสายวิศวกรรมที่สูงขึ้น แต่อุตสาหกรรมในสายวิศวะฯ ก็ยังขาดแคลน บุคลากรทางด้านนี้เป็นอย่างยิ่งอยู่ดี จนรัฐบาลต้องลงงบประมาณให้มีการวิจัยถึงปัญหาจากการขาดแคลนวิศวกรในประเทศออสเตรเลียที่เรียกว่า “The Scoping of Our Future Study”

จากการศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของโครงการ CBD Metro ของรัฐบาลนิวเซาท์เวลส์จนเสียงบประมาณไปฟรีๆถึง 500 ล้านเหรียญจากการยกเลิกโครงการไปในครั้งนี้ โดยสาเหตุใหญ่ส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดแคลนแรงงานด้านวิศวกร จึงได้มีการแนะนำว่า ออสเตรเลียต้องเร่งผลิตบัณฑิตวิศวกรอย่างเร่งด่วน แต่ปัญหาที่น่าเศร้าส่วนหนึ่งก็คือ เด็กมัธยมออสเตรเลียไม่ยอมเลือกเรียนสาขาฟิสิกส์และเลขคณิตกัน ซึ่งเป็นวิชาที่นำไปสู่การเรียนสาขาวิศวกรรมในมหาวิทยาลัย ดังนั้นคณะวิศวะฯจึงประกอบไปด้วยจำนวนนักศึกษานานาชาติมากมาย แต่น่าเสียดายที่หลังเรียนจบ อุตสาหกรรมต่างๆไม่ค่อยนิยมจ้างบัณฑิตนักศึกษานานาชาติให้เข้าทำงานกัน สาเหตุส่วนหนึ่งก็เกิดจากบัณฑิตใหม่เหล่านี้ไม่สามารถอยู่รับใช้ทางบริษัทนานพอ จะด้วยปัญหาวีซ่าที่ไม่อนุมัติให้เขาทำงานในระยะยาวหรือถูกประเทศอื่นแย่งตัวไปก็ตาม ทางนายจ้างทั้งหลายจึงรู้สึกว่าอบรมงานมากมายให้จนเก่งแล้วก็ต้องจากไป จึงไม่คุ้มกับการจ้างเป็นต้น

ท่านผู้อ่านจึงจะเห็นว่าหลังๆนี้หลายสถาบันการศึกษาในออสเตรเลียได้เริ่มโครงการฝึกงานให้กับบัณฑิตที่จบวิศวะกันมา ที่เรียกว่า Engineering Internship Program ที่คาดว่าโครงการนี้จะเป็นทางผ่านที่ดีสำหรับนักศึกษาวิศวกรรมข้ามสะพานไปสู่ตลาดงานได้อย่างมั่นใจ ยิ่งกว่านั้น โครงการ “The Scoping of Our Future Study” ยังสนับสนุนให้นักเรียนเพศหญิงเลือกหนทางอาชีพใหม่โดยลงทะเบียนเรียนในสาขาวิศวกรรมกัน กระทั่งนักศึกษาผู้ใหญ่ที่สนใจทางด้านนี้ก็ไม่สายจนเกินไปที่จะเริ่มต้นในอาชีพที่น่าสนใจในสายนี้

ช่วงนี้ด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและถี่ๆของโครงการวีซ่าทักษะที่เป็นช่องทางให้บัณฑิตที่เรียนจบหลักสูตรอย่างน้อย 2 ปีในออสเตรเลีย สามารถยื่นวีซ่าถาวรอาศัยอยู่และทำงานในออสเตรเลียได้ด้วยทักษะและความสามรถของตนเอง คุณหมอวีซ่าจึงอยากแนะนำให้น้องๆรุ่นใหม่เลือกเรียนอาชีพในสายวิศวะฯกัน รับรองว่าไม่ผิดหวัง หลังเรียนจบน้องๆยังสามารถต่อด้วย Internship Program ออกไปฝึกงานเพื่อเป็นสะพานเชื่อมสู่สายอาชีพงานที่น่าสนใจและกำลังเป็นที่น่าสนใจและขาดแคลนในออสเตรเลียอย่างแรงในปัจจุบัน

สถาบันหนึ่งที่มี Internship Program ในสายวิศวะฯได้แก่ Engineering Internship Program ของ University of South Australia

โดยดูรายละเอียด www.unisa.edu.au/engineering/internship/images/internship_flyer.pdf นอกจากนี้ทาง CP International Education and Migration Centre ยังเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของ University of South Australia นอกจากจะได้สิทธิพิเศษหลังจากเรียนจบในการเคลม 5 แต้มในฐานะที่เป็น regional university แล้ว นักศึกษาที่จบคณะวิศวกรรมศาสตร์จาก UniSA ยังสามารถสมัครโครงการ Engineering Internship ออกไปฝึกงานอย่างต่อเนื่องได้อีกด้วย

สนใจสอบถามและสมัครเรียนได้โดยผ่านทีมงาน CP International Education ได้ทุกสาขาที่ www.cpinter.com.au

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

นักเรียนไทยในออสฯทำไมถึงกลัวไม่กล้ากลับบ้านกัน ? กลับไทยไปทำวีซ่าแล้วจะได้กลับมาอีกไหม???

ดูเหมือนจะเป็นหัวข้อ top hit ในปัจจุบันไม่ว่าจะอยู่ในวงสนทนา วงเหล้า วงข้าวต้ม วงกาแฟ หรือวงอื่นๆ ก็ตาม จากการที่มีข่าวหนาหูว่า เพื่อนๆ พี่น้อง ญาติๆ กลับไทยไปเยี่ยมบ้านแล้ว กลับเข้ามาออสฯอีกไม่ได้?? แถมหน้าใหม่ๆที่อยากมาเรียนต่อออสเตรเลียยื่นวีซ่าไปแล้วไม่ผ่านก็เป็นตับ บ้างก็เรียนจบกลับไปทำวีซ่ามาใหม่ก็โดนปฎิเสธ ทั้งๆ ที่ไม่เคยหนีเรียน ไม่เคยมีประวัติเสียเลย บ้างก็กลับไปเยี่ยมบ้านแล้วกลับเข้ามาไม่ได้ วีซ่าโดนยกเลิกกลางสนามบิน โดนส่งกลับทันที บ้างก็เคยมาวีซ่า Work & Holiday ทั้งที่ไม่เคยทำผิดเงื่อนไขวีซ่ามาแต่อย่างใด แล้วอยากกลัมาเรียน วีซ่ายื่นสองสามรอบก็ไม่ผ่าน สารพัดรูปแบบสถานการณ์



หากคุณเป็นหนึ่งในนั้น หรือรู้จักใครที่โดนประสบการณ์ร้ายๆ มาแบบนี้ คุณหมอวีซ่าก็ขอบอกได้เลยว่า “You’re not the only one!” เพราะทุกวันนี้ภายใต้นโยบายใหม่ของรัฐบาลพรรคแรงงานของออสเตรเลียยุคนี้ กฎการขอวีซ่านักเรียนเพื่อมาศึกษาต่อที่ออสเตรเลียยุ่งยากมากขึ้นเสียจนมีหลายท่านลงความเห็นกันว่า สงสัยจะมีการแข่งขันอัตรการปฎิเสธวีซ่านักเรียนระหว่างเจ้าหน้าที่สถานทูตออสเตรเลียจากทั่วโลกกัน คนไหนที่มีอัตราการปฎิเสธวีซ่าสูงสด คงจะได้รับรางวัลดีเด่นกระมัง !!!!



เรื่องนี้คุณหมอวีซ่าขอคอนเฟิร์มในฐานะที่เป็น Migration Agent ที่เชียวชาญในเรื่องวีซ่านักเรียนมานานร่วม 15 ปี ว่าปัจจุบันวีซ่านักเรียนเข้าออสเตรเลียยุ่งยากขึ้นมากจริงๆ เทื่อเทียบกับครั้งสมัยก่อนปี ค.ศ.2009 และอัตราการปฎิเสธวีซ่าก็สูงขึ้นมากจริงๆค่ะ โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนรุ่นที่ขอวีซ่าภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ดังต่อไปนี้ และทุนทรัพย์ไม่ค่อยถึงกัน โดยหวังจะใช้วีซ่านักเรียนเข้ามาเป็นช่องทางเพื่อทำงานหาเงินส่งกลับบ้านเท่านั้นละก็ คุณหมอวีซ่าบอกได้เลยว่าหมดยุคเสียแล้ว เพราะช่วงนี้ รัฐบาลออสฯเคี่ยวเอาจริงๆค่ะ!



หากท่านเป็นหนึ่งในจำนวนผู้ยื่นขอวีซ่านักเรียนเข้าออสเตรเลียที่ตกอยู่ในข่ายต่างๆ ดังต่อไปนี้ คุณหมอวีซ่าขอเตือนนะคะว่า จัดอยู่ในข่ายที่มีความเสี่ยงสูง มีโอกาสถูกปฏิเสธวีซ่าค่ะ


- เงินในบัญชีมีน้อยหรือมีพอดีเปี๊ยะๆ ตามที่รัฐบาลกำหนด


- ใช้สเตทเม้นท์ญาติที่ไม่ใช่พ่อ-แม่ หรือใช้สเตทเม้นท์ของญาติหรือเพื่อนหรือเจ้าของธุรกิจ (โดยเฉพาะร้านอาหาร) ที่อยู่ในออสเตรเลีย


- จู่ๆ ก็มีเงินฝากเข้าบัญชีเป็นก้อนโตๆ (sudden injection of funds) โดยไม่สามารถหาคำอธิบาย หรือหลักฐานที่ดีประกอบได้


- เคยไปอยู่ออสเตรเลียด้วย Work and Holiday Visa มาก่อน


- เคยมีประวัติวีซ่าที่ไม่ดีมาก่อน เช่น เคยโดนโรงเรียนแจ้งเรื่อง attendance ไม่ถึงหรือสอบไม่ผ่านวิชาตามกำหนด


- ลงเรียนกับทางสถาบันที่สถานทูตกากระบาดไว้แล้ว (โดยไม่บอกแจ้งล่วงหน้า แต่ถามเอาตอนสัมภาษณ์ว่าทำไมถึงไปลงที่นี่ เป็นต้น)


- เคยถูกปฎิเสธวีซ่า (เช่น วีซ่าท่องเที่ยว หรือตัวอื่นๆ) มาก่อน


- เคยไปต่อวีซ่าตัวใหม่ เช่น วีซ่าคู่ครอง ในออสเตรเลียมาก่อน


- ได้วีซ่าท่องเที่ยวไปแล้ว พยายามไปต่ออายุภายในออสเตรเลีย


- แอบไปทำงานด้วยวีซ่าที่ไม่อนุญาตให้ทำงาน แล้วโดนจับได้ หรือมีคนแอบแจ้ง


- เคยทำวีซ่าติดตามนักเรียนมาก่อน


- ลงหลักสูตรภาษา หรือ Diploma ราคาถูกๆ


- ลงเรียนสายอาชีพ เช่น Cook, Hairdressing เป็นต้น


- คนหนึ่งทำวีซ่านักเรียนอีกคนทำติดตาม


กรณีต่างๆ ข้างต้น เป็นเพียงบางตัวอย่างที่จัดว่าเป็นกรณีความเสี่ยงสูง ยื่นขอวีซ่าไปแล้วมีโอกาสจะไม่ผ่าน หากท่านผู้อ่านท่านใดสนใจอยากทราบว่า หลักฐานที่ต้องใช้ในการขอวีซ่ามาจากเมืองไทย มีอะไรบ้าง ก็สามารถสอบถามจากเจ้าหน้าที่ CP ได้ทุกสาขา แต่ถ้าอยากรู้ว่าทำวีซ่าสไตล์คุณหมอวีซ่าอย่างไร ถึงมีอัตราการผ่านสูง ก็เห็นจะต้องคอยติดตามอ่าน คุณหอวีซ่ากันต่อไปนะคะ

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สปอนเซอร์ลูกอายุเกิน 18 ปีมาเป็น PR ถือวีซ่าถาวรตามพ่อแม่มาอยู่ออสเตรเลียได้ จริงเหรอ??



คุณหมอวีซ่า - 1 May 2011

เดือนเมษายนที่ผ่านมาเป็นเดือนที่หลายคนชอบกันมาก โดยเฉพาะสำหรับประชาชนชาวอ๊อฟฟิส เพราะฝั่งไทยเพิ่งจะได้ฉลองสงกรานต์กันไปหมาดๆ ฝั่งออสฯก็ตามติดๆมาด้วยเทศกาล Easter ได้ฉลองเทศกาลวันหยุดยาวพักผ่อนกันได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยหน่อย คุณหมอวีซ่าก็หวังว่าทุกคนคงได้สนุกสนานกับสงกรานต์ และ Happy Easter กันทุกๆท่านเลยนะคะ


เผอิญช่วงนี้มีลูกค้าหลายท่านที่เพิ่งจะเดินทางกลับจากไทย จากการไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่และลูกหลานครอบครัวกันมา คงจะยังคิดถึงกันอยู่เนื่องจากพลัดพรากจากกันมาหลายปี จึงพากันเข้ามาปรึกษาคุณหมอวีซ่าเรื่องอยากสปอนเซอร์ญาติพี่น้องฝั่งโน้นให้มาอาศัยอยู่ด้วยในออสเตรเลีย บ้างก็อยากให้คนที่เรารักและห่วงใยที่บ้านมีชีวิตที่ดีขึ้น บ้างก็อยากให้มาบุกเบิกธุรกิจทำการค้าร่วมกัน บ้างก็อยากให้มาช่วยงานของตนเองหรือกิจการที่กำลังเติบโตทำคนเดียวไม่ไหวแล้ว บ้างก็อยากให้มาช่วยเลี้ยงลูก และกรณีที่คุยมากหน่อยในช่วงนี้ อาจเป็นเพราะเป็นช่วงปิดเทอมเด็กๆที่ไทยกันพอดี ก็คงจะเป็นกรณีคุณพ่อบ้าง คุณแม่บ้างที่ได้เป็นผู้ถือถิ่นฐานถาวรที่ออสเตรเลีย หรือที่เรียกว่า PR เรียบร้อยแล้ว แต่ได้ทิ้งลูกๆไว้ที่บ้านมานาน พอตนเองตั้งตัวได้ ก็อยากสปอนเซอร์ให้ลูกๆตามมาอยู่ด้วย เนื่องจากประเทศออสเตรเลียมีสวัสดิดีๆให้หลายอย่าง เช่นลูกๆจะได้เรียนฟรี ยามเจ็บป่วยก็ได้ Medicare ช่วยออกค่าหมอ ค่าเยียวยาให้อีก และที่สำคัญคือมาอยู่เป็นเพื่อนพ่อแม่จะได้หายเหงา หายห่วง หลายรายก็สารภาพเลยว่ากังวลมากว่าลูกจะไปคบเพื่อนผิดกลุ่ม ติดยาบ้าเมื่อใด ก็คงยุ่งไม่น้อยเลยนะคะ อาจทำให้เด็กเสียอนาคตได้ หากท่านผู้อ่านติดตามอ่านคอลัมคุณหมอวีซ่าเป็นประจำ ก็จะสังเกตว่าคุณหมอวีซ่ามักจะเขียนเรื่องที่ทันยุคสมัยอยู่เสมอ และเป็นเรื่องที่เป็นความรู้อย่างแท้จริง เป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านโดยทั่วไป


วันนี้คุณหมอวีซ่าจึงอยากหยิบยกเรื่องของการสปอนเซอร์ลูกๆที่อายุเกิน 18 ปีล้ว

มาเขียให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจถึงสิธิทั้ของคุณลูกและของคุณพ่อ-แม่ให้แจ่มแจ้งสักที จะได้ไม่ตกเป็นกรณีอย่างตัวอย่างล่าสุด (ตามที่คุณหมอวีซ่าเขียนยกตัวอย่างข้างล่างนี้ไว้) เห็นได้อย่างเด่นชัดเลยว่า คุณพ่อ-แม่ต้องมาเกิดอาการเสียใจภายหลังที่พลาดโอกาสทำเรื่องให้ลูกไปแล้วอย่างน่าเสียดาย ทั้งๆที่ลูกมีสิทธิที่จะได้ PR หลังอายุเกิน 18 โดยแท้ๆ ครั้นจะโทษคุณพ่อคุณแม่ว่าไม่รู้จักใช้สิทธิตรงนี้ก็ไม่ถูก คุณหมอวีซ่าว่าน่าเห็นใจมากกว่าที่พวกเขาอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไปปรึกษากับผู้ที่ด้อยประสบการณ์และความรู้ไม่ถึง จึงได้รับคำแนะนำมาอย่างผิดๆ ทำให้ลูกพลาดโอกาสชีวิตที่ดีๆไปอย่างน่าเสียดาย


กรณีแรก ที่คุณหมอวีซ่าอยากยกตัวอย่าง ขอเรียกเป็นคุณพ่อ A ก็แล้วกันนะคะ ท่านก็เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในออสเตรเลียมาก มีร้านทำขนมปังฝรั่งขายทั้งปลีกทั้งส่ง ลูกค้ามากมาย มีฐานะ เป็นที่รู้จักและนับหน้าถือตาของชุมชนที่นี่พอควรเลยทีเดียว ตอนคุณพ่อ A มาพบคุณหมอวีซ่า ลูกชายที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ในออสเตรเลีย (ด้วยวีซ่านักเรียน แบบเสียตังเท่าเด็ก international students อย่างเต็มๆ) อายุเพิ่งจะครบ 25 ไปได้ 3 วัน เผอิญคุณพ่อเอาเอกสารมาแปลที่ CP International แล้วเห็นคุณหมอวีซ่านั่งทำงานอยู่ ท่านหยิบหนังสือพิมพ์ Thai Press ดูรูปแล้วถามพนักงาน CP ว่า “คนที่นั่งอยู่ตรงนั้น ใช่คุณหมอวีซ่าคนนี้ไหม” พอทราบว่าใช่คนเดียวกัน ท่านก็ตรงดิ่งขอเข้ามาคุยปรึกษาด้วยเลยทันทีถึงเรื่องของลูกชาย เพราะอยากให้ลูกได้เป็น PR อยู่กับท่านไปนานๆที่นี่ - กรณีนี้น่าเสียดายสุดๆที่คุณพ่อ A ไม่ได้มาพบคุณหมอวีซ่าเร็วกว่านี้สักนิด สัก 1-2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ก็ยังดี คุณหมอวีซ่าจะได้รีบปั่นเรื่องยื่นลูกให้เป็นผู้ติดตาม โดยทำ PR ได้จากออสเตรเลียโดยตรง ไม่ต้องบินกลับไปทำที่ไทยเลย ฟังดูหลักฐานการส่งเสียก็เยอะ และสม่ำเสมอมาโดยตลอด แถมเด็กก็เรียนมาโดยตลอด ถึงจะอายุเกิน 18 แต่ก็ยังต่ำกว่า 25 มีโอกาสได้ PR ในฐานะผู้ติดตามคุณพ่อแน่นอน คุณหมอวีซ่าฟังเคสแล้วได้แน่ๆ แถมยังเป็นเคสที่ดีด้วย แต่น่าเสียดายที่คุณพ่อบอกว่าไปหาเอเย่นมาตั้งหลายเจ้า ทุกคนยืนยันว่าต้องทำวีซ่านักเรียนเพียงอย่างเดียว เพราะลูกอายุเกิน 18 ปี หัวเด็ดตีนขาด เขาก็ยืนยันว่าทำกันไม่ได้ คุณพ่อจึงได้ให้ลูกถือวีซ่านักเรียนมาโดยตลอดหลายปี และเสียค่าเล่าเรียนมามากต่อมากแล้วทุกๆปี อันนี้คุณหมอวีซ่าอยากชี้แจงให้คุณพ่อคุณแม่ตระหนักอยู่สองเรื่องใหญ่ๆที่ควรรับทราบกันไว้นะคะ คือในวงการวีซ่านั้น หากความรู้ของที่ปรึกษาไม่ถึง หรือเป็นผู้ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ไม่ได้เรียนรู้ศึกษากฎหมายมาดีพอ หรือมีประสบการณ์ไม่เพียงพอ ก็อาจไม่ทราบว่าเรื่องแบบนี้ทำได้ หรืออาจจะไม่เคยทำ หรือไม่กล้าทำ จึงหาทางออกง่ายๆให้ไปทำเป็นวีซ่านักเรียนซะ เพราะการทำวีซ่านักเรียนนั้น หากอายุเด็กอยู่ในเกณฑ์เรียน และพ่อแม่มีสตางค์ส่ง ก็ทำได้ไม่ยาก และเอเย่นเองก็ได้กิน commission จากค่าเล่าเรียนที่เด็กจ่ายเป็นค่าเทอมให้ทางสถาบันไปเรื่อยๆ และยิ่งถ้าเป็นหลักสูตรดิปโพลม่าโรงเรียนเอกชนราคาถูกๆ ก็ได้กินยาวทุกเทอมจนเด็กจบคอร์ส การให้คำแนะนำแบบนี้ จึงง่ายและสะดวกต่อการทำมาหากิน ถ้าจะพูดแบบภาษาชาวบ้านนะคะ (ช่วงนี้ เราจึงเห็นข่าวรัฐบาลออสฯออกมาประกาศกฎเข้มงวดเรื่องวีซ่านักเรียนขึ้นมาก เพื่อบังคับให้ที่ปรึกษาทางการศึกษา หรือ education consultants ทั้งหลาย ต้องเริ่มขึ้นทะเบียน เรียนจรรยาบรรณเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคทั้งหลายบ้าง) แต่จะเห็นได้อย่างกรณีนี้ ลูกเสียโอกาสได้ PR คุณพ่อเองก็เสียโอกาสได้ลูกมาอยู่อย่างถาวร แถมเสียค่าเล่าเรียนไปมากมาย ทั้งๆที่ลูกมีโอกาสเข้าโรงเรียนรัฐบาลดีๆหลายแห่งและเรียนฟรีที่นี่ จะเห็นได้ว่า คำแนะนำที่ถูกต้องนั้น ส่งผลต่อชีวิตและอนาคตของเด็กคนหนึ่งมากมายจนเรียกว่าพลิกอนาคตได้เลยทีเดียว เสมือนคนไข้ไปหาหมอมือใหม่ๆที่ความรู้และประสบการณ์ยังไม่ถึง จ่ายยารักษาผิดวิธีมา คนไข้ก็ย่อมไม่รอด แถมอาการหนักกว่าเดิมก็มีมากมายนะคะ บางคนก็เสียดายว่าต้องจ่ายค่าปรึกษาหมอ อยากได้คำแนะนำฟรี เข้ากรณีเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายเป็นก่ายกอง แต่อนาคตที่เสียไปนั้นนะสิที่น่าเสียดายที่สุด เพราะเรียกคืนมาไม่ได้อีกแล้ว ใช่ไหม


ในเคสของคุณพ่อ A นี้ ลูกชายสามารถยื่นวีซ่าที่มีชื่อทางการว่า Child (Subclass 802) Visa ภายในออสเตรเลียได้ ทั้งๆที่อายุเกิน 18 แต่ยังต่ำกว่า 25 มีหลักฐานเรียนมาโดยตลอด เป็นโสดและยังไม่ทำงาน ยังพึ่งคุณพ่อส่งเสียมาโดยตลอด จริงๆแล้ว ลูกคนนี้สามารถยื่น PR เป็นผู้ติดตามตรงมาจากเมืองไทยด้วยวีซ่า 101 โดยไม่ต้องมาเป็นวีซ่านักเรียนเลยด้วยซ้ำไป คุณหมอวีซ่าอยากมี magic wand หมุนเวลากลับไปอีกสักสัปดาห์ก่อนน้องครบ 25 ปี แล้วจะช่วยเตรียมเอกสารกลับอนาคตให้น้องยื่นวีซ่าถาวรได้ - คนละเรื่องกับที่เป็นอยู่ปัจจุบันจังเลย

คุณหมอวีซ่าขอคัดเงื่อนไขของการทำวีซ่าตัวนี้จากเว๊ปอิมมิเกรชั่นโดยตรงมาให้ดูคร่าวๆเป็นหลักฐานว่าทำได้จริงๆ ท่านผู้อ่านจะได้กระจ่าง และเข้าใจ ไม่ไปหลงเชื่อคำแนะนำที่ผิดๆอีกนะคะ


Child (Subclass 802) Visa - วีซ่าถาวรสำหรับลูก

Dependency

The child must be dependent on their sponsor. A child under 18 years of age is considered to be dependent. However for a child who has turned 18 years of age to be considered dependent, they must rely more on their sponsor than on any other person or source of financial support in either one of the circumstances below:

  • to meet their basic needs of food, shelter and clothing, and they must have relied on this support for a substantial period (usually 12 months)
  • because of a disability that prevents them working to support themselves.
    Note: Disability means that the child has total or partial loss of their bodily or mental functions, and they are unable to work because of it.

Age

The child must be under 25 years of age when the visa application is lodged. If the child has turned 18 years of age, they must also be a full-time student and financially dependent on their sponsoring parent.

To be considered a full-time student, the child must:

  • be validly enrolled, and actively participating, in a full-time post-secondary course of study leading to a professional, trade or vocational qualification
  • have been undertaking that course since turning 18 years of age, or have commenced studies within six months or a reasonable period of completing secondary education
  • not be in full-time employment.


Note: The only exception to this age limit and full time student requirement is where the child has a disability that stops them from working.

Relationship status

The child must be single. They must not be married, in a de-facto relationship or engaged to be married.
Note: If the child has turned 18 years of age, the child must not only be single, but they must never have been married or had a de facto partner.


อ่านดูข้างต้นแล้ว จะเห็นว่า คุณหมอวีซ่าบอกคุณพ่อ A ว่าเคสลูกเขาทำ PR ได้ ก็คือได้จริงๆตามกฎค่ะ


กรณีที่สอง ขอเรียกว่าคุณแม่ B ที่เมื่อ 8 ปีก่อนได้ยื่นวีซ่าติดตามให้ลูก 3 คนที่อายุเกิน 18 แต่ต่ำกว่า 25 ที่สถานทูตอสเตรเลียที่เมืองไทย คุณแม่เล่าว่ามีเอกสารการสนับสนุนการเงิน การเรียนครบทุกอย่าง แต่สถานทูตฯปฏิเสธไป 2 คน โดยให้เหตุผลว่าเป็นเด็กไม่มีคุณภาพ (อะไรกันเนี่ยะ มีการปฏิเสธด้วยเหตุผลอย่างนี้ด้วยหรือคะ?) ส่วนอีกคนเขาก็ว่าจะผ่านให้ แต่รอมาเกือบ 8 ปี เพิ่งจะได้รับจดหมายปฏิเสธจากทางสถานทูตเมื่อเร็วๆนี้เอง เคสอย่างนี้ คุณหมอวีซ่าเสียดายแทนคุณแม่ B ที่ไม่ได้ยื่นอุทรณ์สู้เพื่อลูก 2 คนที่ถูกปฏิเสธไป อาจจะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือไม่ได้รับคำแนะนำมาอย่างถูกต้อง และไม่เข้าใจในระบบอุธทรณ์ของศาลตุลาการ (Migration Review Tribunal) ที่นี่ดีพอ จึงไม่ได้ใช้สิทธิยื่นอุธทรณ์ตรงนี้ เพราะฟังเคสแล้ว ถ้าสู้ก็มีโอกาสชนะทั้งสองคน ส่วนลูกคนที่ 3 ที่สถานทูตเพิ่งปฏิเสธมา ตอนนี้ลูกก็เกิน 25 แล้ว แต่คุณหมอวีซ่าอ่านจดหมายปฏิเสธแล้ว พบจุดบกพร่องหลายจุดที่คิดว่ามีโอกาสเอาชนะคดีได้ จึงยินดีรับยื่นอุธทรณ์ให้คุณแม่ B ถ้าชนะครั้งนี้ คุณแม่อย่างน้อยก็ได้ลูกมาอยู่ด้วย 1 คนก็ยังดีนะคะ แล้วเอาไว้คุณหมอวีซ่าจะรายงานความคืบหน้าต่อไป คดีอย่างนี้ คุณหมอวีซ่าชอบทำมาก เพราะท้าทายดี และถ้าเป็นเคสยิ่งยาก และเราสามารถเอาชนะได้เพื่อกลับชีวิตและอนาคตให้กับคนๆหนึ่งได้ ความปลื้มใจตรงนี้ ใช้คำพูดบรรยายไม่ได้จริงๆเลยค่ะ


ก่อนจบ ขอเกริ่นเรื่องเกี่ยวกับพ่อแม่ที่ทำเรื่องคู่ครองกับชาวออสเตรเลีย และที่มีลูกที่เมืองไทยซึ่งได้ขาดการติดต่อไปนานแล้ว โดยไม่ประสงค์จะเอาลูกมาอยู่ด้วยจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ขอเตือนว่าทางอิมฯยังคงต้องขอหลักฐานเกี่ยวกับลูกที่เราขาดการติดต่อไปแล้วนั้น อีกทั้งยังขอผลตรวจร่างกายเด็กอีกด้วยนะคะ แต่คุณหมอวีซ่าก็มีทางออกให้เสมอ ขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงมาให้ถูกต้อง แจ้งความประสงค์มาให้กระจ่าง ก็จะพยายามแก้ไขให้ สาเหตุที่เกริ่นเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เนื่องจากช่วงนี้ มีวีซ่าคู่ครองทยอยผ่านมาหลายคู่ รับจดหมาย Grant Visa เกือบจะเป็นรายวันเลยก็ว่าได้ โชคดีที่เกือบทุกเคสที่คุณหมอวีซ่ายื่นให้ ผ่านโดยไม่มีการสัมภาษณ์ กระทั่งกับการยื่นให้ผู้ไม่มีวีซ่าแล้วก็ตาม ก็ยังผ่านอย่างไม่มีสัมภาษณ์ เรียกว่าเป็นความโชคดีของลูกค้าคุณหมอวีซ่าทั้งหลายที่ไม่ต้องเข้าไปนั่งเครียดกับเจ้าหน้าที่ แต่หากเคสที่คุณหมอวีซ่ารับทำแล้ว เกิดเจอเจ้าหน้าที่งอแง มีปัญหาใดๆคุณหมอวีซ่าก็ fight ให้เต็มที่ไม่ทิ้งกันเช่นกันค่ะ


ขอประกาศย้ำอีกครั้งว่า CP International ที่ กรุงเทพฯกับเชียงใหม่ ได้ย้าย offices แล้ว ไปในที่ที่ใหญ่กว่า ใหม่กว่า ทันสมัยกว่า แต่คุณภาพคงเดิม หรือดีกว่า จึงขอต้อนรับทุกท่านแวะไปเยี่ยมเยือนสำนักงานใหม่ของเรา ดังรายละเอียดข้างล่างนี้นะคะ