“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ยังเป็นยุคของออสเตรเลียหรือไม่ - ข้อพึงทราบสำหรับผู้ถือวีซ่านักเรียนที่ประสงค์จะต่อวีซ่าที่ออสเตรเลีย หรือขอวีซ่าตรงมาจากนอกออสเตรเลีย - ระบบ Genuine Temporary Entrant หรือ GTE ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่วันที่ 5 November


สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณหมอวีซ่าได้มีโอกาสไปประชุมประจำปีที่มหาวิทยาลัย UNSW จัดโดย UNSW Global และได้พบกับเพื่อนร่วมงานในสายเอเย่นท์นักเรียนหลายเจ้าจากหลายประเทศ ต่างก็บ่นตุ๊บตั๊บถึงกฎหมายใหม่เกี่ยวกับวีซ่านักเรียนอันเข้มงวดขึ้นมากของออสเตรเลีย ได้ข่าวมาว่าปีหน้า 2012 จะมีอีกหลายสถาบันอาจโดนสั่งปิด อีกหลายเอเย่นท์โดนสอบสวนและถูกสั่งพับ เนื่องจากเหตุใหญ่ๆคือการที่เคยไปใช้เอกสารปลอมในการทำวีซ่าให้นักเรียนมาเป็นสาเหตุใหญ่ ส่วนในงานอบรม migration agents ที่คุณหมอวีซ่าไปร่วมมาเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนแถว Circular Quay ก็มีการพูดถึง applications สำหรับวีซ่าทักษะ Skilled visas ที่ยื่นเข้าไปกว่า 45,000 cases อิมฯมาพบว่ามีการใช้เอกสารปลอม หรือให้ข้อมูลปลอมถึง 20,000 กว่ากรณีเพื่อให้ได้มาซึ่งวีซ่าถาวรของออสเตรเลีย จึงมาตั้งข้อสรุปว่า ด้วยความที่มีผู้สมัครรวมทั้งเอเย่นท์ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎจรรยาบรรณมากมายจากทั่วโลกหลายชาติทำเคสปลอมๆไปหลอกรัฐบาลเขา เขาก็เลยต้องขึ้นมากวาดล้างครั้งใหญ่เป็นเรื่องธรรมดา งานที่ตามมามากมายมหาศาลสำหรับรัฐบาลชุดนี้ เพราะนอกจากจะต้องคอยปฏิเสธเคสที่ตกค้างอยู่ปัจจุบันแล้ว ยังต้องไปรื้อเคสเก่าๆที่ handled โดยเอเย่นท์ที่มีชื่อปรากฎบ่อยๆว่าทำอะไรผิดๆใช้เอกสารแต่งเรื่องปลอมจนลูกค้าได้ PR or citizen ไปแล้ว โดยอิมฯสามารถมีอำนาจเข้าไปถอน PR or citizen ได้อีก ลองคิดดูว่าหากเราได้ PR มาแล้วจู่ๆวันหนึ่งรับจดหมายโดนอิมฯสอบสวน ก็คงเป็นเรื่องที่นอนไม่หลับไปอีกนานเลยนะคะ ดังนั้นในขบวนการกวาดล้างครั้งนี้ ส่งผลไปถึงวีซ่ามากมายหลายตัวรวมทั้งวีซ่านักเรียนด้วย แต่คุณหมอวีซ่ากลับมองว่า การกวาดล้างเป็นสิ่งที่ดี เพราะคนที่ไม่ควรได้วีซ่าก็ไม่ควรไปทำเรื่องหลอกรัฐบาลเขา สิ่งที่ไม่ใช่ของแท้และไม่ใช่เป็นของที่เราควรได้ วันหนึ่งก็จะหลุดจากเราไปได้เช่นกัน จะทำอะไร ทำวีซ่าตัวไหนก็ทำในสิ่งที่เราพึงได้ตามกฎหมายของบ้านเมืองเขา อย่าไปทำหลอกเลย สักวันโดนจับได้ ก็ต้องคืนเขาไป เสียเงินทองไปมากมาย แล้วกลับมาโดนลงโทษลงทัณฑ์อีก ก็ไม่คุ้มกันนะคะ

ราวนี้ก็มาถึงเรื่อง hot สุดในยุคนี้ คือวีซ่านักเรียนของออสเตรเลีย นับจากวันที่ 5 พฤศจิกายน 2011 ที่ผ่านมา รูปแบบของวีซ่านักเรียนตัวใหม่ตาม Recommendation ของ Knight Review ก็เริ่มใช้แล้วอย่างเป็นทางการนะคะ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือเป็น stage แรกเท่านั้น และจะค่อยๆเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนไปอีกเป็นขั้นเป็นตอนไปตลอดจนถึงปี 2013 จนกว่าจะเข้ารูปเข้ารอย สำหรับการเปลี่ยนแปลงหลักๆภายใต้ stage แรก นี้ก็คอการเพิ่มตัวเลือกในการทดสอบระดับภาษา (แต่ไม่กระทบนักเรียนไทย) และ การเพิ่มระยะเวลาวีซ่าให้กับนักเรียน research แต่ประเด็นหลักที่สุดเห็นจะเป็นในเรื่องของ Genuine Temporary Entrant หรือที่เรียกกันย่อๆว่า GTE ซึ่งล่าสุดคุณหมอวีซ่าก็ได้ไปอบรมมาด้วย ต้องขอบอกว่า วีซ่านักเรียนรูปโฉมใหม่นี้ จะเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ของงานบริการในสายวีซ่านักเรียนของออสเตรเลียเลยก็ว่าได้ จากที่ฟังๆมา ความที่การยื่นวีซ่านักเรียนจะทำยากขึ้นมาก เอเย่นท์ทั้งหลายจะถือว่าวีซ่านักเรียนนั้นเป็นเสมือนหนึ่งในวีซ่าหลายๆตัว เช่นวีซ่าทักษะ วีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ วีซ่าคู่สมรส ฯลฯ ที่ต้องอาศัยความรู้และความชำนาญในการทำวีซ่าอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ตัวแทนขายคอร์สเยี่ยงสมัยที่ผ่านๆมาอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น นอกจากจะไม่สามารถให้ส่วนลดได้แล้ว ยังจะต้องมีการเรียกเก็บค่าบริการทำวีซ่าอีกด้วย สาเหตุเพราะการทำวีซ่านักเรียนนั้นได้กลายเป็น professional เหมือนๆกับการรับทำวีซ่าตัวอื่นๆเสียแล้ว เพียงแต่อาจมีการเรียกเก็บค่าแรงการทำวีซ่าในราคาที่ถูกลง ทาง Migration Agents Registration Authority (MARA) ได้กำหนดค่าทำวีซ่านักเรียนสำหรับออสเตรเลียไว้ที่ประมาณ $550-$1,999 ในท้องตลาดปัจจุบัน ดังนั้นสำหรับตลาดไทยแล้ว วิธีเก่าๆที่เอเย่นท์ไทยส่วนใหญ่ใช้โดยการขายคอร์สราคาถูกๆ ขายซ้ำๆแต่คอร์สในระดับดิพโพลม่า เปลี่ยนแต่ college ไปให้เรื่อยๆ แล้วแข่งกันลดราคาแต่อย่างเดียวนั้น หมดยุคแล้ว เพราะจะพบว่าวีซ่าจะไม่ผ่าน หรือผ่านได้ยากมาก ในยุค GTE ไม่คล่องแคล่วอย่างที่เคยเป็นมาอีกต่อไปแล้ว การขอวีซ่านักเรียนในยุคนี้ จึงต้องอาศัยความรู้ทางกฎหมายและประสบการณ์ในการตีความกฎหมายและนโยบายของรัฐบาลให้แตกฉาน จึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ และที่สำคัญนอกจากจะต้องมีหลักฐานที่แน่นแฟ้นและเป็นจริงแล้ว ยังต้องมีการพิสูจน์เจตนาในการมาเรียนของเราอีก ถ้าหากเตรียมเอกสารเข้าไปไม่ดี โอกาสที่จะโดนปฏิเสธก็สูงเป็นทวีคุณ และครั้นโดนปฏิเสธวีซ่า ก็ติดประวัติอีก ทำให้การขอวีซ่าในอนาคตไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลียหรือประเทศอื่นก็รวนไปหมดอีกเหมือนกัน คุณหมอวีซ่าจึงอยากแนะนำให้น้องๆนักเรียนนักศึกษาปรึกษาเอเย่นท์ระดับมืออาชีพที่รู้กฎหมายจริงๆ อย่าเลือกเอเย่นท์เพราะใครให้ราคาถูกกว่า เพราะหากราคาถูกแต่วีซ่าไม่ผ่าน ก็ไม่มีประโยชน์ จริงไหมคะ แถมสร้างประวัติลบให้กับตนเองอีก ไม่คุ้มกันจริงๆค่ะ

และในวันที่ 5 นี้เอง ทางกระทรวงอิมมิเกรชั่นได้ออกข้อปฏิบัติที่ 53 ภายใต้มาตรา 499 แห่งพระราชบัญญัติการย้ายถิ่นฐาน 1958 (Direction No 53 – Assessing the Genuine Temporary Entrant Criterion for Student Visa Applications) ซึ่งท่านรัฐมนตรี Chris Bowenได้ออกข้อปฏิบัตินี้มาเพื่อเป็นแนวทางในการประเมิน GTE คุณหมอวีซ่าเคยกล่าวถึง GTE ไปแล้วเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ก็ขอยกเรื่องนี้มาพูดคุยกันอีกสักครั้งหนึ่งในปักษ์นี้ เพราะนับจากนี้เป็นต้นไป GTE จะถือเป็นเกณฑ์หลักที่ทางเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นจะนำมาพิจารณาในการออกวีซ่านักเรียนทั้งที่ขอต่อภายในประเทศ และที่ขอตรงมาจากไทยค่ะ

สี่ปัจจัยหลักที่ทางอิมมิเกรชั่นจะนำมาพิจารณาว่าจะให้วีซ่านักเรียนกับใคร หรือคนไหนก็คือ

1. สถานะตลอดจน สภาพแวดล้อมของผู้สมัคร

2. ประวัติการย้ายถิ่นฐานของผู้สมัคร

3. ถ้าหากผู้สมัครเป็นผู้เยาว์ จุดประสงค์ของผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลในการสมัครมาที่ออสเตรเลีย

4. ปัจจัยอื่นๆ

คำที่อิมมิเกรชั่นนำมาใช้นั้นน่าสนใจนะคะ การจะตัดสินใจอะไรได้นั้น ไม่ใช่ว่าจะฟันธงไม่ให้ แต่มอบอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นทั้งหลายในการ ชั่งน้ำหนัก” (weigh in) ประกอบการตัดสินใจว่าข้อมูลที่ให้มานั้นแสดงให้เห็นถึงเจตนาและความตั้งใจอันแท้จริงที่จะมาเรียนต่อยังประเทศออสเตรเลียหรือเปล่า ต่อไปนี้ถ้านักเรียน หรือนักศึกษา ตกอยู่ในประเภทที่:

- มีประวัติลงเรียนคอร์สถูกๆ แล้วต่อวีซ่าไปเรื่อยๆ

- เคยโดนปฏิเสธวีซ่ามาก่อน

- อยู่ออสเตรเลียมาหลายปีแล้ว แต่ลงเรียนคอรส์ไหนก็ไม่จบสักที

- เคยไปประเทศอื่นๆ แล้วมีประวัติที่ต้องการจะย้ายมาตั้งถิ่นฐานในออสเตรเลีย

อกจากนี้ยังรวมไปถึงสภาพทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ การทหาร ครอบครัว ทั้งในประเทศบ้านเกิด และออสเตรเลีย แล้วยังรวมไปถึงคอร์สที่เลือกจะมาเรียนอีกด้วย ตอนนี้ผู้อ่านทั้งหลายก็คงจะเห็นแล้วนะคะว่ามีหลายปัจจัยเลยทีเดียวที่มีผลต่อการประเมิน GTE ต่อไปนี้ถ้าใครมาเรียน แล้วตอบไม่ได้ว่าจะเรียนคอร์สนี้ไปเพื่ออะไร แล้วจะทำอาชีพอะไรต่อไป เรียนจบโทมาแล้ว 3 ใบ แต่ยังเลือกมาเรียน diploma ที่ออสเตรเลียอีก เช่นนี้ ทางอิมมิเกรชั่นก็อาจจะตั้งข้อสงสัยถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาเรียนที่ออสเตรเลียนะคะ ถ้าหากคุณหมอวีซ่าเดาไม่ผิด จุดประสงค์ของการจัดตั้ง GTE ขึ้นมาก็เพื่อลดจำนวนนักเรียน นักศึกษาที่ต้องการจะเข้ามาตั้งถิ่นฐานยังออสเตรเลีย แต่คุณหมอวีซ่าก็ไม่อยากให้พวกเราตื่นตระหนกตกใจกันไปหมดนะคะ เพราะว่าถึงแม้จะมีปัจจัยมากมายที่ส่งผลกระทบต่อการประเมิน GTE แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีโอกาสมาเรียน หรือจะขอพีอาร์ในอนาคตนะคะ ซึ่งในปักษ์หน้าคุณหมอวีซ่าจะพูดถึงแนวโน้มวีซ่าในอนาคตกัน แต่ถ้าหากน้องๆคนไหนไม่ชัวร์ และอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการให้ซีพีอินเตอร์ ฯ ช่วยเตรียมหลักฐานในการยื่นวีซ่านักเรียนละก็ ติดต่อมาได้เลยนะคะ ทางทีมงานซีพีอินเตอร์ ฯ ทุกคน ยินดีและพร้อมที่จะช่วยเหลือค่ะ สามารถติดตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.immi.gov.au/students/_pdf/2011-genuine-temporary-entrant.pdf

อกจาก GTE จะเริ่มออกมาใช้กันแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่คุณหมอวีซ่าอยากมาบอกกล่าวกันค่ะ นั่นก็คือเรื่อง Fraud Public Interest Criterion (PIC) นั่นก็คือการใช้เอกสารปลอมหรือให้ข้อมูลเท็จในการยื่นสมัครวีซ่า ซึ่งในแต่ก่อนนั้น PIC จะนำมาใช้กับผู้ที่ต้องการสมัคร Skilled Migration visas แต่นับจากวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา PIC นั้นจะคลอบคลุมไปถึงวีซ่าต่างๆรวมถึงวีซ่านักเรียนด้วย ถ้าใครใช้เอกสารปลอมไม่ว่าจะตอนยื่นเอกสาร หรือใช้เอกสารปลอมยื่นสมัครวีซ่าไปในตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา เคยถูกปฏิเสธวีซ่าเพราะเคยใช้เอกสารปลอมยื่นเข้ามาหรือเปล่า ถ้าหากทางอิมมิเกรชั่นเกิดตรวจพบว่ามีการยื่นเอกสารปลอมเข้าไปในการสมัครขอวีซ่า ทางอิมมิเกรชั่นจะให้เวลา 28 วันในการให้เราเขียนเหตุผลเข้าไปว่าทำไมเขาถึงจะให้วีซ่าเรา แต่ถ้าหากเราหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ ผู้ที่สมัครวีซ่าเข้าไปมีสิทธิโดนลงทัณฑ์ทำโทษละเว้น 3 ปีไม่มีสิทธิขอวีซ่าชั่วคราวใดไเข้าออสเตรเลีย ซึ่งภายใต้ PIC กฎการลงโทษก็คือ “one fails, all fail” ใครก็ตามที่ยื่นใบสมัครวีซ่าเข้าไป แล้วโดนปฏิเสธวีซ่าภายใต้กฎ PIC ไม่ว่าจะมีกี่คนในสมัครนั้นๆ ทุกคนก็จะโดนปฏิเสธวีซ่าหมด แต่จะไม่ได้รับโทษแบน 3 ปีเหมือนกับคนที่เป็นผู้สมัครหลัก แต่การโดนปฏิเสธวีซ่าครั้งหนึ่งมันก็เหมือนกับการที่เราโดนขึ้นแบล๊กลิสต์ ถ้าหากจะอยากกลับมาออสเตรเลียอีกรอบ ทางอิมมิเกรชั่นก็จะต้องนำข้อมูลเก่าเข้ามาประกอบการพิจารณาเสมอ ถ้าหากครั้งหนึ่งเราโดนปฏิเสธ โดยเฉพาะด้วยเหตุผลของการใช้เอกสารปลอม ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานทางการเงิน ใบปริญญาบัตร ผลสอบทางภาษาเป็นต้น พอครั้งที่สองเราจะสมัครวีซ่าอีก เราก็อาจจะโดนจับตา รวมถึงอาจจะโดนปฏิเสธอีกรอบเพราะทางเจ้าหน้าที่ไม่เชื่อมั่นในหลักฐานที่เรายื่นประกอบอีกต่อไป คุณหมอวีซ่าถึงพูดเสมอว่าการจะสมัครวีซ่าประเภทอะไรก็ตาม เราจะต้องใช้หลักฐานที่เป็นจริงเสมอ เพราะถ้าหากโดนปฏิเสธขึ้นมา เผลอๆอาจจะไม่ได้มาออสเตรเลียกันอีกเลยทีเดียว สำหรับผู้อ่านท่านใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ PIC สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.immi.gov.au/migration-fraud/document-fraud.htm

จากข้อมูลที่ให้มาข้างต้น ก็คงพอจะบ่งบอกถึงแนวทางที่เปลี่ยนไปของวีซ่านักเรียนได้นะคะ ว่าต่อไปนี้การจะเข้ามายังประเทศออสเตรเลียเพื่อหางานทำโดยอาศัยช่องทางของวีซ่านักเรียนเข้ามา หรือน้องๆเปลี่ยนโรงเรียนไปเรื่อยๆ แต่เรียนไม่จบไหนสักที่ หรือบางคนที่ใช้เอกสารปลอมเข้ามา ก็คงต้องเปลี่ยนแนวความคิดแล้วล่ะค่ะ เพราะดูเหมือนว่าต่อไปนี้ประเทศออสเตรเลียต้องการนักเรียน หรือนักศึกษาที่ต้องการมาศึกษาต่อยังประเทศนี้จริงๆ และมีจุดประสงค์เพื่อมาเรียน ไม่ใช่มาเรียนเพื่อขอพีอาร์อีกต่อไป อย่างไรก็ตามที่คุณหมอวีซ่ากล่าวมาทั้งหมดก็ไม่ได้หมายความว่าให้ทุกคนถอดใจ แล้วกลับบ้านกันนะคะ เพราะคุณหมอวีซ่าเชื่อว่าออสเตรเลียเองก็ยังเปิดประเทศต้อนรับน้องๆผู้อ่านทุกคนที่ต้องการเข้ามาศึกษายังออสเตรเลียอย่างตั้งใจจริงค่ะ


แต่ในท่ามกลางข่าววีซ่าเข้มงวดไม่ปล่อย PR ของ Australia คุณหมอวีซ่าก็มีข่าวดีเรื่อง Canada ยินดีต้อนรับนักเรียนนักศึกษา และเปิดช่องทางการทำ PR ให้อย่างกว้างขวาง ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกนะคะ หากน้องๆสนใจจะย้ายไป Canada กัน ก็นัดมาคุยกับคุณหมอวีซ่าโดยตรงได้เลยนะคะ ยินดีให้ข้อมูลที่ถูกต้องให้ค่ะ

Cherry Picking with CP Inter – Saturday 3 December, 2011

ก่อนจะลากันไปวันนี้ คุณหมอวีซ่าก็อยากจะเชิญชวนน้องๆผู้อ่านทุกคนไปร่วมเชอร์รี่ทริปกับทีมงานซีพี อินเตอร์ฯ ในวันเสาร์ที่ 3 ธันวาคมนี้ รีบๆจองกันหน่อยนะคะเพราะว่าใกล้จะเต็มแล้ว นอกจากนี้คุณหมอวีซ่าก็ขอให้น้องๆมาร่วมกันเขียนเรียงความประกวดวันพ่อ โดยเงินรางวัลที่ผู้อ่านได้รับ ทางซีพีอินเตอร์ฯ จะสมทบทุนช่วยผู้ประสบอุทกภัยที่เมืองไทยอีกด้วยค่ะ ถ้าสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 029267 8522 or email tob@cpinter.com.au


วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วีซ่านักเรียนรูปโฉมใหม่ของออสเตรเลีย - ข่าวดีสำหรับนักศึกษาไทย?

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา “ประเทศออสเตรเลีย” จัดได้ว่าเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมในอันดับต้นๆสำหรับนักเรียน นักศึกษานานาชาติที่กำลังมองหาช่องทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพราะนอกจากจะมีระดับการศึกษาที่ได้มาตรฐานโลกแล้ว สภาพภูมิอากาศและ สภาวะทางสังคมประกอบกับภูมิประเทศอันสวยงามตระการตาและผู้คนที่เป็นมิตร ทำให้ 4 หัวเมืองหลักของประเทศออสเตรเลียทั้งนคร Melbourne (อันดับที่หนึ่ง), Sydney, Adelaide และ Perth ถึงกับ ติดอันดับเป็นหนึ่งใน 10 ของเมืองที่น่าอยู่ที่สุดของโลก (การจัดอันดับ “เมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก” ประจำปี 2554 เกษตรเดลี่ กันยาฯ 2011) ดังนั้น การได้รับวีซ่านักเรียนเพื่อเข้ามาศึกษาต่อในออสเตรเลีย จึงเป็นความใฝ่ฝันของนักเรียนนานาชาติจากทั่วโลก รวมทั้งนักเรียน/นักศึกษาไทยด้วย

หากศึกษาจากประวัติกฎหมายเข้าเมืองของออสเตรเลีย ท่านผู้อ่านจะพบว่าในอดีตกาล รัฐบาลออสเตรเลียมีการควบคุมอัตราการอนุมัติวีซ่านักเรียนที่แน่นหนามาก จนกระทั่งในช่วงปี ค.ศ. 2006-2007 จนถึงประมาณต้นปีค.ศ. 2010 ภายใต้การนำของพรรค Liberal Party ที่ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลออสเตรเลียได้ปล่อยวีซ่านักเรียนโดยเปิดให้อาศัยช่องทางทางการศึกษาเป็นสะพานเชื่อมสู่การขอวีซ่าถาวร (Permanent Resident – PR) เพื่อให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในประเทศออสเตรเลียสามารถอยู่ทำงานและตั้งหลักแหล่งอาศัยอยู่ในออสเตรเลียได้อย่างถาวรต่อมา โครงการนี้ได้ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนกระทั่งรัฐบาลฯมาพบว่า มีนักเรียนนักศึกษาและตัวแทนต่างๆรวมทั้งสถาบันการศึกษาเอกชนระดับล่างหลายแห่งได้ผลิตเอกสารปลอม หรือ ตบแต่งเรื่องปลอมไปหลอกรัฐบาลฯให้ออกวีซ่านักเรียนให้ ตัวอย่างที่เห็นบ่อยก็จะเป็นพวกเอกสารรับรองทางการเงิน การจดทะเบียนสมรสปลอม เป็นต้น จนกระทั่งมีจำนวนมหาศาลเสียจนรัฐบาลฯต้องเข้ามาก้าวก่ายและกวาดล้าง เราจึงพบว่าตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 2010 เป็นต้นมา รัฐบาลออสเตรเลียได้ทำการประกาศการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับกฎวีซ่าประเภทต่างๆ โดยเฉพาะที่มีความเกี่ยวโยงกับวีซ่านักเรียน เช่น วีซ่าทักษะประเภทต่างๆอย่างฉับพลันและอย่างไม่หยุดยั้งจนทุกฝ่ายตั้งตัวกันไม่ติด ทั้งสถาบัน เอเย่นต์ และกระทั่งตัวนักเรียน/นักศึกษาเองก็ตามจนทำให้เกิดความล้มเหลวของโครงการวีซ่านักเรียนของออสเตรเลียครั้งใหญ่ และสืบเนื่องจากการที่รัฐบาลออสเตรเลียได้ทำการควบคุมจำนวนวีซ่านักเรียนอย่างชนิดที่เรียกว่าเคี่ยวสุดๆ ส่งผลให้รายได้ของประเทศทางสายนี้ซึ่งเกี่ยวโยงไปถึงรายได้ที่เคยได้รับจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่พัก คมนาคม ฯลฯ ก็พากันตกอย่างฮวบฮาบ รัฐบาลจึงต้องแต่งตั้งให้ the Hon Michael Knight AO จัดทำวิจัยเพื่อทบทวนเรื่องใหญ่นี้โดยเฉพาะที่เรียกว่า Strategic Review of the Student Visa Program 2011 หรือสั้นๆว่า “the Knight Paper” เพื่อศึกษาและหาข้อสรุปเกี่ยวกับวีซ่านักเรียน โดยสภามหาวิทยาลัยออสเตรเลีย หรือ Universities Australia ซึ่งเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยในประเทศออสเตรเลียก็ได้จัดทำรายงานเพื่อเสนอไปยัง the Knight Paper ด้วยถึงข้อสรุปและแนวโน้มที่ทางสภาคิดว่าเหมาะสมกับการจัดการวีซ่านักเรียน และเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2011 ท่าน Michael Knight ก็ได้ออกข้อเสนอ Strategic Review of the Student Visa Program 2011 – Recommendations ไปถึงรัฐบาลออสเตรเลียตามที่เห็นเหมาะสม การเปลี่ยนแปลงระบบวีซ่านักเรียนของออสเตรเลียครั้งใหญ่นี้มีข้อเสนอด้วยกันทั้งหมด 41 ข้อ ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก หากท่านผู้อ่านท่านใดสนใจต้องการอ่านเพิ่มเติม ก็สามารถติดตามอ่านได้ที่ www.immi.gov.au/students/knight/

ภายหลังจากที่ท่าน Michael Knight ได้ออกรายงานฉบับนี้ออกมา และเมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ท่านวุฒิสมาชิก Chris Evans จากกระทรวง Tertiary Education, Skills, Jobs and Workplace Relations และท่านรัฐมนตรี Chris Bowen MP จากกระทรวง Immigration and Citizenship ได้แถลงการณ์ร่วมกันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านระบบการศึกษาของออสเตรเลีย โดยเฉพาะในส่วนของ International Education Sector สำหรับนักเรียน หรือนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการเข้ามาเรียนต่อยังประเทศออสเตรเลีย โดยท่านรัฐมนตรี Chris Bowen MP ได้กล่าวไว้สั้นๆ เกี่ยวกับระบบการศึกษาของประเทศออสเตรเลียไว้ดังนี้

“ Our international education sector is world class, and the reforms announced today will help entrench Australia as a preferred destination for international students,”

“The reforms will assist in ensuring Australia remains an attractive study option and will offer practical support for international education providers that have been under pressure as a result of the high Australian dollar.”

(มาจาก http://www.minister.immi.gov.au/media/cb/2011/cb172439.htm)

ในช่วงที่ผ่านๆมา ค่าเงินดอลลาร์ของออสเตรเลียนั้นขึ้นสูงมาก กอปรกับความเข้มงวดในการขอวีซ่านักเรียนเข้าประเทศออสเตรเลีย ทำให้หลายๆคนถอดใจที่จะมาออสเตรเลีย และเลือกที่จะปประเทศอื่นแทน

มีนักเรียนต่างชาติจำนวนมากที่ต้องการเข้ามาศึกษายังประเทศนี้ แต่ก็ติดเรื่องของหลักฐานการเงิน หรือระดับความสามารถทางภาษา หรือบางคนอยากที่จะหาประสบการณ์ทำงานในออสเตรเลีย แต่ก็ไม่เข้าเกณฑ์ที่จะสมัคร Graduate Skills Visa (sc 485) ก็เลยต้องกลับบ้านกันไปตามๆกัน โดยมีอีกหลายสาเหตุมากมายเลยค่ะ ซึ่งการที่ทั้งสองท่านรัฐมนตรีออกรายงานฉบับนี้ออกมาเพื่อที่จะบอกว่า ออสเตรเลียเตรียมพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงแล้วค่ะ และผลดีของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็ไม่ใช่เพื่อใครที่ไหน ก็เพื่อนักเรียนต่างชาตินั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงวีซ่านักเรียนครั้งนี้ มีอะไรบ้าง ?

โดยรวมแล้วการเปลี่ยนแปลงหลักๆก็เห็นจะได้แก่ การเปลี่ยนแปลงการพิจารณาวีซ่านักเรียน (new streamlined visa processing arrangements) ลดจำนวนหลักฐานทางการเงินลง อนุญาตให้นักเรียนทำงานได้ 40 ชั่วโมงต่อทุกสองสัปดาห์ ตลอดจนให้โอกาสแก่นักเรียนที่จบการศึกษาในออสเตรเลียได้ทำงาน ซึ่งตัวนักเรียนหรือนักศึกษาจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตัวเองนั้นเป็น Genuine Temporary Entrant” ก็คือเป็นบุคคลที่มีความประสงค์ต้องการจะเข้ามาเรียนที่ออสเตรเลียอย่างแท้จริง ซึ่งเกณฑ์อันนี้จะเป็นวัตถุประสงค์หลักที่ทางอิมมิเกรชั่นจะใช้ในการพิจารณาว่าจะให้วีซ่าแก่เราหรือไม่นั่นเองค่ะ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก คุณหมอวีซ่าจึงขอนำมาลงเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับนักอ่านคนไทยละกันนะคะ

The Genuine Temporary Entrant (GTE) Requirement (Recommendation 1 and 2)

The Genuine Temporary Entrant (GTE) Requirement นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของวีซ่านักเรียนรูปโฉมใหม่ นักเรียนหรือนักศึกษาท่านใดที่ต้องการจะมาศึกษาต่อยังประเทศออสเตรเลียจะต้องผ่านเกณฑ์ GTE ตามที่อิมมิเกรชั่นกำหนด ซึ่งการนำหลักการนี้มาใช้จะช่วยให้การพัฒนาระบบวีซ่านักเรียนของออสเตรเลียเป็นไปอย่างมีระบบมากขึ้น กล่าวคือนักเรียนจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเราตั้งใจจะมาอยู่ที่ออสเตรเลียเพียงชั่วคราว และมีจุดประสงค์ที่จะมาเพื่อการศึกษาต่ออย่างแท้จริงโดยไม่มีประสงค์อื่นแอบแฝง ทางอิมมิเกรชั่นจึงจะพิจารณาออกวีซ่าให้ ปัจจัยหลักๆที่ทางอิมมิเกรชั่นจะนำมาพิจารณาในการออกวีซ่านักเรียนให้มีทั้งหมด 4 ปัจจัยสำคัญด้วยกัน ได้แก่

- สถานภาพของนักเรียนจากประเทศของตน เช่น ประวัติพื้นเพของนักเรียนและครอบครัว สภาวะทางการเงิน เป็นต้น

- เจตนาของนักเรียนว่าจะมาทำอะไรที่ออสเตรเลีย (genuine intention) มาเรียนคอร์สระดับไหน เรียนจบแล้วจะเอาไปใช้ทำประโยชน์อย่างไรต่ออนาคตของตน

- ประวัติวีซ่า เช่นเคยทำเรื่องย้ายถิ่นฐานไปที่ไหนมาไหม เคยถูกปฏิเสธหรือเพิกถอนวีซ่า หรือมีใครในครอบครัวติดประวัติอิมมิเกรชั่นมาหรือไม่

- มีความรู้เกี่ยวกับคอร์สเรียนที่สมัครเรียน เกี่ยวกับสถาบันการศึกษา และการใช้ชีวิตในประเทศออสเตรเลียมากน้อยเพียงใด ผ่านสัมภาษณ์ไหม เป็นต้น

สี่ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยหลักที่อิมมิเกรชั่นจะนำมาพิจารณาในการออกวีซ่าให้กับนักเรียน ซึ่งได้มีผลเริ่มใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 5 November 2011 ที่ผ่านมา

The University Sector Streamlined Visa Processing (Recommendation 3) -

นักเรียนหรือนักศึกษาคนไหนที่ลงเรียนหลักสูตรปริญญาตรีขึ้นไป หรือลงเรียน packaged courses เช่น ภาษากับหลักสูตรปริญญาในมหาวิทยาลัย หรือหลักสูตรวิชาชีพบวกกับหลักสูตรปริญญาในมหาวิทยาลัย ทางอิมมิเกรชั่นถือว่านักเรียนเหล่านี้เป็นประเภทที่มีความเสี่ยงต่ำ หรือที่เรียกว่า lower migration risk category (Assessment Level 1) ไม่ว่านักเรียนเหล่านี้จะมาจากประเทศใดๆก็ตาม ข้อนี้อาจไม่มีผลกระทบมาับนักศึกษาไทยที่มาเรียนระดับมหาวิทยาลัย เพราะถ้าหาก Streamlined Visa Processing นั้นมีผลเริ่มใช้ จะทำให้การออกวีซ่าของนักเรียนนั้นไวมากขึ้น ข้อนี้คิดว่าน่าจะมีผลเริ่มใช้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2012 แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็ต้องแล้วแต่สถานทูตฯแต่ละแห่งทั่วโลกจะปฏิบัติกันอย่างไรอีกด้วย ตอนนี้เมืองไทยเคี่ยวสุดๆ หวังว่าเมื่อกฎใหม่มีการประกาศใช้ เจ้าหน้าที่จะยอมผ่อนๆกันลงมาบ้างนะคะ

The University Sector (Recommendation 4) – Post-Study Work Visa

คุณหมอวีซ่าคิดว่าการเปลี่ยนแปลงในข้อนี้คงเป็นที่ถูกใจของใครหลายๆคนนะคะ เพราะว่าทางอิมมิเกรชั่นจะออก Post-Study Work Visa หรือวีซ่าทำงานหลังเรียนจบซึ่งน่าจะมีผลเริ่มใช้ตั้งแต่ต้นปี 2013 เป็นต้นไป นับแต่วันที่ GTE มีผลบังคับใช้ นักเรียนที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี หรือโท (Bachelor or Master degree by coursework) จะ มีโอกาสขอวีซ่าทำงานต่อในออสเตรเลียได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นเวลา 2 ปีนับจากปีที่จบการศึกษา ในขณะเดียวกันถ้าหากศึกษาในระดับ Master by Research หรือ PhD ก็จะมีโอกาสที่จะได้ทำงานในออสเตรเลียตั้งแต่ 3 ถึง 4 ปี โดยทางอิมมิเกรชั่นจะไม่กำหนดว่าต้องทำงานในสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับวิชาที่เรียนมาโดยตรง เท่ากับว่านักเรียนสามารถเลือกที่จะทำงานอะไรก็ได้

เพิ่มโอกาสในการทำงานระหว่างเรียน (More Flexible Work Entitlements – Recommendations 7 and 28)

ที่ผ่านมา นักเรียนต่างชาติที่ลงเรียนหนังสือมีโอกาสทำงานได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่สืบเนื่องมาจาก Knight Review ชั่วโมงการทำงานของนักเรียนจะมีการเปลี่ยนแปลงให้สะดวกขึ้น เป็น 40 ชั่วโมงต่อทุก 2 สัปดาห์ (fortnight) โดยถัวเฉลี่ย โดยเริ่มนับจากวันจันทร์ ซึ่งกฎอันใหม่นี้จะเป็นผลดีต่อตัวนักเรียนและตัวนายจ้างเอง บางช่วงสถานที่ทำงานอาจจะยุ่ง หรือนักเรียนอาจจะติดสอบในอาทิตย์แรก แต่อาทิตย์ต่อมาว่าง ก็สามารถที่จะโยกชั่วโมงทำงานทั้ง 40 ชั่วโมงมาไว้รวมกันในอาทิตย์เดียวได้ ซึ่งกฎนี้จะช่วยให้นักเรียนสามารถทำงานได้มากกว่า 20 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ แต่จะต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อ 14 วัน คุณหมอวีซ่าคิดว่ากฎชั่วโมงการทำงานใหม่นี้นับว่าอลุ่มอล่วยต่อนักเรียนหรือนักศึกษาต่างชาติค่อนข้างมาก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำผิดกฎของวีว่านักเรียนแอบไปทำงานเกินได้นะคะ เพราะการที่ทางอิมมิเกรชั่นอนุญาตให้เราทำงานนั้นก็เพื่อหาเงินค่าขนมเล็กๆน้อยๆ ระหว่างเทอม หรือหาประสบการณ์ชีวิตระหว่างที่ศึกษาอยู่ในประเทศออสเตรเลียเพียงเท่านั้น ซึ่งกฎนี้น่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2012 ค่ะ

Improvements for Existing Student Visa Holders (Recommendations 24 and 25) - การเปลี่ยนแปลงของวีซ่านักเรียนสำหรับผู้ที่ถือวีซ่านักเรียนอยู่ในปัจจุบัน

Knight Review ได้นำเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงการยกเลิกวีซ่านักเรียนโดยอัตโนมัติ (the automatic and mandatory student visa cancellation) ซึ่งโดยปกติที่ผ่านมา ถ้าหากนักเรียนไม่ไปเรียนหนังสือ สอบตก หรือทำงานเกิน 20 ชั่วโมง ก็จะโดนยกเลิกวีซ่านักเรียนโดยอัตโนมัติ ซึ่งข้อเสนอของวีซ่านักเรียนใหม่นี้จะยกเลิกกฎข้อนี้ไปทั้งหมด โดยอิมมิเกรชั่นจะหันมาพิจารณาเป็นรายกรณี หรือ case by case basis โดยหันมาพิจารณาที่รายบุคคล กับหลักฐานประกอบตามข้อเท็จจริงและเหตุผลที่ให้มาเป็นหลัก กล่าวคือ ถ้าหากอิมมิเกรชั่นพบว่าคนไหนละเมิดกฎจริง เช่นมีผลการเรียนไม่พอตามที่อิมมิเกรชั่นกำหนด (unsatisfactory attendance) ก็จะโดนยกเลิกวีซ่า แต่ถ้าเหตุผลเพียงพอ ก็จะไม่โดนยกเลิก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ก็เพื่อการตัดสินที่เป็นธรรมแก่นักเรียนต่างชาติโดยตรงนั่นเอง

นอกจากนี้ ทางอิมมิเกรชั่นฯยังจะเล็งไปควบคุมความประพฤติของเอเย่นต์นักเรียนและสถาบันการศึกษา

ทั้งหลายด้วยโดยตรง เช่น ถ้าเอเย่นต์เจ้าไหนเป็นคนสมัครให้นักเรียนมาเรียนที่นี่ แล้วนักเรียนไม่ยอมไปเรียน มัวแต่ทำงาน หรือทางสถาบันถูกๆที่เรียกว่า visa colleges ทั้งปวงที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาไม่เข้าเรียน แต่ไปทำงานกันหมด อะไรทำนองนั้น ต่อไปนี้ก็จะโดนทางอิมมิเกรชั่นสอบสวนและเพิกถอนใบอนุญาตได้ โดยทางสถาบันการศึกษามีหน้าที่ต้องแจ้งชื่อเอเย่นต์ที่ส่งนักเรียนตรงเข้าไปที่ PRISMS (Provider Registration and International Students Management System) ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงศึกษษฯ หรือ DEEWR และหากมีการพบว่าเอเย่นต์รายไหนคอยแต่ส่งแต่นักเรียนเก๊ หรือนักเรียนที่ไม่ได้เป็น Genuine Temporary Entrant (GTE) เข้ามาละก็ ก็อาจจะมีการดำเนินการโดนเล่นงานทางกฎหมายสืบต่อไป กฎข้อนี้ก็น่าจะเริ่มใช้ในต้นปี 2012

Education Visa Consultative Committee (EVCC) – (Recommendation 37)

มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาวีซ่านักเรียนขึ้น ซึ่งหน่วยงานนี้จะจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติ รัฐบาลออสเตรเลีย และหน่วยงานสำคัญต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวีซ่านักเรียน จุดประสงค์ในการจัดตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้ข้อมูลต่างๆ ทั้งทางด้านนโยบาย ปัญหาต่างๆ ตลอดจนผลตอบรับที่เกี่ยวข้องกับวีซ่านักเรียน ซึ่งการประชุมของคณะกรรมการในครั้งแรกจะเริ่มขึ้นภายในปลายปี 2011 การจัดตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาก็เพื่อพัฒนาการติดต่อสื่อสาร และบริการต่างๆเกี่ยวกับวีซ่านักเรียน

Higher Degree by Research (HDR) (Recommendations 5 to 9)

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดของวีซ่านักเรียนรูปโฉมใหม่อีกประการหนึ่ง ก็คือการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับนักเรียนที่มาออสเตรเลียเพื่อศึกษาวิจัยไม่ว่าจะเป็นปริญญาโทในระดับวิจัย หรือปริญญาเอก เป็นต้น มีสิทธิที่จะได้รับการทำงานหลังศึกษาจบเป็นเวลาสูงสุด 4 ปี ได้รับโอกาสในการทำงานโดยไม่จำกัดชั่วโมงระหว่างกำลังศึกษา นอกจากนี้ยังเลื่อนวันหมดอายุของวีซ่าออกไปอีก 6 เดือน ในระหว่างรอผล thesis และถ้าหากนักเรียนนั้นมาจากประเทศที่อยู่ใน assessment level อื่นๆแต่ต้องการมาเรียนในระดับ Higher Degree by Research (HDR) ก็จะได้รับสิทธิในการประเมินให้อยู่ในระดับ assessment level 1 ซึ่งเป็นระดับที่ดีที่สุดของ assessment levels ทั้งปวง ไม่ว่านักเรียนเหล่านั้นจะมาจากประเทศใดๆก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2012 2013 ยกเว้นการเลื่อนวีซ่าออกไป 6 เดือนสำหรับนักเรียนที่มาเรียนด้านวิจัย ซึ่งจะเริ่มมีผลในตอนปลายปี 2011

Review of the Assessment Level Framework (Recommendation 32)

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่อิมมิเกรชั่นต้องการนำเสนอก็คือการพิจารณาทบทวน Assessment Level Framework ที่ใช้ในปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในปัจจุบันตลาดการศึกษาในระดับนานาชาติมีการแข่งขันที่สูงมาก ออสเตรเลียเองก็มีการศึกษาที่ไม่เป็นสองรองใคร และถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศออสเตรเลีย ดังนั้นทางอิมมิเกรชั้นจึงจะนำ a provider-based risk management approach หรือการจัดการทางด้านความเสี่ยงโดยหันไปให้ความสำคัญกับสถานศึกษา สถานศึกษาไหนที่มีมาตรฐานสูง ถือเป็นผู้ให้บริการที่มีความเสี่ยงต่ำ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนต่างๆ ก็จะได้รับการประเมินที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า สถานศึกษาที่ไม่ได้รับมาตรฐาน แต่ Review นี้จะยังไม่มีผลบังคับใช้และจะต้องได้รับการทบทวนหารือจากภาครัฐก่อนถึงจะประกาศใช้ค่ะ

นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของวีซ่านักเรียนต่างๆที่คุณหมอวีซ่าคิดว่าผู้อ่านทั้งหลายควรจะรู้กันค่ะ

- ออกวีซ่านักเรียนให้ก่อน 4 เดือนก่อนวันเริ่มเรียน

- อัปเดทค่าครองชีพทุกปี เพื่อกำหนดหลักฐานทางการเงินที่ถูกต้องให้กับนักเรียนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาเรียนยังออสเตรเลีย

นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่คุณหมอวีซ่าเลือกมาแนะนำให้กับผู้อ่านทุกท่าน และคิดว่า the Knight Paper ครั้งนี้ จะก่อให้เกิดผลดีแก่นักเรียนทุกคนที่ตั้งใจมาทำการศึกษาที่ออสเตรเลีย โดยต่อไปนี้การขอวีซ่าก็น่าจะง่ายขึ้นสำหรับ ผู้ที่จะมาเรียนระดับมหาวิทยาลัย แถมยังมีโอกาสได้ทำงานหลังเรียนจบอีก 2-4 ปี ขณะเดียวกัน นักเรียนที่คิดจะมาเรียนระดับ diploma ราคาถูกๆ เพื่อใช้เป็นช่องทางมาทำงานดั่งสมัยก่อนก็คงทำไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะวีซ่าคงจะออกยากมากเป็นเงาตามตัวจากการประกาศใช้ระบบ GTE มาตั้งแต่วันที่ 5 November 2011

ยังมีการเปลี่ยนแปลงอีกมากมายที่คุณหมอวีซ่าไม่ได้กล่าวถึงไว้ รวมทั้งความสำคัญและความรุนแรงของเงื่อนไข Condition PIC 4020 ที่ให้อำนาจอิมมิเกรชั่นสามารถรื้อประวัติวีซ่าของนักเรียนนักศึกษาย้อนหลังกลับไปถึง 12 เดือน และหากพบว่าเคยมีการทำเรื่องปลอม หรือใช้เอกสารปลอมไปหลอกอิมฯให้ได้มาซึ่งวีซ่าที่ไม่พึงได้มาตั้งแต่แรก อิมมิเกรชั่นก็มีสิทธิปฏิเสธวีซ่าโดยทันที แถมยังสามารถลงทัณฑ์ต่อเนื่องได้อีก 3 ปีห้ามกลับเข้าออสเตรเลีย นอกจากผู้ยื่นวีซ่าจะสามารถชี้แจงเหตุผลจำเป็นที่จะไปส่งผลกระทบต่อประเทศหรือชาวออสเตรเลียได้อย่างเป็นที่

พึงพอใจ รายละเอียดที่คุณหมอวีซ่าลงไว้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่คุณหมอมองว่าอาจจะมีผลกระทบต่อนักเรียน หรือผู้อ่านคนไทยทั้งหลาย ถ้าหากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านได้ที่ http://www.immi.gov.au/students/knight/ จะเห็นได้ว่า การยื่นวีซ่านักเรียนเข้าออสเตรเลียในยุคนี้ ต้องอาศัยความละเอียดถี่ถ้วน และดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญที่รู้กฎหมายเข้าเมืองของประเทศออสเตรเลียอย่างแท้จริง หากเดินผิดพลาด อาจส่งผลกระทบให้เสียประวัติ และตัดโอกาสในการได้วีซ่าตัวอื่นๆต่อไปในอนาคตของทั้งตนเองและคนในครอบครัวได้ จึงควรปรึกษาผู้รู้ เสมือนเวลาป่วยก็ควรหาหมอรักษาเสียให้ถูกวิธี เป็นต้น

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

'No Further Stay' หมายความว่าอย่างไร จะขอเพิกถอนเงื่อนไขตัวนี้เพื่อยื่นวีซ่าต่อในออสเตรเลีย โดยไม่ต้องกลับบ้านได้ไหม

ช่วงนี้คุณหมอวีซ่ากลับมาประจำการที่ซิดนีย์อีกครั้ง มีลูกค้าหลายต่อหลายท่านได้เข้ามาให้คุณหมอวีซ่ายื่นเรื่องวีซ่าประเภทต่างๆ และบ้างก็ให้ช่วยแก้เคสที่ยุ่งยาก หรือทำพลาดมาจากที่อื่นให้ หนึ่งในหัวข้อ สุดฮิตก็เห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องของการติดเงื่อนไข 8503 (Condition 8503: 'No Further Stay') มาจากเมืองไทย แต่ยังต้องการจะอยู่ต่อวีซ่าที่ออสเตรเลีย จะทำได้ไหม เพราะเจ้าตัวประสบปัญหาในด้านต่างๆที่ทำให้ไม่สามารถกลับไปต่อที่ไทยได้ เช่นบางคนก็ประสบปัญหาสุขภาพกลับไทยไม่ได้ หรือบางคนอาจจะติดในเรื่องของกำลังตั้งท้องอยู่ แฟนหรือสามีก็อยู่ที่นี่แต่ติดคอนดิชั่น 8503 ทำให้ไม่สะดวกต่อการกลับไปต่อวีซ่าที่ไทย ตอนนี้ภัยธรรมชาติก็ช่วยเป็นใจให้ ส่งน้ำไปท่วมบ้านเราจนบางท่านอยากกลับไปต่อวีซ่าก็ไปไม่ถึงบ้าน เพราะบ้านจมอยู่ใต้น้ำหาบ้านไม่เจอก็ว่าได้ ซึ่งลูกค้าหลายๆท่านก็วิ่งตรงมาหาคุณหมอวีซ่า ขอให้ช่วยทำเรื่องแก้ไขให้ จะได้อยู่ต่อวีซ่าที่นี่ อาจจะด้วยสาเหตุที่ในปัจจุบันนี้การขอหรือต่อวีซ่าออสเตรเลียนั้นยากแสนยาก ครั้นจะกลับไปต่อที่เมืองไทย ก็เผลอๆอาจจะไม่ได้กลับมากันอีกก็เป็นไปได้มากเลยทีเดียว วันนี้คุณหมอวีซ่าจึงอยากให้ท่านผู้อ่านทุกท่านที่สนใจมาทำความรู้จักกับเจ้าเงื่อนไข Condition 8503: 'No Further Stay' ตัวนี้ว่าเป็นอย่างไร ร้ายแรงเพียงใด ทำอย่างไรจึงจะชักจูงให้อิมมิเกรชั่นเห็นด้วยกับเราในการพิจารณาเพิกถอนคอนดิชั่นตัวนี้

Condition 8503: 'No Further Stay'

เงื่อนไข 8503 'No Further Stay' นั้นถือเป็นข้อบังคับทางกฎหมายที่เพิ่งตั้งขึ้นมาเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง ถ้าหากใครมีคอนดิชั่นตัวนี้ติดมาในวีซ่า ก็ไม่สามารถที่จะขอต่อวีซ่าตัวใดๆ หรือขอเปลี่ยนวีซ่าเป็นตัวอื่นในออสเตรเลียได้ เพราะคอนดิชั่นตัวนี้ไม่อนุญาตให้ผู้ถือวีซ่ามีสิทธิ์ต่อวีซ่าตัวใดๆภายในประเทศออสเตรเลีย คือต้องเดินทางกลับไปต่อที่ไทยหรือที่ประเทศอื่นแต่สถานเดียวเท่านั้น ซึ่งวีซ่าส่วนใหญ่ที่ติดคอนดิชั่นนี้ มักเป็นวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่าชั่วคราวค่ะ เช่น Sponsored Family Visitor visa (sc679) Professional Development Visa (sc 470) และ Work and Holiday Visa (sc462) ที่เห็นกันเป็นธรรมดา นั่นหมายความว่าถ้าหากใครถือวีซ่าท่องเที่ยวเข้ามาแล้วต้องการจะอยู่ต่อ แต่เกิดไปติดคอนดิชั่นนี้มา ก็คงต้องกลับไปต่อวีซ่านอกประเทศออสเตรเลียเท่านั้น

สาเหตุที่ทางรัฐบาลออสเตรเลียต้องกำหนดเงื่อนไขตัวนี้ขึ้นมา ก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้คนใช้วีซ่าชั่วคราวตัวต่างๆที่ได้ไปในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ เช่น พยายามหาทางอาศัยอยู่ต่อระยะยาวในออสเตรเลียเพื่อหาทำงานต่อเนื่อง เป็นต้น และการมีกฎเช่นนี้ก็เพื่อให้มั่นใจว่าผู้รับวีซ่าทั้งหลายจะเดินทางออกจากออสเตรเลียก่อนวีซ่าหมดจริงๆ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีสิทธิ์ขอให้ทางอิมมิเกรชั่นเพิกถอนเงื่อนไขตัวนี้ให้เรา เพราะ ข้อบังคับ 2.05 (4) ของกฎหมายการย้ายถิ่นของออสเตรเลีย (Regulation 2.05(4) of Australia's migration legislation) ได้กล่าวไว้ว่า

The circumstances in which the Minister may waive [condition 8503] are:
(a) since the person was granted the visa that was subject to the condition, compelling and compassionate circumstances have developed:

(i) over which the person had no control; and

(ii) that resulted in a major change to the person's circumstances; and

(b) if the Minister has previously refused to waive the condition, the Minister is satisfied that the circumstances mentioned in paragraph (a) are substantially different from those considered previously; and

(c) if the person asks the Minister to waive the condition, the request is in writing'.

(from: http://www.immi.gov.au/media/fact-sheets/52bWaiving_Condition8503.htm)

กฎหมายเข้าเมืองฯของออสเตรเลียกำหนดไว้ว่า ท่านรัฐมนตรีประจำกระทรวงการตรวจคนเข้าเมืองและพลเมือง (Department of Immigration and Citizenship) สามารถเข้ามามีอำนาจในการเพิกถอนข้อบังคับของคอนดิชั่น 8503ได้ในกรณีที่มี compelling and compassionate reasons นั่นก็คือมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือ น่าเห็นใจและยากที่จะปฏิเสธได้ ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกินความสามารถที่คนๆนั้นจะควบคุมได้ และถ้าหากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงก็อาจส่งผลกระทบต่อตัวบุคคลนั้นๆได้ เช่นกำลังตั้งท้องและใกล้จะคลอดแล้ว ถ้าหากจะต้องเดินทางออกนอกประเทศระหว่างท้อง เด็กก็อาจจะคลอดก่อนกำหนด หรืออาจจะประสบปัญหาด้านสุขภาพทั้งคุณแม่และคุณลูก ตัวอย่างนี้ถือเป็นหนึ่งใน compelling and compassionate reasons ที่ทางอิมมิเกรชั่นอาจจะพิจารณายกเลิกคอนดิชั่นนี้ให้ แต่ทั้งนี้เหตุผลที่เรายื่นเข้าไปจะต้องมั่นใจจริงๆว่าเป็นจริง และเป็นเหตุผลที่ยากจะปฏิเสธได้ค่ะ อย่างไรก็ตามก็ต้องแล้วแต่กรณีและเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นนะคะว่าจะตัดสินใจเพิกถอนให้หรือเปล่า เท่าที่คุณหมอวีซ่าทำสำเร็จมาก็อาศัยการเขียนเหตุผลเข้าไปดีๆ ประกอบกับยื่นเอกสารประกอบเข้าไปให้ครบ ก็มีโอกาสถอนได้ แต่ก็ไม่ง่ายนะคะ

รายละเอียดในเรื่องของคอนดิชั่น 8503 ค่อนข้างละเอียด ถ้าหากใครต้องการจะอ่านเพิ่มเติม สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.immi.gov.au/media/fact-sheets/52bWaiving_Condition8503.htm หรืออยากจะเข้ามาปรึกษาการขอเพิกถอน Condition 8503 'No Further Stay' หรือปัญหาเรื่องวีซ่าอื่นๆกับคุณหมอวีซ่า ก็สามารถโทรเข้ามานัดได้ที่ซีพีฯ อินเตอร์ ได้เลยนะคะ tel: 02 9267 8522 ที่ซิดนีย์ค่ะ

ช่วงนี้ใกล้จะปิดเทอมสิ้นปีกันแล้วนะคะ ไม่ทราบว่าน้องๆมีแพลนจะไปเที่ยวไหนกันบ้างหรือเปล่า คุณหมอวีซ่าเห็นพี่ๆทีมงาน CPInter ตั้งหน้าตั้งตากันจัดกิจกรรม Cherry Picking ให้น้องๆมาร่วมสนุก จึงอยากเชิญชวนให้น้องๆมาเข้าร่วมทริปไปเก็บเชอร์รี่ฉลองปิดเทอม และฉลองคริสต์มาสไปในตัว นอกจากนี้ทางซีพี อินเตอร์ฯ ยังจัดอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆโดยขอเชิญน้องๆนักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมประกวดการเขียน “เรียงความวันพ่อ” ซึ่งทางซีพี อินเตอร์ฯ มีการจัดมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะการประกวดเรียงความครั้งนี้ และสมทบเงินทุนเท่าจำนวนรางวัล ไปช่วยผู้ประสบอุทกภัยที่บ้านเรา อิ่มทั้งกายและใจ แถมยังอิ่มบุญอีก กิจกรรมดีๆอย่างนี้เป็นสิ่งเพียงเล็กน้อยที่ซีพี อินเตอร์ฯ มอบให้กับพวกเรา คนไทยไม่ทิ้งกันนะคะ