“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Registered Migration Agent – ใครว่าเป็นกันได้ง่ายๆ


               สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านคอลัมน์คุณหมอวีซ่าทุกท่าน  ช่วงนี้เหมือนฝนฟ้าจะไม่เป็นใจ ฝนตกหนักทุกวันทั้งที่เมืองไทยและออสเตรเลีย อากาศแปรปรวน เกิดภัยธรรมชาติมากมายทั่วโลก ผู้คนก็ไม่ปรองดองสามัคคี ช่างเป็นยุคที่น่าเป็นห่วงนะคะ สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณหมอวีซ่าได้มีโอกาสไปนมัสการพระเจ้าที่คริสต์จักรสะพานเหลือง ซึ่งเป็นคริสต์จักรที่เก่าแก่มากแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์ทักทายเพื่อนฝูงเก่าแก่ตั้งแต่รุ่นเรียนชั้นประถมที่คริสต์จักรแห่งเดียวกันนี้มาด้วยกัน เพื่อนๆรุ่นเดียวกันเป็นอาจารย์แพทย์เชี่ยวชาญไปหลายท่านเลยทีเดียว บางท่านก็ไม่ได้เจอกันมาร่วม 40 ปี ช่างเป็นโอกาสที่น่ายินดี และน่าปลื้มใจเลยทีเดียว 
ในฉบับที่แล้ว คุณหมอวีซ่าได้เขียนถึงเรื่องราวของ GTE ได้เสียงตอบรับมาอย่างมากมายจากผู้อ่าน  โดยส่วนใหญ่แล้วก็มีคนถามกันว่า “จริงเหรอคะ วีซ่านักเรียนยากขนาดนั้นเลยเหรอคะ”  ทีมงานของคุณหมอวีซ่าเดินไปทางไหนก็ได้ยินทุกคนพูดถึง GTE กันทั้งนั้น  ต้องขอบอกว่า GTE นั้นยากจริง แต่ไม่ได้ยากจนถึงขนาดว่าจะทำไม่ได้  ตราบใดก็ตามที่น้องๆแสดงให้เห็นว่ามีความตั้งใจจริงที่จะมาเรียนในออสเตรเลีย  การได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องในการเลือกคอร์สเรียน หรือการดำเนินวีซ่าให้ถูกวิธีจากเอเจนท์ที่ได้รับการรับรองก็มีส่วนช่วยให้ประสบความสำเร็จได้นะคะ 
เคยมีใครสงสัยบ้างไหมคะ ว่าพวกสัญญลักษณ์ต่างๆ ที่เรามักจะเห็นตามหน้าโฆษณาของเอเจนท์หรือสถาบันที่เกี่ยวข้องนั้น มีความว่าอะไร แล้วทำไมพวกเอเจนท์ถึงชอบลงกัน  ไม่ว่าจะเป็น  Migration Agents Registration Authority (MARA),  MIA (Migration Institute of Australia), QEAC  (Qualified Education Agent Counsellors), NZSA (New Zealand Specialist Agent)  และอื่นๆอีกมากมาย  ในวันนี้เราจะมาพบคำตอบกันค่ะ  แต่เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด คุณหมอวีซ่าจึงอยากจะกล่าวถึงสัญญลักษณ์ที่น้องๆ นักเรียนที่กำลังศึกษา หรือกำลังมองหาหลักสูตรมาเรียนในออสเตรเลียควรจะรู้กัน  


  

ใครๆก็ทราบแต่คำว่าเอเจนท์ แต่เอ๊ะ แล้วไมเกรชั่นเอเจนท์ (Migration Agent) นี่คืออะไร ต่างกับเอเจนท์ที่แนะแนวเฉพาะทางการเรียน (Education Agent) อย่างไร แล้วมีหน้าที่ทำอะไรได้บ้าง  วันนี้เราจะมาทราบคำตอบกันค่ะ  ไมเกรชั่นเอเจนท์นั้นขึ้นทะเบียนและทำงานภายใต้กฎเกณฑ์และข้อบังคับของ MARA (Office of the Migration Agents Registration Authority) เป็นองค์กรที่ทำหน้านี่ควบคุมดูแลไมเกรชั่นเอเจนท์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้ง ต่ออายุใบอนุญาตของสมาชิก รับคำร้องเรียนจากลูกค้า ตลอดจนถอดถอนเอเจนท์ที่ดำเนินการผิดกฎหมาย   หน้าที่ของไมเกรชั่นเอเจนท์คือให้ข้อมูล หรือคำแนะนำทางด้านวีซ่าที่ถูกต้องตรงตามกฎหมายแก่ลูกค้า  และไมเกรชั่นเอเจนท์มีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้กับทางอิมมิเกรชั่นในเวลายื่นเอกสารสมัครวีซ่าเข้าไป  และโต้ตอบแทนลูกค้า (โดยรับคำส่งมาจากลูกค้าอีกที) ในยามที่อิมมิเกรชั่นขอข้อมูลหรือเอกสารเพิ่มเติมในการตัดสินวีซ่าแต่ละกรณี และเอเจนท์ที่ดีนั้นจะต้องปฏิบัติตนภายใต้กฎเกณฑ์และจรรยาบรรณ หรือ Code of Conduct ที่ออกโดย MARA หากไม่ปฏิบัติตนภายใต้ข้อปฏิบัตินี้แล้ว ทาง MARA มีสิทธิตรวจสอบการทำงานของเอเจนท์นั้นๆค่ะ    ซึ่งคุณหมอวีซ่าขอยกตัวอย่างสั้นๆจาก Code of Conduct ซึ่งกล่าวถึงหน้าที่ของไมเกรชั่นเอเจนท์มาให้ทราบเป็นเกล็ดความรู้กันเล็กน้อยนะคะ 
STANDARDS OF PROFESSIONAL CONDUCT

2.1                          A registered migration agent must always:
(a)     act in accordance with the law (including, for an agent operating as an agent in a country other than Australia, the law of that country) and the legitimate interests of his or her client; and
                                (b) deal with his or her client competently, diligently and fairly.
2.2                          If a registered migration agent:
(a)     gives advice of a non-migration nature to a client in the course of giving immigration assistance; and
(b) could receive a financial benefit because of the advice; the agent must tell the client in writing, at the time the advice is requested or given, that the agent may receive a financial benefit.
2.3                          A registered migration agent’s professionalism must be reflected in a sound
working knowledge of the Migration Act and Migration Regulations, and other legislation relating to migration procedure, and a capacity to provide accurate and timely advice.
2.3A                        A registered migration agent’s professionalism must be reflected in the making of adequate arrangements to avoid financial loss to a client, including the holding of professional indemnity insurance mentioned in the regulation 6B for the period of the migration agent's registration.
2.4                          A registered migration agent must have due regard to a client’s dependence on the agent’s knowledge and experience.

2.5                          A registered migration agent must:
(a) take appropriate steps to maintain and improve his or her knowledge of the current versions of:
(i) the Migration Act 1958; and
(ii) the Migration Regulations 1994; and
(iii) other legislation relating to migration procedure; and
(iv) portfolio policies and procedures; and
(b) either:
(i) maintain a professional library that includes those materials; or
(ii) if the agent’s employer, or the business in which he or she works, maintains a professional library that includes those materials - take responsibility for ensuring that he or she has access to the library.
Note 1: A comprehensive list of the materials mentioned in subparagraphs (a) (iii) and (iv) may be obtained from the Professional Library page of the Authority’s web site (www.mara.gov.au).
Note 2: A registered migration agent must satisfy the requirements for continuing professional development set out in Schedule 1.
2.6                          To the extent that a registered migration agent must take account of objective criteria to make an application under the Migration Act or Migration Regulations, he or she must be frank and candid about the prospects of success when assessing a client’s request for assistance in preparing a case or making an application under the Migration Act or Migration Regulations.
2.7                          A registered migration agent who is asked by a client to give his or her opinion about the probability of a successful outcome for the client’s application:
(a) must give the advice, in writing, within a reasonable time; and
(b) may also give the advice orally to the extent that the oral advice is the same as the written advice; and
(c) must not hold out unsubstantiated or unjustified prospects of success when advising clients (orally or in writing) on applications under the Migration Act or Migration Regulations.

2.9                           A registered migration agent must not make statements in support of an
application under the Migration Act or Migration Regulations, or  
encourage the making of statements, which he or she knows or
believes to be misleading or inaccurate.
2.11                 A registered migration agent must, when advertising:
(a) include in the advertisement the words “Migration Agents Registration Number” or “MARN”, followed by the agent’s individual registration number; and
(b) if the agent is advertising in a language other than English — include in the advertisement words in that other language equivalent to “Migration Agents Registration Number” or “MARN”, followed by the agent’s individual registration number.
Note 1: Advertising includes advertising on the Internet.
Note 2: Clause 2.12, which relates to implying a relationship with the Department or the Authority, also applies to the registered migration agent’s advertising mentioned in clause 2.11.
2.12                 A registered migration agent must not, when advertising, imply the
existence of a relationship with the Department or the Authority, for example by using terms such as:
(a) Australian Government  registered;  or
(b) Migration Agents Registration Authority registered; or
(c) Department  registered.
Note: Advertising includes advertising on the Internet.
(Taken from: Office of the Migration Agents Registered Authority 2012, ‘Code of Conduct for Registered Migration Agents’, pp. 4-8.)

อันนี้เป็นเพียงแค่กฎบางข้อที่ผู้อ่านในฐานะลูกค้าควรจะทราบถึงหน้าที่และข้อควรปฏิบัติตามกฎหมายที่ไมเกรชั่นเอเจนท์ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับทาง MARA พึงมี  โดยเน้นเรื่องของการทำงานภายใต้กฎหมาย Migration Act 1958  และ the Migration Regulations 1994 มาเป็นหลัก จะเห็นได้ว่ากฎเกณฑ์ที่ทาง MARA ตั้งขึ้นสำหรับไมเกรชั่นเอเจนท์นั้นเคร่งครัดยิ่งนัก โดยเฉพาะในเรื่องของการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับทางลูกค้า หากไม่ปฏิบัติตามกฎ ทาง MARA ก็อาจทำการสอบสวนและมีบทลงโทษ เช่นการตักเตือนหรือการสั่งหยุดชั่วคราว (sanctioned) หรือในกรณีรุนแรง ก็สั่งเพิกถอนใบอนุญาตไปเลย (suspension) ซึ่งรายชื่อของเอเจนท์ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตเหล่านี้ ดูได้จาก:  https://www.mara.gov.au/AgentSanctioned/ASSearch.aspx?FolderID=395 ในทำนองเดียวกับงานในสายอาชีพต่างๆ ไมเกรชั่นเอเจนท์ ก็มีความชำนาญไปในแต่ละสายวีซ่าแตกต่างกันไปดั่งเช่นคนไข้ไปหาหมอ แพทย์ก็มีความชำนาญในสายโรคการรักษาที่แตกต่างกันไป แต่ในสายวีซ่านั้น ท่านผู้อ่านก็ต้องระวัง อย่าไปโดนหลอก เพราะหลายๆเอเจนท์ก็ปฏิบัติไปโดยที่ไม่ได้รับใบอนุญาต (unregistered practice) และผลเสียก็ตกกลับหาท่านผู้อ่านเอง เพราะมีหลายครั้งที่ลูกค้ามาหาคุณหมอวีซ่าเนื่องจากได้รับคำแนะนำผิดๆมาจากเอเจนท์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับทาง MARA หรือเป็นไมเกรชั่นเอเจนท์ที่ไม่ได้ชำนาญในสายวีซ่านั้นๆ การให้คำแนะนำที่ผิดๆส่งผลกระทบต่ออนาคตของลูกค้าเป็นอย่างยิ่ง อย่างกรณีที่ผ่านๆมา เช่นเอเจนท์แนะนำให้คู่สมรสสมัครวีซ่านักเรียนก่อน เพื่อรอเวลาเก็บเอกสารกินอยู่กับแฟนให้ครบ 1 ปี เพื่อยื่นวีซ่าคู่ครอง ทั้งๆที่จริงแล้วในกรณียื่นวีซ่าคู่ครองที่เป็นแบบจดทะเบียนสมรส ผู้สมัครวีซ่าไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานครบ 1 ปีก็สามารถยื่นได้แล้ว กรณีเช่นนี้  ปรากฎว่าวีซ่านักเรียนของน้องคนนี้โดนปฏิเสธไป วีซ่านักเรียนตัวเก่าก็หมดไปแล้ว จึงไม่สามารถยื่นวีซ่าคู่ครองต่อเนื่องที่ออสเตรเลียได้ คงต้องเดินทางกลับไทยไปทำเรื่องซึ่งอาจต้องรอเป็นปีกว่าจะกลับมาได้ และการโดนปฏิเสธมาเช่นนี้ ก็ทำให้ติดประวัติอีก (adverse immigration history) แผนชีวิตกลับตะลาปัด จึงไมเป็นการดี   และในขณะเดียวกันการเป็นไมเกรชั่นเอเจนท์ที่ดีจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่ตามเคสให้ลูกค้าเสมอ  เพราะเคยมีลูกค้าของคุณหมอวีซ่าที่ได้ยื่นวีซ่าสมัคร sc885 (Skilled Independent Visa) กับอีกเอเจนท์หนึ่ง  แต่เอเจนท์กลับลืมที่จะยื่นสมัครวีซ่า ผลปรากฏว่าเมื่อลูกค้าคนนี้ไปตามเรื่องที่บริษัท ก็พบว่าวีซ่าตัวเองได้หมดอายุไปแล้ว และทางเอเจนท์นั้นก็ไม่ได้สนใจหรือติดตาม และทำให้น้องคนนี้เสียเวลา เสียความรู้สึก และเสียโอกาสในการนับเวลารอได้ซิติเซ่น  เท่ากับต้องมาเริ่มนับตั้งแต่ได้วีซ่าตัวใหม่แทน  แต่ในที่สุด ทีมงานเราก็สามารถแก้เคสให้จนทุกวันนี้น้องได้เป็นซิติเซ่นไปแล้ว แถมยังสปอนเซอร์แฟนเป็น PR ไปโดยเคสผ่านภายในเวลาไม่ถึงเดือน น้องก็ดีใจมากๆ เป็นต้น  
  

 สัญญลักษณ์ของ MARA ของแต่ละสมาชิกนั้นจะปรากฎตามในรูป  โดยในรูปนั้นจะแสดงหมายเลขสมาชิกของไมเกรชั่นเอเจนท์นั้นๆ  ซึ่งหมายเลขข้างต้นนั้นเป็นหมายเลขสมาชิกของคุณหมอวีซ่าเอง  สองตังเลขแรกเป็นการบ่งบอกถึงปีที่ได้รับการขึ้นทะเบียน ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงประสบการณ์ตามจำนวนปีที่ไมเกรชั่นเอเจนท์คนนั้นๆได้ปฏิบัติหน้าที่มา อย่างเช่นของคุณหมอวีซ่าก็ตั้งแต่ปี คศ 1998  ส่วนของคุณคริส ก็ตั้งแต่ปี 1993  เป็นต้น หากเป็นในวงการศึกษา จะเรียกว่าเป็นรุ่นอาจารย์แล้วก็ว่าได้ เพราะไมเกรชั่นเอเจนท์ที่มีประสบการณ์เกิน 10 ปี ทาง MARA จะให้เกียรติโดยไม่ต้องไปสอบ IELTS ให้ได้ 7 ในการต่อทะเบียนตั้งแต่ปี คศ.2014 เป็นต้นไป อาจเป็นเพราะการที่สามารถอยู่รอดในสายอาชีพนี้ถึง 10 ปีขึ้นไปได้ ไมเกรชั่นเอเจนท์เจ้านั้นๆคงจะต้องทำอะไรถูกต้องมา อย่างสม่ำเสมอและถือว่าผลงานเป็นที่ยอมรับนั่นเอง
และเป็นข้อบังคับที่ไมเกรชั่นเอเจนท์ทุกคนจะต้องแสดงตรา MARN ไม่ว่าจะโฆษณาในไหนก็ตาม  เมื่อเราพบเห็นสัญญลักษณ์นี้ตามหน้าโฆษณา นั่นแสดงว่าบริษัทนั้นมีไมเกรชั่นเอเจนท์ประจำอยู่ที่สำนักงาน และสามารถให้ความช่วยเหลือตลอดจนให้คำปรึกษาในเรื่องของวีซ่าออสเตรเลียได้อย่างถูกต้องตามกฏหมายค่ะ 
การจะเป็นไมเกรชั่นเอเจนท์นั้นไม่ใช่ง่ายๆนะคะ  โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้สมัครนั้นไม่มีใบอนุญาตในการว่าความในออสเตรเลีย  ผู้สมัครนั้นจะต้องลงทะเบียนเรียนและสอบผ่าน Graduate Certificate in Australian Migration Law and Practice ที่มีสอนที่ The Australian National University, Griffith University, Murdoch University และ Victoria University   นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของภาษาอังกฤษที่ต้องสอบ IELTS Academic Module ให้ได้ในระดับ 7 นอกจากนี้ยังต่อผ่านการตรวจความประพฤติอีกด้วยค่ะ  และในสำหรับคนที่ได้เป็นไมเกรชั่นเอเจนท์แล้ว ก็ยังต้องต่ออายุสมาชิกทุกปี และต้องลงเรียน Continuing Professional Development (CPD)  ซึ่งเป็นหลักสูตรบังคับสำหรับไมเกรชั่นเอเจนท์ เพื่อให้มั่นใจว่าไมเกรชั่นเอเจนท์นั้นมีความรู้และเข้าใจในกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวกับวีซ่าและไมเกรชั่นค่ะ และในแต่ละคอร์สนั้นก็จะมีคะแนนให้สะสม  ซึ่งไมเกรชั่นเอเจนท์จะต้องเก็บให้ได้ 10 แต้มถึงจะมีสิทธิต่ออายุสมาชิกได้ค่ะ  และนับจากปี 2014 เป็นต้นไป  ไมเกรชั่นเอเจนท์ยังต้องผ่านการวัดระดับภาษาอังกฤษ โดยการสอบ IELTS หรือ TOEFL ให้ได้ตามเกณฑ์ที่ทาง MARA เป็นผู้กำหนดอีกด้วย  สำหรับใครที่อยากทราบ หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหน้าที่ และกฎต่างๆ สามารถอ่านได้ที่ https://www.mara.gov.au/Agent-Information/default.aspx
น้องๆผู้อ่านทั้งหลายเคยถามคุณหมอวีซ่าว่าอยากประกอบอาชีพสายนี้จะต้องทำอย่างไร คงจะเห็นแล้วการเป็นไมเกรชั่นเอเจนท์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับทาง MARA นั้นไม่สามารถเป็นกันได้ง่ายๆ มีกฎเกณฑ์และข้อบังคับมากมาย ทั้งนี้ก็เป็นการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้บริโภคที่รัฐบาลต้องการให้เป็นไป  เพราะถ้าหากไมเกรชั่นเอเจนท์ใดให้คำแนะนำที่ผิดๆ หรือไม่เป็นไปตามกฎหมาย ก็มีสิทธิถูกยึดใบอนุญาตได้เสมอ อีกประการหนึ่ง รัฐบาลยังบังคับให้ไมเกรชั่นเอเจนท์ทุกคนจะต้องซื้อประกันคุ้มครองในสายวิชาชีพ (professional idemnity) อยู่เสมอ ในทำนองเดียวกับแพทย์ ที่ต่อให้เก่งและระวังตัวเพียงใดก็ตาม ก็อาจมีโอกาสถูกคนไข้ฟ้องร้อง เนื่องจากรักษาหรือจ่ายยาผิด อย่างเช่นในกรณีของไมเคิล แจ๊คสัน ดาราดังที่ได้รับยาเกินขนาดจนเสียชีวิต เป็นต้น เพราะฉะนั้นไมเกรชั่นเอเจนท์ที่ดีจะต้องมีการพัฒนาความรู้โดยเฉพาะในเรื่องของกฎหมายวีซ่าต่างๆให้อัพเดทตลอดเวลา  นอกจากนี้เรายังจะต้องมีความจริงใจต่อลูกค้า ไม่หมกเม็ดข้อมูลหรือให้ข้อมูลเท็จต่อทั้งลูกค้าหรืออิมมิเกรชั่น  เพราะฉะนั้นในครั้งต่อไป ถ้าหากผู้อ่านทั้งหลายต้องการคำแนะนำในเรื่องวีซ่าต่างๆ ก็คงจะทราบถึงความความสำคัญของการใช้เอเจนท์ที่ขึ้นทะเบียนมาอย่างถูกต้องและมีความชำนาญในสายวีซ่าที่เราจะขอ จะได้ไม่เกิดการผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การพลิกผันอนาคตของคนๆหนึ่งได้เลยทีเดียว

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อะไรเกิดขึ้นกับวีซ่านักเรียนออสเตรเลีย ทำไมปฏิเสธมากจัง งง!!


               สวัสดีค่ะ เมื่อต้นอาทิตย์ที่แล้ว (วันที่ 3 กรกฎาคม) ทางซีพี อินเตอร์ได้จัดงาน Skilled Migration Seminar 2012 เพื่อให้ความรู้และเสนอทางออกวีซ่าที่ดีๆให้น้องๆที่สนใจจะอยู่ทำงาน หรือสมัครอยู่อย่างถาวรต่อเนื่องหลังเรียนจบจากสถาบันออสเตรเลีย ปรากฎว่าได้รับเสียงตอบรับจากน้องๆมากมาย   ต้องขอขอบคุณทุกๆคนที่ให้ความสนใจกันนะคะ  และนอกจากนี้มีหลายๆคนที่ไม่สามารถไปร่วมงานได้ในวันนั้น จึงอยากให้ทางซีพีจัดอีก  ไว้รอทราบข่าวประชาสัมพันธ์จากคอลัมน์คุณหมอวีซ่ากันนะคะ  ถ้ามีงานอีกเมื่อไร คุณหมอวีซ่าขอรับรองว่าจะนำข่าวมาบอกกันอย่างแน่นอนค่ะ 

ช่วงนี้ทีมงานของคุณหมอวีซ่าไม่ว่าจะเป็นที่ ซิดนีย์ กรุงเทพ เมลเบิร์น หรือเชียงใหม่ ต่างก็ได้รับโทรศัพท์เข้ามาสอบถามข้อมูลกันมากมายเกี่ยวกับวีซ่านักเรียน  โดยเฉพาะตัวคุณหมอวีซ่าเอง วันๆต้องใช้สมองหนักมากเพื่อรับฟังและแก้ไขปัญหาวีซ่านักเรียนโดนปฏิเสธมาจากเอเจนท์อื่นมากมายเกือบทุกวัน บางกรณีวีซ่าก็โดนยกเลิก กลับมาไทยแล้วโดนสั่งห้าม 3 ปีกลับออสเตรเลียไม่ได้ เอเจนท์ยื่นวีซ่าให้ผิดประเภทบ้าง บ้างคุณสมบัติไม่ครบก็ยื่นเข้าสถานทูตฯ บ้างตกสัมภาษณ์ ฯลฯ สารพัดตัวอย่าง มากจนบางครั้งยังคิดอยากจัดสัมมนารวมเอเจนท์นักเรียนสักครั้ง เพื่อแบ่งปันและแลกเปลี่ยนคำแนะนำและข้อคิดที่ดีๆต่อกันเพื่อเป็นผลประโยชน์และช่วยน้องๆ  นักเรียนให้ไม่ต้องโดนปฏิเสธวีซ่านักเรียนมากมายก่ายกองกันขนาดนี้ นับแต่วีซ่านักเรียนเปลี่ยนมาพิจารณาภายใต้กฎ GTE หรือ Genuine Temporary Entrant ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2011 เป็นต้นมา การขอวีซ่านักเรียนมาเรียนต่อออสเตรเลียทั้งแบบ onshore และ offshore นั้นยากกันเป็นแถวๆ  บางกรณีกว่าจะมาถึงมือคุณหมอวีซ่าก็ยากเกินกว่าที่จะแก้ไขแล้ว  ในวันนี้คุณหมอวีซ่าจึงขอรวบรวมตัวอย่างเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงมาเล่าให้น้องๆ นักอ่านทั้งหลายฟัง โดยใช้นามสมมุติเพื่อเป็นการเก็บเป็นความลับให้กับลูกค้าของเรานะคะ  โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องๆทุกคนจะได้ใช้เป็นแนวทางในการยื่นขอวีซ่านักเรียนออสเตรเลียในยุคปัจจุบันที่ยากแสนยาก สิ่งใดที่พึงทำ ไม่พึงทำ หรือป้องกันได้ ก็จะได้หาวิธีเตรียมการเนิ่นๆก่อนการยื่นเอกสารเข้าไป เพื่อป้องกันการถูกปฏิเสธ หรือการโดนเพิกถอนวีซ่านะคะ

คิดว่าคงจะมีหลายๆคนคุ้นเคยกับคำว่า GTE แล้ว แต่ก็อาจจะมีท่านผู้อ่านบางท่านที่ไม่คุ้นเคย  คุณหมอวีซ่าจึงขอยกคำนิยามของ GTE จากเว็บอิมมิเกรชั่นมาบอกกล่าวกันอีกรอบค่ะ

What is a genuine student?

A genuine student is a student who intends to obtain a successful educational outcome and has the language, educational and material background to have a reasonable chance of achieving this educational outcome.

Factors that are considered under the existing requirement to be a genuine applicant for entry and study as a student include: English language proficiency; financial capacity; prerequisite schooling; age requirements; and intention to comply with visa conditions. There are no changes planned to the genuine student requirement.

GTE นั้นคือการพิจารณาว่าเด็กนักเรียนต่างชาติที่ต้องการมาเรียนต่อยังออสเตรเลียนั้น มีความตั้งใจจริงที่จะมาเรียน และจะเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดหลังจากที่ศึกษาจบ  โดยมีหลายๆปัจจัยที่อิมมิเกรชั่นนำเข้าไปประกอบการพิจารณาวีซ่า  ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานการเงิน ความสามารถทางภาษาอังกฤษ ประวัติการศึกษา อายุ หรือแม้กระทั่งความตั้งใจจริงในการมาศึกษาต่อ  สำหรับนักเรียนที่ยื่นวีซ่านักเรียนภายใต้กฎ GTE บางคน ก็วีซ่าผ่านได้ภายในวันเดียว  สำหรับบางคนที่ดูน่าสงสัย ทางอิมมิเกรชั่นไม่เชื่อว่าจะมาเรียนจริงก็อาจจะกินเวลาเป็นเดือนๆ  หรือบางคนก็เป็น 6 เดือนก็มี  ในวันนี้คุณหมอวีซ่าขอนำเรื่องราวของน้องๆที่โดนผลกระทบจาก GTE   มาบอกกล่าวกันค่ะ 

1.             เรื่องแรกที่จะเล่าให้ฟังกันวันนี้ เป็นเรื่องของน้อง A (นามสมมุติ)  น้องเอนั้นเคยมาหาคุณหมอวีซ่าให้ช่วยขอวีซ่าคืน เพราะโดนกระทำมาจากโรงเรียน โรงเรียนได้ยื่น NCN ไปเพราะว่าน้องเอนั้นสอบตก แต่คุณหมอวีซ่าก็สามารถช่วยให้น้องเอได้วีซ่าคืน เพราะน้องเอนั้นไม่ได้ทำผิดอะไรเลย  ตัวเองส่งงานครบทุกครั้ง แต่เนื่องจากทางโรงเรียนมีการบริหารการจัดการที่ไม่ดี ไม่ละเอียดรอบคอบ ก็เลยสามารถพิสูจน์ได้ว่าน้องเอนั้นไม่สมควรที่จะโดนแคนเซิลวีซ่าค่ะ  และเมื่อตอนน้องเอนั้นไดวีซ่าคืน คุณหมอวีซ่าก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่าต่อไปนี้จะต้องตั้งใจเรียน เพราะถ้าเกิดปัญหาอย่างนี้ขึ้นอีก ต่อให้เป็นคุณหมอวีซ่าก็จนปัญญาแล้วละค่ะ  ผ่านไป 6 เดือน น้องก็ไม่ยอมไปเรียนอีก  ไม่ยอมรักษาวีซ่าไว้ให้ดี ซึ่งก็ได้ข่าวทราบมาว่าน้องเอโดนอีกเอเจนท์หนึ่งดึงไปเปลี่ยนคอร์สเรียนในโรงเรียนที่ไม่ได้มาตรฐาน แต่ไม่ตรวจ attendance  ซึ่งภายหลังคุณหมอวีซ่าได้รับเอกสารบางอย่างแจ้งมาจากอิมมิเกรชั่น แต่ก็ไม่สามารถโต้ตอบแทนน้องได้ เพราะน้องได้เปลี่ยนเอเจนท์ไปแล้ว  คุณหมอวีซ่าเป็นห่วงมาก  กลัวจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า วีซ่ามีค่ายิ่งทอง จงรักษาไว้ให้ดี  อย่าไปทำให้เสียอีก เพราะครั้งนี้โอกาสที่จะได้กลับคืนมาอีกครั้ง คงเป็นไปไม่ได้แล้วละค่ะ  

2.             เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของคุณ B (นามสมมุติ)  คุณบีนั้นเรียนอยู่ออสเตรเลียมานานนมแล้ว  เรียนจบดิโพลม่ามา 3 ใบแล้ว และกำลังจะต่อใบที่ 4 แต่ก็โดนทางอิมมิเกรชั่นปฏิเสธอย่างไม่ใยดี  เพราะอิมมิเกรชั่นไปสืบรู้มาว่าน้องบีนี้ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา กลับไทยเพียงแค่ 30 วันเท่านั้น ส่อเจตนาว่าจะอยู่ที่ออสเตรเลียถาวร ไม่แสดงถึงความตั้งใจจริงในการกลับบ้าน  ก็เลยโดนปฏิเสธวีซ่าไปตามระเบียบ  เพราะฉะนั้นใครที่กำลังจะต้องการต่อวีซ่าเรียนต่อดิโพลม่า หรือมีประวัติเสี่ยงแล้วละก็พึงระวังไว้ให้ดีนะคะ เพราะอิมนั้นรู้จริงค่ะ   

3.             เรื่องที่สามนั้นมาจากน้อง C (นามสมมุติ) ที่ตอนแรกมาเรียนภาษา + ปริญญาโทในมหาลัยระดับท๊อป แต่เรียนภาษาไปเรื่อยๆ ปีกว่าแล้วก็ยังไม่ผ่าน เพราะมัวแต่ไปทำงาน  make money จนกระทั่งมาเจอแฟนสาวที่ออสเตรเลีย ก็ตัดสินใจว่าทำวีซ่าติดตามดีกว่า  กว่าจะตัดสินใจก็ได้พ้น gap period ที่ทางอิมมิเกรชั่นกำหนดไว้กว่า 5 เดือน  gap period ก็คือผู้ใดที่ถือวีซ่านักเรียนสามารถเว้นเวลาได้สูงสุด 2 เดือนเท่านั้น ถ้าหากพ้นกว่านี้จะต้องลงเรียนต่อเนื่องไม่งั้นจะถือว่าผิดกฎหมาย  จนในที่สุดน้องซีนั้นก็โดนปฏิเสธวีซ่า และตอนนี้ก็ไม่มีใครติดต่อน้องซีได้อีกเลย  เรื่องนี้เป็นข้อเตือนใจที่ดีเรื่องหนึ่งเลยนะคะ  น้องๆคนไหนที่ต้องการจะมาเรียนแล้วทำงานไปด้วย  จริงอยู่ว่าทางออสเตรเลียใจดี อนุญาตให้เด็กนานาชาติอย่างเราทำงานได้  แต่ไม่ใช่หมายความว่าเราจะเอาเปรียบกฎของวีซ่านักเรียนโดยการทำแต่งาน แล้วตัวเองก็สอบตก เพราะไม่มีเวลาอ่านหนังสือหรือทำงานส่งไม่ทัน  ตราบใดก็ตามที่เราถือวีซ่านักเรียน เราก็ควรจะไปเรียนหนังสือและตั้งใจสอบ เพราะในโอกาสหน้าน้องซีนั้นก็ยังมีโอกาสที่จะสมัคร Graduate Visa หรือพีอาร์ต่อไปได้

4.             เรื่องที่สี่มาจากคุณ D (นามสมมุติ)  คุณดีนั้นได้โทรมาปรึกษากับทีมงานของคุณหมอวีซ่า  คุณดีนั้นได้ยื่นวีซ่านักเรียนมาจากเมืองไทย โดยไม่ได้ใช้บริการของเอเจนท์ใดๆเลย  คุณดีนั้นได้รับ offer letter CoE และได้ทำการศึกษาทุกอย่างมาอย่างดีแล้ว แต่กลับมาพลาดตรงการกรอกเอกสารยื่นขอวีซ่า  เมื่อคุณดียื่นขอวีซ่าไปก็โดนปฏิเสธทันที ทั้งนี้เพราะกรอกเอกสารเข้าไปผิด ทำให้โดนปฏิเสธวีซ่าในที่สุด  ไม่ผิดหรอกค่ะที่เราจะเลือกทำเอกสารเอง แต่ทุกคนก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่ว่าถ้าหากกรอกอะไรเข้าไปผิด นอกจากจะส่งผลกระทบถึงอนาคตในการขอวีซ่าออสเตรเลียในอนาคตตัวอื่นๆอีกด้วย เพื่อความปลอดภัยและเพื่อความชัวร์ ควรเลือกใช้เอเจนท์ที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเอเจนท์ที่ได้รับการรับรองจากทาง MIA (Migration Institute of Australia) ดีที่สุดค่ะ

5.             เรื่องที่ห้านี้มาจากคุณ E (นามสมมุติ) คุณอีนั้นมาออสเตรเลียโดยถือวีซ่านักเรียนมาเรียนภาษาในปี 2008 หลังจากเรียนจบก็ขอวีซ่าท่องเที่ยวอยู่ต่อในปี 2009 และ 2010  และในครั้งสุดท้ายที่ขอวีซ่านักเรียนมาก็อยู่เกินวีซ่าท่องเที่ยวไป 24 วัน และในตลอดช่วงที่วีซ่าท่องเที่ยวยังไม่หมดอายุนั้น คุณอีก็ไม่ได้ไปติดต่อเอเจนท์หรืออิมมิเกรชั่นใดๆเลย กว่าคุณอีจะไปติดต่อเอเจนท์นักเรียนก็อีก 8 วันวีซ่าท่องเที่ยวจะหมด  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคุณอีนั้นไม่ได้มีความตั้งใจที่จะมาเรียนยังออสเตรเลียจริงๆ  นอกจากนี้หลังจากกลับมาที่ไทยแล้ว คุณอีก็ยื่นวีซ่าขอมาเรียนดิโพลมา 2 ครั้ง แต่ก็โดนปฏิเสธทุกครั้ง ทั้งนี้เพราะทางสถานทูตไม่เชื่อว่าคุณอีนั้นต้องการจะมาเรียนจริงๆ   และในครั้งล่าสุดที่นี้ที่ยื่นขอวีซ่านักเรียน (sc570) ก็โดนปฏิเสธอีก เพราะทางเจ้าหน้าที่ไม่เชื่อว่าเขาต้องการจะมาเรียนจริงๆค่ะ   จากข้อมูลข้างต้น ท่านผู้อ่านจะเห็นว่าทางอิมมิเกรชั่นนั้นมีการเก็บหลักฐานการเดินทางเข้า-ออกของเราไว้ทุกครั้ง  เค้าสามารถทราบได้ว่าวันนี้เราไปติดต่อสมัครเรียนมา หรือไปหาอิมมิเกรชั่นที่ไหนมา เป็นต้น

6.             เรื่องที่หกมาจากคุณ F (นามสมมุติ) เรื่องของคุณเอฟนี้น่าสงสารยิ่งนัก ถึงแม้จะไม่เกี่ยวข้องกับ GTE โดยตรง แต่เป็นอุทาหรณ์ที่ทุกคนควรรู้ค่ะ  คุณเอฟนั้นถือวีซ่ามาเรียนต่อดิโพลมาที่ออสเตรเลีย (sc572) และระหว่างที่เรียนอยู่ก็ได้พบรักกับหนุ่มออสเตรเลีย และต้องการที่จะยื่นวีซ่าคู่ครองหลังจากวีซ่านักเรียนหมดอายุ  แต่ในระหว่างที่วีซ่านักเรียนตัวแรกกำลังหมดอายุ คุณเอฟก็คิดว่าเขาต้องการที่จะลงเรียนปริญญาตรีต่อ ก็เลยมาสมัครเรียนและยื่นวีซ่าคู่ครองไปพร้อมๆกัน  แต่ปรากฏว่าวีซ่านักเรียนของคุณเอฟนั้นติด 8534 – No further stay condition จากอนาคตที่สดใสที่จะได้อยู่รอวีซ่านักเรียนที่นี่ ได้อยู่กับแฟน  กลับต้องกลับไทยและต้องไปขอวีซ่ามาเรียนต่อปริญญาตรีใหม่  และไม่รู้ว่าเมื่อไรวีซ่าจะผ่านอีกด้วย เพราะการทำวีซ่านักเรียนมาจากไทย ตอนนี้ก็ยากแสนเข็ญอยู่พอควร ตัวคุณเอฟนั้นก็ไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าตัวเองติด 8534 เพราะในเอกสารวีซ่าที่คุณเอฟได้รับมาจากสถานทูตและถือติดตัวมาโดยตลอดนั้นก็ไม่มีคอนดิชั่นตัวนี้ติดอยู่ มีเพียงแต่กระดาษใบเล็กๆแนบมา  แต่ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของ คุณเอฟเลยดึงกระดาษใบนั้นออกเพราะไม่คิดว่ากระดาษใบนั้นสำคัญอะไร  เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากนะคะ เราควรจะตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วนทุกครั้ง เพราะเอกสารทุกชิ้นที่ได้มาจากอิมมิเกรชั่นหรือสถานทูตถือเป็นเอกสารสำคัญ  คุณหมอวีซ่าไม่อยากให้เกิดกรณีอย่างนี้กับนักเรียนคนใดอีก  เพราะถ้าหากคิดว่าตัวเองติดคอนดิชั่น 8534 จะได้ดำเนินการแต่เนิ่นๆในการยื่นวีซ่าค่ะ  ในปัจจุบันนี้การขอ waive condition 8503 หรือ 8534 นั้นทำได้ยากมาก ถ้าไม่เกิดเหตุตายร้ายดีจริงๆ ก็ยากที่จะไปขอเพิกถอน condition  ตัวนี้ค่ะ  
7.             เรื่องสุดท้ายที่คุณหมอวีซ่าขอมาบอกกล่าวในวันนี้เพิ่งเกิดสดๆร้อนๆเลยค่ะ  มีน้องนักเรียนคนหนึ่งมาปรึกษากับคุณหมอวีซ่าเรื่องโดนปฏิเสธวีซ่า น้องคนนี้ คุณหมอวีซ่าขอให้ชื่อว่าน้อง G (นามสมมุติ) น้องจีนั้นเรียนจบในระดับปริญญาตรีมาแล้วในสาขา Communication Arts  จากมหาวิทยาลัยดังในเมืองไทย และได้ไปปรึกษาเอเจนท์เจ้าหนึ่งในตึก World Tower ที่ George Street ให้ทำวีซ่าติดตามแฟน  แต่เอเจนท์เจ้านั้นกลับแนะนำผิดๆให้น้องมาเรียนในปริญญาตรีซ้ำ ในสาขา Hospitality ในวิทยาลัยเอกชน ซึ่งเป็นสาขาที่ไม่ตรงกับสายที่น้องเรียนจบมา  ทั้งๆที่น้องจีนั้นมีแฟน และสามารถทำเรื่องติดตามแฟนมายังออสเตรเลียได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เอเจนท์เจ้านี้กลับไม่ให้ทางเลือกที่ถูกต้องกับน้องจี อาจหวังตรงแค่ขอกินค่าคอมมิชชั่นจากโรงเรียนเป็นปัจจัยหลัก โดยไม่หวังดีต่ออนาคตของเด็กมาเป็นหลัก  จนในที่สุดน้องจีก็โดนปฏิเสธวีซ่า  แถมยังติดประวัติ หากจะมาออสเตรเลียอีกทีก็ต้องเหนื่อยกันเลยทีเดียว

ท่านผู้อ่านเห็นหรือยังคะว่าวีซ่านักเรียนภายใต้ GTE นั้นยากแค่ไหน  ไม่ใช่ว่าใครอยากมาทำงานออสเตรเลียแล้วจะใช้วีซ่านักเรียนเป็นข้ออ้างได้เสมอไป  ยุคความสะดวกเช่นนี้ได้หมดไปแล้ว ตั้งแต่ต้นปี 2010 เป็นต้นมา และก็มีแต่แนวโน้มที่ยากขึ้นทุกวัน ไม่มีแววจะผ่อนผันให้ง่ายลงเลย น้องๆจึงต้องตื่นกันมายอมรับและเข้าใจนโยบายที่เปลี่ยนไปอย่างมหาศาลของรัฐบาลออสเตรเลียให้ได้ จะได้ไม่ต้องมีเรื่องช้ำใจตามกันมาภายหลัง ทุกวันนี้จะมีน้องๆคนไทยโทรเข้ามาปรึกษาวันละหลายๆราย ว่าอยากมาเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย บางคนอยากมาเรียนภาษา บางคนอยากมาทำงาน  คุณหมอวีซ่าอยากจะเน้นย้ำตรงนี้ว่า “วีซ่านักเรียนไม่ใช่ทางออกเสมอไป”   แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่คุณหมอวีซ่ายกเรื่องราวของ GTE มาเล่าให้ฟัง ไม่ได้หมายความว่าวีซ่าออสเตรเลียนั้นทำไม่ได้แล้วนะคะ ยังมีอีกหลายวีซ่าที่เราสามารถทำได้  แต่เราต้องทำให้ถูกวีซ่าและถูกวิธี  บางคนมีแฟนจริงและแฟนได้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายตอนขอวีซ่ามาครั้งแรก ก็อาจจะมาโดยทำวีซ่าติดตาม วีซ่าคู่หมั้น หรือวีซ่าคู่ครอง  บางคนมีนายจ้าง ก็อาจจะทำวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์แทน  บางคนมีความสามารถ อยากจะยื่น EOI มาจากเมืองไทยก็ทำได้เช่นเดียวกันค่ะ  ขอให้ยื่นวีซ่าให้ตรงเป้าหมายและตรงวัตถุประสงค์ที่จะเข้าประเทศเขา ตรงตามที่ตัวบทกฎหมายกำหนด ก็ไม่น่าจะโดนปฏิเสธนะคะ น้องๆคนไหนที่อยากจะเข้าออสเตรเลียควรจะเลือกใช้บริการเอเจนท์ที่เชี่ยวชาญในวีซ่าออสเตรเลีย ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (MARA Registered Migration Agents) แต่กระทั่งในหมู่  Registered Migration Agents เองก็ใช่ว่าจะรู้และเก่งไปหมดกับทุกตัววีซ่า เราก็ต้องเลือกผู้ที่ชำนาญในสายวีซ่าที่เราจะยื่นมาเป็นหลักค่ะ ดั่งเช่นแพทย์ขึ้นทะเบียนมีเยอะ แต่ก็ไม่ใช่จะเชี่ยวชาญชำนาญไปทุกโรค หากเราเป็นโรคหัวใจ ก็ต้องหาหมอที่ชำนาญโรคหัวใจ ไม่ไปหาหมอที่ผ่าขาให้เราเป็นต้นในทำนองเดียวกัน  หากได้รับคำแนะนำที่ผิดๆ หรือทำผิดวีซ่า หรือผิดวิธี ก็อาจจะโดนติดประวัติ หากติดประวัติครั้งหนึ่งแล้วลบยากจริงๆค่ะ   

ส่วนใครที่คิดว่าตัวเองมีความตั้งใจจริงจะมาเรียนออสเตรเลีย แล้วกำลังมองหาคอร์สเรียนดีๆอยู่ คุณหมอวีซ่าก็ขอเชิญน้องๆที่ตั้งใจจะไปเรียนต่อ และในอนาคตอาจมีสิทธิ์ขอวีซ่าทำงานอย่างถูกต้อง  ภายใต้การสปอนเซอร์ของรัฐ ACT ที่ในอดีตที่ผ่านมาได้ผ่านการสปอนเซอร์ผู้ยื่นขอวีซ่าโดยอาศัยทักษะของตนมามากต่อมากแล้ว (เป็นรัฐที่ใจดีค่ะ)  
หรืออยู่ต่อโดยอาศัยทักษะของตนเอง หรือผู้ปกครองที่สนใจมาร่วมงาน เตรียมความพร้อมเข้าสู่ University of Canberra“ มหาวิทยาลัยคุณภาพชั้นนำของออสเตรเลียใน
วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2555 เวลา 13.00-15.00
สถานที่ CP International Education and Migration Centre สาขากรุงเทพฯ
408/35 ชั้น 9 อาคารพหลโยธินเพลส ถ.พหลโยธิน เขตพญาไท กรุงเทพ 10400
จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องไปเต็มๆ และพบกับคุณหมอวีซ่าโดยตรงเพื่อรับความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องเรียนจบแล้วอยู่ทำงานต่อที่ Canberra อย่างไร
ฝากบอกเพื่อนฝูงญาติมิตรที่ไทยด้วยว่า***ให้เตรียมใบผลการเรียน, ผลการสอบภาษาอังกฤษ (ถ้ามี) และ/หรือจดหมายรับรองการทำงาน(ถ้ามี) มาให้พร้อม
รับรองครบทุกข้อมูลที่คุณอยากรู้เปี่ยมๆเต็มๆ...และ ฟรี!!!... สำรองที่นั่งด่วนได้ที่โทร.02-2781236 หรือที่ marketing@cpinter.co.th
www.cpinter.com.au