“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ได้ PR โดยตรงผ่านช่องทางของวีซ่าทักษะ (Skilled-Independent subclass 189 Visa) ยังมีความเป็นไปได้ไหม?

สวัสดีค่ะ เวลาผ่านไปช่างไวเหลือเกิน ยิ่งกว่า wifi ในยุคสมัยนี้นะคะ พริบตาเดียวก็ใกล้ผ่านไปอีกหนึ่งปีแล้ว คุณหมอวีซ่าฉบับนี้ ขอเริ่มต้นด้วยการขอแสดงความยินดีกับครอบครัวของคุณธนัชที่เพิ่งได้รับวีซ่าทักษะ (Skilled-Independent Visa sc189) โดยยื่นตรงมาจากเมืองไทย - ผ่านฉลุยไปอย่างสดๆร้อนๆเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม .. 2015 ที่ผ่านมานี้เอง โดยอิมมิเกรชั่นได้ออกจดหมายผ่านวีซ่าให้เร็วมากจนตกใจ และได้กันทั้งบ้านทั้งตัวคุณธนัช ภรรยาและลูกอีก 2 คน สาเหตุที่คุณหมอวีซ่าอยากแสดงความยินดีโดยตรงกับคุณธนัชก็เพราะว่าเป็นทั้งคุณพ่อและนักวิศวกรที่มีความพยายามต่อไม่เพียงหน้าที่การงานในการสร้างอาคารตึกราบ้านช่องเท่านั้นแต่ยังเอาใจใส่ต่อการสร้างอนาคตให้กับครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง น่านับถือจริงๆค่ะ ตัวคุณธนัชเองเคยมาศึกษาในหลักสูตรปริญญาโททางสายวิศวกรรมที่ออสเตรเลียเมื่อสมัย 7-8 ปีก่อน และหลังเรียนจบ ก็ได้มาติดต่อสำนักงาน CP Bangkok ให้ช่วยยื่นวีซ่าทักษะให้ แต่ ณ เวลานั้นการสอบ IELTS เรียกได้ว่าถูกผูกขาดและได้ตั้งมาตรฐานไว้สูงมากจน หลายๆคนเอื้อมไม่ถึง จนเกิดความท้อแท้เรื่องการทำวีซ่าจนไม่อยากสานต่อ แต่คุณธนัชท่านนี้ เป็นยอดบุรุษที่ไม่เคยท้อแท้ ได้พยายามสอบภาษาอังกฤษมาหลายต่อหลายครั้ง โดยไม่เคยเลิกล้มความตั้งใจและความพยายามที่จะบรรลุผลให้สำเร็จจนได้ พอวีซ่านักเรียนหมด คุณธนัชก็กลับเมืองไทยมาสอบต่อที่บ้าน แต่เนื่องจากได้งานที่ดีมากทำทางสายวิศวะที่เรียนจบมา จึง ได้ทำงานไปด้วยและเตรียมสอบภาษาอังกฤษไปด้วยเรื่อยๆ จนกระทั่งแต่งงานมีลูกที่น่ารักแล้ว 2 คน พอลูกเริ่มโต ก็เริ่มห่วงอนาคตลูก จึงได้ความคิดว่าอยากจะสานฝันในการอพยพครอบครัวมาอยู่ที่ออสเตรเลียให้เป็นจริง เพื่อจะให้ลูกได้มีอนาคตที่ดีขึ้น และได้รับการศึกษาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย สภาพภูมิอากาศที่ดี สังคมดี จึงได้พยายามไปสอบภาษาอังกฤษจนได้คะแนนตามทีอิม มิเกรชั่นกำหนด และ จากนั้นก็ได้กลับมาพบกับน้องโอ๋ทีมงานของคุณหมอวีซ่าที่สำนักงานกรุงเทพฯ ซึ่งมาถึงจุดนี้ กฎหมายก็ได้เปลี่ยนไปเยอะมากแล้ว ทางทีมงานเราก็ไม่ได้ละทิ้ง ถึงจะเป็นเคสเก่า ก็ยินดีสานต่อให้ใหม่ จึงได้ประชุมหาวิธีสานเคสยื่นเรื่องให้คุณธนัชอีกครั้ง และเมื่อคุณสมบัติกับเอกสารทุกอย่างครบถ้วน จึงได้ยื่นเรื่องเข้าไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.. 2015 นี้เอง ปรากฎว่าเคสผ่านเร็วมากจนทุกคนตกใจ   ไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2015 ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 2 เดือน ซึ่งเรียกว่าไวมากเลยสำหรับวีซ่าทักษะที่ได้อพยพมาเป็น PR โดยตรงกันทั้งบ้าน ซึ่งใครๆก็รู้ว่าในสมัยนี้ขอยากขอเย็นนัก ทุกคนจึงกรี๊ดดด ดีใจกับคุณธนัชและครอบครัวของคุณธนัชเป็นอย่างยิ่ง และคุณธนัชเองก็เป็นคนใจกว้าง ยินดีที่จะให้นำเรื่องความพยายามของเขามาเขียนลงในคอลัมน์ของคุณหมอวีซ่าได้ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับคนรุ่นหลังว่าอย่าท้อแท้และอย่าละทิ้งความหวังอะไรไปง่ายๆ หากเราตั้งใจทำอะไรซักอย่าง ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็จะอยู่ที่นั่น เหมือนดั่งที่คุณธนัชได้พยายามจนกระทั่งสามารถอพยพครอบครัวด้วยวีซ่าทักษะมาอยู่ที่ออสเตรเลียได้จนสำเร็จไม่ว่าจะใช้เวลานานกี่ปีก็ตาม ทีมงานของคุณหมอวีซ่าจึงใคร่ขอแสดงความยินดีกับคุณธนัชกับครอบครัวเป็นอย่างยิ่งด้วยนะคะ

คุณหมอวีซ่าจึงขอนำจดหมายตัวอย่างการ grant skilled visa sc189 ที่เพิ่งได้รับจากอิมมิเกรชั่นสดๆร้อนๆมาลงให้ดูเป็นตัวอย่าง ว่าการขอวีซ่าทักษะที่เป็น PR ซึ่งปัจจุบันใครๆก็นึกว่าอาจเป็นวิชาที่ไม่มีความเป็นไปได้แล้วนั้น ก็ยังมีความเป็นไปได้อยู่ ขอเพียงให้เรามีความพยายามและดำเนินเรื่องให้มันถูกต้องตามกฏหมายและนโยบายของรัฐบาลก็เกิดได้เหมือนกันค่ะ ในจดหมายยังมีเขียนถึงสิทธิ์ที่ผู้อพยพเป็น PR พึงได้เมื่อเดินทางมาถึงออสเตรเลีย ท่านผู้อ่านก็ลองศึกษาดูก็แล้วกันนะคะ ดังนั้นคุณหมอวิชาจึงอยากจะแนะนำน้องๆลูกหลานรุ่นใหม่ๆที่ลงทะเบียนเรียนว่า ก่อนจะทำการลงทะเบียนในหลักสูตรใดในการมาศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย ก็ขอให้ศึกษาค้นคว้าดูให้ดีซะก่อนจะจ่ายเงิน อย่าไปตกลงอะไรกับใครง่ายๆโดยเอาแต่เรื่องเงินหรือราคาค่าเล่าเรียนมาเป็นหลัก เอาอนาคตเข้าว่าจะดีกว่านะคะ การลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรที่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้นทางจากเมืองไทยในวิชาที่อยู่ในสายอาชีพที่เป็นที่ต้องการของตลาดงาน เพื่อเปิดช่องทางให้ตนเองก้าวสู่วีซ่าถาวร สามารถทำงานและอาศัยอยู่ต่างประเทศเพื่อสร้างสมประสบการณ์ทำงานในเมืองนอกจนได้ซิติเซ่นไปอีกหนึ่งสัญชาติดั่งเช่นตัวอย่างของคุณธนัชนี้ เรียกว่าเป็นการลงทุนทางการศึกษาที่คุ้มสุดๆนะคะ คุณหมอวีซ่าจึงอยากเตือนว่าอย่าไปตัดสินอนาคตของตนด้วยเพียงการลงเรียนเฉพาะแต่ในหลักสูตรราคาถูกๆที่ไม่ได้นำให้เราไปสู่อนาคตที่แน่นอนและมั่นคง  หากมองในระยะไกลแล้ว ก็เหมือนกับการเอาเงินไปราน้ำ จบแล้วไม่ได้อะไรมา หลายคนยังถึงกับต้องไปเรียนใหม่ เสียเงินก้อนใหม่ลำบากพ่อแม่หาเงินส่งเราเรียนเปล่าๆ การลงทุนในการศึกษาดีๆก็เท่ากับเป็นการลงทุนให้กับอนาคตตนเองนั่นเอง

เรื่องต่อมา ที่อยากจะนำมาเตือนในคอลัมน์คุณหมอวีซ่าฉบับนี้ก็คือ เกี่ยวกับวีซ่าคู่ครองหรือพาสเนอร์วีซ่าในระยะที่ 2 (Stage II) subclass 100 หรือ subclass 801 ที่ข้ามฝั่งไปเป็น PR จากวีซ่าคู่ครองสองปีที่ถือมา (subclass 309 or 820) เนื่องจากสมัยนี้จู่ิมมิเรชั่นก็หันมาเคี่ยวกับระยะที่ 2 นี้อย่างสุดๆ จากสมัยก่อนผู้ยื่นที่ผ่านมาสองปีแล้วสามารถข้ามฝั่งได้อย่างง่ายๆ จนเดี๋ยวนี้บางท่านก็อาจจะได้ยินเพื่อนฝูงพูดมาว่าเดี๋ยวนี้  มีการสัมภาษณ์ประกอบกับการเรียกเอกสารเพิ่มเติมอย่างละเอียด บางรายก็ถูกสอบสวนไปถึงที่บ้าน มีการสัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์เกือบทุกราย บางรายก็โชคไม่ดีมีผู้หวังร้ายแจ้งความเท็จ ก็โดนสอบสวนสุดๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปเลยก็มี คุณหมอวีซ่าจึงอยากเตือนท่านผู้อ่านทั้งหลายที่ได้ยื่นวีซ่าคู่ครองไป และกำลังจะข้ามฝั่งไปถือพีอาร์ในระยะที่ 2 ให้ระวังไว้ เนื่องจากสมัยนี้ มีกฎหมายใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ Public Interest Criteria 4020 ซึ่งเป็นนโยบายหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้เอกสารปลอมแปลงหรือการให้ข้อมูลเท็จกับทาง Immigration  กฏข้อนี้หากถูกจับได้ว่า ความสัมพันธ์ไม่เป็นจริง เช่นมีการจ้างแต่ง มีการจดทะเบียนปลอม หรือให้ข้อมูลเท็จ ใช้เอกสารเท็จไปหลอกเจ้าหน้าที่ ก็จะถูกถูกปฏิเสธวีซ่าด้วยเหตุผล 4020 นี้ ซึ่งให้โทษยาวไปถึง 10 ปี โดยผู้ที่โดนปฏิเสธวีซ่าด้วยเหตุผลนี้ เรียกว่า แทบจะ ไม่ต้องไปยื่นขอวีซ่าเข้าออสเตรเลียอีกเลยในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยรวมไปถึงผู้ที่ใช้นามสกุลเดียวกันก็โดนทำโทษไปด้วยในตัว ท่านผู้อ่านจะเห็นว่า คุณหมอวีซ่าถึงได้เตือนแล้วเตือนอีกว่า การทำเคสอะไรก็ตาม อย่าไปให้ข้อมูลเท็จและอย่าไปจัดเอกสารปลอมเพื่อไปหลอกลวงเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นเลย หากถูกจับได้มันไม่คุ้มกันจริงๆค่ะ ทำอะไรก็ขอให้ทำไปด้วยความจริงใจ ให้เอกสารจริง คุณหมอวีซ่าเชื่อว่า สิ่งใดก็ตามที่เป็นความจริงและเป็นของแท้ เมื่อได้มาเป็นของเรา อย่างเช่นวีซ่าต่างๆ ใครก็จะมาเอาคืนจากเราไปไม่ได้ จริงมั้ยคะ

ก่อนจะจากกันไปวันนี้คุณหมอวีซ่าก็อยากจะขอถือโอกาสอวยพรความสุขวันคริสต์มาสให้กับท่านผู้อ่านทุกๆท่าน ขอให้ปีใหม่นี้นำมาซึ่งโชคดีมีสุข มีความรักท่วมท้น ความสำเร็จก่ายกอง คิดสิ่งใดก็ขอให้สมหวัง และขอคุณพระศรีรัตนไตรคุ้มครองให้ทุกท่านที่กำลังจะเดินทางไปพักผ่อน เยี่ยมบ้าน ก็ให้เดินทางโดยปลอดภัยนะคะ

New Year 2016 ของดีฝากบอกเพื่อนฝูง ลูกหลาน ญาติมิตร - เตรียมต้อนรับ: งาน “CP World Study English Fair 2016” ในวันเสาร์ที่ 13th February 2016 ที่โรงแรม Novotel, Siam Square ทาง CP Bangkok ได้เชิญแต่โรงเรียนในระดับดีๆที่มีคุณภาพสูงมาร่วมงาน เพื่อให้ทุกท่านที่สมัครไปเรียนได้ความรู้และเสริมทักษะทางภาษาอังกฤษอย่างแท้จริง เรียนจบแล้วสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเพื่อประสงค์ทางการเรียนต่อ การงาน หรือทำวีซ่าต่อเนื่องก็ตาม 

แล้วไว้พบกันใหม่ในปีใหม่นะคะ ปีที่ผ่านมา คุณหมอวีซ่าเดินทางบ่อยมาก   การเดินทางเป็นการเรียนรู้ หากได้เจอเรื่องราวอะไรดีๆ ก็จะนำมาเขียนเล่าสู่่ต่อกันฟังค่ะ....Merry Christmas & Happy New Year ค่ะ....

ด้วยความปรารถนาดี

คุณหมอวีซ่า

**************************************************************************

MyFuture MyCP:
ส่งท้ายปี 2015 ด้วยสิ่งดีๆจาก CP Sydney

สวัสดีคร้าบบบ...หายหน้าหายตากันไปนานพอสมควรทีเดียวกับคอลัมน์ MyFuture MyCP วันนี้น้าหนวด CP ก็มีกิจกรรมดีๆมาเล่ามาแชร์ให้เพื่อนๆผู้อ่านที่น่ารักทุกท่านได้อ่านกันหลายเรื่องเลยทีเดียว เริ่มจากอะไรกันก่อนดีหล่ะ เอาเป็นว่ามาเริ่มที่โปรโมชั่นดีๆที่เพิ่งหมดลงไปไม่นานมานี้กับ CP SYDNEY HAPPY TIME สำหรับเพื่อนๆนักเรียนที่สมัครเรียนในระดับคอร์สปริญญาตรีกับทางเราในช่วงเวลาที่เรากำหนดก็เตรียมตัวรับ Gift card voucher มูลค่าสูงสุดกว่า A$400 ได้เลยครับ เพราะตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมข้อมูลและลิสต์รายชื่อนักเรียนที่ร่วมโปรฯกับเรา ยิ่งไปกว่านั้นหนึ่งในผู้โชคดีจากโปรโมชั่นดังกล่าวก็เตรียมตัวลุ้นรับ ส่วนลดตั๋วเครื่องบินมูลค่า A$599 ที่ทางเราร่วมกับทาง JUMPEE Travel ได้เลยนะครับ ยังไงคงได้ทราบผลกันเร็วๆนี้อย่างแน่นอน ถ้ามีอะไรอัพเดทคืบหน้าว่าใครคือผู้โชคดีคนดังกล่าวทางเราจะมาอัพเดทให้ทราบโดยทั่วกันอีกทีนะครับ
เริ่มด้วยโปรโมชั่นดีๆจากทางเราไปแล้วก็มาต่อด้วยกิจกรรมดีๆที่เราเพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมากันดีกว่า หลังจากที่ปีที่แล้วเราได้จัดกิจกรรม One Day Trip พาเพื่อนๆไปเก็บเชอร์รี่และดูพาเหรดที่เมือง Young ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ค่อนข้างดีจากเพื่อนๆกันพอสมควร มาปีนี้เราเปลี่ยนแนวจากการเก็บเชอร์รี่ ดูพาเหรดแบบเบาๆสวยๆ มาเป็นแนวผจญภัยออกแดดกันมั่งดีกว่า โดยปีนี้เราได้พาเพื่อนๆไปเที่ยว Port Stephens กับการเล่น Sand Dunes และดูโลมา รวมถึงรับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์เรียกว่าได้ทั้งเหงื่อ ทั้งอิ่มท้อง และเพลิดเพลินกับการดูน้องโลมาอีกด้วยครับ...การเดินทางภาพรวมต่างๆก็ถือว่าเป็นไปด้วยความราบรื่นครับ อาจจะติดขัดหรือเสียเวลาจากสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดบ้าง แต่ก็ถือได้ว่าผ่านไปได้ด้วยดีครับ ยังไงก็ขอเป็นตัวแทนในนามของ CP Sydney กล่าวขอบคุณลูกทัวร์กว่า 50 ชีวิตที่น่ารักทุกท่านไว้ ณ ที่นี้อีกครั้งที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของเราเป็นอย่างดี และก็ขออภัยมาใน ณ ที่นี้ด้วยหากมีข้อผิดพลาดหรือสิ่งขัดข้องใดๆที่เกิดขึ้นแล้วทำให้ทุกท่านขุ่นเคืองใจนะครับ ยังไงขอเล่าถึงกิจกรรมวันนั้นให้เพื่อนๆได้อ่านกันหน่อยดีกว่า เฉพาะตัว Sand Dunes ที่เราต้องเดินขึ้นไปเป็นนาทีให้ถึงยอดเนินเพื่อสไลด์บอร์ดลงมาเนี่ยะก็ถือว่าเหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกันนะครับ แหมมม ก็เล่นให้เดินขึ้นเนินชันๆเป็นนาที แต่พอตอนขาลงที่สไลด์ลงมาเนี่ยะจับเวลาแล้วยังไม่ถึง 10 วินาทีเลยมั้งนั่น สไลด์ลงมาแหกปากโวยวายยังไม่ทันหายเหนื่อยก็ต้องเดินขึ้นไปเล่นอีกละ ^^ ก็เล่นรอบเดียวมันยังไม่สาแก่ใจหนิทำไงได้ เล่นเหนื่อยๆเสร็จเราก็ขึ้นรถไปพักรับประทานอาหารกลางวันบนเรือ ก่อนที่เรือลำดังกล่าวจะแล่นเฉิดฉายออกไปกลางทะเลเพื่อพาเราไปดูน้องโลมา ซึ่งก็มีให้เราเห็นกันก็หลายตัวอยู่ ถือว่าประทับใจครับ ส่วนใครจะได้มุมภาพสวยไม่สวยหรือได้เห็นแบบชัดๆก็อยู่ที่ตั้งกล้องกันที่ส่วนไหนของเรือ ลูกทัวร์คนนึงของเราก็ได้มาเป็นวีดีโอตัวเป็นๆกันแบบปังปังเลยเหมือนกันครับ




หลังจากล่องเรืออยู่กลางทะเลดูโลมาประมาณชั่วโมงกว่าๆเราก็กลับมาขึ้นฝั่งแล้วก็รวมตัวกันถ่ายรูปหมู เอ้ยยย หมู่ ห้าห้าห้า กันก่อนที่จะปล่อยให้ไปทำธุระกันส่วนตัวก่อนที่จะขึ้นรถมุ่งหน้ากลับสู่มหานครซิดนีย์ แล้วก็เป็นประจำกันอย่างเช่นเคยที่เราจะมีการจับฉลากแจกของรางวัลเล็กๆน้อยๆให้เพื่อนๆได้ร่วมสนุกกัน ยังไงก็ต้องขอแสดงความยินดีกับเพื่อนๆที่ได้รับรางวัลจากทางเราไปด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องปอยที่ได้รับ Gift voucher เรียนภาษาอังกฤษฟรีกับทางสถาบัน Wize Corner มูลค่ากว่า A$399 ก็เรียกว่าจบการเดินทางด้วยความชื่นมื่นกันทุกฝ่ายโดยที่ไม่มีใครถูกเรียกไปปรับทัศนคติ สุดท้ายนี้ทาง CP Sydney ก็ขอใช้พื้นที่ตรงส่วนนี้กล่าวขอบคุณสถาบัน Wize Corner และ King’s Own Institute (KOI) ที่ร่วมสนับสนุนของรางวัลและขนมนมเนยต่างๆในวันงานวันนั้นด้วยนะครับ



ก่อนจะจากกันไปในฉบับนี้อยากจะทิ้งท้ายเชิญชวนให้เพื่อนๆที่อยู่ที่ซิดนีย์ที่เป็นลูกค้ากับเราก็ดีหรือยังไม่ได้เป็นก็ได้ มาร่วมสนุกจับฉลากประจำปีกับเราส่งท้ายเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ โดยรางวัลที่ 1 จะเป็น MYER Gift Card มูลค่า A$100 เพื่อนๆสามารถร่วมสนุกกับเราได้ง่ายๆแค่เพียงเข้าไปกดไลค์เพจของเราที่ www.facebook.com/cpsyd แล้วเดินเข้ามาจับฉลากกับเราที่ CP Sydney Office เพียงเท่านี้เพื่อนๆก็อาจจะได้เงิน A$100 ไปช็อปปิ้งเล่นต้อนรับปีใหม่ก็ได้นะครับ โดยเราจะจับฉลากถึงแค่วันที่ 18 ธันวาคม 2015 หลังจากนั้นเราจะปิดทำการเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพราะฉะนั้นหากมีข้อมูลอยากสอบถามรีบติดต่อเข้ามาภายในวันที่ 18 นี้นะครับ ไม่อย่างนั้นต้องรอไปถึงวันที่ 4 มกราคม 2016 ที่เราจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งจร้า สำหรับฉบับนี้ลาไปก่อน...สวัสดีครับ
#น้าหนวด CP

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เรื่องวีซ่า เป็นเรื่องหมูๆ ยื่นเองก็ได้ จริงปะ? Professional Advice จำเป็นไหม มีความสำคัญเพียงใด?


          สวัสดีค่ะ แฟนคลับคุณหมอวีซ่าทุกท่าน สองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ คุณหมอวีซ่ามีข่าวดีอยากจะมาบอกกล่าวเล่าสู่กันฟังอยู่เยอะแยะหลายเรื่อง แต่ขอแชร์สักสองเรื่องที่สร้างความตื่นเต้นและดีใจให้กับทีมงานของคุณหมอวีซ่าเป็นอย่างยิ่ง และทั้งสองกรณีก็เป็นกรณีที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการ
ได้รับคำแนะนำที่ดีๆทางวิชาชีพที่ถูกต้อง ทำให้ถึงกับเปลี่ยนอนาคต เปลี่ยนแนวทาง และวิถีชีวิตของคนหลายๆคน หรือทั้งครอบครัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ  แถมประหยัดทั้งเวลาและเงินทอง ไม่ต้องยื่นวีซ่าผิดแล้วผิดเล่า บ้างที่แย่กว่านั้นก็คือ โดนปฏิเสธวีซ่ามาซ้ำซ้อน กว่าจะมาถึงมือคุณหมอวีซ่า บางครั้งก็สายเกินแก้แล้วก็หลายเคสอยู่ค่ะ จริงๆแล้ว ตามกฎหมายของออสเตรเลีย การยื่นฟอร์มวีซ่าต่างๆไม่ต้องอาศัยตัวแทน ก็สามารถยื่นฟอร์มเองได้ แต่จุดที่สำคัญก็คือ ผู้ยื่นหลายท่านไม่มีความเข้าใจในกฎหมาย คุณสมบัติ หรือ eligibility ของตนเองว่ามีสิทธิ์ที่จะได้รับอนุมัติวีซ่าตัวที่ตนอยากได้ไหม หรือการจัดเอกสารต้องจัดอย่างไรให้ตรงตามที่เจ้าหน้าที่ต้องการให้ครบถ้วน หากไม่มีโอกาสได้วีซ่านั้นๆ หรือไม่ตรงตามนโยบายของรัฐบาล ก็อาจต้องเปลี่ยนยื่นเป็นวีซ่าตัวอื่นที่ตนเองมีโอกาสเข้าข่ายและผ่านวีซ่าได้ หรือต้องมีการเตรียมตัวอย่างไรให้เข้าข่ายได้ในอนาคต เป็นต้น การตอบคำถามก็มีความสำคัญ หากเราตอบไม่ตรง แทนที่จะเป็นผลดี ก็อาจส่งผลลบเด้งกลับมาให้ได้  สำหรับเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่น แน่นอนที่สุด ก็ย่อมชอบให้เรายื่นเอกสารให้ครบถ้วน ตอบคำถามตรงและครบถ้วนอยู่แล้ว หากเราปฏิบัติทุกอย่างให้ถูกต้อง ตรงตามนโยบายและกฎหมาย ไม่ติดเรื่องสุขภาพหรือสันติบาล คุณหมอวีซ่าว่าโอกาสที่จะได้วีซ่าก็สูงแน่นอนค่ะ

เยี่ยงอย่างเคสของลูกค้าที่แสนดีของคุณหมอวีซ่า 2 รายที่เพิ่งจะผ่านวีซ่าตัวใหญ่ๆไป 2 ตัวสดๆร้อนๆกันทั้งครอบครัว ที่กว่าจะถึงขั้นยื่นวีซ่า ก็ได้ผ่านการปรึกษาแล้วปรึกษาอีก สิ่งใดที่คุณหมอวีซ่าไม่สามารถให้คำตอบได้ทันที ก็จะไปค้นคว้าหาคำตอบที่ถูกต้องมาให้ แต่พอหลังยื่น วีซ่าก็ผ่านเร็วมากจากการตามงานติดๆของทีมงานคุณหมอวีซ่า และความร่วมมือเป็นอย่างดีจากลูกค้าในการจัดหาเอกสารตามที่ขอมาให้:

เริ่มต้นจากกรณีของคุณติ๊กกับลูกๆที่ได้ผ่านวีซ่าคู่ครองหรือ Partner Visa (sc 820) โดยพ่วงลูก 2 คนเป็นผู้ติดตามจนประสบผลสำเร็จ ความจริงโดยทั่วไปแล้ว การยื่นวีซ่าคู่ครองของคุณพ่อหรือคุณแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  หรือทั้งสองฝ่ายโดยพ่วงลูกเป็นผู้ติดตาม ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกและมีการทำมานานแล้ว แต่สำหรับกรณีของคุณติ๊กที่คุณหมอวีซ่าอยากนำมายกเป็นตัวอย่างในวันนี้ (โดยได้รับอนุมัติจากคุณติ๊กมาเรียบร้อยแล้ว) ก็คือ เป็นกรณีที่พิสูจน์ให้เห็นว่า
การได้รับคำแนะนำที่ดีๆและถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพนั้น มีความสำคัญมากเพียงใดต่อการวางแผนชีวิตของตัวเรากับคนที่เรารักโดยเฉพาะลูกๆ ถึงขั้นที่เรียกว่ามีการเปลี่ยนแปลงอนาคตและวิถีทางดำเนินชีวิตไปโดยสิ้นเชิงเลย
เรื่องของคุณติ๊กก็คือ จู่ๆวันนึง คุณติ๊กก็ตัดสินใจขับรถทางไกลตรงมาขอพบ
และปรึกษากับคุณหมอวีซ่าเกี่ยวกับวีซ่าของตนเองที่ยื่นไปตั้งนมนานแล้ว แต่ไม่เห็นเจ้าหน้าที่ผ่านหรือติดต่อมาสักที ก็เลยเริ่มกังวลใจ ในวันที่พบกันนั้น  คุณติ๊กขอให้คุณหมอวีซ่าช่วยตามเคสให้หน่อย เพราะไม่ทราบติดขัดสิ่งใด ทำไมถึงไม่ผ่านสักที
 พอดีในวันที่คุณติ๊กมาพบคุณหมอวีซ่านั้น มีลูกสาววัย 23 (อายุเกิน 18 ปีแล้ว) มาเป็นเพื่อนด้วย คุณหมอวีซ่าก็เลยถามเล่นๆว่าน้องถือวีซ่าอะไรอยู่ในออสเตรเลีย ปรากฏว่าเป็นวีซ่านักเรียน ซึ่งโดยทั่วไปคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่าน
มักจะไม่มีความรู้ตรงนี้ว่าลูกที่อายุเกิน 18 ปีแล้วก็ยังสามารถพ่วงกับพ่อแม่เป็น ผู้ติดตามได้ โดยต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายเรียกร้อง พอได้ PR มา ลูกก็จะไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนในอัตราของนักเรียนนานาชาติอีกต่อไป กลับได้สิทธิ์เหมือนผู้ถือวีซ่าถาวรในออสเตรเลียเหมือนคุณพ่อคุณแม่ คุณหมอวีซ่าจึงได้ถามประวัติของลูกสาว แล้วก็ไปทราบว่าคุณติ๊กเองก็มีลูกชาย
อีกคนหนึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปีอยู่ในประเทศไทย โดยลูกชายนั้น ก็สามารถทำพ่วงวีซ่าคู่ครองของคุณติ๊กได้อีกเช่นกัน เพียงแต่น้องคนเล็กนี้ตัวยังอยู่เมืองไทย ณ เวลานั้น และคุณแม่กับพี่สาวอยู่ออสเตรเลีย ก็จะต้องมีขั้นตอนที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้นอยู่บ้าง

หลังจากได้สอบถามประวัติของคุณแม่และลูก 2 คนโดยละเอียดแล้ว คุณหมอวีซ่าก็ มาพบว่าลูก 2 คนมีสิทธิ์ที่จะพ่วงคุณแม่ได้ในเวลาเดียวกันทั้งๆที่ลูกคนหนึ่งอยู่ออสฯ อีกคนอยู่ไทย จึงไม่ล่าช้า และได้ทำการติดต่อเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นไปทันที โดยที่ทุกอย่างได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร หลังจากได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ว่าทำได้ (บังเอิญได้เจ้าหน้าที่ใจดี) และหลังพูดคุยต่อรองผ่านทางโทรศัพท์  เจ้าหน้าที่ก็ยินดีที่จะชะลอเรื่องของคุณติ๊กออกไป เพื่อเปิดโอกาสให้ทีมงานของคุณหมอวิซ่าจัดการเรื่องการพ่วงและเพิ่มลูก 2 คน เสียบเข้าไประหว่างการเดินเรื่องคุณติ๊กได้ แค่นี้พวกเราก็ดีใจมากแล้ว ที่เจ้าหน้าที่ยอมเปิดโอกาสครั้งนี้ให้ จึงเริ่มดำเนินการโดยไม่ล่าช้า

ในการดำเนินการครั้งนี้คุณหมอวีซ่าก็มาพบว่าเอกสารที่คุณติ๊กเคยยื่นเข้าไปก็ไม่ครบถ้วนที่จะให้เจ้าหน้าที่ผ่านอนุมัติวีซ่าคู่ครองให้ได้ ก็เลยต้องจัดการตรงนี้ให้เรียบร้อยก่อน แล้วก็ได้มีการจัดเตรียมให้น้องคนเล็กทำวีซ่าเดินทางเข้ามาในออสเตรเลีย เพื่อมา join  พี่สาวกับคุณแม่ที่นี่ จากนั้นก็มีการจัดเอกสารประกอบและฟอร์มที่เกี่ยวข้องจนครบกวน ซึ่งในกระบวนการตรงนี้ทั้งคุณติ๊กและทีมงานของคุณหมอวีซ่าได้ร่วมมือกันทำงานเป็น
อย่างดี เหน็ดเหนื่อยไม่เบา แต่ก็คุ้มค่ะ เพราะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ปรากฏว่า
อิมฯได้ผ่านอนุมัติวีซ่ามาให้ทั้งคุณแม่ ลูกสาว และลูกชาย ทำให้ครอบครัวได้อยู่ร่วมกันในออสเตรเลียได้อย่างมีความสุข คุณหมอวีซ่าก็ขอแสดงความยินดีกับคุณติ๊กและครอบครัวด้วยอีกครั้งนะคะ

ที่นำเรื่องของคุณติ๊กมาเขียนในวันนี้ จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การยื่นวีซ่าคู่ครอง แต่เป็นตัวอย่างที่ดีที่ให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายตระหนักถึงความสำคัญของการที่ได้ผู้เชี่ยวชาญเสนอกลยุทธ์และวิธีในการทำวีซ่าที่ถูกต้องโดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในการช่วยวางแผนที่ดีและถูกต้องตามกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล ในกรณีเช่นนี้คุณหมอวีซ่าได้ช่วยให้ลูกสาวของคุณติ๊กไม่ต้องถือวีซ่านักเรียนอีกต่อไป หากแต่ได้วีซ่าที่ดีกว่าก็คือเป็นผู้ติดตามของคุณแม่ในวีซ่า 820 ช่วยให้น้องมีสิทธิ์เรียนฟรีใน TAFE หรือมหาวิทยาลัยต่างๆได้ แถมสามารถทำงานได้เต็มเวลา และสามารถเรียน part time ได้ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์อันเข้มงวดของวีซ่านักเรียนอีกต่อไป  แถมยังมีสิทธิ์ที่จะได้ Medicare หาหมอรักษาโรค เข้าโรงพยาบาลฟรี ได้อีก ส่วนน้องคนเล็กก็สามารถที่จะเข้าเรียนในโรงเรียน high school ของออสเตรเลียได้โดยไม่ต้องชำระค่าเล่าเรียนใดๆ ตลอดจนจบมหาวิทยาลัย นอกจากจะเรียนฟรีแล้วยังมีสิทธิ์ใช้รถโดยสารมีฟรีในการเดินทางไปโรงเรียนทุกวัน ทั้งยังมีสิทธิ์ได้ Medicare card เหมือนกับพี่สาว ฟรี อีกเช่นกัน น้องอยากทำงานขึ้นมาก็มีสิทธิ์ที่จะทำงานได้เกิน 40 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของวีซ่านักเรียนอีกต่อไป

คุณหมอวีซ่ายังจำได้ว่า หลังจากจัดเตรียมเอกสารเพิ่มเติมให้คุณติ๊กเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ที่ทำเคสของคุณติ๊ก ก็อยากจะให้ปิดเคสของคุณติ๊กอย่างไวไว โดยอยากให้เราหันไปทำเรื่องของลูกพ่วงตามมาทีหลัง แต่เพื่อผลประโยชน์ของคุณติ๊กกับครอบครัว คุณหมอวีซ่าก็ยืนยันว่าให้เขารอนิดหนึ่งในระหว่างที่เราเตรียมเอกสารของลูกๆให้ครบ และในที่สุดความพยายามของเราก็ประสบความสำเร็จเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคุณติ๊กกับลูกที่น่ารักทั้ง 2 คน ก็ได้รับวีซ่าที่ออกมาพร้อมๆกันทั้ง 3 คน เป็น sc820 ซึ่งเป็นขั้นแรกของวีซ่า 801 ที่เป็น PR แต่ก็ได้สิทธิเหมือน  PR ทุกประการ นำความปลื้มปิติยินดีให้กับครอบครัวของคุณติ๊กและทีมงานของคุณหมอวีซ่าเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือครอบครัวของคุณติ๊กให้ได้อยู่ร่วมกัน และข้ามฝั่งไปสู่เส้นทางอนาคตที่ดีกว่าในครั้งนี้ คุณหมอวีซ่าเองเองก็ขอแสดงความยินดีกับคุณติ๊กกับครอบครัวอีกครั้งนะคะ

กรณีที่ 2 ที่คุณหมอวีซ่าอยากจะแสดงความยินดี ก็คือเป็นกรณีของ
การผ่านวีซ่านักลงทุน  Significant Investors Visa (SIV sc188-888) ของลูกค้า VIP ของคุณหมอวีซ่าอีกรายหนึ่ง ซึ่งวีซ่าตัวนี้มีคนไทยทำกันน้อยมาก เนื่องจากจะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 5 ล้านเหรียญออสเตรเลีย เพื่อแลกกับหนทางสู่วีซ่าถาวร (PR) กล่าวคือ พอวีซ่าผ่าน ผู้ยื่นก็จะได้วีซ่าชั่วคราวที่เรียกว่า subclass 188 ถือไปเป็นเวลา 4 ปีก่อน และต้องรักษา portfolio การลงทุนไว้ในออสเตรเลียตลอดทั้ง 4 ปี โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายปี หรือรายกี่เดือนก็ตามแต่ที่ตกลงกับบริษัทเงินทุนที่ดูแลหลักทรัพย์ของเรา  หลังพ้น 4 ปี ผู้ยื่นก็มีสิทธิ์ที่จะข้ามฝั่งไปถือวีซ่าถาวร  subclass 888 ซึ่งเป็น PR ได้ และจากนั้น ก็มีสิทธิ์ถอนเงินคืนได้ แต่จากสถิติแล้ว ปกตินักลงทุนจากประเทศจีน ฮ่องกง มาเลย์เซีย   เวียดนามก็มักจะเอาเงินมาลงเพิ่มมากกว่า เพราะได้ผลตอบแทนดีกว่าที่บ้านเขาเยอะ จากตารางที่คุณหมอวีซ่านำมาลงไว้ให้ดูนี้ :

Significant Investor visa: State and territory distribution - 24 November 2012 - 31 March 2015
State
EOIs submitted
Invitations
Applications lodged
Visas granted
Any
46
N/A
N/A
N/A
ACT
6
<5 o:p="">
<5 o:p="">
0
NSW
772
633
545
245
NT
<5 o:p="">
0
0
0
Qld
135
110
91
38
SA
57
52
32
16
Tas.
5
<5 o:p="">
<5 o:p="">
0
Vic.
1181
1108
951
428
WA
81
66
57
24
Total
2281
1972
1679
751
The table below shows the distribution of primary visa applications and visa grants for the top five source countries for the SIV.
Applicants for top
five source countries
Percentage of total
visa applications
Grants for top
five source countries
Percentage of total
visas granted
China
90.2
China
88.7
Hong Kong
3.0
Hong Kong
3.3
Malaysia
1.2
Malaysia
1.5
South Africa
0.8
South Africa
1.1
Vietnam
0.5
Japan
0.7

จะเห็นว่า ณ เดือนมีนาคม 2015  ที่ผ่านมา ยังไม่มีสถิตินักลงทุนจากประเทศไทยขึ้นให้เห็นเลย แต่เคสคุณหมอวีซ่าผ่านฉลุยไปแล้ว เมื่อ August 2015 ที่ผ่านมา โดยใช้เวลาพิจารณาเพียง 2.5 เดือน ทั้งๆที่โดยปกติตาม standard processing time เป็น 9 เดือน โดยได้วีซ่าครบกันทั้งครอบครัว ทั้งนี้ อาจจะด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือเหตุผลอื่นๆก็เป็นไปได้ ที่จะเห็นได้ว่ามีนักลงทุนจากประเทศไทยเริ่มหันมาให้ความสนใจ
วีซ่าตัวนี้กันมากขึ้น   ซึ่งในความเห็นของคุณหมอวีซ่า เรียกว่าเป็นวีซ่าที่ดีมากสำหรับนักลงทุนที่พร้อมที่จะ invest  ให้กับครอบครัว ให้กับคนที่เขารักและห่วงใยที่สุดในชีวิต อีกทั้งเงินที่ลงทุนใน Complying Investment ก็ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของรัฐบาลออสเตรเลีย จึงมีความเสี่ยงน้อยลง แถมได้ผลตอบแทนดีกว่าเอาไปลงทุนในประเทศอื่นๆ โดยผลตอบแทนอยู่ที่อัตราระหว่าง 5 ถึง 15% ขณะที่ในประเทศไทยเท่าที่คุณหมอวีซ่าไปสอบถามจากธนาคาร
ที่เมืองไทยแห่งหนึ่งมาเมื่อเร็วๆนี้ ปัจจุบันผลตอบแทนอยู่ที่เพียง  0.5 - 2%  ยิ่งช่วงนี้ หลังมีเหตุระเบิดที่ราชประสงค์ หุ้นในเมืองไทยก็ตกอย่างแรง นักลงทุนในเมืองไทยก็หัวปั่นกันเป็นแถวๆเช่นกัน แต่ก็ต้องชี้แจงว่ารัฐบาลออสเตรเลีย ไม่ได้รับรองผลตอบแทนจากการลงทุนตรงนี้ให้นะคะ ก็ต้องเป็นไปตาม trend ของตลาดและความสามารถของบริษัทการเงิที่ดูแลเงินของเราด้วยค่ะ  ดังนั้นสำหรับลูกค้าที่มีสมรรถนะทางการเงินสูง แต่ไม่มีคุณสมบัติอย่างอื่นเพียงพอ อย่างเช่นไม่ได้มีการจบเรียนสาขาวิชามาจากออสเตรเลีย หรือมีทักษะตามที่ประเทศออสเตรเลียต้องการ หรือไม่มีเวลาไปทำธุรกิจ หรือ สอบภาษาอังกฤษให้ผ่าน ตามเกณฑ์การนับคะแนนในสาขาวีซ่าธุรกิจ
หรือวีซ่าทักษะตามโครงการของ SkillSelect ของออสเตรเลีย (ที่ปัจจุบันผ่านกันยากผ่านกันเย็นนัก) แต่มีเงิน ก็สามารถเก็บวีซ่าตัวนี้ไว้พิจารณาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกได้เช่นกัน  ยกตัวอย่างลูกหลานชาวจีนที่พ่อแม่มีเงินมีทอง สามารถให้ลูกเป็นเงินลงทุนถึงจำนวน 5 ล้านเหรียญ ฝากไว้ 4 ปี ก็ข้ามฝั่งไปเป็น PR ได้ หรือยิ่งกว่านั้นในปัจจุบันมีวีซ่าตัวใหม่ที่เรียกว่า Premium Investors Visa หรือ PIV ที่สามารถใช้เงินลงทุนถึง 15 ล้านเหรียญ ลงทุนไว้เป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นก็สามารถที่จะข้ามฝั่งไปถือวีซ่าถาวร หรือ PR ได้เลยเช่นกันค่ะ

ทั้งวีซ่า SIV กับ PIV สองตัวนี้ ปัจจุบันเป็นที่สนใจของนักลงทุนหรือนักธุรกิจที่ยินดีช่วยให้ลูกๆหรือครอบครัวที่เขารักได้พำนักอาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลียอย่างถาวรได้ จนในที่สุด สามารถข้ามฝั่งไปถือสัญชาติออสซี่ได้ในที่สุด ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับคนมีเงิน หากมีท่านใดสนใจวีซ่า SIV หรือ PIV ก็สามารถติดต่อคุณหมอวีซ่า โดยตรงที่ pip@cpinter.com.au ได้เลยนะคะ ยินดีดูเคสให้ค่ะ


ก่อนจะจบบทความในวันนี้คุณหมอวีซ่าใคร่ขอประชาสัมพันธ์งานที่มีประโยชน์และกำลังจะจัดที่ CP Bangkok ในวันที่ 12 September 2015 นี้ ตั้งแต่เวลา 13.00-15.00 น. ที่สำนักงานของ CP International สาขากรุงเทพฯ นะคะ ดูรายละเอียดจากข้างล่างนี้ได้เลยค่ะ หากท่านผู้อ่านมีลูกหลาน ทั้งของตนเองและญาติมิตรเพื่อนฝูงที่เรารักและห่วงใย ก็สามารถช่วยประชาสัมพันธ์ให้มาร่วมงานที่ CP Bangkok เพื่อวางแผนอนาคตที่ดี ถูกต้องและตรงเป้าหมายให้เขาเสียแต่แรกตั้งแต่ high school เลยนะคะ
สำหรับวันนี้  สวัสดีและขอให้ทุกท่านมีความสุขมากๆนะคะ




************************************************************




คุณหมอวีซ่านำทีม CP Bangkok ไหว้วันสาร์ทจีนที่เมืองไทย


วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Genuine Temporary Entrant (GTE) คืออะไร? ...วันนี้คุณหมอวีซ่ามีคำตอบ...


สวัสดีค่ะ!! แฟนคลับคุณหมอวีซ่าที่น่ารักทุกท่าน ฉบับที่ผ่านมา คอลัมน์ My Future My CP” ได้มีการกล่าวถึงสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของผลสำรวจรายได้ของผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆในออสเตรเลีย และการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกประจำปี 2015  นับเป็นบทความที่มีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านมากเลยทีเดียว การเรียนต่อต่างประเทศไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับอนาคตของเราโดยตรง เพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงประกอบกับเวลาที่เรียนก็หลายปีอยู่ฉะนั้นจึงควรวางแผนให้ดีๆและตรงตามเป้าหมาย การลงเรียนในสถาบันดีๆ ก็ถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีที่สดใสของตนเองนะคะ ดังนั้นจึงไม่ควรตัดสินใจด้วยปัจจัยในเรื่องของราคาแต่เพียงอย่างเดียวค่ะ คำแนะนำที่ดีๆมีความสำคัญต่ออนาคตของคนๆหนึ่งทั้งชีวิตเลยก็ว่าได้ จึงควรเลือกเรียนในสถาบันที่ดีและตรงกับเป้าหมายชีวิตที่ตั้งไว้ หากท่านผู้อ่านท่านไหนสนใจอยากเรียนต่อ หรือมีพี่น้องลูกหลานที่สนใจอยากศึกษาต่อในต่างประเทศ ในสถาบันดีๆที่มีคุณภาพก็สามารถติดต่อสอบถามกับเจ้าหน้าที่ของ CP International ได้ทุกสาขาเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เมลเบิร์น หรือซิดนีย์ ทางเจ้าหน้าที่ของเราที่มีประสบการณ์แนะแนวมาอย่างยาวนานทุกคนยินดีให้ความช่วยเหลือค่ะ เราพร้อมที่จะให้คำแนะนำดีๆและอำนวยความสะดวกให้กับท่านผู้อ่านที่น่ารักของคุณหมอวีซ่าทุกท่านค่ะ
ถึงแม้ตอนนึ้คุณหมอวีซ่าจะหนีหนาวจากออสเตรเลียมาพำนักพักพิงอยู่ที่ประเทศไทยชั่วคราว แต่ก็ยังคอยอัพเดทสถานการณ์กับน้องๆสาขาอื่นๆตลอดนะคะ อย่างอาทิตย์ก่อนนี่ก็เพิ่ง Skype คุยกับลูกค้าที่ซิดนีย์ เมลเบิร์น กับที่เพิร์ธ ที่ต้องการขอคำปรึกษาจากคุณหมอวีซ่าไปสดๆร้อนๆ สมัยนี้เทคโนโลยีทันสมัยมาก อยู่ไกลแค่ไหนก็เหมือนใกล้ สามารถเห็นหน้ากัน คุยกันได้ชัดแจ๋วแหวว  ช่วงนี้คุณหมอวีซ่าได้คุยกับคนในวงการวีซ่ามาถี่ๆ พอจะตั้งข้อสันนิษฐานได้พอสังเขปว่า เดี๋ยวนี้ทางเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นเริ่มจะมีความเข้มงวดกวดขันในการอนุมัติวีซ่าประเภทนักเรียน (โดยเฉพาะระดับดิพโพลม่า) และคู่ครอง (Partner visas) มากขึ้นแล้วนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการต่อวีซ่านักเรียนของนักเรียนที่มีความประสงค์จะสมัครวีซ่าตัวถัดไปหรือการสุ่มตรวจคุณภาพของโรงเรียนที่รวมไปถึงการขอดูรายงานผลการเรียนและเวลาการเข้าเรียนของนักเรียนในสถาบันนั้นๆ บางคนเคราะห์ร้ายเจอเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจเข้าไปก็ บิงโกค่ะ โดนยกเลิกวีซ่าไปเลยทันทีก็มี บางคนก็เข้ามาขอคำปรึกษาจากทางเราว่ายื่นวีซ่าไปกับเอเจนท์อื่นแล้วโดนให้ตอบคำถามมากมายจนถอดใจไม่ต่อวีซ่าก็มีอยู่มากโขเหมือนกันค่ะ นอกจากนี้วงข่าวยังมากระซิบบอกคุณหมอวีซ่าอีกว่า อนนี้ทางเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นได้ทำการรื้อเคสวีซ่าคู่ครองเก่าๆที่เคยอนุมัติผ่านวีซ่าไปจนผู้ยื่นได้พีอาร์อยู่ออสเตรเลียไปเรียบร้อยแล้วด้วยเทคนิคและอุปกรณ์ใหม่ที่ทางอิมฯใช้วิธี data matching ประกอบกับความร่วมมือกับหน่วยราชการอื่นๆ จนเจอว่าทำเรื่องปลอมไปหลอกอิมฯ เช่น มีการจ้างแต่ง เป็นต้น อิมฯก็จะใช้อำนาจเพิกถอน  PR ที่เคยออกไปแล้วคืนมาได้ตามกฎหมาย
ส่วนในวงการวีซ่านักเรียน กรณีที่อิมฯไปบุกจับ ตรวจเช็คและปิดโรงเรียนเล็กโรงเรียนน้อยราคาถูกๆประเภทที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า dodgy หรือ shonky colleges ก็มีการถือปฏิบัติกันมาอย่างช้านานอยู่ละค่ะ เพื่อรักษาชื่อเสียงของอุตสาหกรรมการศึกษาของประเทศออสเตรเลีย ที่เมื่อเร็วๆนี้เพิ่งประกาศว่าในช่วงปี คศ 2014-2015 ทำเงินให้ออสเตรเลียเกิน 18 พันล้านเหรียญต่อปี ไม่ให้เกิดความเสียหาย หากมีเบาะแสเล็กน้อย เจ้าหน้าที่ก็จะลงลุยเลย ดังข่าวที่เพิ่งออกไปใน Sydney Morning Herald (SMH) เมื่อวันที่  6 สิงหาคม 2015  สดๆร้อนๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไปลุยจับเจ้าของโรงเรียนสองแห่งใน Melbourne ที่มีชื่อว่า นาย Baljit "Bobby" Singh พร้อมพรรคพวก นาย Rakesh Kumar กับนาย  Mukesh Sharma ที่เปิดโรงเรียนชื่อ TK Melbourne Education and Training College กับ St. Stephen Institute of Technology (SSIT)  ที่ไปเอาคนเข้ามาทำงานใน Australia Post หรือกรมไปรษณีย์ของออสเตรเลียโดยอาศัยช่องทางของวีซ่านักเรียน เป็นต้น (อ่านข่าวได้จาก : http://www.smh.com.au/national/cash-for-visas-international-colleges-fake-qualifications-in-migration-rackets-20150805-gis11z.html) น่ากลัวนะคะ ประเทศออสเตรเลีย กฎหมายเข้มงวด ทำไปก็โดนติดคุก ไม่คุ้มกันเลยค่ะ
ดังนั้น การสมัครลงเรียนในโรงเรียนถูกๆระดับล่างที่ทำอะไรแปลกๆ คุณหมอวีซ่าขอเตือนว่าให้ระวังนะคะ อย่าไปเชื่อทุกอย่างที่เอเจนท์นายหน้าขายคอร์สทั้งหลายแนะนำผิดๆถูกๆ ที่ชอบจับเด็กย้ายโรงเรียนตลอดเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินของตนเอง เพื่อกินค่าคอมมิชชั่นจากเด็กตลอด โดยไม่สนใจว่าอนาคตเด็กจะเป็นอย่างไร ไม่ควรนะคะ คุณหมอวีซ่าเข้าใจอยู่ว่าทำค้าขายต้องทำกำไรถึงจะอยู่รอดได้ แต่อย่าไปหลอกเขา ไม่ดีค่ะ คุณหมอวีซ่าเชื่อเสมอว่าคนทำงานทางด้านที่เกี่ยวกับการศึกษาของเด็กๆต้องมีจรรยาบรรณในวิชาชีพค่ะ
ส่วนผู้ที่ถือวีซ่านักเรียนทั้งปวง เงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งก็คือต้องไปเรียนค่ะ อย่ามัวแต่ทำงานเพลินจนส่งผลเสียต่อวีซ่านักเรียนของตน ก็ไม่ดีเช่นกันนะคะ สถาบันการศึกษาในระดับ college ที่พอได้มาตรฐานหลายแห่ง  ก็มักจะมีตารางเรียนที่ค่อนข้างยืดหยุ่นให้อยู่แล้ว นักเรียนสามารถเลือกเรียนให้ตรงตามตารางเวลาที่ต้องการได้  แต่ถ้าเจอโรงเรียนที่บอกเด็กว่าไปเรียนเดือนละหนก็พอ  หรือบอกว่าจะมีคนเช็คชื่อให้ ขอเพียงแค่จ่ายค่าเทอม ทางที่ดีก็อย่าไปยุ่งกับเขาเลยคะ  ถ้าเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นตรวจเจอ ตามมาด้วยการเพิกถอนวีซ่า ก็จะไม่คุ้มกันจริงๆนะคะ อนาคตจบกัน ประวัติก็เสียติดตัวไปด้วยตลอด ช่วงนี้ที่อยู่เมืองไทยก็มีลูกค้าที่ถูกปฏิเสธวีซ่านักเรียน 3-4 ครั้งซ้ำซ้อนมาปรึกษาค่อนข้างมาก สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ สามราย บางรายก็จัดเอกสารเข้าไปไม่ถูก บ้างก็ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ของการได้วีซ่านักเรียน ส่วนใหญ่จะตกสัมภาษณ์ ซึ่งโดยทั่วไปคำถามต่างๆนานาที่ถูกถามกัน ก็จะอยู่ภายใต้หัวข้อที่ท่านผู้อ่านหลายๆท่านอาจจะคุ้นหูกันดี...ที่เรียกว่า  Genuine Temporary Entrant หรือที่เรียกสั้นๆว่า GTE นั่นเองค่ะ  เพราะฉะนั้นวันนี้คุณหมอวีซ่าจะมาเขียนชี้แจงแถลงไขให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้ทราบโดยทั่วกันว่า แท้จริงแล้ว GTE คืออะไร ทำไมมันถึงเป็นหัวข้อที่ทางเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นมักนำมาใช้เป็นเหตุผลในการปฏิเสธ หรือยกเลิกวีซ่าของเรา
GTE หรือ Genuine Temporary Entrant ถ้าจะแปลเป็นไทยก็จะได้ความทำนองที่ว่า ผู้ที่ขอวีซ่าชั่วคราวเข้าประเทศออสเตรเลียโดยมีเจตนารมณ์อันแท้จริงตรงตามเป้าหมายของวีซ่าที่ขอ  ในแง่ของวีซ่านักเรียน ก็คือสำหรับผู้ที่มีจุดประสงค์ที่จะเข้าไปเรียนหนังสือจริงๆ ซึ่งจริงๆแล้ว GTE ไม่ใช่เป็นสิ่งใหม่ของวงการวีซ่าแม้แต่อย่างใดเลยนะคะ เพราะ GTE ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2011 ภายใต้ Ministerial Direction No. 53 - Assessing the Genuine Temporary Entrant Criterion for Student Visa Applications โดยการนำเสนอของพณฯ Chris BOWEN ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการตรวจคนเข้าเมืองและพลเรือนในสมัยนั้น โดย GTE จะถูกนำมาใช้ในการพิจารณาขอและต่อวีซ่านักเรียนของทุกๆท่านไม่ว่าจะเป็นนักเรียนหน้าใหม่หรือเก่า และถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการยกเลิกวีซ่านักเรียนสำหรับผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติตนให้อยู่ในกฎเกณฑ์ของ GTE ดังนั้นหากเจ้าหน้าที่มีความสงสัยว่าผู้สมัครวีซ่านักเรียนคนนั้นๆมีจุดประสงค์ที่จะใช้วีซ่านักเรียนในการอาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลียเพื่อจุดประสงค์แฝงอื่นๆ ทางเจ้าหน้าที่ก็สามารถตั้งคำถามต่างๆภายใต้หัวข้อของ GTE เพื่อให้เราตอบและนำไปใช้พิจารณาในการอนุมัติหรือไม่อนุมัติวีซ่านักเรียนของท่านค่ะ
อย่างไรก็ดี GTE ถูกนิยามให้มีความหมายตาม Ministerial Direction No. 53 ว่า คนที่ถือวีซ่านักเรียนและสามารถปฏิบัติตนให้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของ Genuine Temporary Entrant และเงื่อนไขของวีซ่านักเรียน
“Genuine temporary entrant means a person who satisfies the genuine temporary entrant criterion for Student visa applications.”
และคำอธิบายความของ GTE สามารถตีความตามแหล่งอ้างอิงจากเวบไซต์อิมมิเกรชั่นได้ดังนี้ค่ะ GTE เป็นตัวชี้วัดว่านักเรียนต่างชาติจะได้รับวีซ่านักเรียนเข้าประเทศออสเตรเลียหรือไม่ ซึ่งนักเรียนมักจะต้องตอบให้ตรงจุดประสงค์ ว่าเข้าออสเตรเลียเพื่อการเรียนเพียงอย่างเดียวและตั้งใจที่จะมาเรียนเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงในการขอพำนักอาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลียอย่างถาวรหลังเรียนจบ  โดยการที่จะได้รับวีซ่านักเรียนนั้นผู้สมัครก็จะต้องพิสูจน์ให้ทางเจ้าหน้าที่เห็นว่าผู้สมัครมีความตั้งใจที่จะอาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลียแบบชั่วคราวเท่านั้น ถึงแม้ว่าหลังจากเรียนจบผู้สมัครมีแผนที่จะอาศัยอยู่ต่อเนื่องจากการขาดแคลนบุคลากรในออสเตรเลียจากสาขาการศึกษาที่จบมาจะสามารถขอสัญชาติออสเตรเลียได้ ก็ไม่สามารถที่จะได้รับการยกเว้นจากกฏเกณฑ์ของ GTE ได้ค่ะ ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาความเป็น GTE ของผู้สมัครวีซ่านักเรียนต่างๆจะถูกเขียนไว้ภายใต้ Ministerial Direction No. 53 โดยที่เกณฑ์การพิจารณาต่างๆก็จะมีตามหัวข้อดังต่อไปนี้ค่ะ
·        สภาวะ หรือสถานการณ์ของผู้สมัคร ซึ่งสามารถครอบคลุมได้ตั้งแต่ในเรื่องของสถานะภาพของผู้สมัครในประเทศบ้านเกิด ในประเทศออสเตรเลีย และคอร์สที่สมัครเรียนที่มีผลต่ออนาคตของผู้สมัคร
·        ประวัติการท่องเที่ยวและวีซ่าที่ถือทั้งในประเทศออสเตรเลียและประเทศอื่นๆ
·        กรณีที่ผู้สมัครเป็นเด็กก็จะพิจารณาถึงจุดประสงค์ของพ่อแม่ ผู้ปกครองตามกฎหมายหรือคู่สมรส ของผู้สมัคร
·        เรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
“Genuine temporary entrant
The genuine temporary entrant requirement (GTE) is an integrity measure to ensure that the Student visa Programme is used as intended and not used by international students as a way of maintaining de facto permanent residency in Australia.
The GTE requirement has improved integrity in the student visa program and ensures that only genuine applicants are granted a student visa. To be granted any student visa, applicants must satisfy us that they have a genuine intention to stay in Australia temporarily. When assessing the GTE requirement, we will consider the requirements set out in Ministerial Direction 53. This requires us to be satisfied that the student visa applicant genuinely intends to stay in Australia temporarily having regard to:
·         the applicant's circumstances
·         the applicant's immigration history
·         if the applicant is a minor – the intention of a parent, legal guardian or spouse of the applicant
·         any other relevant matter.
See: Ministerial Direction 53 (41KB PDF file)
The GTE requirement provides a useful way to help identify those applicants who are using the student visa programme for motives other than gaining a quality education. The GTE requirement is not designed to exclude those students who, after studying in Australia, go on to develop the skills required by the Australian labour market and apply to obtain permanent residency.”
แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีนักเรียนที่โดนปฏิเสธวีซ่านักเรียน เนื่องจากไปชี้แจงเจตนารมณ์ว่าหลังเรียนจบ หากมีโอกาสอยู่ออสเตรเลียต่อ ก็อยากจะทำ ดั่งในเคสของ Khanna & Ors v Minister for Immigration & Anor [2015] FCCA 1971 (20 July 2015) ซึ่งศาลได้ตัดสินให้เขาชนะกรณี เนื่องจากศาลบอกว่าผู้ยื่นสามารถถือว่าเป็นผู้ยื่นที่เข้าข่าย GTE ได้ในเวลาเดียวกันกับแสดงเจตนาการขอวีซ่าอยู่ต่อด้วยวีซ่าที่ถูกต้องหากมีโอกาส ไม่ได้ผิดกฎหมายแต่อย่างใด เคสนี้ก็เลยถือว่าเป็นเคสพลิกคว่ำโฉมหน้าของการตีความกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ GTE ก็ว่าได้เลยค่ะ
อ่านกันพอหอมปากหอมคอสำหรับเรื่องราวของ GTE ก่อนนะคะ  ในฉบับหน้าคุณหมอวีซ่าจะให้รายละเอียดเรื่องราวของนักเรียนคนนี้ที่ได้รับการปฏิเสธวีซ่านักเรียนภายใต้กฎ GTE ทั้งจากทางอิมมิเกรชั่นและจาก MRT แต่สุดท้ายก็ได้วีซ่านักเรียนกลับคืนมาจากทางศาลสหพันธ์ เรื่องนี้มีประโยชน์มากๆค่ะ เพราะอาจจะส่งผลต่อแนวทางการพิจารณาวีซ่าตามเงื่อนไขของ GTE guidelines ของอิมมิเกรชั่นในอนาคต ซึ่งน่าจะถือเป็นข่าวดีสำหรับนักเรียนต่างชาติก็ว่าได้
ทิ้งท้ายฉบับนี้อย่างเช่นเคยค่ะ หากท่านผู้อ่านท่านใดมีข้อสงสัยเพิ่มเติมในเรื่องของการสมัครวีซ่าทั้งหลาย หรือว่าอยากจะให้ทางซีพี อินเตอร์ฯช่วยเหลือใดๆเพิ่มเติม ก็สามารถติดต่อทีมงานซีพี อินเตอร์ฯได้ทุกสาขาเลยนะคะ หรือจะติดต่อสอบถามข้อมูลเข้ามาเบื้องต้นได้ที่ www.facebook.com/cpsyd หรือจะโทรมาที่เบอร์ 02 9267-8522 ได้เลยนะคะ หรือสามารถเช็คเบอร์ติดต่อของสาขาต่างๆได้ที่เวบไซต์ของเราที่http://www.cpinter.co.th/contact_us/ ได้เลยค่ะ
สำหรับวันนี้คุณหมอวีซ่าขอลาไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ

ด้วยความปราถนาดี...จากคุณหมอวีซ่า


 น้องๆฝึกงานที่ CP Bangkok จบอีกหนึ่งรุ่น 2015 ค่ะ


CP Staff Development Day ที่ชะอำ




งาน CP Australia Education Fair ที่ ปทุมวันปรินเซส 4 July 2015 ที่ผ่านมา