“คุณหมอวีซ่า”

รูปภาพของฉัน
โดย Pip Panasbodi (MARN 9896337) ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าประจำ CP International Education & Migration Centre www.cpinter.com.au

วันพุธที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Hot News: อัพเดทการเปลี่ยนแปลงกฏวีซ่า 457 ณ วันที่ 19 เมษายน 2017 แถมเรื่องน่าสนใจ: Case Study วีซ่านักเรียนประเทศนิวซีแลนด์ ใครว่าถูกปฏิเสธแล้วจะหมดหวังไปตลอด เพียงอย่าท้อแท้ ทุกปัญหามีทางแก้!

สวัสดีค่ะแฟนๆคลับของคุณหมอวีซ่า ความจริง ท่านนายกรัฐมนตรี  Malcolm Turnbull ของออสเตรเลียมีการออกสื่อประกาศข่าวร้อนๆสดๆเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและนโยบายของ วีซ่าทำงานแบบมีนายจ้างเป็นสปอนเซอร์ให้มาตั้งแต่วันที่ 18 April 2017 และเริ่มใช้กันมาในวันรุ่งขึ้นทันที คือ วันที่  19 April 2017 คุณหมอวีซ่าเองก็อยากเขียนบทความชี้แจงความกระจ่างให้แก่ท่านผู้อ่านมาตั้งแต่ตอนประกาศใหม่ๆ แต่ผลปรากฏว่าในวงการวีซ่า ทั้งลูกค้า นายจ้าง ทนาย  migration agents ก็งงกับการเปลี่ยนแปลงที่ก็ยังมีการชี้แจงต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ ไม่นิ่งสักที คุณหมอวีซ่าจึงตัดสินใจรอให้เรื่องมันนิ่งและแน่นอนสักหน่อย ถึงมาเขียน article อัพเดทข้อมูลที่ถูกต้องตามที่ตีความกฎหมายมาให้ท่านผู้อ่านที่สนใจและติดตามวีซ่าสำคัญตัวนี้อยู่ได้ความกระจ่างกัน จึงเกิดการล่าช้า ต้องขอโทษแฟนๆที่อดทนและคอยติดตามมาทางทีมงานคุณหมอวีซ่านะคะ

เมื่อมาวิเคราะห์ดู ท่านนายกฯเองก็ช่างเลือกวันประกาศเปลี่ยนกฎซะจริงๆเลย ในขณะที่ทุกคนเพิ่งจะกลับมาจากวันหยุดยาว ซึ่งปีนี้ วันหยุด Easter ของเมืองฝรั่ง ก็ตรงกับเทศกาลสงกรานต์ของไทยพอดี ทุกคนก็เพิ่งจะผ่านการสนุกสนานในการเฉลิมฉลองเทศกาลวันหยุดกันมาหมาดๆ พอกลับมา เจอข่าวนี้ หลายคนที่ได้รับผลกระทบก็ถึงกับสะอึกไปเหมือนกันค่ะ และที่คุณหมอวีซ่าคิดว่าไม่ fair ก็คือ อิมมิเกรชั่นของออสเตรเลีย เวลามีการประกาศเปลี่ยนกฎทีไร ก็จะให้เริ่มใช้กฎใหม่ทันที โดยไม่คำนึงถึงและไม่ให้โอกาสเคสที่ได้ผ่านการยื่นเข้าไปตามกฎเก่าแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตัดสิน หรือวีซ่ายังไม่ออก อย่างบางท่านที่เสนออาชีพใน list ที่ถูกเขี่ยออก (ขอใช้คำนี้เฮอะ)ไปแล้ว ก็เท่ากับต้องโดนบังคับให้ถอนเคส หรือไม่ก็จะถูกปฏิเสธกลับมาเป็นต้น ทั้งๆที่เงินก็เสียไปแล้วมากมายทั้งค่าทนาย ค่ายื่น เท่ากับสูญหมด แล้วอย่างนี้ จะเรียกว่ายุติธรรมได้ไงคะ ท่านนายกฯ?

เอาเป็นว่า เรื่องการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับวีซ่า 457 ที่ถูกประกาศไปเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2017 และให้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2017 ทันทีในครั้งนี้ กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวที่สร้างความไม่พึงพอใจให้กับหลายฝ่ายมาก โดยเฉพาะ บรรดานายจ้างกับลูกจ้างร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ อย่างเช่นจากการวางแผนสปอนเซอร์ Cook มาได้  4 ปี พอพ้น 2 ปี ก็คาดว่าจะได้ยื่นข้ามฝั่งให้ไปเป็นวีซ่าถาวร (Permanent Resident or PR) นายจ้างจะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะขาดคนทำงานในระยะยาว พอเกิดการเปลี่ยนแปลงของกฏหมายใหม่ครั้งใหญ่ครั้งนี้ ผลกระทบจึงเกิดกับผู้ที่กำลังจะยื่นขอวีซ่าโดยเฉพาะคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนแล้วตามกฎหมาย และกำลังทำเรื่องยื่น หรือ คนที่ยื่นไปแล้วและกำลังรอผลอยู่ คนกลุ่มเหล่านี้อาจจะโดนผลกระทบกับการเปลี่ยนกฎหมายครั้งนี้โดยตรงเลยก็ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นเราจะจึงต้องตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่มาของข้อมูลหรือเว็บไซต์ Immigration ให้ถูกต้องก่อนเพื่อที่จะป้องกันการถูกปฏิเสธโดยไม่คาดคิดสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนกฎครั้งนี้นะคะ หากไม่แน่ใจในกฎข้อใด คุณหมอวีซ่าก็ขอแนะนำให้ไปปรึกษา ขอคำแนะนำจากผู้ที่รู้จริง อย่างเช่นพวก  migration agents หรือ ทนายที่เชี่ยวชาญกฎหมายเข้าเมืองออสเตรเลีย เป็นต้น

โดยสรุปอย่างคร่าวๆ กฎหมายที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับวีซ่า 457 นี้ ไม่ได้ยากต่อการเข้าใจเลย ได้แก่:


  1. มีการเปลี่ยนแปลงของลิสต์อาชีพ จากลิสต์เก่าที่เรียกว่า CSOL (Consolidated Sponsored Occupation List) ที่ระบุอาชีพที่เป็นที่ต้องการของประเทศออสเตรเลียโดยอนุญาตให้นายจ้างเป็นสปอนเซอร์ให้ชาวต่างชาติมาทำงานให้ธุรกิจของตนได้เพียงชั่วคราวเป็นระยะ 1-4 ปี ได้ภายใต้วีซ่า 457 โดยเปิดช่องทางให้ลูกจ้างสามารถข้ามฝั่งไปเป็นผู้ถือวีซ่าถาวร (PR) ได้หลังจากที่ถือวีซ่า 457 มาครบ 2 ปีนั้น  - กฎใหม่ให้มีการเพิกถอน 216 สายอาชีพออกจากลิสต์นี้ที่แต่ก่อนเคยกำหนดไว้มากถึง 651 อาชีพ โดยตอนนี้เหลือเพียงแค่ 435 อาชีพ ในขณะที่อีก 59 อาชีพที่ยังเก็บอยู่ในลิสต์ใหม่นั้น ก็จะถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขต่างๆในการยื่น
  2. มีการยกเลิกวีซ่า 457 ในเดือนมีนาคม 2018 โดยจะเปลี่ยนให้เป็นวีซ่าตัวใหม่ที่เรียกว่า Temporary Skill Shortage (TSS) แต่ยังไม่ได้กำหนดตัวเลขว่าเรียกเป็นวีซ่า subclass อะไร


คุณหมอวีซ่าวิเคราะห์:

เมื่อพูดถึงลิสต์อาชีพที่เปลี่ยนไปนั้น แต่ก่อน CSOL นั้นจะประกอบไปด้วยหลากหลายอาชีพที่สามารถให้นายจ้างสปอนเซอร์ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในอาชีพสายต่างๆเหล่านี้ที่หาคนทำงานยากภายในประเทศออสเตรเลีย เช่น Cook ในร้านอาหารไทย เข้ามาสมัครวีซ่า 457 ได้ แต่ในปัจจุบันลิสต์นี้ได้ถูกแตกออกเป็น สอง ลิสต์ คือ:


  • Short-Term Skilled Occupations List (STSOL) ซึ่งได้แก่ list อาชีพที่ขาดแคลนชั่วคราว สำหรับลูกจ้างที่ถูกสปอนเซอร์ในสายอาชีพที่อยู่ใน  list นี้ จะได้วีซ่าทำงานเพียงแค่ 2 ปี และมีโอกาสต้อวีซ่าได้เพียงหนึ่งครั้ง คืออีก 2 ปี และไม่มีช่องทางสมัครเป็น PR ต่อได้
  • Medium and Long-Term Strategic Skills List (MLTSSL) ซึ่งได้แก่ List อาชีพที่ถูกประเมินว่าเป็นอาชีพที่ขาดแคลนในระยะยาว และเป็นสายอาชีพมีค่าต่อเศรษฐกิจของประเทศออสเตรเลียเป็นอย่างมาก สำหรับลูกจ้างที่ถูกสปอนเซอร์ในสายอาชีพที่อยู่ใน  list นี้ จะได้วีซ่าทำงานระยะยาว 4 ปี และหลังจากถือวีซ่าไป 3 ปี และสอบภาษาอังกฤษ PTE (Pearson Test) ได้คะแนน 50 , TOEFLiBT ได้คะแนน 73  ซึ่งเทียบเท่ากับ IELTS 6 และผ่านคุณสมบัติอื่นครบถ้วน ก็จะสามารถข้ามฝั่งไปเป็น PR ได้

นอกจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายนครั้งนี้ ยังจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในวันที่ 1 กรกฎาคม 2017  ซึ่ง ก็จะมีการ Review ลิสต์อาชีพทั้งสองนี้อีกครั้ง ซึ่งคาดคะเนได้ว่าบางอาชีพจะถูกลบเพิ่มเติมออกจาก Medium and Long-Term Strategic Skills List (MLTSSL) โดยต้องรออิมฯประกาศอีกครั้งค่ะ และเท่าที่ทราบมา การเปลี่ยนแปลง ในวันที่ 1 July 2017 ก็ยังไม่สุดท้ายนะคะ การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับวีซ่า 457 ครั้งนี้ ยังจะต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนถึง วันที่ 1 March 2018 ถึงจะพอสรุปได้ค่ะ
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งนี้มีเหตุเนื่องมาจากประเทศออสเตรเลียต้องการที่จะให้สิทธิ์การทำงานให้กับประชากรของเขาก่อนที่จะให้งานกับคนต่างชาติ และพยายามที่จะปรับปรุงระบบการว่าจ้างแรงงานต่างชาติให้ตอบสนองกับความต้องการของตลาดแรงงานจริงของประเทศออสเตรเลีย

นอกเหนือจากนั้น ในอนาคตผู้สมัครวีซ่า 457 จะต้องมีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 2 ปีด้วยโดยมีสถาบันวิจัยและมหา วิทยาลัยชั้นนำหลายที่เกิดข้อกังวลต่อกฎข้อนี้ เพราะว่ามีนักวิชาการที่จบปริญญาเอกอีกหลายท่านที่ถูกจ้างมาให้ทำวิจัยทันทีหลังเรียนจบโดยไม่มีประสบการณ์การทำงาน โดยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ผ่านการลงทุนไปด้วยเงินจำนวนมหาศาล และกลุ่มนักวิจัยที่เดินทางมาจากรอบโลกนั้นหลายๆคนก็กำลังถือวีซ่า 457 อยู่ โดยสถิติแล้วผู้ที่ถือวีซ่า 457 ในประเทศออสเตรเลียนั้นมีจำนวนมาก ข้อมูลจากเว็บไซติข่าวในออสเตรเลีย www.news.com.au แจ้งว่า "As at September 30, 2016 there were 95,757 workers in Australia on primary 457 visas and 76,430 secondary visa holders (members of their family)."  รวมๆแล้วเป็นหลักแสนคน จึงทำให้ข่าวนี้สร้างความกังวลให้กับหลายๆคนที่กำลังถือวีซ่าประเภทนี้อยู่ ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

จบเรื่องเครียด 457 คุณหมอวีซ่าอยากขอแถมเรื่องเล่าที่เป็นเรื่องจริงให้ท่านผู้อ่านคลายเครียดสักเรื่องก่อนจากกันไปวันนี้ โดยเล่าเรื่องของน้องคนหนึ่งที่พวกเรารักมากและช่วยกันดูแลเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ให้ฟัง:

เอาเป็นว่า หลังจากอัพเดทเรื่องเครียดๆกันแล้วเรามาแสดงความยินดีกับน้องนักเรียนคนหนึ่งที่เพิ่งได้วีซ่านิวซีแลนด์ไปครอบครอง แม้จะมีอุปสรรคมาขัดขวางตลอดเวลาและเคยถูกปฏิเสธมาสองครั้ง ครั้งหนึ่งจากประเทศออสเตรเลีย และครั้งที่สองจากประเทศนิวซีแลนด์แล้วก็ตาม แถมก่อนหน้านี้ ยังเคยไปเรียนที่ออสเตรเลีย และโดนยกเลิกวีซ่านักเรียนกลับมา โดนทัณบณฑ์ ban ไม่ให้กลับเข้าออสเตรเลียด้วยวีซ่าชั่วคราวใดๆเป็นเวลา 3 ปีเต็ม ฟังดูแล้ว ประวัติอย่างนี้ จะมีใครกล้ารับทำวีซ่าให้ไหมเนี๊ยะ แต่ดีที่น้องไม่ละความพยายาม และเชื่อมือทีมงานคุณหมอวีซ่า จนในที่สุด ความฝันน้องก็เป็นจริง เพราะทำตามคำแนะนำของคุณหมอวีซ่ากับทีมงาน ฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยกัน จนได้วีซ่าไปเรียนที่นิวซีแลนด์ สมหวังตามคาดหวัง

เรื่องมีอยู่ว่า น้องเอ นามสมมุติเคยยื่นวีซ่านักเรียนประเทศออสเตรเลีย โดยคุณแม่มีเงื่อนไขกับน้องว่าถ้าต้องการไปเรียนจะต้องไปอยู่กับคุณลุงที่เป็นพ่อหม้ายออสซี่ลูกสาม โดยน้องควรจะแบ่งเบาภาระให้คุณลุงและช่วยน้องๆเท่าที่ทำได้ในขณะที่เรียนอยู่ แต่เมื่อเขาไปถึงที่ออสเตรเลีย เขากลับโดนครอบครัวนี้เอาเปรียบถูกใช้งานหนักจนไม่สามารถโฟกัสเรื่องเรียนได้ แถมคุณลุงป่วยหนักและไม่มีใครดูน้องน้องทั้งสามคน แต่ด้วยสัญญาที่ให้คุณแม่ให้ไว้ว่าจะต้องตอบแทนคุณลุง ตนเองจึงไม่มีทางเลือกและช่วยดูแลครอบครัวนี้ พาคุณลุงส่งโรงพยาบาล admit เป็นเดือน แถมยังต้องดูแลเด็กๆอายุน้อยๆ หลังเลิกเรียนอีก ทำให้น้องต้องขาดเรียน และโดนทางโรงเรียนเพิกถอน CoE ซึ่งส่งผลให้วีซ่านักเรียนโดนยกเลิก โดน Ban 3 ปีกลับเข้าออสเตรเลียไม่ได้

หลังจากนั้นก็เหมือนโชคชะตาเล่นตลกที่น้องจะต้องกลับมาไทยอย่างกระทันหันเนื่องจากคุณตา ผู้ที่น้องรักดั่งคุณพ่อของน้องเอง ต้องเข้าผ่าตัดใหญ่ โดยที่น้องเองก็เรียนที่ออสเตรเลียยังไม่จบ คุณตานอนอยู่ที่โรงพยาบาลหลายเดือน จึงตัดสินใจอยู่ดูแลคุณตาจนลมหายใจสุดท้ายที่ไทย โดยตามประวัติการเรียนที่ออสฯแล้ว น้องได้มีเปลี่ยนคอร์สเรียนซึ่งเป็นทั้ง Business และสาย IT แต่ก็ไม่สามารถเรียนให้จบตามความตั้งใจได้เนื่องจากมีเรื่องครอบครัวเข้ามาถาโถมชีวิตน้องโดยตลอด
เมื่อคุณตาได้จากไปน้องก็เริ่มรู้สึกว่า เค้าเริ่มตามเพื่อนรุ่นเดียวกันไม่ทัน เพราะหลายคนได้เรียนจบไปแล้ว น้องจึงมาขอให้ทาง CP International ยื่นวีซ่าให้กลับไปเรียนที่ออสฯใหม่ ทีมงานก็อธิบายว่าทำไม่ได้ ทำไปก็จะโดนปฏิเสธ เพราะน้องโดน ban 3 ปีอยู่ แถมประวัติการเรียนที่ออสฯที่ผ่านมาก็ไม่ดีเลย แต่น้องดื้อมาก ตื้อบ่อยมากว่ายังไงก็ขอลองดูก่อน ในที่สุด เราก็ทนคำตื๊อไม่ไหว ยื่นให้ ก็โดนปฏิเสธมาจริงๆตามที่แจ้งไว้ แต่น้องก็ไม่ยอมรอ 3 ปี คราวนี้ให้ลองไปยื่นวีซ่าไปเรียนที่นิวซีแลนด์แทนโดยน้องแจ้งว่าน้องอยากเรียนสาย Hospitality ซึ่งน้องบอกว่าเป็นตน enjoy มากกว่า และน้องอยากเรียนคอร์ส International Cuisine แต่เนื่องจากน้องไม่มีวุฒิเก่าที่เกี่ยวข้องกับสายนี้ และเราก็แนะนำให้น้องไปเรียนในเมืองไทยในสายที่ตนอยากเรียนมาก่อน น้องก็ไม่เชื่ออีกแระ จึงถูกปฏิเสธวีซ่าจากนิวซีแลนด์ โดยจากหนังสือปฏิเสธนั้น แจ้งไว้ด้วยว่าการปฏิเสธครั้งนี้ยังไม่นับถึงเรื่องที่น้องมีประวัติ non-compliance หรือการไม่ปฏิบัติตามกฏของออสเตรเลีย ทางคุณหมอวีซ่าจึงแนะนำน้องว่าหากน้องต้องการเรียนสายนี้จริงๆ ก็ให้น้องพิสูจน์ด้วยการไม่ยอมแพ้ที่จะเรียนสายนี้ไม่ว่านิวซีแลนด์จะปฏิเสธมา แต่ให้น้องเรียนที่ไทยไปก็ยังได้เพื่อแสดงความตั้งใจจริงและสร้าง profile ที่ดีในการมีพื้นฐานการเรียนที่ไทยก่อนและหลังจากนั้นก็ให้ทำงานที่ไทย

หลังจากนั้น น้องก็หายหน้าไป 1 ปีครึ่ง โดยกลับมาพร้อมกับใบจบคอร์สเรียนการทำอาหารที่วิทยาลัยสายอาชีวะที่รับรองโดยกระทรวงการศึกษาธิการ แถมยังประสบการณ์การทำงานโรงแรมอีก 1 ปี  จึงยื่นวีซ่าอีกครั้งหนึ่งและในที่สุดวีซ่าน้องก็ได้รับการอนุมัติให้น้องครอบครองอย่างเรียบร้อย ได้ข่าวว่าปัจจุบัน น้องผลการเรียนดี เป็นหนึ่งในนักเรียนดีเด่นที่สถาบันในนิวซีแลนด์ด้วย และคุณหมอวีซ่าก็แนะแนวน้องต่อเนื่องไปจนกระทั่งหลังเรียนจบ ให้ทำวีซ่าทำงานต่อที่ นิวซีแลนด์ และพยายามไปให้ถึง PR และ Citizen ของ New Zealand ในที่สุด เพราะสองประเทศนี้ คือ Australia and New Zealand เป็นประเทศพี่น้อง การได้สัญชาติที่ประเทศหนึ่งจะช่วยให้สามารถข้ามฝั่งไปทำงานอีกที่หนึ่งได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า ขอให้มีความตั้งใจและพยายาม ก็มีอนาคตที่สดใสได้ค่ะ  ทีมงานเราก็ดีใจแทนผู้ปกครองด้วยนะคะ
ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ว่าการมีอุปสรรคหรือการถูกปฏิเสธวีซ่านั้นหากไม่ยอมแพ้และมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ ยังมีทางออกและความเป็นไปได้อยู่เสมอแต่สิ่งที่สำคัญก็คือการวางแผนอนาคตให้ดีและมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำตามแผนให้สำเร็จจริงๆ แค่นี้ก็จะชนะอุปสรรคที่เข้ามาขัดขวางความใฝ่ฝันตั้งใจแล้วค่ะ  คุณหมอวีซ่าเป็นกำลังใจน้องๆทุกคนนะคะ

สุดท้ายนี้ ทาง CP International สาขากรุงเทพฯและเชียงใหม่กำลังจะมีกิจกรรมแนะแนวดีๆฟรีสำหรับผู้ต้องการไปเรียนต่อโทที่ออสเตรเลีย ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ หากสนใจก็เข้ามาร่วมฟังสัมนาได้เลยนะคะ